เล่ห์กล ราคะ ยุทธภพ

    บทที่ 29.2 บุปผาสองสายพันธุ์ และปริศนาศพไร้หน้า

            ยามราตรีในนครฉางอัน แม้จะถูกปกคลุมด้วยหิมะและลมเหมันต์ที่หนาวเหน็บ ทว่าในย่านเริงรมย์และตลาดมืดกลับยิ่งคึกคักและเต็มไปด้วยแสงสี โคมไฟกระดาษสีแดงและเหลืองถูกจุดสว่างไสวเรียงรายไปตามสองข้างทาง เสียงลูกเต๋ากระทบถ้วยกระเบื้องในบ่อนพนัน เสียงเครื่องดนตรีจากหอนางโลม และเสียงพูดคุยโอ้อวดของบรรดาชาวยุทธที่เมามาย ดังก้องผสมปนเปกันจนกลายเป็นเสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์ของเมืองหลวงแห่งต้าถัง

            ไป๋หย่งเจิ้งในชุดเสื้อคลุมสีเทาหม่น เดินแฝงตัวกลมกลืนไปกับฝูงชนอย่างแนบเนียน หมวกปีกกว้างที่สวมใส่ช่วยบดบังใบหน้าอันหล่อเหลาไปได้กว่าครึ่ง มังกรหนุ่มใช้เวลาหลายชั่วยามในการเดินเข้าออกตามสถานที่อโคจรต่างๆ ทั้งบ่อนพนันขนาดใหญ่ โรงน้ำชาที่ชาวยุทธมักมารวมตัวกัน หรือแม้กระทั่งตรอกซอยแคบๆ ที่เป็นแหล่งซื้อขายข่าวสารในตลาดมืด

            เขาสั่งสุรารสชาติบาดคอมานั่งจิบเงียบๆ ที่มุมอับของโรงน้ำชา เงี่ยหูฟังบทสนทนาของโต๊ะข้างเคียงอย่างตั้งใจ ทว่าสิ่งที่เขาได้รับกลับมา มีเพียงข่าวลือที่ถูกปั้นแต่งให้เกินจริงไปไกล ชาวยุทธบางคนโอ้อวดว่าตนเองเห็นฟงอู๋จี้เหาะเหินเดินอากาศได้ บางคนก็บอกว่าจี้หยกนั้นสามารถใช้เรียกกองทัพผีดิบได้ สารพัดเรื่องราวไร้สาระที่หลุดออกมาจากปากของคนเมาและพวกละโมบที่หวังจะครอบครองสุดยอดวิชา

            "ไร้ประโยชน์สิ้นดี..." หย่งเจิ้งคิดในใจขณะเดินก้าวเท้าออกจากบ่อนพนันแห่งหนึ่งที่เต็มไปด้วยควันยาสูบและกลิ่นเหงื่อคาว "คนพวกนี้ก็แค่สุนัขหิวตระกละที่ตามกลิ่นเนื้อมา แต่กลับไม่มีใครรู้เลยว่าชิ้นเนื้อนั้นอยู่ที่ใด ฟงอู๋จี้ ผู้มีฉายาดาบล่องนภา... หากวิชาตัวเบาของเขาล้ำเลิศจนไม่มีใครตามจับได้จริง การมางมเข็มในมหาสมุทรกลางเมืองหลวงที่กว้างใหญ่เช่นนี้ คงไม่ต่างอะไรกับการคว้าน้ำเหลว"

            มังกรหนุ่มถอนหายใจยาว เขากระชับเสื้อคลุมให้แน่นขึ้นเพื่อรับมือกับลมหนาวที่พัดมาปะทะ ใบหน้าคมคายภายใต้เงาหมวกฉายแววครุ่นคิด ในขณะที่เขากำลังก้าวเดินหลบเลี่ยงความวุ่นวายของถนนสายหลัก เข้าสู่ตรอกหินกรวดที่ค่อนข้างเงียบสงบและไร้ผู้คนนั้นเอง...

            ท่ามกลางแสงจันทร์นวลผ่องที่สาดส่องลงมากระทบผืนหิมะเบื้องหน้า จู่ๆ ลมเหมันต์ที่เคยพัดกรรโชกก็พลันสงบนิ่งลงอย่างประหลาด ราวกับธรรมชาติกำลังหยุดนิ่งเพื่อต้อนรับการมาเยือนของบุคคลผู้หนึ่ง

            "คุณชายไป๋... ท่านช่างมีสติปัญญาเฉียบแหลม และมีความมุมานะในการตามหาความจริงยิ่งนัก..."

            เสียงหวานใสประดุจหยาดน้ำค้างหยดลงบนแผ่นหยก ดังแว่วมาจากเบื้องหน้า น้ำเสียงนั้นไม่ได้ดังมากนัก ทว่ากลับกังวานก้องและแทรกซึมเข้าไปในโสตประสาทอย่างชัดเจน ราวกับมีคนมากระซิบอยู่ข้างใบหู

            ไป๋หย่งเจิ้งชะงักฝีเท้าทันที สัญชาตญาณระแวดระวังภัยของมังกรหนุ่มทำงานอย่างเต็มที่ มือขวาของเขาเลื่อนไปแตะที่ด้าม 'ดาบเหล็กดำ' กลางแผ่นหลังโดยอัตโนมัติ นัยน์ตาสีเข้มตวัดมองฝ่าความมืดไปยังทิศทางของต้นเสียง

            ที่ปลายตรอกหินกรวด ห่างออกไปราวห้าจั้ง (สิบห้าเมตร) ปรากฏร่างของสตรีนางหนึ่งยืนตระหง่านอยู่ท่ามกลางม่านหิมะที่โปรยปราย...

            นางสวมชุดกระโปรงยาวสีขาวบริสุทธิ์ที่ทอจากไหมฟ้าชั้นเลิศ ชายเสื้อและแขนเสื้อกว้างพลิ้วไหวเบาๆ แม้จะไร้สายลม เส้นผมสีดำขลับดุจน้ำหมึกถูกเกล้าขึ้นครึ่งศีรษะ ประดับด้วยปิ่นหยกขาวเรียบง่าย ปล่อยปอยผมที่เหลือทิ้งตัวยาวสยายเคลียแผ่นหลัง ทว่าสิ่งที่ทำให้ลมหายใจของไป๋หย่งเจิ้งต้องสะดุด ไม่ใช่เครื่องแต่งกายที่ดูสูงศักดิ์... แต่เป็น 'รูปโฉม' ของนางต่างหาก!

            ใบหน้าของสตรีนางนั้นงดงามหมดจดและสมบูรณ์แบบจนแทบจะหาคำใดในโลกมนุษย์มาบรรยายไม่ได้ ผิวพรรณของนางขาวผ่องและเปล่งประกายเรืองรองราวกับอาบไล้ด้วยแสงจันทร์ นัยน์ตาดอกท้อคู่สวยนั้นลึกล้ำ สงบนิ่ง และดูบริสุทธิ์ประดุจสระน้ำใสในสรวงสวรรค์ กิริยาท่าทางของนางดูสูงส่ง หลุดพ้นจากกิเลสทางโลก ราวกับ 'นางอัปสร' หรือเทพธิดาที่เง็กเซียนฮ่องเต้ส่งลงมาจุติบนโลกมนุษย์ก็มิปาน!

            แม้แต่เกล็ดหิมะที่โปรยปรายลงมา ก็ยังดูเหมือนจะจงใจร่วงหล่นหลบเลี่ยงเรือนร่างของนาง ราวกับไม่กล้าทำให้ความบริสุทธิ์นั้นต้องแปดเปื้อน!

            "แต่ช่างน่าเสียดายนัก... ที่สติปัญญาและความมุมานะของท่าน กำลังถูกใช้เดินไปใน 'เส้นทางที่ผิดพลาด' เสียแล้ว" สตรีชุดขาวกล่าวต่อด้วยรอยยิ้มบางๆ ที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่งดงามทว่าเข้าถึงได้ยาก

            ไป๋หย่งเจิ้งพยายามดึงสติของตนเองกลับมา เขาโคจร 'ลมปราณบ่มตะวัน' ในร่างกายหนึ่งรอบเพื่อขับไล่ความเคลิบเคลิ้มที่เกิดจากรูปโฉมของนาง มังกรหนุ่มหรี่ตาลง แววตาแปรเปลี่ยนเป็นความดุดันและเยือกเย็น

            "แม่นางเป็นใครกัน? เหตุใดจึงรู้จักชื่อแซ่ของข้า และเหตุใดจึงมาดักรอข้าในสถานที่เปลี่ยวเช่นนี้?" หย่งเจิ้งเอ่ยถามเสียงเข้ม ไม่ยอมปลดมือออกจากด้ามดาบ

            สตรีผู้งดงามดุจแสงจันทร์ไม่ได้แสดงท่าทีหวั่นเกรงต่อรังสีคุกคามของเขาเลยแม้แต่น้อย นางประสานมือไว้ที่ระดับเอว ค้อมศีรษะลงเล็กน้อยด้วยท่วงท่าที่สง่างามเหนือพรรณนา ก่อนจะเอ่ยแนะนำตัวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

            "ข้ามีนามว่า... 'ยวี่ยั่นฉาน'"

            ชื่อนั้นเปรียบเสมือนอสนีบาตฟาดลงกลางใจของไป๋หย่งเจิ้ง! มังกรหนุ่มเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย ความทรงจำเกี่ยวกับคำเตือนอันหนักแน่นและจริงจังของหานฉู่ฉู่ที่โรงเตี๊ยมเมื่อช่วงกลางวัน พลันแล่นกลับเข้ามาในหัวอย่างแจ่มชัด

            "...ท่านจงระวังตัวและพยายามหลีกเลี่ยงสตรีนางหนึ่งให้ดี... สตรีนางนั้นมีนามว่า ‘ยวี่ยั่นฉาน’ ผู้คนที่ชาวยุทธต่างพากันยกย่องและเรียกขานนางว่า ‘นางเซียนจันทร์กระจ่างฟ้า’..."

            "...อย่าได้ไว้ใจนางเด็ดขาด! และที่สำคัญที่สุด... ท่านจงอย่าได้ปล่อยให้หัวใจของท่าน หลงใหลเคลิบเคลิ้มไปกับรูปโฉมของนางเป็นอันขาด!"

            หย่งเจิ้งสูดลมหายใจเข้าลึก บัดนี้เขาเข้าใจแจ่มแจ้งแล้วว่าเหตุใดหานฉู่ฉู่ถึงต้องเอ่ยปากเตือนเขาเรื่อง 'รูปโฉม' ของนาง ความงดงามของยวี่ยั่นฉานนั้นทรงพลังและอันตรายอย่างที่หานฉู่ฉู่กล่าวไว้จริงๆ หากเป็นบุรุษทั่วไปที่จิตใจไม่เข้มแข็งพอ เพียงแค่ได้สบตากับนางก็คงพร้อมที่จะคุกเข่าศิโรราบและยอมทำตามคำสั่งของนางทุกอย่างโดยไม่ตะขิดตะขวงใจ

            "ที่แท้ก็คือ 'นางเซียนจันทร์กระจ่างฟ้า' ผู้เลื่องชื่อนี่เอง" หย่งเจิ้งปรับสีหน้าให้กลับมาสงบนิ่งดังเดิม เขาตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่ไม่ได้แสดงความตื่นเต้นหรือเทิดทูนเฉกเช่นบุรุษคนอื่นๆ "ข้าเพิ่งจะได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของท่าน มาจากปากของคุณหนู 'หานฉู่ฉู่' แห่งสำนักกระบี่ทักษิณเมื่อช่วงกลางวันนี้เอง ไม่นึกเลยว่าสวรรค์จะบันดาลให้เราได้พบกันรวดเร็วถึงเพียงนี้"

            ยวี่ยั่นฉานได้ยินชื่อของหานฉู่ฉู่ ทว่าใบหน้างดงามของนางกลับไม่มีปฏิกิริยายินดียินร้ายใดๆ ทั้งสิ้น ไม่มีแม้แต่ความประหลาดใจหรือความเป็นปฏิปักษ์ นางเพียงแค่กะพริบตาช้าๆ

            "โอ้... คุณชายไป๋รู้จักกับคุณหนูหานแห่งสำนักกระบี่ทักษิณด้วยหรือ?" นางเอ่ยเสียงเรียบ "ข้ากับนางต่างก็เป็นศิษย์ฝ่ายธรรมะ แม้จะไม่เคยพบปะพูดคุยกันเป็นการส่วนตัว แต่ก็เคยได้ยินชื่อเสียงของสำนักกระบี่ทักษิณอยู่บ้าง... นับเป็นวาสนาของท่านที่ได้รู้จักกับสตรีที่เพียบพร้อมเช่นนาง"

            ปฏิกิริยาที่ราบเรียบของยวี่ยั่นฉาน ทำให้ไป๋หย่งเจิ้งลอบประเมินสถานการณ์ในใจ 'ดูเหมือนนางเซียนผู้นี้จะไม่ได้มีความสนิทสนม หรือมีความบาดหมางใดๆ กับหานฉู่ฉู่อย่างที่ข้าคิด... ถ้าเช่นนั้น เหตุใดหานฉู่ฉู่ถึงต้องเตือนข้าด้วยน้ำเสียงที่รุนแรงถึงเพียงนั้นกัน?'

            (แน่นอนว่ามังกรหนุ่มผู้ทึ่มทื่อในเรื่องอิสตรี ย่อมไม่มีทางเข้าใจถึง 'สัญชาตญาณความหึงหวง' ของลูกผู้หญิง ที่ไม่อยากให้บุรุษที่ตนพึงใจต้องมาพบเจอกับสตรีที่งดงามระดับเทพธิดาเช่นนี้!)

            ยวี่ยั่นฉานไม่ได้ใส่ใจที่จะสานต่อบทสนทนาเรื่องของหานฉู่ฉู่ นางเปลี่ยนเรื่องกลับมาที่เป้าหมายหลักของนางทันที

            "คุณชายไป๋... ข้าได้ยินข่าวคราวความสูญเสียของตระกูลไป๋แห่งเมืองลั่วหยางมาบ้าง" น้ำเสียงของนางแฝงไปด้วยความเวทนาและจริงใจ "ข้าขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการจากไปของท่านประมุข ไป๋เจิ้งฉี บิดาของท่านเป็นวีรบุรุษที่น่ายกย่อง... แล้วฮูหยินไป๋ มารดาของท่านเล่า บัดนี้นางปลอดภัยและสบายดีหรือไม่?"

            เมื่อพูดถึงมารดา แววตาของหย่งเจิ้งก็อ่อนโยนลงเล็กน้อย (โดยที่เขาไม่รู้เลยว่ามารดาของตนเองในยามนี้ กำลังนอนอ้าขาให้พวกเดนมนุษย์รุมกระทำย่ำยีอย่างวิปริตอยู่ที่กวางโจว) ชายหนุ่มพยักหน้ารับ "ขอบพระคุณนางเซียนที่ห่วงใย ท่านแม่ของข้าปลอดภัยดี ตอนนี้นางพำนักอยู่ภายใต้การคุ้มครองของสำนักคุ้มกันภัยเจิ้นเหว่ย ท่านไม่ต้องเป็นกังวล"

            "เช่นนั้นก็ดีแล้ว" ยวี่ยั่นฉานพยักหน้าช้าๆ ก่อนที่นางจะผายมือไปทางตรอกเล็กๆ ด้านข้างที่เงียบสงบและทอดยาวไปสู่ริมแม่น้ำที่กลายเป็นน้ำแข็ง "หากคุณชายไป๋ไม่รังเกียจ และไม่รีบร้อนจนเกินไปนัก... ท่านจะให้เกียรติเดินสนทนาไปพร้อมกับข้าสักครู่ จะได้หรือไม่? ข้ามีเรื่องสำคัญบางอย่าง... ที่เกี่ยวกับ 'คดีฆ่าล้างสำนักดาบวายุคลั่ง' และ 'ดาบล่องนภา' อยากจะชี้แนะให้ท่านได้รับรู้"

            คำชักชวนที่มาพร้อมกับเบาะแสสำคัญที่เขากำลังตามหา ทำให้ไป๋หย่งเจิ้งไม่อาจปฏิเสธได้ แม้ในใจจะยังคงจดจำคำเตือนของหานฉู่ฉู่ให้ระวังตัวและอย่าไว้ใจสตรีผู้นี้ แต่สัญชาตญาณของเขาก็บอกว่า นางเซียนตรงหน้าไม่ได้มีเจตนาร้ายซ่อนเร้น

            "ในเมื่อนางเซียนอุตส่าห์ดักรอเพื่อชี้แนะ ข้าไป๋หย่งเจิ้งย่อมยินดีน้อมรับฟัง"

            ชายหนุ่มประสานมือคารวะ ก่อนจะก้าวเดินเคียงข้างไปกับสตรีชุดขาวที่งดงามดุจแสงจันทร์ ทิ้งความวุ่นวายของย่านเริงรมย์ไว้เบื้องหลัง โดยไม่รู้เลยว่า... บทสนทนาที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่อึดใจข้างหน้า จะพลิกคว่ำความเชื่อและข้อมูลทุกอย่างที่เขามี เกี่ยวกับคดีฆ่าล้างสำนักและปริศนาของจี้หยกไปตลอดกาล!

            ยามราตรีในนครฉางอัน แม้จะถูกปกคลุมด้วยหิมะและลมเหมันต์ที่หนาวเหน็บ ทว่าในย่านเริงรมย์และตลาดมืดกลับยิ่งคึกคักและเต็มไปด้วยแสงสี โคมไฟกระดาษสีแดงและเหลืองถูกจุดสว่างไสวเรียงรายไปตามสองข้างทาง เสียงลูกเต๋ากระทบถ้วยกระเบื้องในบ่อนพนัน เสียงเครื่องดนตรีจากหอนางโลม และเสียงพูดคุยโอ้อวดของบรรดาชาวยุทธที่เมามาย ดังก้องผสมปนเปกันจนกลายเป็นเสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์ของเมืองหลวงแห่งต้าถัง

            ไป๋หย่งเจิ้งในชุดเสื้อคลุมสีเทาหม่น เดินแฝงตัวกลมกลืนไปกับฝูงชนอย่างแนบเนียน หมวกปีกกว้างที่สวมใส่ช่วยบดบังใบหน้าอันหล่อเหลาไปได้กว่าครึ่ง มังกรหนุ่มใช้เวลาหลายชั่วยามในการเดินเข้าออกตามสถานที่อโคจรต่างๆ ทั้งบ่อนพนันขนาดใหญ่ โรงน้ำชาที่ชาวยุทธมักมารวมตัวกัน หรือแม้กระทั่งตรอกซอยแคบๆ ที่เป็นแหล่งซื้อขายข่าวสารในตลาดมืด

            เขาสั่งสุรารสชาติบาดคอมานั่งจิบเงียบๆ ที่มุมอับของโรงน้ำชา เงี่ยหูฟังบทสนทนาของโต๊ะข้างเคียงอย่างตั้งใจ ทว่าสิ่งที่เขาได้รับกลับมา มีเพียงข่าวลือที่ถูกปั้นแต่งให้เกินจริงไปไกล ชาวยุทธบางคนโอ้อวดว่าตนเองเห็นฟงอู๋จี้เหาะเหินเดินอากาศได้ บางคนก็บอกว่าจี้หยกนั้นสามารถใช้เรียกกองทัพผีดิบได้ สารพัดเรื่องราวไร้สาระที่หลุดออกมาจากปากของคนเมาและพวกละโมบที่หวังจะครอบครองสุดยอดวิชา

            "ไร้ประโยชน์สิ้นดี..." หย่งเจิ้งคิดในใจขณะเดินก้าวเท้าออกจากบ่อนพนันแห่งหนึ่งที่เต็มไปด้วยควันยาสูบและกลิ่นเหงื่อคาว "คนพวกนี้ก็แค่สุนัขหิวตระกละที่ตามกลิ่นเนื้อมา แต่กลับไม่มีใครรู้เลยว่าชิ้นเนื้อนั้นอยู่ที่ใด ฟงอู๋จี้ ผู้มีฉายาดาบล่องนภา... หากวิชาตัวเบาของเขาล้ำเลิศจนไม่มีใครตามจับได้จริง การมางมเข็มในมหาสมุทรกลางเมืองหลวงที่กว้างใหญ่เช่นนี้ คงไม่ต่างอะไรกับการคว้าน้ำเหลว"

            มังกรหนุ่มถอนหายใจยาว เขากระชับเสื้อคลุมให้แน่นขึ้นเพื่อรับมือกับลมหนาวที่พัดมาปะทะ ใบหน้าคมคายภายใต้เงาหมวกฉายแววครุ่นคิด ในขณะที่เขากำลังก้าวเดินหลบเลี่ยงความวุ่นวายของถนนสายหลัก เข้าสู่ตรอกหินกรวดที่ค่อนข้างเงียบสงบและไร้ผู้คนนั้นเอง...

            ท่ามกลางแสงจันทร์นวลผ่องที่สาดส่องลงมากระทบผืนหิมะเบื้องหน้า จู่ๆ ลมเหมันต์ที่เคยพัดกรรโชกก็พลันสงบนิ่งลงอย่างประหลาด ราวกับธรรมชาติกำลังหยุดนิ่งเพื่อต้อนรับการมาเยือนของบุคคลผู้หนึ่ง

            "คุณชายไป๋... ท่านช่างมีสติปัญญาเฉียบแหลม และมีความมุมานะในการตามหาความจริงยิ่งนัก..."

            เสียงหวานใสประดุจหยาดน้ำค้างหยดลงบนแผ่นหยก ดังแว่วมาจากเบื้องหน้า น้ำเสียงนั้นไม่ได้ดังมากนัก ทว่ากลับกังวานก้องและแทรกซึมเข้าไปในโสตประสาทอย่างชัดเจน ราวกับมีคนมากระซิบอยู่ข้างใบหู

            ไป๋หย่งเจิ้งชะงักฝีเท้าทันที สัญชาตญาณระแวดระวังภัยของมังกรหนุ่มทำงานอย่างเต็มที่ มือขวาของเขาเลื่อนไปแตะที่ด้าม 'ดาบเหล็กดำ' กลางแผ่นหลังโดยอัตโนมัติ นัยน์ตาสีเข้มตวัดมองฝ่าความมืดไปยังทิศทางของต้นเสียง

            ที่ปลายตรอกหินกรวด ห่างออกไปราวห้าจั้ง (สิบห้าเมตร) ปรากฏร่างของสตรีนางหนึ่งยืนตระหง่านอยู่ท่ามกลางม่านหิมะที่โปรยปราย...

            นางสวมชุดกระโปรงยาวสีขาวบริสุทธิ์ที่ทอจากไหมฟ้าชั้นเลิศ ชายเสื้อและแขนเสื้อกว้างพลิ้วไหวเบาๆ แม้จะไร้สายลม เส้นผมสีดำขลับดุจน้ำหมึกถูกเกล้าขึ้นครึ่งศีรษะ ประดับด้วยปิ่นหยกขาวเรียบง่าย ปล่อยปอยผมที่เหลือทิ้งตัวยาวสยายเคลียแผ่นหลัง ทว่าสิ่งที่ทำให้ลมหายใจของไป๋หย่งเจิ้งต้องสะดุด ไม่ใช่เครื่องแต่งกายที่ดูสูงศักดิ์... แต่เป็น 'รูปโฉม' ของนางต่างหาก!

            ใบหน้าของสตรีนางนั้นงดงามหมดจดและสมบูรณ์แบบจนแทบจะหาคำใดในโลกมนุษย์มาบรรยายไม่ได้ ผิวพรรณของนางขาวผ่องและเปล่งประกายเรืองรองราวกับอาบไล้ด้วยแสงจันทร์ นัยน์ตาดอกท้อคู่สวยนั้นลึกล้ำ สงบนิ่ง และดูบริสุทธิ์ประดุจสระน้ำใสในสรวงสวรรค์ กิริยาท่าทางของนางดูสูงส่ง หลุดพ้นจากกิเลสทางโลก ราวกับ 'นางอัปสร' หรือเทพธิดาที่เง็กเซียนฮ่องเต้ส่งลงมาจุติบนโลกมนุษย์ก็มิปาน!

            แม้แต่เกล็ดหิมะที่โปรยปรายลงมา ก็ยังดูเหมือนจะจงใจร่วงหล่นหลบเลี่ยงเรือนร่างของนาง ราวกับไม่กล้าทำให้ความบริสุทธิ์นั้นต้องแปดเปื้อน!

            "แต่ช่างน่าเสียดายนัก... ที่สติปัญญาและความมุมานะของท่าน กำลังถูกใช้เดินไปใน 'เส้นทางที่ผิดพลาด' เสียแล้ว" สตรีชุดขาวกล่าวต่อด้วยรอยยิ้มบางๆ ที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่งดงามทว่าเข้าถึงได้ยาก

            ไป๋หย่งเจิ้งพยายามดึงสติของตนเองกลับมา เขาโคจร 'ลมปราณบ่มตะวัน' ในร่างกายหนึ่งรอบเพื่อขับไล่ความเคลิบเคลิ้มที่เกิดจากรูปโฉมของนาง มังกรหนุ่มหรี่ตาลง แววตาแปรเปลี่ยนเป็นความดุดันและเยือกเย็น

            "แม่นางเป็นใครกัน? เหตุใดจึงรู้จักชื่อแซ่ของข้า และเหตุใดจึงมาดักรอข้าในสถานที่เปลี่ยวเช่นนี้?" หย่งเจิ้งเอ่ยถามเสียงเข้ม ไม่ยอมปลดมือออกจากด้ามดาบ

            สตรีผู้งดงามดุจแสงจันทร์ไม่ได้แสดงท่าทีหวั่นเกรงต่อรังสีคุกคามของเขาเลยแม้แต่น้อย นางประสานมือไว้ที่ระดับเอว ค้อมศีรษะลงเล็กน้อยด้วยท่วงท่าที่สง่างามเหนือพรรณนา ก่อนจะเอ่ยแนะนำตัวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

            "ข้ามีนามว่า... 'ยวี่ยั่นฉาน'"

            ชื่อนั้นเปรียบเสมือนอสนีบาตฟาดลงกลางใจของไป๋หย่งเจิ้ง! มังกรหนุ่มเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย ความทรงจำเกี่ยวกับคำเตือนอันหนักแน่นและจริงจังของหานฉู่ฉู่ที่โรงเตี๊ยมเมื่อช่วงกลางวัน พลันแล่นกลับเข้ามาในหัวอย่างแจ่มชัด

            "...ท่านจงระวังตัวและพยายามหลีกเลี่ยงสตรีนางหนึ่งให้ดี... สตรีนางนั้นมีนามว่า ‘ยวี่ยั่นฉาน’ ผู้คนที่ชาวยุทธต่างพากันยกย่องและเรียกขานนางว่า ‘นางเซียนจันทร์กระจ่างฟ้า’..."

            "...อย่าได้ไว้ใจนางเด็ดขาด! และที่สำคัญที่สุด... ท่านจงอย่าได้ปล่อยให้หัวใจของท่าน หลงใหลเคลิบเคลิ้มไปกับรูปโฉมของนางเป็นอันขาด!"

            หย่งเจิ้งสูดลมหายใจเข้าลึก บัดนี้เขาเข้าใจแจ่มแจ้งแล้วว่าเหตุใดหานฉู่ฉู่ถึงต้องเอ่ยปากเตือนเขาเรื่อง 'รูปโฉม' ของนาง ความงดงามของยวี่ยั่นฉานนั้นทรงพลังและอันตรายอย่างที่หานฉู่ฉู่กล่าวไว้จริงๆ หากเป็นบุรุษทั่วไปที่จิตใจไม่เข้มแข็งพอ เพียงแค่ได้สบตากับนางก็คงพร้อมที่จะคุกเข่าศิโรราบและยอมทำตามคำสั่งของนางทุกอย่างโดยไม่ตะขิดตะขวงใจ

            "ที่แท้ก็คือ 'นางเซียนจันทร์กระจ่างฟ้า' ผู้เลื่องชื่อนี่เอง" หย่งเจิ้งปรับสีหน้าให้กลับมาสงบนิ่งดังเดิม เขาตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่ไม่ได้แสดงความตื่นเต้นหรือเทิดทูนเฉกเช่นบุรุษคนอื่นๆ "ข้าเพิ่งจะได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของท่าน มาจากปากของคุณหนู 'หานฉู่ฉู่' แห่งสำนักกระบี่ทักษิณเมื่อช่วงกลางวันนี้เอง ไม่นึกเลยว่าสวรรค์จะบันดาลให้เราได้พบกันรวดเร็วถึงเพียงนี้"

            ยวี่ยั่นฉานได้ยินชื่อของหานฉู่ฉู่ ทว่าใบหน้างดงามของนางกลับไม่มีปฏิกิริยายินดียินร้ายใดๆ ทั้งสิ้น ไม่มีแม้แต่ความประหลาดใจหรือความเป็นปฏิปักษ์ นางเพียงแค่กะพริบตาช้าๆ

            "โอ้... คุณชายไป๋รู้จักกับคุณหนูหานแห่งสำนักกระบี่ทักษิณด้วยหรือ?" นางเอ่ยเสียงเรียบ "ข้ากับนางต่างก็เป็นศิษย์ฝ่ายธรรมะ แม้จะไม่เคยพบปะพูดคุยกันเป็นการส่วนตัว แต่ก็เคยได้ยินชื่อเสียงของสำนักกระบี่ทักษิณอยู่บ้าง... นับเป็นวาสนาของท่านที่ได้รู้จักกับสตรีที่เพียบพร้อมเช่นนาง"

            ปฏิกิริยาที่ราบเรียบของยวี่ยั่นฉาน ทำให้ไป๋หย่งเจิ้งลอบประเมินสถานการณ์ในใจ 'ดูเหมือนนางเซียนผู้นี้จะไม่ได้มีความสนิทสนม หรือมีความบาดหมางใดๆ กับหานฉู่ฉู่อย่างที่ข้าคิด... ถ้าเช่นนั้น เหตุใดหานฉู่ฉู่ถึงต้องเตือนข้าด้วยน้ำเสียงที่รุนแรงถึงเพียงนั้นกัน?'

            (แน่นอนว่ามังกรหนุ่มผู้ทึ่มทื่อในเรื่องอิสตรี ย่อมไม่มีทางเข้าใจถึง 'สัญชาตญาณความหึงหวง' ของลูกผู้หญิง ที่ไม่อยากให้บุรุษที่ตนพึงใจต้องมาพบเจอกับสตรีที่งดงามระดับเทพธิดาเช่นนี้!)

            ยวี่ยั่นฉานไม่ได้ใส่ใจที่จะสานต่อบทสนทนาเรื่องของหานฉู่ฉู่ นางเปลี่ยนเรื่องกลับมาที่เป้าหมายหลักของนางทันที

            "คุณชายไป๋... ข้าได้ยินข่าวคราวความสูญเสียของตระกูลไป๋แห่งเมืองลั่วหยางมาบ้าง" น้ำเสียงของนางแฝงไปด้วยความเวทนาและจริงใจ "ข้าขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการจากไปของท่านประมุข ไป๋เจิ้งฉี บิดาของท่านเป็นวีรบุรุษที่น่ายกย่อง... แล้วฮูหยินไป๋ มารดาของท่านเล่า บัดนี้นางปลอดภัยและสบายดีหรือไม่?"

            เมื่อพูดถึงมารดา แววตาของหย่งเจิ้งก็อ่อนโยนลงเล็กน้อย (โดยที่เขาไม่รู้เลยว่ามารดาของตนเองในยามนี้ กำลังนอนอ้าขาให้พวกเดนมนุษย์รุมกระทำย่ำยีอย่างวิปริตอยู่ที่กวางโจว) ชายหนุ่มพยักหน้ารับ "ขอบพระคุณนางเซียนที่ห่วงใย ท่านแม่ของข้าปลอดภัยดี ตอนนี้นางพำนักอยู่ภายใต้การคุ้มครองของสำนักคุ้มกันภัยเจิ้นเหว่ย ท่านไม่ต้องเป็นกังวล"

            "เช่นนั้นก็ดีแล้ว" ยวี่ยั่นฉานพยักหน้าช้าๆ ก่อนที่นางจะผายมือไปทางตรอกเล็กๆ ด้านข้างที่เงียบสงบและทอดยาวไปสู่ริมแม่น้ำที่กลายเป็นน้ำแข็ง "หากคุณชายไป๋ไม่รังเกียจ และไม่รีบร้อนจนเกินไปนัก... ท่านจะให้เกียรติเดินสนทนาไปพร้อมกับข้าสักครู่ จะได้หรือไม่? ข้ามีเรื่องสำคัญบางอย่าง... ที่เกี่ยวกับ 'คดีฆ่าล้างสำนักดาบวายุคลั่ง' และ 'ดาบล่องนภา' อยากจะชี้แนะให้ท่านได้รับรู้"

            คำชักชวนที่มาพร้อมกับเบาะแสสำคัญที่เขากำลังตามหา ทำให้ไป๋หย่งเจิ้งไม่อาจปฏิเสธได้ แม้ในใจจะยังคงจดจำคำเตือนของหานฉู่ฉู่ให้ระวังตัวและอย่าไว้ใจสตรีผู้นี้ แต่สัญชาตญาณของเขาก็บอกว่า นางเซียนตรงหน้าไม่ได้มีเจตนาร้ายซ่อนเร้น

            "ในเมื่อนางเซียนอุตส่าห์ดักรอเพื่อชี้แนะ ข้าไป๋หย่งเจิ้งย่อมยินดีน้อมรับฟัง"

            ชายหนุ่มประสานมือคารวะ ก่อนจะก้าวเดินเคียงข้างไปกับสตรีชุดขาวที่งดงามดุจแสงจันทร์ ทิ้งความวุ่นวายของย่านเริงรมย์ไว้เบื้องหลัง โดยไม่รู้เลยว่า... บทสนทนาที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่อึดใจข้างหน้า จะพลิกคว่ำความเชื่อและข้อมูลทุกอย่างที่เขามี เกี่ยวกับคดีฆ่าล้างสำนักและปริศนาของจี้หยกไปตลอดกาล!

    คล้ายกับเรื่องเล่ห์กล ราคะ ยุทธภพ ที่คุณอ่าน

    มหาเทพเซียนกลับมาเกิดใหม่ในมหานคร

    มหาเทพเซียนกลับมาเกิดใหม่ในมหานคร

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    699K 1189
    (จบ) Guardian and Demon ข้านี่แหละราชาปีศาจ

    (จบ) Guardian and Demon ข้านี่แหละราชาปีศาจ

    นิยาย แฟนตาซี
    146K 134
    Legend of God Soul ตำนานจิตวิญญาณเทพเจ้า

    Legend of God Soul ตำนานจิตวิญญาณเทพเจ้า

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    173K 135
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    ยอดคุณพ่อขั้นเทพ

    ยอดคุณพ่อขั้นเทพ

    นิยาย แฟนตาซี
    235K 400
    ประชันยุทธ์สะท้านฟ้า

    ประชันยุทธ์สะท้านฟ้า

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    1.58M 3137
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    ความโกรธแค้นของชูร่า

    ความโกรธแค้นของชูร่า

    นิยาย เกมออนไลน์
    2.39M 852
    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    213K 1367
    ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

    ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

    นิยาย แฟนตาซี
    161K 179