ภัณฑิรา, วริษฐา...
“ขอโทษนะคะ”
“ขอโทษนะคะ”
ผู้หญิงสาวสวยสองคนเดินกึ่งวิ่งเข้ามา ถึงเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ของโรงพยาบาล และกล่าวกับพยาบาลที่นั่งทำงานประจำอยู่ตรงนั้นพร้อมๆ กัน พอกล่าวจบก็หันมองหน้ากัน ยิ้มๆ ให้กัน แต่ถึงจะยิ้มยังไงก็รู้ว่าคนทั้งสองกำลังเกิดความกังวล ร้อนรนใจ
“เชิญคุณพูดก่อนเลยค่ะ”
“ขอบคุณนะคะ”
ภัณฑิรา รวงระริน หรือทุกๆ คนที่สนิทต่างพากันเรียกเธอสั้นๆ ว่า ‘ภัณ’ บอกกล่าววริษฐาให้สอบถามพยาบาลก่อนตัวเธอ วริษฐาจึงกล่าวขอบคุณในน้ำใจของกัณฑิรา ที่ให้เธอสอบถามพยาบาลก่อน ซึ่งเธอไม่คิดจะเกรงใจใดๆ เพราะตอนนี้ใจเธอร้อนรนอยากจะเห็นแม่เต็มทีแล้ว
“ฉันเป็ลูกสาวของคนไข้ที่ชื่อวัฒนานันท์ ทองพันชั่ง ไม่ทราบว่าตอนนี้แม่ฉันอยู่ห้องไหนคะ?”
“รอสักครู่นะคะ”
วริษฐาหันไปสอบถามพยาบาลสาวที่อยู่หลังเคาน์เตอร์ เพราะตอนที่ได้รับโทรศัพท์เธอรู้เพียงแต่ว่า แม่ของเธออยู่ที่โรงพยาบาลแห่งนี้ แต่ไม่รู้ว่าแม่อยู่ห้องไหนโซนไหนของโรงพยาบาล พยาบาลสาวกล่าวกับวริษฐา แล้วเลื่อนสายตาไปมองที่หน้าจอคอมพิวเตอร์
“คนไข้ชื่อคุณวัฒนานันท์ ทองพันชั่ง อยู่ที่ห้องไอซียูสอง อาคารสอง ชั้นสองค่ะ เดี๋ยวเดินตรงไปทางนี้นะคะ จะทะลุออกไปที่อาคารสองได้ค่ะ”
“ขอบคุณค่ะ”
วริษฐาได้ยินพยาบาลสาวบอกสถานที่ที่แม่ของเธอกำลังรักษาตัว ก็ใ หูอื้อไปชั่วครู่ แต่เพียงแค่แป๊บเดียวก็ตั้งสติได้ จึงฟังพยาบาลสาวบอกทางจนจบ ค่อยเอ่ยขอบคุณพยาบาลสาวคนนั้นเบาๆ ก่อนจะก้าวเท้ายาวๆ อย่างเร่งรีบตรงไปตามทางที่พยาบาลสาวบอกในทันที
“เอ่อ!... ฉันเป็ลูกสาวของคนไข้ที่ชื่อพวงพร รวงระรินค่ะ ตอนนี้แม่ของฉันอยู่ห้องไหนคะ?”
“รอสักครู่นะคะ”
ถึงตาภัณฑิราแล้ว พอเห็นวริษฐาถามจนได้คำตอบแล้ว และได้เดินไปแล้ว ภัณฑิราจึงเอ่ยถามพยาบาลสาวเพื่อให้หาสถานที่ที่แม่ของเธอรักษาตัวอยู่ในตอนนี้ พยาบาลสาวกล่าวกับภัณฑิรา แล้วหันกลับไปมองที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ เพื่อทำการค้นหาข้อมูลตามชื่อและนามสกุลที่ได้ยิน
“คนไข้ชื่อคุณพวงพร รวงระริน อยู่ที่ห้องฉุกเฉินสองค่ะ เดี๋ยวเดินไปทางซ้ายมือนี่นะคะ”
“ขอบคุณค่ะ”
ภัณฑิรากล่าวขอบคุณพยาบาลสาว แล้วเอี้ยวตัวเดินไปยังทางที่พยาบาลสาวบอก เธอเดินไปได้สักพักก็เห็นป้ายชื่อหน้าห้องแจ้งว่าห้องฉุกเฉินหนึ่ง เธอเดินต่อไปอีกสักพักก็เห็นป้ายหน้าห้องแจ้งว่าห้องฉุกเฉินสอง เธอจึงสอดส่ายสายตามองไปที่กระจกใส ที่ติดอยู่หน้าห้อง เพื่อมองหาแม่ของตัวเอง
“เอ่อ!... ขอโทษนะคะ ฉันมาหาคนไข้ที่ชื่อพวงพร รวงระรินน่ะค่ะ ไม่ทราบว่าตอนนี้แม่ฉันเป็ยังไงบ้างคะ?”
“หมอพึ่งให้ยาคนไข้ อาการปวดท้องดีขึ้นแล้วค่ะ หมอได้เอาชิ้นเนื้อไปตรวจแล้ว เพราะสันนิษฐานว่าคนไข้อาจจะเป็มะเร็ง แต่คุณอย่าพึ่งกังวลใจไปค่ะ รอฟังผลตรวจพรุ่งนี้อีกที แต่เดี๋ยวคนไข้จะต้องพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลก่อนนะคะ”
ภัณฑิราเห็นพยาบาลเปิดประตูห้องฉุกเฉินออกมา เธอจึงเอ่ยถามพยาบาลผู้นั้นในทันที พยาบาลยิ้มให้ภัณฑิรา แล้วบอกถึงอาการของคนไข้ที่พึ่งเข้ามารักษาตัว เนื่องจากปวดท้องกะทันหัน ภัณฑิราได้ยินอย่างนั้นก็ใมาก เธอไม่รู้มาก่อนเลยว่า แม่ของเธอจะมีเป็มะเร็ง
ไม่สิแค่หมอสันนิษฐาน หมอยังไม่ฟันธงสักหน่อยว่าแม่ของเธอเป็มะเร็ง เพราะงั้นเธอจะต้องทำใจดีๆ เข้าไว้ รอฟังผลตรวจก่อน อย่างพึ่งกระต่ายตื่นตูมในตอนนี้
ภัณฑิราข่มใจตัวเอง แล้วเดินไปนั่งลงที่เก้าอี้นั่งคอย เนื่องจากไม่สามารถเข้าไปในห้องฉุกเฉินได้ ภายในใจก็ภาวนาไปด้วย ขอให้แม่ของเธอไม่เป็อะไร ไม่เป็มะเร็งอย่างที่หมอสันนิษฐาน
“แม่... แม่โอเคไหม? ยังปวดท้องอยู่หรือเปล่า?”
ภัณฑิราเห็นบุรุษพยาบาลเปิดประตูห้องฉุกเฉิน พร้อมกับเข็นเตียงนอนคนไข้ ที่มีพวงพรนอนอยู่บนนั้น โดยมีสายน้ำเกลือระโยงระยางอยู่ที่แขน เธอจึงเดินไปข้างๆ เตียงนอนคนไข้ เห็นแม่ของเธอยิ้มเจือๆ มาให้ เธอจึงเอ่ยถามด้วยความเป็ห่วง
“แม่ไม่เป็อะไรแล้ว ไม่ต้องเป็ห่วงหรอก แม่บอกแล้วว่าไม่ต้องมาก็ได้ แม่ถึงมือหมอแล้ว... นี่ก็ยังลางานมาอีกนะเราเนี้ย”
พวงพรกล่าวกับลูกสาวคนเดียวของตัวเอง ที่ค่อนข้างภูมิใจในตัวลูกสาวคนนี้เป็อย่างมาก เพราะั้แ่เล็กจนโตภัณฑิราไม่เคยทำให้พวงพรเสียใจเลยสักครั้ง แม้กระทั่งเรียนจบมีงานทำแล้ว ภัณฑิราก็ไม่เคยทอดทิ้ง แถมยังกลับกลายมาเป็ผู้เลี้ยงดูพวงพรในตอนนี้
“ได้ยังไงกันละ แม่ไม่สบายอย่างนี้ภัณก็ต้องมาสิ ภัณไม่ปล่อยให้แม่อยู่โรงพยาบาลคนเดียวหรอก อย่าลืมสิว่าเรามีกันเพียงแค่สองคน หากไม่ให้ภัณเป็ห่วงแม่ แล้วจะให้ภัณเป็ห่วงใครล่ะ”
ภัณฑิรายื่นมือเรียวเล็กไปจับมือพวงพร กล่าวไปก็เดินเคียงข้างเตียงนอนคนไข้ไปไม่ห่าง จนกระทั่งบุรุษพยาบาลเข็นรถเข็นเข้ามาในห้องพักฟื้นคนไข้ซึ่งเป็ห้องรวม ภัณฑิราอยู่กับพวงพรในห้องพักฟื้นคนไข้จนกระทั่งหมดเวลาเยี่ยม เธอจึงจำต้องกลับบ้านไปก่อน เพราะห้องรวมไม่อนุญาตให้ญาติคนไข้นอนเฝ้า
๓๐๓๐๓๐๓๐๓๐๓๐๓๐๓๐๓๐๓๐๓๐๓๐๓๐๓๐๓๐๓๐๓๐๓๐๓๐๓๐๓๐๓๐๓๐๓๐๓๐