จอมเวทนักล่าแห่งเบลลาทอร์

    บทที่ 69 ภารกิจแรก ตอนที่ 1

    “นิค เจ้ารุนแรงเกินไปหรือเปล่า?”

    เสียงใสแฝงแววขุ่นเคืองดังขึ้นจากประตูทางเข้าสนามซ้อม

    นิโคลัสหันไปมอง เห็นซีรีนเดินตรงเข้ามาด้วยสีหน้าบึ้งตึง ก่อนตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง

    “ข้าเพียงอยากให้พวกเขาได้รู้จักโลกจริง ๆ เท่านั้น”

    “แต่มันก็อาจจะ...รุนแรงไปหน่อยนะ”

    “เจ้าพูดราวกับเคยเจอมาก่อนเลยรู้ว่ามันรุนแรง แต่เจ้าก็ผ่านมันมาได้ไม่ใช่หรือ”

    “เอ่อ...เรื่องนั้นมันก็...ใช่”

    ซีรีนพูดเสียงเบา สายตาเลี่ยงหลบ เธอจำได้ดีถึงการฝึกอันโหดร้ายที่ผ่านมา แม้มันจะทรมาน แต่ก็ทำให้เธอแข็งแกร่งขึ้นอย่างที่ไม่อาจปฏิเสธ

     

    นิโคลัสหัวเราะในลำคอเบา ๆ

    “เจ้าไม่ต้องกังวล ข้าจะลดพลังลง ให้พวกเขาแค่ ‘ชิน’ กับมันก่อนก็พอ...เจ้ามาก็ดีแล้ว เรามาคุยเรื่องรูปแบบทีมย่อยกัน”

    เขากับซีรีนนั่งปรึกษากันอยู่นานเพื่อปรับสมดุลทีมให้เหมาะกับแต่ละคน สุดท้ายตัดสินใจเพิ่ม “หน่วยรักษา” เข้าไปในทีมฝึก เพื่อให้ซ้อมการดูแลบาดแผลได้จริงทันทีที่เกิดเหตุ

    ทีมหนึ่งจึงมีสมาชิกหกคน โดยมี มอร์แกน ดราฟท์ นักเวทรักษาระดับกลาง เข้าร่วมเป็นครั้งแรก

     

    เมื่อหุ่นฝึกถูกปล่อยออกมา เสียงฝีเท้าดังถี่รัวไปทั่วสนาม

    นิโคลัสสูดลมหายใจลึก ก่อนปล่อย รังสีสังหาร ออกมาอย่างบางเบา เพียงพอให้รู้สึกได้ถึงแรงกดดันแผ่ว ๆ ที่แทรกอยู่ในอากาศ

    แม้จะลดระดับลงแล้ว แต่แรงกดนั้นก็ยังทำให้ผู้ฝึกทั้งหกขนลุกชัน ความหนาวไหลผ่านต้นคอราวกับสัมผัสถึงลมหายใจของสัตว์อสูร

    แต่ครั้งนี้พวกเขายังพอทำตามขั้นตอนได้

    เวทป้องกันถูกร่ายใส่โล่ของโรแวนทันที ตามด้วยเวทเสริมพลังที่อลิเซีย นักเวทสนับสนุนประจำทีม กระจายให้คนอื่น ๆเสียงโลหะกระทบกันดัง แกร๊ง!

    กรงเล็บเหล็กของหุ่นปะทะกับโล่พลัง ส่วนธนูและเวทไฟพุ่งเข้าใส่เป้าหมายอย่างต่อเนื่อง

     

    “อลิเซีย คอยดูสถานะทุกคนให้ดี ใครบัฟหมดเจ้าต้องรีบเสริมทันที ระหว่างนั้นอย่าหยุดสะสมมานา ถึงน้อยก็ยังดีกว่ายืนเฉย!”

    เสียงสั่งการของนิโคลัสดังชัด ทุ้มแน่นด้วยอำนาจความเคยชินของคนผ่านศึก

    “ไคเรน ระวังรอบข้าง ถ้ามีอะไรเคลื่อนไหว ยิงสกัดก่อนทันที!”

    “อัลดัส.. โจมตีที่ขา! อย่าให้มันเคลื่อนไหวได้! เควิน ไฟของเจ้ามันไม่แรงพอทะลุเกราะ อย่ายิงลำตัว โจมตีที่ใบหน้า ปิดการมองเห็นมันไว้!”

    เสียงคำสั่งสลับกับเสียงปะทะดังก้องทั่วสนาม

    แม้พลังของนิโคลัสจะด้อยกว่าเด็กผู้นำหลายคน แต่ทุกคำสั่งของเขากลับเฉียบขาดและมั่นคงอย่างคนเคยอยู่ท่ามกลางสนามรบจริง

    “มอร์แกน! เจ้ายืนทำอะไรอยู่!? อัลดัสบาดเจ็บแล้วไม่เห็นหรือไง! ถึงจะเป็นแค่การซ้อม เจ้าจะรอให้เลือดไหลอาบแล้วค่อยรักษารึไง!”

    น้ำเสียงเย็นเฉียบของนิโคลัสดังก้องจนมอร์แกนสะดุ้งทั้งร่าง ก่อนรีบร่ายเวทรักษาอย่างลนลาน

    หุ่นซ้อมถูกโจมตีต่อเนื่องไม่ถึงห้านาที ก็หมดพลัง ล้มครืนลงพร้อมเสียงโลหะกระทบพื้นดังสนั่น

    ผิวโลหะภายนอกมีเพียงรอยขีดข่วนบาง ๆ  เครื่องพิสูจน์ความทนทานของสุดยอดสิ่งประดิษฐ์ระหว่างคนแคระกับเอลฟ์

     

    “เอาล่ะ... ทุกคนเข้าใจภาพรวมแล้วใช่ไหม?”

    นิโคลัสหันไปถามนักศึกษาที่กำลังยืนดูอยู่โดยรอบ ขณะนี้มีผู้เข้าร่วมถึงสามสิบคน รวมทั้งซีรีน องค์หญิงเซอรินา และกลุ่มอัลมอริสหกคนที่ยืนเงียบไม่กล่าวสิ่งใด

    “ต่อไป ให้ทุกคนจัดทีมตามที่ได้เรียนรู้ไปเมื่อครู่ ตำแหน่งโจมตี นักเวทหรือนักล่าแทนกันได้ ขอแค่มีแท้งค์หลักอย่างน้อยหนึ่งคน ถ้าทีมไหนไม่มี ให้หมุนเวียนแท้งค์จากทีมอื่นก่อน”

     

    สายตาของนิโคลัสกวาดมองทั่วสนาม

    บางคนตื่นเต้นจนมือสั่น บางคนสีหน้าซีดเผือดด้วยความกังวล

    “วันนี้เราจะฝึกแค่ปรับจังหวะ และฝึกให้ชินกับแรงกดของจิตสังหาร แบ่งเป็นทีมละหกคน ซ้อมทีละสองทีม”

    เขาหยุดพูดก่อนกวาดตามองอีกครั้ง

    “มีใครสามารถสร้างจิตสังหารได้บ้าง มาช่วยข้าหน่อย”

    เสียงหัวเราะและเสียงบ่นดังขึ้นทันที

    “เจ้านี่มันบ้าแน่ ๆ! ใครจะทำอย่างนั้นได้ ชาวโซลมาช่างป่าเถื่อนจริง ๆ!”

    เสียงขององค์หญิงเซอรินาดังแหลมชัดในหมู่คน

    นิโคลัสเพียงยกยิ้มบาง

    “แต่มันก็ทำให้ข้าสู้กับสัตว์อสูรได้จริงนะ องค์หญิง… นี่แหละคือความต่างระหว่าง ‘การเลี้ยงดูอย่างดี’ กับ ‘การเอาตัวรอดจากธรรมชาติ’”

    แต่ในใจเขากลับคิดอีกอย่างจิตสังหารของข้า ไม่ได้มาจากโซลมา... มันมาจากโลกแห่งเลือดและดินปืน ที่ข้าเคยอยู่มาก่อนต่างหาก

    “ตั้งกลุ่มให้เรียบร้อย เดี๋ยวข้าไปเตรียมหุ่นฝึกเพิ่ม”

     

     

    เวลาผ่านไปเกือบสองชั่วโมง การฝึกของห้องอัลลิคอร์นดำเนินไปอย่างยากลำบาก

    รอบแรกของแต่ละทีมเต็มไปด้วยความสับสน ต้องหยุดหลายครั้งเพื่อปรับจังหวะ แต่เมื่อผ่านไปสักพัก บางทีมเริ่มเข้าที่ โดยเฉพาะกลุ่มหัวกะทิที่เริ่มทนแรงกดดันจากจิตสังหารของนิโคลัสได้ แม้จะเป็นเพียงเศษเสี้ยวพลังที่เขาปล่อยออกมาก็ตาม

    รอบต่อ ๆ มา บรรยากาศเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด

    เสียงปะทะประสานกับเสียงสั่งการดังเป็นจังหวะ ทุกทีมเริ่มเคลื่อนไหวเข้าขา ประสานงานกันได้ไหลลื่นกว่าเดิมอย่างมาก

     

    เมื่อเวลาซ้อมหมดลง นิโคลัสสั่งพัก แล้วช่วยเพื่อน ๆ ซ่อมแซมหุ่นฝึกและช่วยกันเก็บอุปกรณ์จนสนามกลับสู่สภาพเดิม

    ระหว่างนั้น เขาใช้เวลาเงียบ ๆ สังเกตท่าทีของทุกคน

    ความแตกต่างระหว่าง “การร่ำเรียน” กับ “การเข้าใจการต่อสู้” มองเห็นได้ชัดเจน

    ในสายตาเขา ซีรีนโดดเด่นที่สุดในกลุ่ม ภาคปฏิบัติของเธอเหนือกว่าคนส่วนใหญ่ แม้จะสอบข้อเขียนได้แย่ แต่สัญชาตญาณการต่อสู้ของเธอกลับเฉียบยิ่งกว่านักล่าหลายคน

    หากจับคู่กับคนที่เก่งด้านทฤษฎี เธอจะกลายเป็นผู้นำทีมชั้นยอดได้ไม่ยาก

    ส่วนกลุ่มอัลมอริส... พวกเขามาเพื่อ “สังเกตการณ์” มากกว่าฝึกซ้อมเอลฟ์และดวอร์ฟเหล่านั้นสงบนิ่งจนแทบจับอารมณ์ไม่ได้ ไม่มีใครแสดงศักยภาพที่แท้จริงออกมาแม้แต่น้อย

     

    ความเงียบครอบคลุมสนามอีกครั้ง มีเพียงเสียงลมหายใจเหนื่อยหอบของนักศึกษาที่ยังไม่จางหายในสายตานิโคลัส

    นี่คือก้าวแรกของพวกเขาก้าวเล็ก ๆ ที่กำลังจะพาพวกเขาออกจากโลกของห้องเรียนสู่โลกแห่ง “การเอาชีวิตรอดจริง ๆ”

     

    “ทุกคน ขอบคุณที่พยายามนะ ข้าหวังว่าพรุ่งนี้จะไม่มีใครถอดใจไปก่อน”

    นิโคลัสกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงใจ เขาไม่คาดหวังมากนักว่าพวกนักศึกษาที่เพิ่งเปิดเทอมใหม่จะยอมสละเวลาพักมาฝึกหนักเช่นนี้ แต่การได้เห็นพวกเขาไม่หนี ก็ถือว่าน่าชื่นชมแล้ว

    “ยังดีที่เจ้าไม่ทำให้พวกเราเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์...”

    เสียงทุ้มของ ไทรัส ดังขึ้น พร้อมรอยยิ้มมุมปากแบบคนพูดตรง

    “อย่างน้อยเจ้าก็มีจิตสังหารพอให้ภูมิใจได้บ้าง”

    บรรยากาศรอบสนามเงียบกริบ สายตาทุกคู่หันมามองสลับระหว่างไทรัสกับนิโคลัส

    คำพูดนั้นฟังดูเหมือนชม แต่แฝงเสียงเหน็บแนมไว้เต็มเปี่ยม

    นิโคลัสเพียงยกยิ้มบาง ไม่ได้โต้ตอบ ทว่าเสียงใสอีกเสียงหนึ่งกลับดังแทรกขึ้นก่อน

    “แล้วเจ้าทำอะไรได้บ้างล่ะ?”

    ซีรีนพูดขึ้นทันควัน ดวงตาสีฟ้าครามวาวโรจน์

    “ข้าเห็นเจ้ามัวแต่ฉายเดี่ยว แสดงท่าสวย ๆ โดยไม่สนเพื่อนในทีม ถ้ามีศัตรูหลายตัวขึ้นมา คนอื่นคงต้องลำบากเพราะเจ้าตายไปก่อนแน่!”

    เสียงฮือฮาเล็ก ๆ ดังขึ้นรอบสนาม

    ไทรัสสะอึกไปชั่วครู่ ก่อนตอบเสียงแข็ง

    “นั่นเพราะข้าเห็นว่ามันมีตัวเดียวต่างหาก!”

    ซีรีนยิ้มเจ้าเล่ห์

    “งั้นก็ดี... พรุ่งนี้ให้ทีมเจ้าฝึกกับสองตัวเลยสิ จะได้เห็นกันว่าเจ้า ‘รับมือ’ ได้ไหม”

    “เอ่อ...”

    ไทรัสนิ่งค้างไปหลายอึดใจ ไม่คิดว่าจะโดนย้อนกลับแบบไม่ให้ตั้งตัว

    นิโคลัสที่ยืนฟังอยู่หัวเราะเบา ๆ ก่อนซีรีนพูดแทรกขึ้น

    “นิค... พรุ่งนี้จัดหุ่นเพิ่มอีกหนึ่งตัว ให้ไทรัสได้แสดงฝีมือเต็มที่ มือโล่ช่วยดึงตัวหนึ่ง อีกตัวให้ไทรัสดึงเอง ส่วนคนที่เหลือ โจมตีตามแผนเดิม…

    ตกลงตามนี้!”

    ซีรีนสรุปเสียงดังตัดบท โดยไม่เปิดช่องให้ใครโต้แย้งเสียงหัวเราะเบา ๆ ดังขึ้นทั่วสนาม บางคนถึงกับต้องกลั้นไว้เพราะกลัวไทรัสโมโห

     

    “พรุ่งนี้เวลาเดิม วันนี้ทุกคนกลับไปพักผ่อน ทบทวนการฝึกซ้อมให้ดี ตรงไหนพลาด ตรงไหนต้องปรับ ทุกคนน่าจะรู้ตัวเองดีอยู่แล้ว”

    น้ำเสียงของนิโคลัสกลับมาเยือกเย็นจริงจัง

    “พรุ่งนี้เราจะปรับจังหวะกันต่อ และวันจันทร์... ข้าอาจปรับหุ่นฝึกขึ้นเป็นเทียร์สองกึ่งขั้นต้น”

    “หา!?”

    เสียงโอดครวญดังขึ้นแทบพร้อมกัน เทียร์หนึ่งขั้นสมบูรณ์ยังเอาแทบไม่อยู่ จะให้ขยับเป็นเทียร์สองได้อย่างไร

    นิโคลัสหัวเราะในลำคอ

    “พวกเราทำได้แน่ ขอเพียงคุ้นเคยกับจิตสังหารและเรียนรู้ที่จะประสานงานกัน อีกทั้งข้าให้แต่ละทีมมีคนที่สร้างวงแหวนแรกได้แล้วอยู่ด้วย พวกเจ้าจะปลอดภัยกว่าที่คิด”

    เสียงถอนหายใจดังตามมาเป็นแถว ก่อนบางคนเริ่มหัวเราะเบา

    บรรยากาศผ่อนคลายลง ทุกคนทยอยแยกย้าย บ้างกลับหอพัก บ้างกลับบ้านที่อยู่ในเมือง

     

    หลังนัดเวลาเพิ่มเติมกับซีรีนในช่วงบ่าย นิโคลัสกลับไปที่อาคารฝึกซ้อมของนักศึกษาผู้นำ

    ห้องซ้อมส่วนตัวเต็มไปด้วยบรรยากาศสงบและมานาเข้มข้น เขาใช้เวลาฝึกเดี่ยวอย่างจริงจัง เน้นควบคุมแรงกดของจิตสังหารให้คงเส้นคงวา และฝึกทักษะเวทและทักษะอาวุธชนิดต่าง ๆ ที่เรียนรู้จากเขี้ยวอัสดง

    ช่วงบ่าย เขาสอนซีรีนเล่นสเก็ตบอร์ด สาวน้อยหัวไวและเรียนรู้เร็วเกินคาด เพียงครึ่งชั่วโมงก็ทรงตัวได้อย่างคล่อง ก่อนจากไปพร้อมรอยยิ้มกว้างและของเล่นชิ้นใหม่ในอ้อมแขน

     

    วันหยุดสุดสัปดาห์แรกผ่านไปอย่างรวดเร็ว

    เวลาส่วนใหญ่ของนิโคลัสหมดไปกับการฝึกฝนและอ่านตำรา ทั้งเวทมนตร์ พลังมานา วีร่า ตำราสรรพสัตว์ รวมถึงตำราจารึกที่เขาได้จากอาจารย์อีรินดอร์

    ด้วยความสามารถที่หลากหลายกว่าคนอื่น เขาจึงต้องใช้เวลามากกว่าปกติเพื่อรักษาความสมดุลระหว่างทุกแขนง อีกทั้งต้องเร่งตามให้ทันกลุ่มผู้นำในสายวิถีนักเวท

    ในช่วงสองวันนั้น รุ่นพี่หลายคนเริ่มทยอยกลับเข้าหอพัก บรรยากาศรอบสถาบันเริ่มกลับมาคึกคักอีกครั้ง เสียงพูดคุย ทักทาย และเสียงหัวเราะของนักศึกษาดังก้องไปทั่วอาคาร

     

    เมื่อเข้าสู่สัปดาห์ที่สอง การเรียนเริ่มกลับเข้าสู่จังหวะจริงจัง

    วันจันทร์ช่วงเช้าเป็นวิชารวม ภาษาลูมีเลียและประวัติศาสตร์พื้นฐาน

    วิชาภาษาได้รับความสนใจจากนักศึกษาทุกคน เพราะถือเป็นสิ่งใหม่และจำเป็น ไม่มีใครงีบหลับแม้แต่น้อย

    แต่เมื่อถึงคาบประวัติศาสตร์ บรรยากาศก็กลับตรงข้าม... เสียงอาจารย์ชราเอื่อยเนือยเหมือนอ่านตำราให้ฟัง ทำให้หลายคนฟุบหลับหลังผ่านไปไม่ถึงสิบห้านาที

    มีเพียงนิโคลัสที่ยังตั้งใจฟังทุกคำสำหรับเขา ประวัติศาสตร์ของโลกนี้คือสิ่งที่ยังเป็นปริศนา และอาจซ่อนเบาะแสของสิ่งที่เขาต้องการค้นหา

    เมื่อถึงท้ายคาบ อาจารย์เบนเน็ต เวสตัน วัยชรา เปิดโอกาสให้นักศึกษาซักถาม

    นิโคลัสยกมือขึ้นทันที

    “อาจารย์... เหตุใดสัตว์อสูรถึงโตเร็วผิดธรรมชาติ? ไม่ว่าเราจะกำจัดมันไปมากแค่ไหน อีกไม่นานพวกมันก็จะกลับมาอีก จะบอกว่ามันเกิดกันง่ายก็ดูไม่สมเหตุสมผลกับระยะเวลาเติบโต ข้าเคยเห็นในเขตป่าใหญ่ สัตว์เทียร์สามถูกล่าไปไม่ถึงห้าปี กลับมีตัวใหม่ในระดับเดียวกันขึ้นมา ทั้งที่ควรใช้เวลาเจ็ดหรือแปดปีถึงจะเติบโตถึงจุดนั้นได้”

    เสียงซุบซิบดังขึ้นรอบห้อง หลายคนเริ่มหันมาสนใจ เพราะนี่คือคำถามที่ไม่มีใครเคยให้ความสนใจมาก่อน

     

    เบนเน็ตมองนิโคลัสนิ่งไปครู่ ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงเรียบ แต่คำตอบกลับเต็มไปด้วยความลึกลับ

    “อีกไม่นาน... พวกเจ้าจะได้รู้เอง”

    พูดจบ เขาก็ประกาศเลิกเรียน ทิ้งความเงียบงันไว้กลางห้อง

    นิโคลัสขมวดคิ้ว

    ‘ทุกคนก่อนหน้านี้ก็ตอบแบบนี้หมด... แสดงว่ามีบางอย่างปิดบังอยู่แน่’

    ความสงสัยเริ่มคุกรุ่นในใจ และเขารู้ดีว่า คำตอบนั้น คงอยู่ไม่ไกลจากสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้า...

     

    ช่วงบ่ายวันนั้น เนื่องจากยังไม่มีคาบเรียน นักศึกษาหลายคนจึงมุ่งหน้าไปยังอาคารฝึกซ้อม

    บรรยากาศในสนามคล้ายเดิม แต่พลังที่อบอวลในอากาศกลับต่างออกไป หนักแน่นกว่าและแฝงแรงกดดันแปลกประหลาดที่ทุกคนเริ่มคุ้นเคย

    ผู้ที่ไม่ได้ร่วมฝึกในวันหยุด เมื่อได้สัมผัส จิตสังหาร ของนิโคลัสเป็นครั้งแรก ต่างก็แข็งค้างไปตามกัน ร่างกายสั่นสะท้านโดยไม่รู้ตัว คล้ายถูกลมหายใจของสัตว์อสูรพัดใส่หน้า

    แต่ไม่นาน พอเริ่มคุ้นเคย ร่างกายและสติของพวกเขาก็ค่อย ๆ ปรับตัวได้

    ส่วนกลุ่มที่เคยผ่านการฝึกในวันหยุดมาแล้ว วันนี้ต้องเผชิญบททดสอบใหม่ตามที่นิโคลัสประกาศไว้ หุ่นฝึกสองตัว ต่อหนึ่งทีม แต่คงพลังไว้ที่เทียร์หนึ่ง

    นักรบและนักสู้จะต้องคอยถ่วงหนึ่งตัวไว้ ในขณะที่นักเวทและนักล่าคอยสนับสนุนโจมตีจากแนวหลัง

    “ถ้าทีมไหนยังไม่พร้อมรับสองตัว ข้าจะใช้แค่ตัวเดียว แต่จะปรับพลังขึ้นเป็นเทียร์สองกึ่งต้นแทน”

    เสียงของนิโคลัสดังชัดก้องกลางสนาม น้ำเสียงไม่ดังมาก แต่ทุกคำหนักแน่นจนผู้ฟังต่างเงียบงัน

     

    เสียงเหล็กปะทะกันดังระงม เสียงเวทมนตร์แตกกระจายเป็นประกาย แสงมานาแตกกระจายไปทั้งสนาม

    ระหว่างเสียงตะโกนสั่ง เสียงโอดครวญและการบ่นอย่างสิ้นหวังก็แทรกอยู่เป็นระยะ แต่ไม่มีใครหยุดพัก ทุกคนกัดฟันฝึกต่อจนหยาดเหงื่อเปียกโชก

    นิโคลัสเดินตรวจรอบสนาม ดวงตาคมกล้าพร้อมปล่อยจิตสังหารอ่อน เขาไม่ต่างจากครูฝึกมืออาชีพที่คอยมองหาจุดบกพร่องของลูกศิษย์ทุกคน

    เมื่อเสียงหุ่นเครื่องสุดท้ายดับลง และเหล่าเด็กหนุ่มสาวแทบยืนไม่ไหว เขาจึงสั่งพัก

    เสียงถอนหายใจผสานกับลมหายใจหอบกระชั้นเป็นจังหวะเดียวกัน

    “ดีมาก... วันนี้พวกเจ้าทำได้ดีกว่าที่ข้าคิดไว้”

    น้ำเสียงของนิโคลัสยังเรียบ แต่แฝงความพึงพอใจชัดเจน ก่อนที่เขาจะให้สัญญาณเลิกซ้อมในที่สุด

     

     

    ณ ห้องทำงานอธิการบดี

    ในขณะที่เสียงฝึกซ้อมยังดังสะท้อนอยู่ทั่วสนาม อากาศภายในห้องทำงานของอธิการบดีดูสงบเกินจริง มีเพียงแสงจากคริสตัลลูกกลมที่ตั้งอยู่กลางโต๊ะฉายภาพในสนามฝึก เผยให้เห็น ร่างของเด็กหนุ่มผมดำกำลังสั่งการอยู่กลางฝุ่นควัน

    “ยิ่งดู ข้ายิ่งนึกถึงหลานชายเจ้า”

    เสียงของ อีรินดอร์ ดังขึ้นพร้อมรอยยิ้มบาง

    “เพียงแต่เจ้าหนูนี่...ยังพอมีรอยยิ้มให้เห็นบ้าง ไม่เหมือนหลานเจ้าที่ทำหน้าตายอยู่ตลอดเวลา”

     

    อธิการบดี ไฮรอส เงยหน้าขึ้นจากเอกสารบนโต๊ะ เขาหัวเราะเบา ๆ

    “ก็คงเพราะโดนรอยฝึกจนเคี่ยวเกินไปนั่นแหละ เด็กนี่ถึงได้ซึมซับวิธีสอนแบบเดียวกัน... แต่อย่างน้อย เขายังรู้จักเบามือ”

    ชายชราวางปากกาในมือลงช้า ๆ

    “ไม่อย่างนั้น เด็กพวกนั้นคงรอดไม่ถึงครึ่งวันแน่”

    อีรินดอร์หัวเราะในลำคอ

    “ฟังดูเหมือนเจ้าชื่นชมเขาไม่น้อย”

    “จะว่าอย่างนั้นก็ไม่ผิด”

    ไฮรอสตอบเรียบ

    “เขามีประสาทสัมผัสดีเกินเด็กทั่วไป ข้าได้ยินมาว่าเขาสงสัยเรื่องต้นกำเนิดของสัตว์อสูร เจ้าว่าถ้าเขาได้เข้าไปใน ‘ที่นั่น’ เขาจะรู้ตัวไหม?”

    “น่าจะรู้...”

    อีรินดอร์ตอบพลางพยักหน้าเบา

    “แต่ข้าว่าเขาไม่พูดออกมาหรอก เด็กคนนั้นมีความลับเยอะกว่าที่เห็น และรู้ดีว่า ‘บางความจริง’ ไม่ควรถูกเปิดเผยจนกว่าจะถึงเวลา”

    “ข้าก็คิดแบบนั้น”

    ไฮรอสเอ่ยพลางเอนหลังพิงพนักเก้าอี้

     

    หยุดไปครู่หนึ่งก่อนอีรินดอร์เอ่ยขึ้นอีกครั้ง

    “เจ้ารู้ไหม ตำราสรรพสัตว์ที่เขาถืออยู่ ข้าเคยเห็นมันมาก่อน ครั้งสุดท้ายตกอยู่ในมือ ‘เจ้ากล้ามโตคนนั้น’”

    ไฮรอสเงยหน้าขึ้นอย่างตกใจ

    “ท่านหมายถึง... ท่านมามุธงั้นหรือ?”

     

    “ใช่ เจ้าของคนสุดท้ายที่ข้ารู้จัก ก่อนที่จะเสียชีวิตเขาได้มอบตำรานั้นให้กับมามุธโดยตรง ส่วนเจ้านั่นก็ไม่เคยสนใจเรื่องสัตว์เลี้ยงเลย เพราะงั้นเขาคงมอบมันให้กับทายาทแน่”

    อีรินดอร์ตอบในขณะหวนคิดถึงอดีต

    ปราชญ์เวทหยุดคิด ก่อนถามขึ้น

    “งั้นแปลว่าทายาทเบลลาทอร์อยู่ในสถาบันนี้จริง ๆ... แต่เขามาทำอะไรที่นี่กัน?”

    อีรินดอร์มองออกไปนอกระเบียง ก่อนตอบคำถามเขา

    “ข่าวใหม่จากโซลมายังไม่ส่งมา มีเพียงข่าวเดิมเรื่องสัตว์อสูรจากป่าอัมบราฟิลที่เริ่มรุกเข้ามา แต่ปกติพวกเบลลาทอร์ป้องกันไว้ได้... หรือว่า...”

    ไฮรอสพูดแทรกด้วยน้ำเสียงหนักแน่นขึ้น

    “ข้าก็คิดเช่นนั้น ตระกูลเบลลาทอร์ต้องเกิดเรื่องแน่ ไม่อย่างนั้น รอยคงไม่กลับมา”

    อีรินดอร์นิ่งไปครู่ ก่อนแค่นหัวเราะเบา ๆ

    “ถ้าเจ้าสงสัยนัก ก็ถามรอยตรง ๆ ไม่ดีกว่ารึ?”

    “ข้าไม่อยากรื้อบาดแผลเก่าของเขา และมันก็ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน...”

     

    ไฮรอสวางเอกสารลงช้า ๆ สายตาเหม่อมองภาพในคริสตัลที่นิโคลัสยืนอยู่กลางสนามฝึก

    “สิ่งที่ข้ากังวลตอนนี้ คือกิจกรรมปลายสัปดาห์นี้มากกว่า เจ้านั่นจะสร้างปัญหาแค่ไหนก็ไม่รู้?”

    ไฮรอสเปรยเบา แววตาเครียดขึ้นอย่างเห็นชัด

    เสียงกระดาษแผ่วเบาเมื่ออธิการบดีเอนตัวกลับไปในเก้าอี้ ถอนหายใจช้า ๆ หนักอึ้งกว่าเอกสารที่กองเต็มโต๊ะ

    “เจ้าเด็กนั่นคงไม่ทำอะไรเกินเลยหรอก”

    อีรินดอร์พูดกลั้วหัวเราะ เพื่อคลายความกังวลของปราชญ์เวท ที่ระยะหลังเริ่มแสดงความโรยราออกมาอย่างเห็นได้ชัด

    “ในเขตฝึกนั้นมีแต่สัตว์กึ่งเวท จะให้ปีศาจเทียร์สามโผล่เข้ามาคงเป็นไปไม่ได้ อีกอย่างยังมีพวกปีสามปีสี่คอยกำกับดูแลอยู่”

    “หวังว่าจะเป็นเช่นนั้น...”

    ไฮรอสพูดทิ้งท้าย ก่อนกลับไปลงนามในเอกสารเงียบ ๆ

    อีรินดอร์ยังคงยืนมองภาพในคริสตัลอยู่ครู่หนึ่ง ดวงตาสีเทาแก่ทอแสงแปลกประหลาด“เด็กหนุ่มคนนี้...”

    เขาพึมพำกับตัวเองเบา ๆ

    “ข้าชักอยากรู้แล้วว่า เจ้าจะกลายเป็นอะไรกันแน่...”

     

     

    สี่วันผ่านไป

    การฝึกซ้อมของห้อง อัลลิคอร์น ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องภายใต้การนำของนิโคลัสความสามัคคีในทีมเริ่มดีขึ้น การสื่อสารระหว่างแท้งค์ นักเวท และนักล่า ประสานงานกันดีจนเห็นได้ชัด

    ในเวลาเดียวกัน เหยี่ยวสายฟ้า เฟรย์ ของนิโคลัสก็ได้รับการปลุกพลังสำเร็จแล้ว หลังอีรินฝากแกนพลังวิหคและหินมานาธาตุสายฟ้าให้คนของซีรีนนำมาส่งเมื่อเช้าวันจันทร์

    หลังการปลุกพลัง ขนาดตัวมันยังคงเล็กเท่าเดิม แต่กรงเล็บและจะงอยปากกลับแข็งแกร่งจนสามารถข่วนเหล็กกล้าให้เป็นรอยได้ กายห่อหุ้มด้วยประกายไฟฟ้าอ่อน ๆ เมื่อเข้าสู่การต่อสู้

    เฟรย์กลายเป็นสัตว์กึ่งเวทขั้นต้นเต็มตัว ความเร็วของมันเหนือกว่าฮอร์คของแจ็คเกือบสองเท่า

    และแม้ไม่สามารถพูดได้เหมือนซิลฟี่ แต่มันฉลาดจนนิโคลัสสามารถสอนมัน ให้แสดงสัญลักษณ์บอกเหตุการณ์ต่าง ๆ ในขณะลาดตระเวนได้แล้ว

    หน่วยลาดตระเวนของเขา พร้อมสำหรับการปฏิบัติหน้าที่ครั้งแรก

     

    ก่อนรุ่งสางวันศุกร์

    ท้องฟ้ายังไม่ทันสว่างดี เสียงสัญญาณจากบัตรนักศึกษาก็ดังขึ้นพร้อมกันทั่วหอพักและบ้านพักภายนอก

    ตัวอักษรสีแดงปรากฏกลางอากาศเหนือบัตร ละลานตาและพริ้วไหวราวเปลวไฟ

    “รวมพลชั้นปีหนึ่งทั้งหมด ที่ลานหน้าประตูทิศเหนือ เวลาแปดนาฬิกา เตรียมอาวุธประจำกายและชุดสำรองหนึ่งชุด ห้ามนำน้ำยาชนิดต่าง ๆ ติดตัว อัลเคมิสสามารถนำวัตถุดิบติดตัวมาได้...

    ผู้ใดสาย... มีโทษขั้นรุนแรง”

    บรรยากาศเช้าตรู่ของวันนี้ สงบกว่าทุกวันที่ผ่านมา

    ราวกับทั้งสถาบันกำลังรอการมาถึงของ ‘ภารกิจจริง’ ที่กำลังจะเริ่มต้น...

    คล้ายกับเรื่องจอมเวทนักล่าแห่งเบลลาทอร์ ที่คุณอ่าน

    จ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว]

    จ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย แฟนตาซี
    5.95M 1357
    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    3.72M 1271
    มหามรรคาไร้เทียมทาน

    มหามรรคาไร้เทียมทาน

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    423K 812
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734
    เกิดใหม่ครั้งนี้ จะสร้างประเทศที่ดีได้ไหมนะ ?

    เกิดใหม่ครั้งนี้ จะสร้างประเทศที่ดีได้ไหมนะ ?

    นิยาย แฟนตาซี
    106K 139
    เทพมังกรเหนือปฐพี

    เทพมังกรเหนือปฐพี

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    741K 474
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405
    บันทึกสงครามวอร์เทนเนีย (Wortenia Senki)

    บันทึกสงครามวอร์เทนเนีย (Wortenia Senki)

    นิยาย แฟนตาซี
    64K 246
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810