มือปราบหลินนำทั้งสามคนไปยังเรือนพักของท่านสมุหบัญชีฉิน แต่ยังไม่ทันไปถึงก็พบทีมสืบสวนของเหล่าองครักษ์สวนทางมาพอดี
ทั้งสองทีมตอนนี้ต่างแบ่งปันข้อมูล และก็เป็นที่น่าเสียดายที่ท่านสมุหบัญชีฉินได้ฆ่าตัวตายไปแล้ว
ทั้งสองทีมหลังจากแบ่งปันข้อมูลก็ต่างมาวิเคราะห์ข้อมูลกันอีกครั้ง
ท่านสมุหบัญชีฉินเคยอยู่เมืองหลวง จะว่าไปแล้วเมื่อไปก่อนตระกูลฉินก็สนิทสนมกับองค์หญิงแปด ภายหลังมีปัญหา ก็เป็นคนขององค์หญิงแปดค่อยปกป้อง จนสุดท้ายได้รับโทษย้ายมาเมืองอู่หลินที่ห่างไกล
ความสัมพันธ์ที่ดีเช่นนี้ไม่มีเหตุผลอันใดที่ต้องทำเช่นนี้ เว้นแต่ว่าจะมีปัญหาภายในที่ทุกคนอาจจะไม่รู้
จะว่าไปแล้วการอภิเษกสมรสนี่ก็มีหลายคนคัดค้าน เพราะพวกเขาต้องการสงครามมากกว่าความสงบ และคนที่ต้องการสงครามนั้นก็เหมือนว่าจะมีทั้งสองฝ่าย หรือนี่จะเป็นฝีมือของคนที่เห็นต่างทางการเมือง
“อย่างไรก็ดี ผู้ที่อยู่เบื้องหลังคือผู้ใด แล้วมีความสามารถใด ที่ทำให้ท่านสมุหบัญชีฉินหักหลังองค์หญิงแปดได้”
มือปราบหลินกล่าวเหมือนทบทวนความคิดของตนเอง
ไม่ทันไรก็มีทหารหน่วยองครักษ์รีบวิ่งเข้ามา เขาแจ้งว่าจับคนปล่อยโคมไฟได้แล้วทั้งสี่คน เป็นคนจากนอกด่านทั้งสิ้น ขณะนี้อยู่ในคุกที่ว่าการ
ทันทีที่ทุกคนได้ยิน มือปราบหลินก็ให้ไปขอล่ามภาษามาทันที ก่อนที่ทุกคนจะตรงไปยังคุก
และเมื่อทุกคนไปถึงก็ปรากฏคนทั้งสี่นั้นถูกพิษได้ตายกันหมดแล้ว มือปราบหลินเดินเข้าไปตรวจก็พบว่าพิษเหล่านี้เป็นของคนทั้งสี่ พวกเขาอาศัยพิษที่ซ่อนอยู่ในช่องปากเพื่อฆ่าตัวตาย
ไม่ทันไรองค์ชายเฮ่อเหลียนต๋าไห่ก็เข้ามา ทุกคนต่างโค้งคำนับ แต่เมื่อท่านมาถึงและเห็นสถานการณ์ ท่านก็เดินจากไป
ตอนนี้ทุกคนกลับมาสู่ทางตันอีกครั้ง แต่ตอนนี้ทุกคนได้ข้อมูลใหม่มาแล้ว คนที่อยู่เบื้องหลังนั้นไม่ธรรมดา คนผู้นั้นสามารถควบคุมคนของทั้งสองฝ่ายได้ ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจนัก
ตอนนี้ทุกคนต่างทำงานแข่งกับเวลา ยิ่งเรื่องสืบได้ช้าเท่าไรยิ่งไม่เป็นผลดีกับทุกคน และหากหาข้อสรุปไม่ได้ เรื่องที่เกิดขึ้นนี้จะเป็นปัญหาระดับแผ่นดินแน่นอน
ขณะที่ทุกคนกำลังสำรวจที่เกิดเหตุอีกครั้ง มือปราบหลินก็ได้กล่าวบางสิ่งขึ้นมา
เขากล่าวว่ามันไม่สมเหตุสมผลเท่าใดนักที่สมุหบัญชีฉินกระทำ จากข้อมูลที่มีและนิสัยของท่านสมุหบัญชีฉินนั้น เขาไม่น่าจะใช่คนที่จะทำเช่นนั้นลงได้ ในมุมกลับกัน หากว่าท่านสมุหบัญชีฉินกำลังช่วยแทนที่จะฆ่า ผลมันจะเป็นเช่นไร
มือปราบหลินพูดเสร็จก็ขอให้เหล่าองครักษ์นำทางไปตรวจสอบศพอีกครั้ง
และเมื่อไปถึงมือปราบเถี่ยก็ได้เริ่มตรวจสอบและตั้งข้อสังเกตขึ้นมา
ศพนี้เป็นสตรีแน่นอนอย่างที่หน่วยองครักษ์ได้พิสูจน์มาก่อนหน้านี้ ส่วนสูงดูแล้วก็ใกล้เคียงกับองค์หญิงอยู่ แต่ทว่ามีบางสิ่งที่ไม่สามารถตบตามือปราบหลินที่ผ่านคดีมามากมายในเมืองนี้ได้
ศพสตรีผู้นี้ไม่ใช่องค์หญิงแปด แต่เป็นคนจากนอกด่านแน่นอน พูดเสร็จมือปราบหลินก็ตรวจสอบท่อนแขนและขา
แม้รูปร่างภายนอกกับส่วนสูงจะใกล้เคียงกัน แต่หากดูจากกระดูกแล้วน่าจะเป็นคนของนอกด่าน คนนอกด่านนั้นมีกระดูกที่หนาและใหญ่กว่าคนของแคว้นเรา มือปราบหลินก็เคยพบเจอคดีที่มีคนนอกด่านอยู่ไม่น้อย ดังนั้นจึงฟันธงได้ว่านี่คือการจัดฉาก องค์หญิงตัวจริงน่าจะยังมีชีวิตอยู่
เมื่อได้ข้อสันนิษฐานใหม่ทุกคนก็กลับไปคิดทบทวนเรื่องราวอีกครั้ง ยามนั้นเกิดระเบิดขึ้นหลายจุด แต่ก็น่าแปลกที่มีควันไฟมากกว่าปกติ นั่นก็แปลได้ว่าเป็นการจงใจทำให้เกิดการพรางตัว และสามารถพาตัวองค์หญิงออกไปได้
ซึ่งนั่นก็สอดคล้องกับองครักษ์สองคนด้านหลังเวทีสลบไป บางทีอาจจะไม่ใช่แรงระเบิด แต่เป็นฝีมือคน และคนที่ทำเช่นนั้นได้ฝีมือก็ไม่ธรรมดา
ทุกคนตรงไปหาท่านเจ้าเมืองเพื่อตรวจสอบว่าตั้งแต่เกิดเรื่องขึ้น มีใครได้เดินทางออกเมืองหรือไม่
หลังตรวจสอบก็พบว่ามีคนของหน่วยองครักษ์ส่งข่าวเดินทางออกจากเมืองสองคน และมีหน่วยองครักษ์ขององค์ชายออกไปสี่คน
มือปราบเถี่ยรีบถามต่อทันทีว่าทั้งสี่คนนั้นได้ตรวจสอบหรือไม่ว่าเป็นคนขององค์ชายจริงหรือเปล่า
แน่นอนว่าคนทั้งสี่นั่นถือป้ายคำสั่งขององค์ชายอยู่จริง จึงไม่มีการตรวจสอบ
มือปราบหลินเกิดความวิตกทันที หากหนึ่งในนั้นมีองค์หญิงอยู่แปลว่าตอนนี้คงหลบหนีไปไกลแล้ว แน่นอนว่าความคิดนี้มือปราบหลิน เขาไม่ได้พูดออกไป
ทีมสืบสวนสองหน่วยกลับมาร่วมมือกันและวิเคราะห์เรื่องราวอีกครั้ง ทั้งหัวหน้าองครักษ์และมือปราบหลินครานี้ดูสงบกว่าปกติ ทั้งคู่เหมือนมีความคิดบางอย่าง แต่ก็ไม่มีใครยอมพูดออกมา
“บางทีองค์หญิงอาจจะอยู่ในจวนขององค์ชาย”
หัวหน้าองครักษ์กล่าวขึ้นด้วยสีหน้าเรียบเฉย
แน่นอนว่าถึงทุกคนจะเห็นด้วยหรือไม่ แต่นี่ก็ยากจะตรวจสอบเรื่องนี้ หากค้นแล้วไม่เจอต้องเกิดปัญหาใหญ่แน่ แต่หากไม่ค้นพรุ่งนี้เช้าขบวนองค์ชายก็จะเดินทางออกจากเมืองตามกำหนดการแน่นอน
หัวหน้าองครักษ์จ้องมองมือปราบหลินก่อนที่ทั้งสองจะเดินห่างออกไปเพื่อปรึกษากันบางสิ่ง
ไม่นานทั้งสองก็กลับมา มือปราบหลินเรียกหัวหน้ามือปราบเถี่ยไปคุยเพียงลำพังอีกครั้ง ตอนนี้เหมือนจะมีเรื่องบางอย่างที่มู่ไห่เฉินและบางคนจะรับฟังไม่ได้ พวกเขาคงมีเบาะแสสำคัญบางสิ่งเป็นแน่
ไม่นานนักทั้งสองหน่วยก็แยกจากกัน มือปราบเถี่ยพาทุกคนไปพบท่านเจ้าเมืองอีกครั้ง
ครั้งนี้พวกเขามีแผนก็คือให้มือปราบหลินควบคุมและดูแลคดีที่ต่อไป ส่วนทางมือปราบเถี่ยและมู่ไห่เฉินและมือปราบจำนวนหนึ่งนั้นออกไปนอกเมืองเพื่อไปทำภารกิจอื่น
กลางดึกมู่ไห่เฉิน มือปราบเถี่ย รวมถึงมือปราบคนอื่น ๆ ต่างควบม้าเร็วออกจากเมือง
ภารกิจในครั้งนี้คือการแฝงตัวเป็นชาวบ้าน ค่อยไปดักซุ่มตามจุดต่าง ๆ เพราะคาดว่าตัวองค์หญิงนั้นอาจจะติดขบวนองค์ชายออกไปด้วย
แน่นอนว่าไม่สามารถทำการค้นโดยพละการได้ แต่หากเมื่อใกล้ถึงด่านแล้วยังไม่มีความคืบหน้าก็อาจจำเป็นต้องทำเช่นนี้ นี่เป็นคำพูดของมือปราบเถี่ย ก่อนที่มู่ไห่เฉินจะแยกตัวจากไป
มือปราบเถี่ยมุ่งตรงไปยังปลายทาง ส่วนมู่ไห่เฉินกับมือปราบอื่น ๆ กระจายตัวกันออกไปตามเส้นทางต่าง ๆ แน่นอนว่าพื้นที่กว้างใหญ่ กำลังพลไม่พอ ยิ่งคนที่เคยเห็นหน้าองค์หญิงแปดและจำได้มีน้อยคนนัก
มู่ไห่เฉินจับคู่กับมือปราบท่านหนึ่ง ทั้งสองสวมชุดชาวยุทธ์อยู่ที่ท่าเรือประมงเล็ก ๆ ห่างจากหมู่บ้านไม่ได้มาก
ทั้งคู่ซ่อนตัวอยู่ในบ้านหลังหนึ่งคอยสอดส่องไปทั่วบริเวณ แต่ด้วยความมืดก็ไม่อาจจะเห็นสิ่งใดได้ชัด แต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหาเพราะว่ากว่าจะถึงกำหนดการขบวนองค์ชายจากนอกด่านจะผ่านมาก็คงจะเป็นรุ่งเช้า
ทั้งสองไม่ได้หลับไม่ได้นอนจนถึงเช้า ทั้งคู่ยืมอุปกรณ์ตกปลาชาวบ้านก่อนจะตรงไปยังบริเวณท่าเรือ
ที่นี่ค่อนข้างปกติ มีชาวบ้านหลายคนก็เริ่มเดินเรือในแม่น้ำ แม่น้ำทอดยาวจากเหนือลงใต้ หมอกเย็นค่อย ๆ ลอยตัวขึ้นจากผิวน้ำ เสียงนกร้องขับขานในช่วงเช้า ช่างเป็นช่วงเวลาที่สงบสุขนัก
ทั้งสองคนนั่งตกปลาได้หลายตัวจนกระทั่งผ่านไปสักสองชั่วยาม แสงแดดยามนี้แทบจะขึ้นเหนือศีรษะแล้ว แต่ทั้งสองคนก็ยังไปไหนไม่ได้ ภารกิจนั้นจะต้องอยู่จนถึงรุ่งเช้าวันถัดไป หรือมีคำสั่งออกมาเท่านั้นถึงยกเลิกภารกิจได้
ไม่นานนักก็มีเรือลำหนึ่งมาเทียบท่า คนพายนั้นเป็นชายชราผมขาวอายุมากแล้ว หลังจากเรือเทียบท่าชายชราก็หยิบจับคันเบ็ดขึ้นมาก่อนจะหยิบเก้าอี้ไม้ตัวเล็ก ๆ ขึ้นมานั่งบนเรือ จากนั้นก็สวมหมวกฟางขาด ๆ ไว้บนหัว
มู่ไห่เฉินจ้องมองด้วยความสงสัย แต่ตนเองก็ไม่ได้เข้าใจวิถีชาวบ้านมากนักจึงไม่สนใจ
ผ่านไปสักชั่วโมงก็มีคนสองคนเดินไปยังท่าเรือ คนหนึ่งสวมชุดขาวทั้งตัว อีกคนสวมชุดดำทั้งตัว ทั้งสองคนถือกระบี่และสวมหมวกฟางที่มีผ้าปกปิดมิดชิด
มือปราบทั้งสองจ้องมองด้วยความสงสัย แต่ดูแล้วก็น่าจะเป็นชาวยุทธ์ทั่วไป
แต่เมื่อพอคนทั้งสองไปถึงท่าเรือ ชายชราผู้นั่นก็รีบลุกขึ้นยืนออกจากเรือ ก่อนคุกเข่าคำนับคนทั้งสองโดยไม่สนสภาพร่างกายของตนเองเลยแม้แต่น้อย