กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ

    กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ_45_การต่อสู้ด้วยปัญญาในพระราชวังเทียนอู่

    ปุ้งงงงง!

    อู่ อวี้ ลงจอดบนพื้นดินด้านนอกของพระราชวังเทียนอู่

    " น้องชาย เสิ่น อู๋เต้า มาถึงแล้วอย่างนั้นเหรอ เชิญ ๆ เข้ามาด้านในก่อน " ฮ่าวเทียน ซ่างเซียน เป็นคนหน้าซื่อใจคดอย่างแท้จริง เมื่อไม่กี่วันก่อนมันเพิ่งจะสะกดข่ม อู่ อวี้ แต่มาในวันนี้มันกลับทำเหมือนไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น มันต้อนรับ และ เชื้อเชิญให้ อู่ อวี้ เข้ามาในพระราชวังเทียนอู่

    ถ้าให้ว่ากันตามจริงแล้ว มันไม่อยากต้อนรับขับสู้ และ ข้องแวะกับ อู่ อวี้ สักเท่าใดนัก แต่ด้วยเพราะ อู่ อวี้ นั้นใจแข็งยิ่งนัก มันจึงเกรงว่าจะควบคุมยากไม่เชื่อฟัง อีกทั้ง อู่ อวี้ ยังมีนิกายกระบี่สวรรค์หนุนหลัง

    เพราะหากตามกฎของทั้งสองฝ่ายที่จะต้องปฏิบัติตามร่วมกันแล้ว อู่ อวี้ จะต้องมาพิทักษ์อยู่ที่นครหลวงเย่วอู่ และ พวกเขาก็จะต้องจากไป

    หลังจาก อู่ อวี้ เข้าสู่พระราชวังเทียนอู่แล้ว มีเพียงแค่ ฮ่าวเทียน ,ฮ่องเต้หยวนฮ่าว, ไทเฮาหยวน ซี เท่านั้น สันนิษฐานว่าในวันนี้ เจียง จุนหลิน และ หยวน เฉิน คงจะไม่ปรากฏตัวมายังที่นี่ และอาจเป็นไปได้ว่าพวกมันคงจะจากนครหลวงเย่วอู่เพื่อไปทำธุระอื่น เพราะยังไงแล้วศักดิ์ฐานะอย่าง เจียง จุนหลิน ที่ค่อนข้างจะใหญ่โตนั้น คงจะไม่ปรารถนาที่จะมาอยู่ในพระราชวังอันคับแคบเช่นนี้เป็นแน่

    และล่าสุดที่ อู่ อวี้ ได้โดนกำราบจนหมดท่านั้น ก็คงเป็นเพราะว่า หยวน เฉิน เป็นผู้ยุยงอย่างแน่นอน

    ซึ่งแน่นอนว่า พวกมันอาจจะยังไม่ได้ไปไหนไกลก็เป็นได้

    การที่พวกมันมิได้อยู่ในที่แห่งนี้ สำหรับ อู่ อวี้แล้วอาจกล่าวได้ว่ามันเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง

    หลังจากนั้นไม่นานนัก องค์หญิง อู่หยู ก็เสด็จมาถึง และ อู่ อวี้ เองก็ยังคงดำเนินตามแผนที่ได้วางเอาไว้ ต่อมาองค์หญิง อู่หยู ก็เริ่มสนทนาพูดคุย ด้วยบทสนทนาที่เรียบง่ายไม่ยุ่งยาก ซึ่งมันเป็นการเติมเชื้อไฟให้กับ หยวนฮ่าว และ ฮ่าว เทียน

    " ในวันนี้องค์หญิง อู่หยู ทรงสิริโฉมงดงามยิ่งนัก " อู่ อวี้ เปิดฉากด้วยคำเยินยอป้อนคำหวาน

    ฮ่องเต้ หยวนฮ่าว หัวเราะเย้ยหยันขัดจังหวะขึ้น พร้อมกับกล่าวว่า " ฮ่า ๆ ๆ ๆ มันก็ต้องแน่นอนอยู่แล้ว เพื่อมาต้อนรับพระสวามีในอนาคต การแต่งองค์ให้งดงามถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาสามัญ "

    อู่ อวี้ พยักหน้าแล้วกล่าวว่า " ตั้งแต่สมัยโบราณความงามย่อมต้องคู่กับเอกบุรุษ ถ้าเช่นนั้นก็แสดงว่า จิ่ว ซื่อจุน นั้นเป็นเอกบุรุษ เปี่ยมล้นไปด้วยพรสวรรค์ และ ความสามารถ อีกทั้งยังองอาจหล่อเหลา ไม่เช่นนั้นคงมิอาจอภิเษกสมรสกับองค์หญิง อู่หยู ได้ ดั่งคำกล่าวที่ว่าดอกไม้งาม ย่อมไม่สามารถเติบโตได้ในมูลสัตว์

    เมื่อไทเฮาหยวน ซี เห็นว่าการสนทนาพูดคุยเริ่มตกอยู่ในสภาวะอึดอัด นางเลียริมฝีปากอวบอิ่มแดงระเรื่อราวกับผลเชอร์รี่ พร้อมกับเอ่ยขึ้นว่า " แหมมม∼∼ ท่าน เสิ่น อู๋เต้า ท่านนี้ก็ช่างเย้าหยอกไปเรื่อย คนเรานั้นไม่อาจมองได้แค่เพียงภายนอก แต่ต้องมองกันที่ความสามารถ อย่างท่าน จิ่ว ซื่อจุน เป็นผู้มีความสามารถ ลักษณะโดดเด่นมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว "

    เมื่อกล่าวจบประโยค ด้านนอกก็เริ่มมีการเคลื่อนไหว

    อู่ อวี้ ตระหนักถึงทันที แรงกดดันที่แผ่ออกมาทำให้หยาดเหงื่อถึงกับเริ่มไหลย้อย เส้นขนตามสรรพางค์ร่างกายเริ่มลุกตั้งชูชัน ซึ่งเป็นสัญญาณบอกว่า ผู้ที่มาถึงนี้จะต้องไม่ได้มาดีอย่างแน่นอน

    ตั้งแต่สมัยโบราณกาล ได้กล่าวเอาไว้ว่าผู้ที่เข่นฆ่าสังหารผู้คนมามากมายนั้น จะมีกลิ่นอายแห่งความตายและกลิ่นอายแห่งความชั่วร้ายปกคลุมทั่วทั้งร่าง ซึ่งกลิ่นอายนี้ ได้ดึงดูดให้เหล่าวิญญาณอาฆาตเข้าห้อมล้อมร่างของคนผู้นั้นเอาไว้ ซึ่งคนผู้นี้เร้นกายอยู่ด้านนอกพระราชวังเทียนอู่ มันคือมือสังหารผู้น่าสะพรึงกลัว พวกมันจึงจัดเป็นพวกนอกรีตที่ฝึกฝนวิถีมาร และไม่ได้เป็นที่ยอมรับของเหล่าเทพเซียนที่อยู่บนวิถีแห่งเต๋า ยิ่งไปกว่านั้นคนกลุ่มนี้ถือว่าเป็นผู้ที่ต้องถูกกวาดล้างอย่างยิ่ง ควรทำลายล้างให้สิ้นซากเสียยิ่งกว่ามารปีศาจ

    ในที่สุด ตัวเอกของวันนี้ ก็ได้มาถึงแล้ว

    แม้ร่างของคนผู้นั้นยังไม่ปรากฏ แต่เสียงหัวเราะอันดุร้ายก็ระเบิดดังของมาให้ได้ยิน อู่ อวี้ เงยหน้าขึ้นมอง ก็เห็นเงาร่างขนาดใหญ่ปรากฏขึ้น อยู่บริเวณปากประตูพระราชวังเทียนอู่ มันคือชายรูปร่างสูงใหญ่ ระดับความสูงของมันนั้นเมื่อเทียบกับองค์หญิง อู่หยู แล้วนั้น มันสูงกว่าถึงหลายเท่า ซ้ำร้ายร่างกายของมันยังอ้วนหนา มากกว่าองค์หญิงถึงสามเท่า เพียงแค่ท่อนแขนของมันก็มีความหนาเทียบเท่ากับท่อนขาของ อู่ อวี้ เสียแล้ว มันมีผิวพรรณดำสนิท เนื่องจากบนผิวพรรณของมันนั้น ถูกปกคลุมไปด้วยรอยสักจำนวนมาก ซึ่งเป็นลวดลายของหัวพยัคฆ์ ทั่วร่างกายของมันมีอาภรณ์ปกปิดเพียงน้อยนิด ตรงส่วนเอวของมันถูกคาดรัดด้วยหนังหมีสีดำ เห็นได้ชัดว่ามันคือสัตว์อสูรเพราะมันได้แผ่กลิ่นอายปีศาจออกมาอย่างชัดเจน

    หากเงยหน้ามองอีกครั้ง จะเห็นได้ว่าชายผู้นี้มีอายุอานามกว่า 50 ปี หรือ อาจจะมากกว่านั้น มันเป็นชายศีรษะล้าน มีรอยแผลเป็นขนาดใหญ่บนแก้มของเขา พาดยาวไปเกือบครึ่งศีรษะของเขา จากรอยแผลนี้ทำให้รู้สึกราวกับว่าศีรษะของมันอาจจะเคยโดนฟันจนเกือบแตกเป็นเสี่ยง ๆ ดวงตาของมันมืดบอดข้างหนึ่ง ส่วนอีกข้างหนึ่งส่อแววประกายดุร้ายกระหายเลือด ฟันสีเหลืองของมันดูสกปรกโสมม ชวนให้รู้สึกสะอิดสะเอียน และ น่าสะพรึงกลัวในเวลาเดียวกัน

    และมันผู้นั้นก็คือ จิ่ว ซื่อจุน

    มันคือสัตว์ร้ายอัปลักษณ์น่าเกลียด

    ไม่น่าแปลกใจเลยว่าเพราะเหตุใด ไทเฮาหยวน ซี ถึงได้กล่าวเช่นนั้นออกมา ว่า จิ่ว ซื่อจุน เป็นผู้มีความสามารถ ลักษณะโดดเด่นมีเอกลักษณะเฉพาะตัว

    ถ้าจะให้ถูกคงต้องกล่าวว่า เป็นผู้มีความอัปลักษณ์น่าเกลียด เป็นเอกลักษณ์โดดเด่นจนเรียกได้ว่าหาได้ยากยิ่งในใต้หล้านี้

    แม้ว่าวันนี้องค์หญิง อู่หยู จะเตรียมใจ และ ล่วงรู้มาเป็นอย่างดีว่าจะให้พบเจอกับ จิ่ว ซื่อจุน แต่นางก็ยังรู้สึกสะอิดสะเอียนจนแทบอยากจะอาเจียนออกมา ในฐานะที่ อู่ อวี้ เป็นน้องชาย เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้ภายในหัวใจของเขาท่วมท้นไปด้วยเพลิงโทสะที่กำลังหมุนวน หากเขากลับมายังอาณาจักรเย่วอู่ช้ากว่านี้เล็กน้อย ไม่รู้ว่าชะตากรรมขององค์หญิง อู่หยู จะเป็นเช่นไร เมื่อนางต้องตกเป็นมเหสีของ จิ่ว ซื่อจุน โดยที่นางไม่อาจแม้แต่ปลิดชีพตนเองได้ เท่ากับว่านางกำลังตกอยู่ในขุมนรก

    " ข้า จิ่ว ซื่อจุน ขอคารวะซ่างเซียนผู้พิทักษ์ทั้งสอง แห่งบูรพาเย่วอู่! " จิ่ว ซื่อจุน กล่าวคำคารวะอย่างตรงไปตรงมา ทันทีที่มันก้าวเข้ามาในพระราชวังเทียนอู่ มันก็ส่งเสียงหัวเราะดังสนั่น พร้อมกับคำนับทักทาย อู่ อวี้ และ ฮ่าวเทียน ซ่างเซียน ด้วยท่าทางยินดี

    จนในที่สุด อู่ อวี้ ก็สามารถเห็นผู้ที่อยู่ด้านหลังของ จิ่ว ซื่อจุน

    โย่ว หลิงจี

    เป็นเพราะว่า จิ่ว ซื่อจุน มีร่างกายที่อ้วนหนามากเกินไป จึงทำให้ปิดบังการมองเห็นของสายตา อู่ อวี้ แต่ว่ากันตามจริง ต่อให้ จิ่ว ซื่อจุน จะโหดเหี้ยม อัปลักษณ์ หรือ น่าเกลียดเพียงใด แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้ อู่ อวี้ รู้สึกหวาดกลัวอย่างยิ่งก็คือการที่มันมี โย่ว หลิงจี ผู้นี้หนุนหลัง

    สตรีนางนี้สวมใส่อาภรณ์สีดำ ร่างกายของนางนั้นดูไม่สูงมากนัก แต่ก็ยังคงไว้ซึ่งความสง่างาม อีกทั้งบนศีรษะของนางยังมีผ้าคลุมสีดำ เพื่อปิดบังอำพรางใบหน้า ทำให้ไม่สามารถเห็นใบหน้าได้อย่างชัดเจน แต่สิ่งที่ทำให้ อู่ อวี้ รู้สึกสะดุดตาในตัวนางอย่างยิ่งก็คือ ความลึกลับ และ กลิ่นอายความชั่วร้ายที่แผ่ออกมาอย่างรุนแรง จิตสังหารที่แผ่ออกมานั้นรุนแรงกว่า จิ่ว ซื่อจุน มากนัก จนเรียกได้ว่าไม่อาจจะเทียบกันได้ การลักพาตัวจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ เขาจัดการมือสังหารผู้นี้ลงให้ได้เพียงเท่านั้น อย่างไรก็ตามแรงกดดันที่นางปลดปล่อยออกมามีมากกว่า จิ่ว ซื่อจุน นับหมื่นนับพันเท่า

    " แข็งแกร่งยิ่งนัก! "

    ภายใต้หน้ากากวานร อู่ อวี้ ขมวดคิ้วอีกครั้งอย่างคลางแคลงใจ

    " ในสายตาของ อู่ อวี้ นั้น ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดก็คือ เจียง จุนหลิน รองลงมาก็คงเป็น ฮ่าวเทียน และ โย่ว หลิงจี แต่ปราณวิญญาณอันชั่วร้าย ของโย่วหลิงจี นั้นเข้มข้นและ รุนแรงเป็นอย่างยิ่ง แต่ว่า เป็นเพราะ ฮ่าวเทียน บ่มเพาะในวิถีแห่งเต๋าดั้งเดิม พลังศักดิ์สิทธิ์ของมันย่อมอยู่ในขอบเขตที่เหนือกว่า โย่ว หลิงจี และถึงแม้ว่า โย่ว หลิงจี จะน่าหวาดกลัวก็จริง แต่ทว่าขอบเขตระดับพลังของนาง ก็คงจะเหนือกว่า ซือตู๋ หมิงหลาง เพียงแค่ 1-2 ขั้นเท่านั้น... "

    ทั้งหมดนี้เป็นเพียงแค่การสันนิษฐาน ฉะนั้น อู่ อวี้ จึงยังไม่อาจระบุระดับพลังของพวกเขาได้อย่างชัดเจน แต่ด้วยการคาดการณ์เบื้องต้น ระดับพลังที่นางมีอยู่ในตอนนี้ ก็เพียงพอที่ อู่ อวี้ จะไม่สามารถต่อกรได้แล้ว อีกทั้งฝ่ายตรงข้ามยังน่าจะมีอาวุธลับ หลายอย่างหลบซ่อนอยู่มากมายอีกด้วย

    " โย่ว หลิงจี แข็งแกร่งกว่าข้า พลังของนางเหนือกว่าที่ข้าจะสามารถสังหารนางได้ โอกาสที่ข้าจะสามารถชนะนางได้มีเพียงแค่ 2 ใน 10 ส่วนเท่านั้น "

    ตัวเลขจากการคำนวณที่ออกมานี้ ถือได้ว่าอันตรายอย่างยิ่ง

    ระดับพลังยุทธแท้จริงของ อู่ อวี้ นั้น อยู่ในชั้นฟ้าขั้นที่ 9 เพียงเท่านั้น

    อู่ อวี้ และ อู่หยู นั้นได้ตกลงวางแผนกันไว้นานแล้ว เนื่องจากเป็นเพราะพวกเขากำลังอยู่ในพระราชวังเทียนอู่ การสื่อสารต่าง ๆ จึงไม่ค่อยสะดวกมากนัก ในตอนนี้ อู่ อวี้ จึงได้ดึงพู่กันออกมาแล้วเขียนอักษรสองคำลงบนโต๊ะ เพื่อแจ้งข่าวให้กับ อู่หยู ทราบว่าเขามีโอกาสชนะเพียงแค่ 2 ใน 10 ส่วนเท่านั้น

    เมื่อเห็นข้อความนั้น องค์หญิง อู่หยู ก็เข้าใจในทันที

    โอกาสแห่งชัยชนะ นั้นถือว่ายังต่ำเกินไป นางล่วงรู้ดีว่ากำลังตกอยู่ในสถานการณ์ยากลำบาก ฉะนั้นนางจำต้องข่มใจแล้วอดทนต่อไป

    " เชิญนั่ง "

    สีหน้าของ ฮ่าวเทียน ซ่างเซียน นั้นกลายเป็นสีชมพูอมแดงด้วยความชื่นมื่นอย่างเห็นได้ชัด เพราะสถานที่แห่งนี้ไม่มีมนุษย์ธรรมดาสามัญอยู่ มันจึงได้กล้าเข้าไปต้อนรับและเชื้อเชิญให้ โย่ว หลิงจี ลงนั่งอย่างไม่อายใคร ส่วนสถานะของ จิ่ว ซื่อจุน แท้จริงแล้วก็คือศิษย์ผู้ดูแลนาง และ เป็นศิษย์ผู้ติดตามของ โย่ว หลิงจี ฉะนั้น โย่ว หลิงจี จึงเป็นผู้หนุนหลังที่น่าเกรงกลัวอย่างยิ่ง

    ในเวลานี้ เขาเห็นความหวาดกลัว และ ความวิตกกังวลแฝงอยู่ในแววตาของ อู่หยู จนมิอาจปกปิดได้

    ชื่อเสียงอันดีงามของ องค์หญิง อู่หยู เป็นที่เลื่องลือขจรขจาย ไปทั่วทั้งมหาสมุทรแถบบูรพา

    ตอนนี้คนทั้งหมดนั่งลงเป็นที่เรียบร้อย จนกระทั่งบัดนี้ โย่ว หลิงจี ก็ยังสวมผ้าคลุมสีดำปิดบังใบหน้า ภายใต้ผ้าคลุมสีดำนั้น สามารถเห็นรูปโฉมของนางได้อย่างเลือนราง เป็นรูปโฉมที่แสนสามัญ ซึ่งสามารถพบเห็นได้อย่างดาษดื่นทั่วไป แต่ดวงตาคู่สีม่วงของนางนั้น ช่างดูมืดดำให้ความรู้สึกน่าหวาดหวั่นพรั่นพรึงอย่างยิ่ง ดวงตาของนางดูราวกับกระแสน้ำวนอันมืดมิด รับรองว่าไม่มีมนุษย์คนใดหาญกล้าสบตานางตรง ๆ ริมฝีปากซึ่งควรจะเป็นสีแดงระเรื่อนั้น กลับกลายเป็นสีม่วงเข้ม ยิ่งทำให้ภาพลักษณ์ของ โย่ว หลิงจี น่าหวาดกลัวยิ่งขึ้น

    แม้นามของนางจะมีเสน่ห์อย่างยิ่ง แต่ภาพลักษณ์ของนางช่างแตกต่างจากองค์หญิง อู่หยู อย่างยิ่ง ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเพราะเหตุใด จิ่ว ซื่อจุน ถึงไม่แยแสรูปโฉมของนางเลยแม้แต่น้อย นับตั้งแต่มันก้าวเหยียบเข้ามาในพระราชวังอู่แห่งนี้ มันก็ยังไม่ยอมละสายตาจาก องค์หญิง อู๋ หยู๋ แม้แต่น้อย ดวงตาของมันหรี่เล็กลง เปี่ยมล้นไปด้วยความหยาบช้า หื่นกระหายในตัณหาราคะ สายตาซึ่งเต็มไปด้วยแรงปรารถนานั้น สร้างความอึดอัดใจให้แก่ อู่หยู อย่างยิ่ง

    " เสิ่น อู๋เต้า ข้าเป็นเพียงสตรี ขอท่านอย่าได้โปรดกังวล เชิญท่านถอดหน้ากากได้ ข้ากำลังตั้งตารอที่จะได้เห็นรูปโฉมที่แท้จริงของท่าน " หลังจากสิ้นเสียง โย่ว หลิงจี ก็เปิดผ้าคลุมสีดำของนางออก ผู้ที่หันมามองเป็นคนแรกไม่ใช่ใครอื่น นอกเสียจาก อู่ อวี้

    แม้โฉมหน้าของ โย่ว หลิงจี จะดูธรรมดาสามัญทั่วไป แต่น้ำเสียงของนางนั้น ชวนน่าหลงใหลอย่างยิ่ง น้ำเสียงของนางนั้นดูนุ่มลึก ทำให้ผู้สดับได้ยินต้องรู้สึกด้านชาด้วยความอื้ออึง

    " รูปโฉมของข้าช่างอัปลักษณ์ยิ่งนัก ด้วยเพราะเหตุผลนี้ทำข้าไม่อยากเปิดเผยใบหน้าให้ผู้ใดได้เห็น " อู่ อวี้ ตอบ

    "โอ้ว ∼ ถ้าเช่นนั้นรูปโฉมของข้า ก็คงดูอัปลักษณ์ด้วยใช่หรือไม่? " โย่ว หลิงจี เผยรอยยิ้มจาง ๆ ออกมา

    " เพียงแค่การเคลื่อนไหวของแม่นาง โย่ว หลิงจี ก็นับว่าดูดีกว่าข้านับสิบเท่าแล้ว" ในวันนี้เนื่องจาก โย่ว หลิงจี นั้นแข็งแกร่งเกินไป จึงทำให้แผนการที่วางไว้ จำต้องเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน เพื่อช่วยชีวิตองค์หญิง อู่หยู ตัวของเขาจำเป็นต้องเปลี่ยนทัศนคติของตนอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

    ด้วยคำตอบของ อู่ อวี้ ทำให้ โย่ว หลิงจี เผยรอยยิ้มออกมา หลังจากนั้นก็ไม่มีคำถามใดเอ่ยถามขึ้นมาอีก ในยามนี้ไทเฮา หยวน ซี ออกคำสั่งให้องค์หญิง อู่หยู รินสุรา เมื่อได้ยินเช่นนั้น องค์หญิง อู่หยู จึงลุกขึ้นยืน จากนั้นก็รินสุราใส่จอกทีละจอก ท่วงท่าการรินสุราของนาง ช่างสมดั่งเป็นองค์หญิงแห่งราชวงศ์อย่างแท้จริง เหตุผลที่ไทเฮาออกคำสั่งในครั้งนี้ เพียงเพื่อปรารถนาให้ จิ่ว ซื่อจุน สามารถสบตากับนางได้อย่างโดยตรง

    " สุราชั้นดี กลมกล่อมเลิศรสอย่างยิ่ง น่าเสียดายยิ่งนักที่ขาดยาบำรุงไป อย่างเช่น โลหิตทารก นั้นถือได้ว่าเป็นยาบำรุงชั้นเลิศ " ระหว่างจิบสุรานั้น โย่ว หลิงจี ได้หรี่ตาลงเล็กน้อยพร้อมกับแสดงท่าทางรื่นรมย์ออกมาอย่างเห็นได้ชัด

    โลหิตทารก!

    หากมิใช่พวกนอกรีตแล้ว คงไม่กล่าวคำเหี้ยมโหดอำมหิตเช่นนี้ออกมา

    เมื่อเห็นทุกคนเกือบแทบจะสำลักลมหายใจของตนเองออกมา โย่ว หลิงจี จึงเจือยิ้มคละหัวเราะออกมา พร้อมกับรีบกล่าวออกมาอย่างรวดเร็วว่า " ท่านทั้งหลาย โย่ว หลิงจี เพียงหยอกเย้าพวกท่านเล่นก็แค่นั้น หากกล่าวตามตรงมันย่อมไม่เป็นเรื่องที่เหมาะสมอย่างยิ่ง เดิมทีแล้วข้ามีเส้นทางเต๋าอันยิ่งใหญ่ และ ได้รับสืบทอดมรดกมาจากท่าน ' ชื่อไห่ ชีเซียน ' (เซียนเจ็ดทะเลแดง) เช่นนั้นแล้วตัวข้าจะดื่มกินเลือดทารกได้เยี่ยงไรกันเล่า? "

    หลังจากนางกล่าวจบ ฮ่าวเทียน และ พวกมันก็ส่งเสียงหัวเราะกลบเกลื่อนออกมา อีกทั้งยังเร่งรีบเปลี่ยนหัวข้อสนทนาทันที " ท่าน โย่ว หลิงจี และ ท่าน จิ่ว ซื่อจุน ยามนี้ท่านทั้งสองได้ยลโฉมขององค์หญิง อู่หยู แล้ว ไม่ทราบว่า พวกท่านทั้งสองพึงพอใจในตัวองค์หญิง อู่หยู หรือไม่? "

    จิ่ว ซื่อจุน พยักหน้าแล้วรีบกล่าวว่า "ข้าพึงพอใจอย่างยิ่ง การที่ได้องค์หญิง อู่หยู ผู้เลอโฉมมาเป็นมเหสี ถือว่าเป็นบุญวาสนาแก่ตัวข้า จิ่ว ซื่อจุน ไปจนถึงแปดชั่วอายุคน! "

    กว่าแปดชั่วอายุคนของมัน ก็คงมีแต่การสังหารฆ่าฟันผู้คนน่ะสิ มันจะไปเรียกว่าบุญวาสนาได้อย่างไร

    ฮ่าวเทียน ซ่างเซียน เผยรอยยิ้มออกมา จากนั้นมันก็กล่าวว่า "ถ้าเช่นนั้น ก็จะเป็นไปตามที่พวกเราได้ตกลงกัน หากว่าพรุ่งนี้ท่านสามารถเอาชนะองค์หญิง อู่หยู ได้ ท่านก็สามารถพาตัวองค์หญิง อู่หยู กลับไปยังอาณาจักรตงเสินได้ องค์หญิง อู่หยู ของเรา ก็รอคอยท่านมาเนิ่นนานแล้วเช่นกัน"

    "ไม่มีปัญหา ไม่มีปัญหาเลย "จิ่ว ซื่อจุน ฉีกยิ้มอย่างยินดี แต่ใบหน้าของมัน กลับให้ความรู้สึกน่าหวาดกลัวอย่างยิ่ง

    ในยามนี้ อู่ อวี้ รู้สึกราวกับว่ามีกองไฟสุมอยู่ในอก เขาชั่งน้ำหนักพิจารณาเหตุการณ์ในปัจจุบัน ว่าตัวเขานั้นควรเริ่มลงมือทำตามแผนการที่วางไว้เลยดีหรือไม่ โดยใช้เหตุผลกล่าวอ้างว่า ตัวของเขานั้นตกหลุมรักในตัวองค์หญิง หากเป็นเช่นนั้นเขาก็ต้องเผชิญหน้ากับ จิ่ว ซื่อจุน และ แน่นอนว่า โย่ว หลิงจี จะต้องสอดมือเข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างแน่แท้ ส่วนตัวเขาคงไม่อาจหลีกเลี่ยงที่จะประมือกับนาง

    แต่ทว่าก่อนที่เขาจะได้ลงมือกระทำใด ๆ นั้น องค์หญิง อู่หยู ก็ได้สร้างความประหลาดใจอย่างยิ่งให้แก่เขา การกระทำของนางได้ดึงดูดความสนใจจากทุกผู้คน ณ ที่แห่งนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จิ่ว ซื่อจุน ในยามนี้ความสนใจทั้งหมดของมัน เพ่งไปยังตัวองค์หญิง อู่หยู อย่างสมบูรณ์

    ยามนี้ทุกคนต่างเห็น องค์หญิง อู่หยู ยกมือกันคิ้วของนางแล้วหยิบผ้าซับพระพักตร์ ขึ้นมาซับน้ำตาที่หยาดรินออกมา ฝ่ามือละเอียดอ่อน ที่กำลังปิดบังใบหน้าของนางนั้น มีเสียงสะอื้นดังแทรกขึ้น แม้กระทั่งตัวของเขาเอง ก็ยังรู้สึกสงสารนางขึ้นมาอย่างจับใจ ทุก ๆ การกระทำ ทุก ๆ การเคลื่อนไหวของนางช่างดูงดงามอ่อนช้อย ประทับตราตรึงเข้าไปภายในจิตใจของผู้คน ภาพของนางได้ถูกประทับตราตรึง เข้าไปภายในจิตใจของอู่ อวี้ โดยปกติแล้วท่านพี่หญิง อู่หยู จะไม่ใช่ผู้ที่กระทำตนอ่อนหวานชดช้อยเช่นนี้ แม้กระทั่งน้ำตาของนางก็ยังยากจะได้แลเห็น

    "ปัง! " หยวนฮ่าว ตบโต๊ะอย่างมีโทสะ มันลุกขึ้นยืนแล้วกล่าวขึ้นว่า " บังอาจนัก! องค์หญิง อู่หยู เจ้ากำลังกระทำ..." ยังไม่ทันจะกล่าวจบ มันได้ถูก ฮ่าวเทียน ซ่างเซียน ดึงรั้งเอาไว้ รวมทั้งคำพูดที่ยังไม่ทันจะกล่าวจบของมัน จากสายตาของพวกมันทุกคน พวกมันนั้นล่วงรู้อย่างลึกซึ้งว่าในยามนี้ องค์หญิง อู่หยู กำลังคิดหาวิธีหลบหนี แต่พวกมันก็ไม่อาจจะกล่าวออกมาได้ เนื่องจากว่ายามนี้ โย่ว หลิงจี อยู่ในที่แห่งนี้ด้วย

    " องค์หญิง อู่หยู เกิดอะไรขึ้นกับท่าน? " เมื่อ จิ่ว ซื่อจุน มองเห็นนางร่ำไห้ จิตใจของมันก็สั่นสะท้านราวกับถูกบีบรัด มันปรารถนาอยากจะยื่นมือไปช่วยปลอบโยน

    " ข้า ... หาใช่เรื่องสำคัญไม่ " องค์หญิง อู่หยู ส่ายหัว พร้อมกับแสดงท่าทีหักห้ามตนเองไว้

    " มิได้ หากท่านมีเรื่องขุ่นข้องหมองใจ โปรดรีบบอกกล่าวแก่ข้าอย่าได้รีรอ ในฐานะที่ข้าจะเป็นสวามีในอนาคตของท่าน ข้าผู้นี้จะคลี่คลายมันให้ท่านเอง! " จิ่ว ซื่อจุน ตบหน้าอกของตนเอง พร้อมกับกล่าวขึ้นอย่างหนักแน่น จากนั้นมันก็แผ่กลิ่นอายอันยิ่งใหญ่ออกมา

    ภายใต้แรงกดดันของเขา องค์หญิง อู่หยู นางจำใจต้องกล่าวออกไปว่า "แท้จริงแล้ว ... หาใช่เรื่องใหญ่อันใดไม่ เนื่องจาก... ข้านั้นเติบโตขึ้นมาภายในนครเย่วอู่ แห่งนี้ ข้าจึงมีทั้งคนสนิท และ บ่าวไพร่มากมายอยู่ในอาณาจักรนี้ หากข้าต้องข้ามน้ำข้ามทะเล พลัดเมืองพลัดถิ่นฐาน เดินทางไปยังอาณาจักรตงเสิน ข้าก็ไม่อาจล่วงรู้ได้ว่า ตัวข้านั้นจะได้กลับมาที่นี่อีกครั้งเมื่อใด เมื่อคิดถึงเรื่องราวในภายภาคหน้ามันก็ทำให้ข้าไม่อาจทานทน ข้ารู้สึกเศร้าใจเป็นอย่างยิ่ง แท้จริงแล้วอาการเจ็บป่วยของข้าในวันนี้ ทำให้ข้าคงจะไม่มีโอกาสที่จะบอกลาครอบครัว และ เหล่ามิตรสหายอีก ข้าคงไม่สามารถจะทอดมองไปยังนครเย่วอู่ แห่งนี้ได้อีกต่อไป ด้วยเพราะเหตุนี้มันจึงทำให้ข้ารู้สึกเศร้าเสียใจเป็นอย่างยิ่ง…”

    "อา ถ้าเป็นเพราะเรื่องนี้ เมื่อท่านอภิเษกกับข้า ยังไงเสียท่านก็ต้องเดินทางไปยังอาณาจักรตงเสิน พร้อมกับข้าอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง " จิ่ว ซื่อจุน กล่าวขึ้นอย่างกระอักกระอ่วนใจ

    "ถ้า ... ถ้าเช่นนั้น หากท่านยังมีใจห่วงใยในตัวข้า ขอจงได้โปรดอย่าเพิ่งเร่งรีบเดินทางกลับในวันพรุ่งนี้เลย ข้าขอเวลาท่านอีกสักหนึ่งเดือน ให้ข้าได้เตรียมตัว เตรียมใจ เพื่อตัดห่วงอาวรณ์จากอาณาจักรอู่ มันจะเป็นสิ่งที่ดีกับข้ายิ่ง อีกทั้งข้ายังปรารถนาให้เวลานั้น เป็นตัวช่วยฟื้นตัวจากอาการเจ็บป่วย ระหว่างการเดินทางไปยังอาณาจักรตงเสิน คงต้องเหน็ดเหนื่อยเป็นอย่างยิ่ง เกรงว่าวรกายของข้า จะแบกรับความเหนื่อยล้าเพียงนั้นไม่ไหว…”

    เมื่อได้ยินองค์หญิง อู่หยูกล่าวเช่นนั้น จิ่ว ซื่อจุน ก็แสดงแรงปรารถนาที่มิอาจต้าน ออกมาให้เห็นอย่างได้ชัด

    "ย่อมได้ ข้าจะให้ท่านได้พักฟื้นวรกายเป็นเวลาหนึ่งเดือน การรอคอยท่าน อยู่ภายในนครอู่เป็นเพียงหนึ่งเดือน นั้นไม่ใช่เรื่องใหญ่อันใด ถ้าเช่นนั้นถ้าจะถือโอกาสนี้ ตรวจสอบเยี่ยมชมนครเย่วอู่ที่แสนคึกคักนี่เสียหน่อย " จิ่ว ซื่อจุน ตอบตกลงในทันที

    ในยามนี้มีแค่ อู่ อวี้ เพียงผู้เดียวเท่านั้น ที่เข้าใจเจตนาอันแท้จริงของ องค์หญิง อู่หยู นางตั้งใจยื้อเวลาออกไปอีกหนึ่งเดือน เพื่อสร้างโอกาสให้แก่ อู่ อวี้ ให้เขาได้มีเวลาในการฝึกตนเพื่อก้าวข้ามระดับขั้น ผลงานในวันนี้ของนางล้วนเป็นการแสดงทั้งสิ้น เขาเข้าใจดีว่าหากนางไม่ใช้วิธีนี้ นางก็ไม่อาจคิดหาหนทางไหนได้อีก

    เมื่อจิ่ว ซื่อจุน ตอบตกลง ฮ่าวเทียน ซ่างเซียน และ พรรคพวกของมัน ก็แสดงท่าทางกระอักกระอ่วนออกมาอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเห็นว่าพวกมันกำลังจะปฏิเสธ อู่ อวี้ จึงกล่าวแทรกขึ้นมาก่อนว่า "ถ้าเช่นนั้น ก็เป็นอันตกลงรอเวลาอีกหนึ่งเดือน ข้าเห็นว่าพลังศักดิ์สิทธิ์ของแม่นาง โย่ว หลิงจี นั้นพิเศษอย่างยิ่ง ช่างเป็นการยากยิ่งนักที่จะได้พบเห็นคนเช่นท่าน ข้าอยากซักถามเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้กับท่านในเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน”

    ไม่ต้องสงสัยเลยว่า โย่ว หลิงจี นั้นต้องเป็นผู้ฝึกตนนอกรีตอย่างแท้ที่สุด

    "ตกลง ให้องค์หญิงได้พักฟื้นพระวรกายเป็นเวลาหนึ่งเดือน" แน่นอนว่า หลังจากนางได้ยินคำกล่าวของ อู่ อวี้ แล้ว โย่ว หลิงจี จึงตัดสินใจตอบตกลงทันที ซึ่งแท้จริงแล้วทุกผู้คนนั้นกำลังรอฟังคำตอบของนางอยู่ คำกล่าวที่ว่าพักฟื้นพระวรกายเป็นเวลาหนึ่งเดือนนั้น เป็นสิ่งที่ โย่ว หลิงจี ต้องการจะเอ่ยออกไปเช่นกัน

    เมื่อได้ยินคำกล่าวของ โย่ว หลิงจี ฮ่าวเทียน ซ่างเซียน และ พวกพ้องของมัน ก็ทำได้เพียงหุบปากลงเท่านั้น

    อย่างไรก็ตาม สาเหตุที่อู่ อวี้ เอ่ยปากขัดจังหวะในครั้งนี้ ก็เพื่อจงใจดึงความสนใจจาก ฮ่าวเทียน ซ่างเซียน

    แน่นอนว่า อู่ อวี้ต้องการให้พวกมันตระหนักว่าตัวของเขานั้น มีความรู้สึกชอบพอ และ สนใจในตัวขององค์หญิง อู่หยู

    ด้วยเหตุนี้ การเลื่อนเวลาออกไปหนึ่งเดือน และ แย่งชิงตัวเจ้าสาวภายใต้สาธารณชน จะได้ไม่ถือเป็นเรื่องไม่คาดฝันเกินไป

    องค์หญิง อู่หยู กล่าวว่าพระพลานามัยของพระองค์นั้นไม่ค่อยแข็งแรงเท่าไหร่นัก นางจึงปรารถนาที่จะพักผ่อน ทำให้ผู้คนกว่าครึ่งที่เหลืออยู่จำต้องลาจากไป อู่ อวี้ ก็ไม่ได้รั้งที่จะอยู่นานนัก ดังนั้นเขาจึงไม่ล่วงรู้ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจาก ที่เขาออกจากพระราชวังเทียนอู่

    "อย่างน้อย ข้าก็เหลือเวลาอีกหนึ่งเดือนสำหรับการฝึกฝน! "

    หลังจากผ่านหนึ่งเดือนนี้ไป เขาอาจไม่มีโอกาสนี้อีกเป็นครั้งที่สอง

    อู่หยู จะมีชีวิตอยู่ หรือ ตาย ก็ขึ้นอยู่กับการฝึกฝน และ ความพยายามอย่างหนักในหนึ่งเดือนนี้แล้ว

    ชนะแล้วมีชีวิตใหม่ หรือ ปราชัยแล้วจบสิ้นไปด้วยกัน!

    คล้ายกับเรื่องกลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ ที่คุณอ่าน

    เทพกระบี่เงาสังหาร

    เทพกระบี่เงาสังหาร

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    717K 554
    เลเวลอัพ

    เลเวลอัพ

    นิยาย เกมออนไลน์
    738K 4984
    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    นิยาย แฟนตาซี
    1K 34
    อหังการยอดคนเหนือยุทธ

    อหังการยอดคนเหนือยุทธ

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    423K 2687
    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    3.72M 1271
    บันทึกสงครามวอร์เทนเนีย (Wortenia Senki)

    บันทึกสงครามวอร์เทนเนีย (Wortenia Senki)

    นิยาย แฟนตาซี
    64K 246
    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    85K 247
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    คัมภีร์จักรพรรดิพิชิตฟ้า 【จบแล้ว】

    คัมภีร์จักรพรรดิพิชิตฟ้า 【จบแล้ว】

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    3.87M 2416