เกมชีวิตลิขิตตาย [นิยายแปล]

    บทที่ 37 รหัสสตาร์โครว์

    บนเครื่องบินลำนี้คงจะไม่มีคนโง่ใช่ไหม

            คำพูดของหวังเฉียงชัดเจนมากแม้ตอนนี้พวกเราจะต่อสู้กันอย่างดุเดือด แต่สุดท้ายเราก็ยังคงเป็นเพียงลูกแกะที่ถูกปั่นหัวเล่นเท่านั้น

            เมื่อถึงช่วงเวลาสำคัญพวกเราก็ต้องยอมเล่นเกมที่ไม่เต็มใจทำหน้าที่ตัดสินชีวิตผู้อื่นครั้งแล้วครั้งเล่า

            ไม่ว่าจะโดยตรงหรือโดยอ้อมก็ตามหากเราหนีออกจากเครื่องบินสุดสยองนี้ไปได้จริงๆ ชีวิตในโลกแห่งความเป็นจริงจะกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้หรือ

            หากมองเพื่อนๆคนรอบข้าง กระทั่งคนรักหรือคนสำคัญของตนเองเป็นคู่แข่ง

            ตราบใดที่ขัดขวางผลประโยชน์ของเราหรือเป็นอุปสรรคต่อการมีชีวิตอยู่ ก็ฆ่าทิ้งได้เลย

            ความคิดเช่นนี้หากฝังลึกลงไปจะน่ากลัวแค่ไหนกันนะ

            “พูดอะไรน่ะ พวกเรากลับไปแล้วต้องกลับมาเป็นปกติได้แน่ใช่ไหม!”

            เจ้าลูกเศรษฐีเริ่มตื่นตระหนกขึ้นมาทันทีจริงๆ แล้วผมอยากให้เขามีสติหน่อย เพราะยิ่งเขาตื่นกลัวมากเท่าไหร่ก็ยิ่งเป็นการยืนยันกลายๆ ว่าสิ่งที่เราคิดอาจเป็นจริงเท่านั้น

            “ถ้าไม่ไหวจริงๆ พี่จะยอมแบ่งทรัพย์สมบัติให้พวกนายคนละนิดหน่อยเองกลับไปแล้วจะได้ใช้ชีวิตดีๆ กันได้ ขอแค่มีชีวิตรอดก็พอแล้วฉันไม่สนหรอกว่าจะเหลือผู้โดยสารกี่คนก็ตาม กัปตันจะตายก็ตายไปสิอย่างมากก็จะช่วยจัดงานศพดีๆ ให้เขาสักหน่อย”

            พูดได้ตรงไปตรงมามากเผยนิสัยคนเพิ่งรวยได้อย่างเต็มที่ แต่เฉียนตัวตัว นายจะใช้สมองหน่อยได้ไหม

            ถ้าเป็นคนอื่นอาจพอปล่อยผ่านไปได้แต่สำหรับคนอย่างซางจื้อหย่วน ถึงนายจะยอมปล่อยเขารอดชีวิตเขาก็ไม่ได้มีแนวโน้มว่าจะญาติดีกับนายสักหน่อย แถมการพูดจาสาปแช่งแบบนี้ก็แสดงว่านายไม่รู้จักคิดถึงผลที่จะตามมาเลย!

            “ฮึ ฉันจะไม่โหวตให้นาย เพราะตอนนี้นายยังไม่มีพิษภัยอะไรแต่ถ้าทำตัวไร้ประโยชน์ ก็ต้องยอมรับสถานะของตนเองในฐานะขยะซะ”

            คำพูดของซางจื้อหย่วนทำให้ผมแปลกใจไม่น้อยเขาเหมือนจะยังไม่ได้สนใจความหมายที่แท้จริงของเที่ยวบินนี้เลยด้วยซ้ำ

            แม้คำพูดของเขาจะฟังไม่ดีนักแต่ก็ถือว่าตรงประเด็น เฉียนตัวตัวแม้จะไม่ได้พูดอะไรมากแต่ก็ไม่ได้ทำอะไรให้เป็นประโยชน์เท่าไหร่จริงๆ

            ที่แย่สุดคือเขาแทบไม่เคยถูกสงสัยเลยด้วยซ้ำ

            แต่สาเหตุที่ไม่มีใครสงสัยในตัวเขาไม่ใช่เพราะเขามีคำพูดที่ดูดีหรือจริงใจอะไรหรอกแต่แค่ใช้สมองนิดเดียวก็พอเข้าใจเหตุผลแล้ว

            “ไอ้บ้านี่ แกลองพูดอีกทีสิ! อยากโดนฉันใช้เงินทุ่มใส่ตายหรือไง!”

            เฉียนตัวตัวโกรธจัดยกแขนขึ้นเตรียมเล่นงาน แต่ในตอนนั้นเอง หวังเฉียงก็คว้าตัวเขาไว้พร้อมกับทำหน้าจริงจังแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

            ก่อนหน้านี้แม้เขาจะอยู่ในโหมดระวังตัว แต่ก็แค่ดูจริงจังตามปกติ

            คนที่ผ่านการฝึกทหารมาอาจดูเคร่งขรึมอยู่แล้วแต่ถ้าเป็นพวกที่ผ่านการฝึกหน่วยพิเศษ จะต่างกันออกไปคนแบบนี้จะแสดงออกถึงความสงบอย่างเห็นได้ชัด

            แต่ภายในใจของเขาณ ตอนนี้ กลับมีการตัดสินใจสำคัญที่ได้ถูกกำหนดขึ้นแล้ว

            “ดูสถานการณ์ตนเองก่อนเถอะ เฉียนตัวตัวถ้านายคิดว่าเราถูกขังอยู่ด้วยกันแค่นี้เพื่อเล่นเกมสนุกๆ ก็คิดใหม่ซะเถอะแม้แต่คนในวงการของนายก็คงไม่ได้ว่างขนาดนี้หรอกนะ”

            พูดแบบตรงประเด็นเลยคำพูดนี้ตรงและชัดเจนจริงๆ ข่าวคราวของพวกลูกเศรษฐีที่ก่อเรื่องแบบนี้กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนสนใจ ไม่ต่างจากการหาเรื่องพูดเล่นในช่วงพักเบรก

            มันไม่ใช่แค่เพราะความรู้สึกเกลียดคนรวยเท่านั้นหรอกคนอย่างเฉียนตัวตัวไม่เพียงแค่ดูถูกชีวิตคนอื่นเท่านั้น แต่ยังทำตัวโอหังอย่างไม่น่าให้อภัยแบบนี้มันย่อมสร้างความไม่พอใจให้กับสังคมในระดับหนึ่งพวกที่ก่อเรื่องแบบนี้จึงมักจะถูกจับกุมเพื่อเป็นตัวอย่าง

            แต่เฉียนตัวตัวเหมือนไม่ได้ตระหนักถึงสถานการณ์อันย่ำแย่ของตนเองเลยเขายังเชิดหน้าพูดด้วยท่าทีที่หยิ่งผยอง

            “ฮึ แล้วมันจะทำไมเหรอ ต่อให้ขับรถชนใครตายก็จ่ายเงินปิดเรื่องได้อยู่ดีตราบใดที่มันไม่มาขัดใจคุณชายคนนี้ ใครกันจะอยากไปพัวพันเรื่องโชคร้ายพรรค์นั้น”

            ฟังดูแล้วมันแย่จริงๆแต่นี่ก็ถือเป็นความคิดที่แท้จริงของเขา คนเลวก็เป็นคนเลวอยู่วันยังค่ำเพราะจิตใจส่วนใหญ่ของเขาถูกครอบงำด้วยความคิดชั่วร้ายแบบนี้ไปแล้ว

            แต่สำหรับพวกเราที่เหมือนจะอยู่บนจุดยืนทางศีลธรรมที่สูงส่ง เราโชคดีหรือสูงส่งกว่าจริงๆ หรือ

            เมื่อลองคิดตามแนวคิดนี้ผมก็เริ่มปรับเปลี่ยนความคิดที่เคยมีต่อหลิวเนี่ยนไปบ้าง

            ฝั่งของผู้โดยสารมักจะมีแนวโน้มที่จะเข้าข้างตนเอง วางตนเองในตำแหน่งของความยุติธรรมอย่างแท้จริง ใสสะอาดบริสุทธิ์ และมองว่าคนที่แปดเปื้อนนั้นเลวร้ายสิ้นดี

            พอคิดดูแล้วความยุติธรรมที่แสนไร้เดียงสานั้นก็ชวนหัวเราะอยู่ไม่น้อย

            ขอโทษด้วยนะนักศึกษาหนุ่มตอนนี้ผมยังไม่อาจแน่ใจในจุดยืนและบทบาทของนายได้อย่างชัดเจน แต่ในใจผมก็พอรู้ว่าคนที่ดูน่าสงสัยไม่ใช่ว่าจะต้องมีปัญหาเสมอไป

            แม้ปากจะไม่พูดแต่ในใจผมเริ่มลังเลกับการตัดสินก่อนหน้านี้แล้ว

            การต่อสู้กันอย่างเอาเป็นเอาตายก็แค่เพื่อเอาชีวิตรอดและชิงรางวัล คนถึงได้เผยธาตุแท้ที่น่าเกลียดออกมาเช่นนี้

            ถ้าลองคิดกลับกันหากพวกเราเป็นผู้ให้ทุนและสร้างสถานการณ์เหล่านี้ให้จะยอมมอบรางวัลใหญ่ให้ผู้ชนะจริงหรือ

            การลักพาตัวมาถึงขั้นนี้มันไม่เคยมีมาก่อนเลยนะ!

            หากมองในแง่ร้ายต่อให้พวกเขายอมปล่อยเราไป

            บางทีเราอาจถูกฉีดสารอะไรบางอย่างหรือทำการทดลองบางอย่างกับเราไปแล้วก็ได้ หรืออาจเป็นไปได้ว่าเราสัมผัสกับสารอันตรายที่ทำให้ร่างกายเปลี่ยนแปลงไปตั้งแต่แรก...

            ผลลัพธ์แบบนี้มันเกินขอบเขตที่ผมจะรับได้มากราวกับเงามืดที่ปกคลุมหัวใจ

            ความกลัวอันไร้ชื่อนี้

            นี่เป็นครั้งแรกที่ทำให้ผมหมดแรงจูงใจในการตามหาผู้โหยหวนและคนที่โกหกคนอื่นๆ

            แต่พอคิดไปคิดมาผมก็น่าจะรู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าเรื่องพวกนี้เป็นแค่กลเม็ดต่างๆตั้งแต่ก้าวขึ้นเครื่องบินลำนี้ มันไม่เคยมีอะไรดีเกิดขึ้นเลยผมเองแทบจะลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าอะไรเป็นแรงผลักดันให้ผมยังยืนอยู่ตรงนี้

             “ครั้งนี้พวกเราจะไม่ลงคะแนนสุ่มสี่สุ่มห้าแล้ว!”

            เด็กสองคนก็สังเกตเห็นสีหน้าจริงจังของหวังเฉียงเหมือนเขาจะตั้งใจเล่นงานเซี่ยหลิงแล้ว ไม่ว่าจะยังไงก็ตามเรื่องนี้ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของทุกคนที่อยู่ในเกมและนอกเกม และในฐานะที่เขาเป็นคนที่คอยรักษาระเบียบมาจนถึงตอนนี้เขาย่อมต้องรับผิดชอบในบางอย่างไม่มากก็น้อย

            แม้ในตอนนี้หวังเฉียงจะถูกใช้จนแทบไม่เหลือความเป็นตนเองแล้วก็ตาม

            “ฮึ รีบๆ จบเถอะ อีกไม่นานฉันก็จะตามหาคนที่สี่ได้แล้ว”

            ซางจื้อหย่วนจัดท่าทางให้เรียบร้อยไม่สนใจคำพูดที่ผมขัดจังหวะไว้ก่อนหน้านี้เหมือนว่าคนส่วนใหญ่เลิกสนใจบทบาทในเกมนี้แล้วหันมาใคร่ครวญถึงเหตุผลที่ตนเองมาอยู่บนเที่ยวบินนี้แทน รวมถึงความกลัวที่ค่อยๆก่อตัวขึ้น

            แต่สำหรับผมผมจะไม่ปล่อยให้โอกาสที่เกิดขึ้นนี้หลุดลอยไป

            “ตามหาอะไรล่ะ สนุกกับการเล่นละครพอหรือยัง กัปตันตัวปลอม”

            ผมพูดอย่างไม่ใส่ใจแต่สีหน้าเย็นชาถึงขีดสุด

            “หืม?”

            ชายชราเองก็สังเกตเห็นการปะทะกันอย่างรุนแรงนี้ตอนที่คนส่วนใหญ่ยังคงกังวลถึงชะตากรรมหลังจากออกจากเครื่องบินผมกลับหันกลับมาที่จุดศูนย์กลางของความขัดแย้งในเกมนี้แทน

            ครั้งนี้หญิงสาวในกระโปรงลายดอกไม่ได้พูดอะไรเหมือนเธอจะตัดสินใจปลีกตัวออกจากเรื่องนี้ไปแล้ว เป็นความเจ้าเล่ห์จริงๆจนผมเริ่มไม่ใส่ใจการกระทำของเธออีกต่อไป เพราะผมได้จับประเด็นออกแล้วว่าแท้จริงแล้วซางจื้อหย่วนเป็นเพียงแค่คนที่ไม่รู้อะไรเลยหรือเขามีส่วนร่วมกับคนที่อยู่เบื้องหลังจริงๆ กันแน่

            นายหลอกใครไม่ได้อีกแล้วกัปตันซาง ยุคที่นายเป็นฝ่ายคุมเกมได้จบลงแล้ว!

            “พูดอะไรนะ ฉันได้ยินไม่ค่อยชัดเท่าไหร่ นายโผล่มาตอนนี้คิดจะทำอะไร”

            “ทำในสิ่งที่ผมควรทำ”

            “อือ งั้น อะไรคือสิ่งที่ควรทำล่ะ”

            บทสนทนาเหมือนไม่มีความหมายแต่เต็มไปด้วยความเฉียบคม ซางจื้อหย่วนโยนคำถามกลับมาให้ผมอีกครั้งแต่คราวนี้ผมมองเห็นกับดักที่ปลอมตัวมาเป็นความหวังแล้ว

            คำพูดของเขาทุกคำในตอนนี้ผมควรจะละเลยไปให้หมด

            “วิเคราะห์ ตรวจสอบ...”

            ถ้าคำสองสามคำแรกของผมยังทำให้เขายิ้มได้อยู่พอถึงประโยคสุดท้าย สีหน้าของเขากลับแข็งกระด้างราวกับเหล็กกล้า

            “แล้วก็ร่วมมือกับพวกที่ฝีมือการแสดงแย่ๆ ในการเล่นละครไปด้วยรู้ไหมว่าทำไมผมถึงยังไม่อยากเปิดโปงนายซะทีน่ะ ซางจื้อหย่วนเพราะผมตั้งใจจะรวบรวมหลักฐานให้ได้มากพอและรอให้นายมาถึงจุดที่พูดอะไรไม่ออกเสียก่อน แล้วค่อยเปิดโปงคำโกหกของนายทีเดียวไงล่ะ”

            ผมหยุดครู่หนึ่งแล้วมองไปทางเซี่ยหลิงที่ยืนอยู่ไม่ไกลโดยไม่สนสายตาของหวังเฉียง

            “แต่ตอนนี้สถานการณ์มันต่างออกไปแล้วคนที่พวกนายส่วนใหญ่กำลังจะโหวตและสงสัยนั้น อาจไม่ใช่ภัยคุกคามจริงๆ ก็ได้ผมขอพูดอย่างรับผิดชอบได้เลยว่า เซี่ยหลิงรู้เรื่องนี้แต่ไม่ได้เป็นการละเมิดกฎหรือมีอะไรน่าสงสัย…”

            ภาพบางอย่างผุดขึ้นในหัวของผมขณะที่ทุกคนเตรียมจะชี้นิ้วกล่าวโทษผู้หญิงคนนั้นผมกลับต่อจิ๊กซอว์จากภาพที่เคยเห็นในความฝันจนกลายเป็นข้อมูลจริง

            ข้อมูลสำคัญที่หนักหนาพอจะทำให้ทุกคนตกตะลึงได้

            “เพราะผมคิดว่าเธอเป็นหนึ่งในนักพัฒนาของโครงการนี้นั่นคือนักวิจัยรหัสสตาร์โครว์ ไม่มีใครรู้จักระบบการประเมินนี้ดีไปกว่าคุณ”