จางเป่าจินรับจ้างลุงหลี่เพื่อเอาของไปขายในตลาดมืดมาได้เกือบหนึ่งปีแล้ว ทำให้เขามีเงินเก็บอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว ส่วนงานในไร่เขาก็เรียนรู้จากพี่ชายได้เร็วมาก ทุกวันนี้พี่ชายทั้งสองคนไม่จำเป็ต้องคอยเฝ้าเขาเวลาทำงานอีกแล้ว และเป็เพราะแต้มค่าแรงที่จางเป่าจินได้รับมากขึ้น ทำให้คนในครอบครัวไม่ต้องมาคอยบ่นเขาเหมือนที่ผ่านมา จะมีก็แต่สะใภ้รองที่ยังเชื่อไม่เต็มร้อยว่าน้องชายของสามีจะปรับปรุงตัวได้จริงๆ
“เ้าสาม วันหยุดนี้นายจะเข้าไปในตัวเมืองอีกหรือเปล่า” จางเกินถามน้องชาย
“ก็คงจะไปเหมือนเดิมนั่นล่ะครับ พี่ใหญ่ถามทำไมหรือ” จางเป่าจินถามกลับ
“พรุ่งนี้ฉันกับเ้ารองจะพาพี่สะใภ้ของนายไปโรงพยาบาลในอำเภอ เพราะอีกไม่กี่วันจะครบกำหนดคลอดแล้ว คุณหมอบอกว่าให้พวกเธอไปนอนที่โรงพยาบาลเพื่อรอคลอด ฉันกับเ้ารองก็เห็นด้วยเพราะหมู่บ้านของเราค่อนข้างไกล ถ้าจะรอให้พวกเธอปวดท้องขึ้นมาก่อน มีหวังว่าต้องไปไม่ถึงโรงพยาบาลแน่ๆ”
“พี่ใหญ่ก็บอกเขาไปเลยสิครับว่าระหว่างที่เราไม่อยู่ให้เขาอยู่ดูแลคุณพ่อคุณแม่ อย่าให้เขาคอยแต่เข้าเมืองไปเที่ยวสนุกสนานในวันหยุด” จางหนานพูดขึ้น
“นั่นล่ะเ้าสาม...่ที่พวกเราไม่อยู่ ฉันอยากให้นายอยู่บ้านเพื่อดูแลคุณพ่อคุณแม่ได้ไหม” จางเกินถามน้องชายคนเล็ก
“พวกพี่จะไปกันพรุ่งนี้ใช่ไหมครับ งั้นวันนี้ผมขอเข้าไปทำธุระในเมืองก่อนได้ไหม” จางเป่าจินรีบบอก พรุ่งนี้เป็วันหยุดของเขา ซึ่งปกติเขาจะต้องเข้าเมืองไปรับของจากลุงหลี่เพื่อเอาไปขายที่ตลาดมืด ถ้าพรุ่งนี้เขาต้องอยู่บ้านก็กลัวว่าลุงหลี่จะเสียเวลาคอย วันนี้ก็เลยตั้งใจว่าจะไปบ้านลุงหลี่เพื่อบอกกล่าวกันสักหน่อย
“งั้นวันนี้นายก็จะไม่มีแต้มค่าแรงนะ ฉันถามจริงๆ เถอะว่านายมีธุระอะไรในตัวเมืองกันแน่ ไม่ใช่ว่านัดแนะกับเ้าโจวเหมาไปทำเื่ไม่ดีกันไว้นะ” จางหนานถามขึ้นอย่างสงสัย
“โถ่พี่รอง พี่ก็เห็นว่าผมปรับปรุงตัวเองดีขึ้นกว่าเดิมแล้วไม่ใช่หรือครับ อีกอย่างถ้าผมไปทำเื่ไม่ดีอย่างที่พี่ว่าจริงๆ ป่านนี้ตำรวจไม่มาจับผมไปขังคุกแล้วหรือ” จางเป่าจินไม่อยากเสียเวลา “ถ้าพวกพี่ไม่มีอะไรแล้วงั้นผมไปยืมจักรยานของอาเหมาก่อนก็แล้วกัน ฝากบอกพ่อกับแม่ด้วยนะครับว่าผมจะกลับมาตอนเย็นๆ”
“ไม่รู้ว่าน้องสามเข้าเมืองไปทำไมนะคะคุณ ดูสิ...แต้มค่าแรงของน้องสามตอนนี้ได้ตั้งวันละสิบแต้ม แต่วันนี้เขากลับไม่สนใจ จะเข้าเมืองท่าเดียวเลย” สะใภ้รองถอนหายใจ “ฉันถึงบอกคุณยังไงคะอาหนานว่านิสัยคนเราน่ะมันเปลี่ยนกันไม่ได้หรอก”
“เหมือนคุณน่ะหรือ” จางหนานขมวดคิ้วดุภรรยา “ปกติแล้วถ้าไม่ใช่วันหยุดเ้าสามก็ไม่เคยทิ้งงานสักวัน ถ้าวันนี้เขาไม่ทำก็แสดงว่าเขาคงมีธุระจริงๆ ผมเคยบอกคุณแล้วว่าให้คุณลดอคติกับน้องชายของผมไปบ้าง ถึงผมจะปากเสียกับเขายังไง แต่ผมก็ไม่เคยคิดร้ายกับเขา คุณรีบไปเตรียมเก็บข้าวของเถอะ ขาดเหลืออะไรจะได้เตรียมไว้แน่เนิ่นๆ เราไม่มีเงินพอที่จะไปซื้อของใหม่มากมายหรอกนะ”
“ฉันพูดแค่นิดหน่อยคุณก็มาดุฉันแล้ว คอยดูเถอะ...ลูกได้ยินคุณดุฉันทุกวันอย่างนี้ลูกจะไม่รักคุณ”
“เขาเป็ลูกของผมนะ ถ้าเขาไม่รักผมแล้วเขาจะไปรักใคร หรือว่าเขาต้องไปรักน้าชายจอมเอาเปรียบของเขาสองคนนั้นกันล่ะ ถ้าเป็อย่างนั้นผมยอมให้ลูกเกลียดผมแล้วก็หันไปรักเ้าสามของผมแทนยังจะดีเสียกว่า”
“คุณ...ทำไมคุณต้องพูดถึงน้องชายของฉันอย่างนั้นด้วยคะ” สะใภ้รองถามอย่างไม่พอใจ
“ผมแค่อยากจะบอกให้คุณรู้ว่าถึงแม้คุณจะไม่ชอบเ้าสาม แต่มีสักครั้งไหมที่เวลาเ้าสามได้ของดีๆ มาเขาจะไม่แบ่งมันมาให้คุณ คุณอย่าลืมว่านมผงหรือผลไม้บำรุงร่างกายที่คุณได้กินบ่อยๆ มาจากไหน ส่วนน้องชายสองคนของคุณน่ะหรือ เหอะ...นอกจากคอยแอบมาขอเงินกับขออาหารจากคุณแล้วพวกเขาเคยให้อะไรตอบแทนกลับมาบ้าง นี่ยังดีนะที่คุณพ่อกับคุณแม่เป็คนเก็บเงินไว้ให้พวกเรา ถ้าคุณถือเงินไว้เอง มีหวังว่าตอนนี้เราคงเหลือแต่กระป๋องเก็บเงินเปล่าแล้วล่ะ ไม่พูดกับคุณแล้ว คุณไปเก็บของเถอะ ส่วนผมจะไปทำงานในไร่ช่วยพี่ใหญ่”
สะใภ้รองเถียงสามีไม่ออก เพราะที่สามีพูดมาก็คือความจริง เธอไม่รู้หรอกว่าจางเป่าจินเข้าไปทำอะไรในเมือง แต่ทุกครั้งที่เขากลับมา เขาก็มักจะมีของฝากมาให้เธอกับพี่สะใภ้ใหญ่ไว้บำรุงร่างกายเสมอ แต่ที่เธอพูดถึงน้องสามีอย่างนั้นก็เพราะเธออยากให้พี่ชายสามีและสามีคอยสังเกตและคอยเตือนเขาว่าอย่าให้เขาทำเื่นอกลู่นอกทางก็เท่านั้น แต่เธอก็นึกไม่ออกว่าทุกครั้งที่เธอพูดถึงน้องชายสามี ทำไมทุกคนถึงคิดว่าเธออคติกับเขากันนะ
“พี่สะใภ้ใหญ่คะ ฉันแค่อยากเตือนอาหนานให้สังเกตน้องสามเฉยๆ เท่านั้นเองนะคะ ทำไมอาหนานต้องโกรธฉันมากขนาดนั้นด้วย” สะใภ้รองถามสะใภ้ใหญ่
“พี่จะพูดกับเธอยังไงดีล่ะ” สะใภ้ใหญ่ทำหน้าลำบากใจ
“มีอะไรก็พูดมาเถอะค่ะ ฉันอยากรู้ว่าทำไมทุกคนไม่เห็นความหวังดีของฉัน”
“คือ...คำพูดของเธอน่ะมันฟังดูไม่ดีน่ะสิ”
“ไม่ดียังไงหรือคะ”
สะใภ้ใหญ่ถอนหายใจ ในเมื่ออีกฝ่ายอยากให้เธอพูดตรง ถ้าอย่างนั้น...
“พี่จะยกตัวอย่างให้ฟังนะ ถ้าวันหนึ่งมีคนมาบอกเธอว่าที่เธอไม่ลงไปช่วยงานในไร่เพราะเอาเื่ท้องขึ้นมาอ้าง ว่าเธอเป็คนี้เีและอยากใช้งานแม่สามี เธอฟังแล้วเธอรู้สึกยังไง” สะใภ้ใหญ่ยกตัวอย่าง
“ฉันก็ต้องโกรธน่ะสิคะ ที่ฉันไม่ไปทำงานในไร่เพราะคุณแม่กลัวว่าเราสองคนจะทำงานหนักเกินไปแล้วมันจะเป็อันตรายกับเด็กในท้อง อีกอย่างงานในบ้านอย่างอื่นฉันก็ยังทำเป็ปกติ เื่นี้คุณแม่เป็คนอนุญาตเอง ไม่ใช่ว่าฉันตัดสินใจเองเสียหน่อย”
“มันก็เหมือนกับที่เธอพูดถึงน้องสามนั่นล่ะ ทุกครั้งที่เขามีของดีๆ มาให้พวกเราหรือคุณพ่อคุณแม่กิน เธอก็ชอบพูดว่าเขาต้องทำดีหวังผลหรืออยากประจบหลอกเอาเงินจากคุณพ่อคุณแม่ หรืออย่างวันนี้น้องสามขาดงานในไร่เพื่อไปทำธุระ แต่เธอก็พูดให้คนอื่นคิดไปว่าเขาไม่สนใจงานในไร่ ไม่สนใจแต้มค่าแรง”
“แต่ฉันไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้นนะคะ ฉันแค่อยากบอกอาหนานให้ช่วยเตือนน้องสามว่าอย่าเสียเวลาออกไปข้างนอก ให้เขาสนใจงานที่ได้แต้มค่าแรงที่ชัดเจนดีกว่า ฉันกลัวว่าเขาจะเข้าไปเที่ยวเล่นในเมืองจนกลับไปทำตัวเกเรอย่างเมื่อก่อนน่ะค่ะ”
“แต่ทุกคนไม่รู้ความคิดของเธอหรอกนะ เพราะคำพูดของเธอมันชวนให้คนเข้าใจไปอีกอย่างหนึ่งมากกว่า”
“หมายความว่าที่อาหนานโกรธฉันเมื่อครู่เพราะคำพูดของฉันหรือคะ”
“ต่อไปเธอก็พูดจาดีๆ คิดก่อนแล้วค่อยพูด คนอื่นจะได้ไม่มองเธอในแง่ร้าย และจะได้ไม่เข้าใจผิดน้องสามด้วย” สะใภ้ใหญ่พูดจบก็เดินเข้าห้องไปเตรียมเก็บข้าวของต่อ ‘เฮ้อ...สะใภ้รองนะสะใภ้รอง ฉันจะบอกเธอยังไงดีว่าเธอน่ะเป็คนประเภทปากไม่มีหูรูด เธอหวังดีกับน้องสามจริงๆ ฉันก็รู้ แต่คำพูดของเธอน่ะมันมีปัญหา’
สะใภ้รองคิดตามคำพูดของสะใภ้ใหญ่อย่างจริงจัง แต่คิดเท่าไหร่เธอก็คิดไม่ออกว่าคำพูดของเธอมันผิดปกติที่ตรงไหน ถ้าสะใภ้ใหญ่รู้ว่าคำพูดของเธอไม่ทำให้สะใภ้รองคิดได้เลย สะใภ้ใหญ่คงนึกเสียดายเวลาที่เธอสนทนาอยู่กับน้องสะใภ้อยู่เป็นานสองนานแน่ๆ
“ขอโทษนะครับคุณป้า คุณป้ารู้จักบ้านของลุงหลี่หรือเปล่าครับ” จางเป่าจินมาหาลุงหลี่ที่หมู่บ้านตระกูลหลี่ ครั้งนี้เป็ครั้งแรกที่เขาเคยมาที่หมู่บ้านแห่งนี้ ทำให้เขาต้องหยุดถามทางกับชาวบ้านที่นั่งเล่นกันอยู่ที่หน้าหมู่บ้าน
“แล้วเธอมาหาลุงหลี่คนไหนล่ะพ่อหนุ่ม”
จางเป่าจินทำท่าคิด ปกติเขามักจะเรียกชายชราว่าลุงหลี่ แต่เขาไม่เคยรู้ว่าชายชรามีชื่อจริงว่าอะไร แต่เขากลับนึกบางอย่างขึ้นมาได้ “ลุงหลี่ที่มีลูกสาวชื่อหลี่ปิงปิงน่ะครับ”
“อ้อ...เธอมาหาหลี่หลุนทำไมกันล่ะ” ชาวบ้านยังถามต่อ
“ตกลงว่าบ้านลุงหลี่ไปทางไหนนะครับคุณป้า” จางเป่าจินยังยิ้มถาม เขารู้ดีว่านิสัยชาวบ้านก็ย่อมอยากรู้เื่ของคนอื่นเป็ธรรมดา เขาจึงไม่ได้ใส่ใจ
“เชอะ ถามแค่นี้ก็ไม่ได้” หญิงชราทำหน้าไม่พอใจ “เธอปั่นจักรยานไปตามทางนี้ล่ะ บ้านของหลี่หลุนอยู่ท้ายหมู่บ้านโน่น”
“ขอบคุณนะครับคุณป้า” จางเป่าจินปั่นจักรยานออกไปทันที
“ฉันเห็นนายเข้าไปในเมืองบ่อยๆ นายยังปฏิเสธอีกหรือว่านายไม่ได้เข้าไปซื้ออาหารดีๆ กลับมา”
“ผมเข้าไปในเมืองเพราะตั้งใจจะเอาฟืนไปขาย ครอบครัวผมยากจนแค่ไหนพี่ใหญ่ไม่รู้หรือ”
“ถ้านายเอาฟืนไปขาย งั้นไหนล่ะเงิน นายควรเอาเงินนั้นมาให้คุณพ่อกับคุณแม่เพื่อแสดงความกตัญญูสิ”
“เงินนั้นผมต้องเก็บไว้ให้ลูกสาวผมนะ ปีนี้ปิงปิงอายุสิบเจ็ดแล้ว ผมต้องเตรียมสินเ้าสาวไว้ให้ลูกผมสิ”
“ปิงปิงจะแต่งงานไม่ได้เด็ดขาด”
“เธอหมายความว่ายังไงอาหลัน”
“เพราะฉันตั้งใจจะยกปิงปิงให้แต่งงานกับลูกชายของยายหม่าน่ะสิ”
“อะไรนะ! ยายหม่ามีลูกชายพิการเดินไม่ได้คนนั้นน่ะนะ เธอมีสิทธิ์อะไรมายกลูกสาวฉันให้แต่งงานกับคนแบบนั้น”
จางเป่าจินยืนอยู่หน้าบ้านของลุงหลี่สักพักแล้ว แต่เขายังไม่กล้าเข้าไปเพราะเสียงทะเลาะกันของคนทั้งสาม และหนึ่งในนั้นคือเสียงของลุงหลี่ คาดว่าอีกสองคนคงเป็พี่ชายและน้องสาวเห็นแก่ตัวที่ลุงหลี่เคยเล่าให้เขาฟังแน่ๆ
ใจหนึ่งจางเป่าจินก็อยากจะเข้าไปช่วยลุงหลี่ แต่เขาจะเข้าไปในฐานะอะไรล่ะ ญาติก็ไม่ใช่ เพื่อนบ้านก็ยังไม่ใช่อีก
“คุณเป็ใครคะ มายืนอยู่หน้าบ้านฉันทำไม”