ณ หน้าประตูบ้านของตระกูลซู
สะใภ้ใหญ่และสะใภ้รองได้รับมอบหมายให้ออกมาต้อนรับแขกที่มาร่วมงานเลี้ยง
“อาจารย์โจวเว่ย! เ้าเป็อย่างไรบ้าง ข้าได้ข่าวว่าเ้าป่วย” ท่านป้าหลินกล่าวทักสะใภ้ใหญ่อย่างสนิทสนม
“เอ่อ ท่านคือ….” โจวเว่ยจำใครไม่ได้เลย
“อ้อ ใช่สิ เ้าความจำเสื่อมนี่นา ข้าคือป้าหลิน เป็เพื่อนบ้านน่ะนี่คือโสมพันปี เอาไปต้มกินซะนะ เผื่อเ้าจะหายป่วยเร็วขึ้น” ท่านป้าหลินยื่นห่อโสมพันปีให้โจวเว่ย
“ขอบคุณท่านมากเ้าค่ะ” โจวเว่ยรับมาด้วยความซึ้งใจ
“แล้วผู้หญิงคนนี้เป็ใครกันล่ะ” ท่านป้าหลินหันไปหาหญิงสาวแปลกหน้า
“ข้าคือฮูหยินรองมีนามว่า หว่านชิงเ้าค่ะ” หว่านชิงแนะนำตัว
ท่านป้าหลินแสดงสีหน้าไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัดพร้อมกับส่ายหน้านางคิดในใจว่า “ภรรยาป่วยไม่ทันไร ก็หาผู้หญิงใหม่มาแทนที่เสียแล้ว” แต่ปากพูดไปว่า “เ้าพาข้าเข้าไปนะโจวเว่ย”
“เชิญทางนี้เ้าค่ะ” โจยเว่ยเป็คนพาท่านป้าหลินไปนั่งที่โต๊ะ
หว่านชิงนึกในใจว่า “ไม่เห็นต้องตั้งแง่รังเกียจข้าถึงขนาดนั้นเลย”
และแล้วแเื่ก็เข้ามาร่วมงานเลี้ยงฉลองที่บุตรชายของตระกูลซูเดินทางกลับมาถึงบ้านอย่างปลอดภัย
แเื่นั่งรับประทานอาหารอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง
“น่าเสียดายจริงๆ ท่านอาจารย์โจวเว่ยไม่น่าความจำเสื่อมเลยไม่งั้นลูกหลานข้าก็จะได้เรียนกับนางนี่ข้าก็อุตส่าห์ส่งลูกไปเรียนที่สำนักบัณฑิตที่นางเคยไปสอนเลยนะ” ท่านป้าโอหยางหลิงกล่าวกับแม่สามีของโจวเว่ย
“นางป่วยแบบนี้แล้วคงไปสอนไม่ได้ ว่าแต่ที่นั่นหาอาจารย์มาแทนแล้วงั้นหรือ”แม่สามีนึกเป็ห่วง
“ไม่รู้เหมือนกัน แต่อาจารย์ที่นั่นก็เยอะไม่เคยขาดนะ” ท่านป้าโอหยางหลิงกล่าว
“โล่งอกไปที” แม่สามีเกรงว่าทางสำนักบัณฑิตจะเดือดร้อนเพราะขาดแคลนอาจารย์
ท่านแม่สามีกำลังสนทนากับเพื่อนบ้านอย่างเพลินๆสักพักอยู่ดีๆ สาวใช้ข้างกายหว่านชิงก็ได้ทำพฤติกรรมไม่บังควร
“ฮูหยินรอง! ท่านรีบล้วงคออ๊วกเร็วเข้าเ้าค่ะ” เจียงหยาดึงตัวฮูหยินรองให้ลุกขึ้นยืนและทำท่าจะแหกปากฮูหยินอย่างไม่เกรงใจ
“เ้าจะทำอะไรน่ะ ล้วงคอทำไมกัน โอ๊ย! ข้าเจ็บนะ” หว่านชิงทั้งใทั้งดิ้นขัดขืน
“บังอาจ! นี่มันอะไรกัน ทำไมเสียมารยาทต่อหน้าทุกคนแบบนี้” แม่สามีดุด้วยความโมโหสุดขีด
เจียงหยาตั้งสติได้นางรีบคุกเข่าทันทีและรายงานว่า “เรียนนายหญิง เอ่อ คือข้าได้ยินปิงหลานกับซุยเชี่ยแอบคุยกันว่าได้วางยาในน้ำซุปให้ฮูหยินรองดื่มเ้าค่ะ”
“เอ่อ น้ำซุปถ้วยนั้น เอ่อ ข้ามอบให้ท่านแม่ซดดื่มไปแล้ว” หว่านชิงนึกขึ้นได้
“อะไรนะ! นี่ข้าโดนวางยาหรือนี่” แม่สามีใเพราะตนเป็คนขอถ้วยน้ำซุปหว่านชิงมาดื่มเนื่องจากกระหายน้ำ
“ท่านแม่ขอรับ ข้าจะรีบไปตามหมอเดี๋ยวนี้ขอรับ” ซูฟานใและเป็ห่วงอาการของท่านแม่
“ช้าก่อน! แม่ปวดท้องอยากเข้าห้องน้ำ แม่ไปล่ะนะ” ท่านแม่รีบเดินแกมวิ่งไปที่ห้องน้ำทันที
“โจวเว่ย! เ้าจงสั่งการเด็กๆ ให้ไปตามหมอและช่วยดูแลท่านแม่หน่อยนะข้าจะชำระความ” ซูฟานกล่าว
“เ้าค่ะท่านพี่” โจวเว่ยรับคำพร้อมกับหันไปสั่งเด็กๆจากนั้นก็ลุกตามท่านแม่ไป
“พ่อบ้าน! จงนำตัวปิงหลานกับซุยเชี่ยมาที่นี่เดี๋ยวนี้” ซูฟานสั่งการด้วยความโมโห
“ขอรับ” ท่านพ่อบ้านรับคำ
ผ่านไปไม่นานสาวใช้ทั้งสองก็คุกเข่าร้องไห้ เป็การยอมรับความผิดโดยปริยาย
“ฮือฮือ พวกข้าผิดไปแล้วเ้าค่ะ” ปิงหลานกล่าวทั้งน้ำตา
“เ้ากล้าดียังไงถึงวางยาฮูหยินรองแบบนี้ และนั่นเป็ยาพิษอะไรมียาแก้พิษหรือไม่” ซูฟานรีบถามเพราะกลัวท่านแม่ได้รับอันตรายถึงแก่ชีวิต
“นั่นไม่ใช่ยาพิษเ้าค่ะ เป็แค่ยาถ่ายเท่านั้นพวกเราก็แค่จะแก้เผ็ดฮูหยินรองที่กล้ามาแย่งท่านไปจากฮูหยินใหญ่ก็เท่านั้นเอง”ซุยเชี่ยสารภาพ
“เื่นี้ ข้าเป็คนตัดสินใจ จะไปโทษหว่านชิงไม่ได้ตอนนี้ท่านแม่ของข้าเป็คนดื่มน้ำซุปที่พวกเ้าวางยา เหตุการณ์เป็แบบนี้แล้วข้าคงต้องไล่พวกเ้าออกเสียแล้วสิ” ซูฟานกล่าวเสียงแข็ง
“ฮือ ฮือ อย่าไล่พวกข้าไปเลยเ้าค่ะ พวกข้าไม่มีที่ไปต่อไปพวกข้าจะไม่ทำอีก อภัยให้พวกข้าด้วยเถิดเ้าค่ะ” ปิงหลานร้องไห้คร่ำครวญ
ผ่านไปไม่นานนายหญิงใหญ่ก็เดินกลับมาที่โต๊ะอย่างอ่อนระโหยโรยแรง และกล่าวว่า “อย่าไล่พวกนางเลยพวกนางรู้เท่าไม่ถึงการณ์”
“ท่านแม่กำลังให้ท้ายผู้กระทำผิดอยู่นะขอรับ” ซูฟานไม่พอใจ
“แม่ได้รับแค่ยาถ่าย ตอนนี้แม่ค่อยยังชั่วขึ้นมากแล้วเอาเป็ว่าข้าจะให้พวกนางทำงานบ้านแทนฮูหยินรองทั้งหมดเลยก็แล้วกัน” ท่านแม่ตัดสินใจทำโทษพวกนางด้วยวิธีนี้แทนการไล่ออก
“อย่างนั้นก็ได้ขอรับ” ซูฟานคิดว่าเป็เื่ดีเพราะหว่านชิงจะได้มีเวลาทำงานให้เขามากขึ้น
“ขอบคุณนายหญิง ขอบคุณนายท่านที่ไม่ไล่พวกข้าออกเ้าค่ะ” ปิงหลานและซุยเชี่ยพูดพร้อมกัน
“เ้าควรขอขมาท่านแม่และฮูหยินรองนะ” ซูฟานกล่าว
“ขออภัยเ้าค่ะนายหญิง และ เอ่อ ขออภัยด้วยเ้าค่ะฮูหยินรอง” สองสาวใช้ผู้ก่อเื่ยอมขอขมา
“ข้ายกโทษให้ ขอบคุณนะที่จะทำงานบ้านแทนข้าน่ะ” หว่านชิงแอบดีใจที่นางจะได้ไม่ต้องทำงานบ้านงกๆอีก
“ต้องขออภัยแขกทุกคนด้วย เกิดเหตุวุ่นวายในบ้านแบบนี้งานเลี้ยงหมดสนุกกันพอดี” ท่านแม่กล่าวกับทุกคนในงานเลี้ยง
“เอาล่ะ ท่านดูอ่อนเพลียมาก รีบไปพักผ่อนก่อนเถิด พวกเราจะกลับแล้วแล้ววันหน้าพวกเราจะมาเยี่ยมใหม่ก็แล้วกัน” ท่านป้าหลินกล่าว
“น้อมส่งขอรับ” ซูฟานเดินตามไปส่งแขก
แเื่ค่อยๆทยอยกลับบ้านพร้อมกับได้พากันห่ออาหารไปรับประทานที่บ้านด้วย
***************************
ณ ห้องนอนส่วนตัวของฮูหยินรอง
“ขอบใจมากเจียงหยา ข้าเกือบท้องเสียแล้ว ว่าแต่ท่านแม่ก็เลยรับเคราะห์แทนข้าเลยน่ะ” หว่านชิงนึกเป็ห่วงท่านแม่
“พวกเราจะต้องระมัดระวังตัวมากกว่านี้ ทุกคนต่างไม่น่าไว้วางใจทั้งสิ้น”เจียงหยาเตือน
“ดีที่เป็แค่ยาถ่าย ไม่ใช่พิษฮัวเหมยนะ” หว่านชิงประมาทไปหน่อยยังดีที่ไม่ได้รับอันตรายร้ายแรง
“นั่นน่ะสิ” เจียงหยากลัวพลาดอีก
“แต่ถ้ามองในแง่ดี ข้าได้คนมาทำงานบ้านแทนข้าแล้ว” หว่านชิงแอบดีใจ
“ดีที่นายหญิงไม่เป็อะไรมากนะ” เจียงหยากล่าว
“เห็นมั้ยล่ะ มีแต่คนเกลียดชังข้า ข้าจะอยู่ที่นี่ต่อไหวมั้ยล่ะเนี่ย”หว่านชิงบ่น
“หรือว่าเ้าไม่อยากได้ค่าจ้าง” เจียงหยาสงสัย
“อยากได้สิ ข้าไปนอนดีกว่า พรุ่งนี้ต้องไปเที่ยวั้แ่เช้า” หว่านชิงตัดบท
“ข้าก็อยากไปเที่ยวบ้าง” เจียงหยาอิจฉา
“เสียใจด้วย เ้าจะต้องไปช่วยงานครัว ช่วยไม่ได้นี่เ้าไม่ยอมปลอมตัวเป็ฮูหยินรองเอง” หว่านชิงแอบสมน้ำหน้า
“ใครจะไปกล้า ข้าอยู่กับนายท่านมานาน ข้าเคารพเขามากข้าไม่กล้าทำตัวสนิทชิดเชื้อกับนายท่านแบบนี้หรอก” เจียงหยากลัวเกรงนายท่านเป็อย่างมาก
“ฝันดีนะ” หัวถึงหมอน หว่านชิงก็นอนหลับทันที
“หลับง่ายซะจริง” เจียงหยาส่ายหน้าให้กับเพื่อนนักสืบ
***************************
เช้าวันรุ่งขึ้น ณ สำนักบัณฑิต
“ไหนว่านายท่านจะพาข้าไปเที่ยวไงล่ะเ้าคะ แล้วนี่พวกเรามาทำอะไรที่สำนักบัณฑิตแห่งนี้”หว่านชิงบ่น
“ท่านแม่อยากให้ข้ามาคุยกับผู้อำนวยการของที่นี่เพื่อแจ้งเื่ที่โจวเว่ยป่วยความจำเสื่อมน่ะ” ซูฟานอธิบาย
“นี่ พวกท่านยังไม่แจ้งสำนักบัณฑิตอีกอย่างนั้นหรือเ้าคะ” หว่านชิงแปลกใจ เพราะนี่มันเป็เวลาหนึ่งเดือนแล้วที่ฮูหยินใหญ่ป่วย
“ก็เพราะโจวเว่ยความจำเสื่อม พวกเราก็เลยไม่รู้ว่าโจวเว่ยทำงานที่ไหนน่ะสิกว่าจะสืบได้ก็ใช้เวลาเป็เดือน” ซูฟานแก้ตัว
“แล้วท่านรู้ได้ยังไงว่าโจวเว่ยทำงานที่นี่ล่ะเ้าคะ” หว่านชิงสงสัย
“ข้าลองสอบถามชาวบ้านแถวนี้ดู พวกเขาบอกว่าเห็นโจวเว่ยเดินทางมาที่นี่เป็ประจำ”ซูฟานสอบถามคนแถวนี้แล้ว
“เอ่อ พวกท่านมาทำอะไรที่นี่งั้นหรือขอรับ” อาจารย์หนุ่มคนหนึ่งเดินเข้ามาทัก
“ผู้อำนวยการอยู่หรือไม่” ซูฟานรีบสอบถาม
“ผู้อำนวยการคนเก่าเสียชีวิตไปแล้วส่วนผู้อำนวยการคนใหม่จะมาถึงในอีกสามข้างหน้าขอรับ” อาจารย์หนุ่มกล่าว
“แล้วท่านคือ…” หว่านชิงรีบถาม
“ข้าคืออาจารย์เสี่ยวอี้ เพิ่งมาสอนที่นี่ได้ไม่นานขอรับ” อาจารย์เสี่ยวอี้แนะนำตัว
“ข้าจะมาแจ้งว่าอาจารย์โจวเว่ยป่วยความจำเสื่อม เลยมาสอนที่นี่ไม่ได้น่ะ”ซูฟานกล่าว
“เอ่อ ข้าเองก็มาใหม่ เลยไม่รู้จักอาจารย์โจวเว่ยขอรับ” เสี่ยวอี้ไม่รู้จักอาจารย์ชื่อนี้
“แล้วมีใครพอจะรู้จักนางบ้างล่ะ” ซูฟานอยากรู้
“ไม่น่าจะมี เพราะหลังจากที่ผู้อำนวยการเสียชีวิตแล้วอาจารย์คนเก่าก็แยกย้ายไปสอนที่อื่นกันหมดฝ่าาจึงทรงมีพระราชโองการแต่งตั้งบัณฑิตจบใหม่ให้มาเป็อาจารย์สอนหนังสือที่นี่ขอรับ”เสี่ยวอี้เล่า
“อย่างนี้นี่เอง ถึงว่า ถึงไม่มีใครมาสอบถามอาการของฮูหยินของข้า” ซูฟานรู้สาเหตุที่สำนักบัณฑิตเพิกเฉยกับการที่โจวเว่ยไม่ไปสอนแล้ว
“ข้าจะต้องไปสอนแล้วขอรับ” เสี่ยวอี้กล่าว
“พวกเราจะกลับกันพอดี ขอบคุณท่านมากที่ยอมเสียเวลา” ซูฟานกล่าว
“นายท่าน เอ้ย ท่านพี่ที่ศาลามีภาพวาดของกลุ่มอาจารย์ที่เคยมาสอนที่นี่ด้วยเ้าค่ะ” หว่านชิงเหลือบไปเห็นเข้าพอดี
“ว่าแต่ ทำไมถึงไม่มีภาพของโจวเว่ยเลยล่ะ” ซูฟานเดินเข้าไปดูภาพวาดใกล้ๆ
“ข้าได้ยินมาว่าช่างวาดภาพไม่ได้วาดทุกคนภาพนี้เป็ภาพของอาจารย์ที่ยอมสมัครใจให้บันทึกภาพเก็บไว้เท่านั้นขอรับ” เสี่ยวอี้อธิบาย
“โจวเว่ยคงไม่อยากให้วาดภาพนางน่ะสิเ้าคะ” หว่านชิงคิดว่าไม่แปลก
“อาจเป็ไปได้ พวกเรากลับกันเถอะ อาจารย์เสี่ยวอี้จะต้องไปสอนต่อ” ซูฟานเกรงใจ
ซูฟานจูงมือภรรยากำมะลอออกไปจากสำนักบัณฑิตทันที
“ปล่อยมือข้าได้แล้วเ้าค่ะ ไม่เห็นต้องลากจูงกันแบบนี้เลย” หว่านชิงบ่น
ซูฟานหยุดเดินและยอมปล่อยข้อมือนางจากนั้นก็กล่าวว่า “เ้าอยู่ในฐานะไหนน่ะ”
“ที่นี่ไม่ใช่ที่บ้านเสียหน่อย ว่าแต่ทำไมท่านถึงทำหน้าเคร่งเครียดแบบนั้นล่ะเ้าคะ” หว่านชิงสังเกตได้
“ข้าไม่รู้ว่าจะเชื่อเด็กคนนั้นได้หรือเปล่า” ซูฟานลังเล
“เด็กคนไหนหรือเ้าคะ” หว่านชิงอยากรู้
“เด็กชายวัย 12 ขวบ นามว่าเฉินฟุเขาเคยเรียนที่สำนักบัณฑิตแห่งนี้ แต่ตอนนี้ย้ายไปเรียนที่อื่นแล้ว” ซูฟานเกริ่น
“เด็กเล่าอะไรให้ท่านฟังงั้นหรือเ้าคะ” หว่านชิงอยากรู้รายละเอียด
“เขาบอกว่าโจวเว่ยไม่ใช่อาจารย์ของสำนักบัณฑิตแห่งนี้แต่เขาเห็นว่านางได้มาที่นี่เป็ประจำเมื่อมาถึงที่นี่นางก็ไปนั่งอยู่ที่ศาลาริมทาง บ้างก็ไปอยู่ที่น้ำตกท้ายสำนัก”ซูฟานกล่าว
“ท่านกำลังบอกว่านางหลอกว่าตนเป็อาจารย์ นางจะทำแบบนั้นทำไมกันเ้าคะ”หว่านชิงไม่เชื่อ
“บางทีนางอาจสร้างตัวตนให้ดูน่าเชื่อถือก็เป็ได้” ซูฟานคาดการณ์
“เด็กคนนั้นเชื่อได้แค่ไหนกัน” หว่านชิงกลัวเด็กหลอก
“ตอนแรกข้าเองก็ไม่เชื่อ แต่ที่ศาลานั่นก็ไม่มีภาพวาดของโจวเว่ยเลยสักนิด”ซูฟานลังเล
“อาจารย์เสี่ยวอี้ก็บอกแล้วว่า ช่างวาดภาพไม่ได้วาดทุกคนนี่เ้าคะ” หว่านชิงย้ำเตือน
“ขอให้คำพูดของเด็กคนนั้นไม่เป็จริงก็แล้วกัน” ซูฟานภาวนา
“พวกเราไปเที่ยวกันเถอะเ้าค่ะ” หว่านชิงอยากผ่อนคลาย
“ไม่ใช่ตอนนี้ พวกเราต้องไปพบท่านหมอไป่เล่ยก่อน” ซูฟานบอกจุดหมายต่อไป
“สรุปว่า ท่านพาข้ามาสืบเื่ของโจวเว่ยใช่มั้ยเ้าคะ” หว่านชิงแอบเซ็ง
“จะว่าอย่างนั้นก็ได้ พวกเรารีบไปกันเถอะ” ซูฟานเดินนำทันที
***************************
ณ เรือนท่านหมอไป่เล่ย
“ข้าเองพยายามสำรวจเครื่องใช้ในบ้านท่านครบทุกชิ้นแล้วก็ไม่พบพิษฮัวเหมยเลย” ท่านหมอตรวจสอบจนสุดความสามารถแล้ว
“บางทีโจวเว่ยอาจไม่ใช่คนร้ายก็เป็ได้นะเ้าคะ ว่าแต่เหตุใดท่านถึงสงสัยนางล่ะ” หว่านชิงสงสัย
“สาวใช้รายงานข้าว่า ก่อนท่านลุงและท่านพ่อจะเสียชีวิตโจวเว่ยได้อยู่ตามลำพังกับพวกท่านด้วยน่ะสิ” ซูฟานระแวง
“แล้วท่านหมอรู้ได้อย่างไรว่าท่านทั้งสองโดนพิษฮัวเหมยเสียชีวิตล่ะเ้าคะในเมื่อตอนข้าสอบถามสาวใช้ในบ้าน พวกนางก็บอกว่าท่านทั้งสองมีอาการแน่นหน้าอกก่อนเสียชีวิตซึ่งน่าจะเกิดจากโรคประจำตัวมากกว่านี่เ้าคะ” หว่านชิงไม่เข้าใจ
“ข้าได้ชันสูตรศพหญิงวัยกลางไร้ญาติคนหนึ่งนางได้รับพิษฮัวเหมยจากนางมารพิษไร้เงาพิษที่ว่านี้มีผลทำให้ผู้ป่วยมีอาการหัวใจวายเฉียบพลัน และที่ร่างจะพบรอยนูนสีม่วงตรงบริเวณหัวไหล่ซูฟานเองคงเห็นรอยนูนแบบเดียวกันนี้บนร่างของท่านลุงและท่านพ่อตอนอาบน้ำศพเขาก็เลยมาสอบถามข้า ข้าสงสัยว่าศพทั้งสองอาจได้รับพิษชนิดนี้จึงขอให้เขาแอบขุดร่างท่านทั้งสองเพื่อมาชันสูตรให้แน่ชัดซึ่งนั่นก็สรุปว่าทั้งสองศพได้รับพิษฮัวเหมยจริงๆ” ท่านหมอไป่เล่ยเล่า
“แล้วท่านแจ้งทางการแล้วหรือยังล่ะเ้าคะ” หว่านชิงอยากรู้
“ใต้เท้าหยางรับทราบแล้ว ท่านคิดว่านั่นเป็ฝีมือของนางมารพิษไร้เงาซึ่งท่านก็ได้ส่งมือปราบตามจับนางมารอยู่แต่ซูฟานสงสัยว่าเป็ฝีมือของคนในตระกูลซู” ท่านหมอกล่าว
“ว่าแต่ ศพหญิงวัยกลางคนคนนั้นอยู่ที่ไหนหรือเ้าคะ” หว่านชิงสอบถาม
“ฝังอยู่ที่เมืองกวานเหลียง เห็นว่าที่นั่นเป็บ้านเกิดของนาง” ท่านหมอกล่าว
“เมืองกวานเหลียง งั้นหรือเ้าคะ” หว่านชิงใ
“ทำไมงั้นหรือ” ท่านหมอสงสัย
“เอ่อ บ้านเกิดของข้าอยู่ที่นั่น บางทีข้าอาจรู้จักนางเ้าค่ะ” หว่านชิงหวั่นกลัว
“เ้ากลัวว่าจะเป็ญาติของเ้างั้นหรือ” ซูฟานคาดเดา
“ข้ากลัวเช่นนั้นจริงๆ เ้าค่ะ” หว่านชิงยอมรับ
“งั้นเ้าลองกลับไปดูที่เมืองกวานเหลียงสิ” ท่านหมอแนะนำ
“แต่ข้านั้นต้องปลอมตั…” หว่านชิงเกือบหลุดปาก
“ข้าอนุญาตให้เ้าไป ข้าเชื่อใจเ้า ว่าเ้าจะไม่นอกใจข้า” ซูฟานรีบพูดกลบเกลื่อนแทน
“แน่นอนเ้าค่ะ ก็ข้ารักท่านคนเดียวนี่” หว่านชิงจำต้องเออออห่อหมก
“เื่ท่านแม่ ไว้ข้าจะคุยกับท่านเอง เ้าไปเถอะ” ซูฟานยอมอนุญาตให้ลูกจ้างกลับบ้านเกิด
“งั้นข้าขอเดินทางไปเมืองกวานเหลียงพรุ่งนี้เลยนะเ้าคะ” หว่านชิงร้อนใจ
ซูฟานพยักหน้าเป็การอนุญาต
“ว่าแต่ท่านจะทำอย่างไรต่อ ยังจะสืบเื่ฆาตกรนี้ต่อไปหรือไม่” ท่านหมอสงสัย
“แน่นอนขอรับ ข้าจะไม่ยอมให้เกิดศพต่อไปเด็ดขาด” ซูฟานกล่าวอย่างมุ่งมั่น
“ข้าจะต้องเดินทางไปรับศพเพื่อมาชันสูตร” ท่านหมอนึกขึ้นได้
“งั้นข้ากับฮูหยินไม่รบกวน พวกข้าขอตัวขอรับ” ซูฟานทำท่าคารวะผู้าุโ
สองสามีภรรยาเดินออกมาจากเรือนท่านหมอไป่เล่ยแล้วพากันไปที่โรงงิ้ว
“เดี๋ยวสิเ้าคะ พวกเรามาที่โรงงิ้วทำไมกันฮูหยินใหญ่ก็พาท่านแม่มาที่นี่ด้วยไม่ใช่หรือ” หว่านชิงใ
“ข้าอยากจับตาดูพฤติกรรมของโจวเว่ย” ซูฟานกล่าว
“แล้วถ้าท่านแม่เจอพวกเราล่ะเ้าคะ” หว่านชิงทำตัวไม่ถูก
“ทำไมล่ะ ไม่เห็นเป็ไรเลย ก็บอกว่าพวกเราอยากมาดูงิ้วก็เท่านั้นเอง”ซูฟานกล่าวอย่างไม่ยี่หระ
“ท่านอยากให้ชาวบ้านนินทาว่าท่านพาเมียหลวงเมียน้อยมาดูงิ้วงั้นหรือเ้าคะ”หว่านชิงกลัวสายตาชาวบ้าน
“ไม่เห็นต้องสนใจขี้ปากชาวบ้านเลยนี่” ซูฟานไม่สนใจ
“พวกเราปลอมตัวดีกว่าเ้าค่ะ พวกเราจะได้สังเกตการณ์อย่างสะดวกไงล่ะเ้าคะ”หว่านชิงเสนอเพื่อความสบายใจ
“ก็ได้” ซูฟานยอมตามใจ
สองสามีภรรยาแยกย้ายกันไปซื้อเสื้อผ้าในตลาดเพื่อปลอมตัวก่อนเข้าโรงงิ้วผ่านไปครึ่งชั่วยามทั้งสองก็กลับมาพบกันที่หน้าโรงงิ้วอีกครั้ง
“ทำไมเ้าถึงแต่งตัวแบบนั้นล่ะ หว่านชิง” …