“เราคงจำคนผิด” ผมตอบอิสราไปอย่างนั้นก่อนหน้านี้ผมหลุดปากเรียกเธอว่า‘อีฟ’ ทันทีที่เห็นหน้าเธอเต็มตาความทรงจำของวันวานเหมือนหวนกลับมาแวบหนึ่งที่รอยยิ้มของเธอผู้นั้นซ้อนทับกับใบหน้านักข่าวสาวจนแยกไม่ออก
“แต่ท่านรู้ชื่อเล่นเราได้ไง”อิสราเพ่งมองผม ยิ่งน่าประหลาดใจเข้าไปอีก นอกจากจะหน้าตาเหมือนกันแล้วชื่อเล่นยังเหมือนกันอีก ผมพร่ำเตือนตนเองในใจว่าไม่มีทางเป็นคน ๆ เดียวกันได้ชื่อจริงแตกต่างกัน แถมอยู่คนละยุคสมัยยกเว้นว่าเธอจะเดินทางข้ามเวลามาจากอดีตเหมือนกับผม ยิ่งเป็นไปไม่ได้เข้าไปใหญ่เธอไม่แสดงสีหน้าตกใจใด ๆ ที่เห็นผม
“ไม่รู้สิ บังเอิญมั้ง แบบว่า ‘เดจาวู’[1]”ผมพูดเรื่อยเปื่อย แต่คิดไม่ถึงว่าเธอจะใส่ใจสีหน้าเธอดูตื่นเต้นเมื่อได้ยินคำนั้น
“ท่านเชื่อเรื่องนี้ด้วยเหรอเล่าให้เราฟังหน่อยได้ไหม“
“ตกลงพวกท่านสองคนรู้จักกันมาก่อนเหรอ”ไมตรีแทรกพลางมองพวกเราสลับกัน
“เปล่า เพิ่งเจอกันครั้งแรก“ผมตอบพร้อมกับอิสราโดยมิได้นัดแนะ พวกเราหันมองหน้ากันแล้วต่างหัวเราะคิกคักหัวหน้าจึงแนะนำชื่อผมให้อิสราอย่างเป็นทางการอีกครั้งในฐานะผู้ร่วมงานแผนกเดียวกันผมคิดถึงตอนที่ไปทักผิดคนแล้วยังรู้สึกอายไม่หาย
“เรียกเราว่าอีฟก็ได้” อิสรากล่าว ผมเพิ่งสังเกตว่าที่ผ่านมาไม่ค่อยมีคนยุคนี้เรียกชื่อเล่นกันอาจเป็นเพราะว่าผมได้คุยแค่กับธรณี ซึ่งเคยบอกว่าชอบให้เรียกธรณี มากกว่า ธรเฉย ๆบางทีเขาอาจเป็นคนเดียวที่ผิดปกติ
“เราชื่อ ‘ต้า’แต่เรียกว่า ‘ชา’ตามที่เพื่อน ๆ ชอบเรียกกันก็ได้นะ” ผมบอกเรื่องนี้กับเธอเป็นคนแรกในโลกยุคนี้ช่วยไม่ได้ ธรณีไม่สนใจจะถามผมด้วยซ้ำ
มีโทรศัพท์หาไมตรี ผมได้ยินเขาบอกว่าอีกสักครู่จะไปจึงหันมากระซิบบอกอิสรา
“รบกวนท่านพาคุณประชาแนะนำการทำงานพวกเราหน่อย พอดีคุณอิทธิเรียกพบเราด้านบนพักกินข้าวเที่ยงเสร็จ คุณประชาไปเจอเราบ่ายโมงที่โต๊ะทำงานเราชั้นสี่”
ไมตรีก้าวยาว ๆ ออกจากห้องไปโดยไม่รีรอเมื่อประตูบานนั้นปิดลง เหลือเพียงผมกับอิสราในห้องสังเกตการณ์ที่เงียบงันเสียงเดียวที่ผมได้ยินคือเสียงหัวใจของตัวเองที่เต้นระส่ำอยู่ในอกกลัวว่าเธอจะสังเกตเห็นอาการที่เก็บซ่อนไว้ไม่มิดนี้ไปด้วยยอมรับว่ามีแรงดึงดูดบางอย่างเกิดขึ้นในหัวใจผมหรือว่านี่จะเป็นความรู้สึกรักแรกพบ ที่ผมไม่เคยเชื่อและคิดว่าเป็นเรื่องเหลวไหล
อิสราดูนาฬิกาข้อมือแล้วปลุกผมจากความฟุ้งซ่าน
“เราว่าเดินไปคุยไปดีกว่าไหมค่ะ...ชา”เธอเอ่ย
“เมื่อกี้ขอโทษนะที่เสียมารยาท ท่านหน้าเหมือนคนที่เรารู้จักอีกคนหนึ่งมาก”ผมบอกอิสรา ขณะที่เธอเปิดประตูออกมา เจอกับพนักงานสองคนที่ยืนรออยู่หน้าห้องผมอุทานในใจ หมดโอกาสที่จะได้คุยกับเธอสองคนแล้ว
“นี่คือ ‘แบร์’กับ ‘ลักษณ์’”อิสราแนะนำ ทีมงานที่เป็นผู้บันทึกภาพและเสียงประจำตัว ผมรู้ภายหลังว่าผู้สื่อข่าวภาคสนามจะทำงานร่วมกับช่างภาพหนึ่งหรือสองคนช่างภาพบางคนก็จะวนไปช่วยหลายทีม ขึ้นกับการคาดการณ์ว่าข่าวที่ไปทำจะวุ่นวายแค่ไหนหรือบางงานที่ง่ายมากอาจไม่ต้องใช้ผู้ช่วย แต่ใช้โดรนถ่ายรูปให้แทน ผมเห็นพวกเขาทั้งสองคนตั้งแต่ในห้องสังเกตการณ์แล้วคนที่ชื่อ แบร์ เป็นชายที่ดูแต่งตัวเหมือนผู้หญิงเขาสะพายกระเป๋าเป้กับกระเป๋าข้างอย่างละอัน กับอีกคนคือ ลักษณ์ซึ่งเป็นหญิงที่ดูแต่งตัวเหมือนผู้ชาย ซึ่งมีกระเป๋ากล้องสะพายไขว้แบบตะเบ็งมานแน่นอนว่ายุคนี้เพศที่หลากหลายก้าวมาถึงขีดสุดจนไม่มีใครสนใจอีกว่าคุณจะเป็นเพศอะไร ไม่มีการแบ่งแยกใด ๆ ผมบอกชื่อตนเองกับคนทั้งคู่อีกครั้ง
“ท่านไม่มีบัญชีเอ็นทีเอฟเหรอ” แบร์ถาม ถึงโซเชียลมีเดียของผมเขาคงดูจากแว่นตาเอวีเอสอีที่ทุกคนนอกจากผมสวมใส่ ไม่รุ่นใดก็รุ่นหนึ่ง
“เราไม่ได้สมัครน่ะ” ผมตอบ โชคดีที่ผมมีประสบการณ์เรื่องนี้มาก่อนตอนที่คุยกับสหาย
“เราเองก็ไม่ค่อยชอบใส่หูตาวิเศษแค่ใส่ไว้แค่ช่วงทำงานเฉย ๆ” อิสราพูดจบก็ถอดเอวีเอสอีเก็บไว้ในกระเป๋าสีม่วงที่สะพายข้างผมรู้สึกว่ากระเป๋าใบเล็ก ๆ เนื้อซิลิโคนประดับกากเพชรเบาบาง ดูเรียบ ๆเหมาะกับเธอดี
ผมเดินเคียงข้างอิสราไปตลอดทางรวมทั้งขึ้นลิฟต์ไปชั้นห้า โดยมีทีมงานเธออีกสองคนตามมาติด ๆ ผมพยายามชวนคุยเรื่องกิจวัตรการทำงานประจำวันรวมทั้งถามคำถามที่เคยถามพิมพ์กับไมตรีซ้ำอีกที เพราะนึกคำถามอะไรไม่ออกซึ่งเธอก็ตอบทุกอย่างอย่างเต็มใจ ผมรู้สึกขวยเขินจนใบหน้าร้อนวูบวาบ รอยยิ้มอันสดใสของเธอสะกดให้ผมหลงและเผลอยิ้มตามโดยไม่รู้ตัว เราจ้องหน้ากันชั่วอึดใจแต่เหมือนว่าเวลาได้หยุดลงชั่วขณะ ทันทีที่ตั้งสติได้ผมรีบนึกคำถามที่ดูเป็นทางการ
“ท่านว่านักการเมืองที่ท่านสัมภาษณ์เมื่อครู่ จะได้เป็น รมต ต่อไหม”
“ถ้าประนอมโดนตัดคะแนนการเมืองรอบนี้ก็จะเหลือคาดเส้นแล้ว ถ้าโดนตัดอีกรอบก็ปลิว ไม่ได้เป็น รมตแล้ว” อิสราตอบ
“เป็นนักการเมืองยุคนี้ก็ลำบากนะโดนจ้องจับผิดตลอดเวลา”
“ยุคนี้คืออะไร เป็นแบบนี้มาตั้งนานแล้วนะ”เธอทำหน้างง โชคดีที่เพื่อนสองคนด้านหลังไม่ได้ยิน ผมพยายามแถกลบเกลื่อน
“หมายถึง เทียบกับ 70ปีก่อนที่ยังไม่มีคะแนนการเมือง เวลาถามอะไร รู้เลยว่าจะตอบว่า ไม่ได้ทำพอหลักฐานมัดตัวก็บอก วันนั้นที่พูดไม่ได้หมายถึงอย่างนั้น“
“อึม เราว่าสำคัญอยู่นะ นักการเมืองก็เหมือนดาราอยู่บนสปอตไลต์ซึ่งสังคมบีบให้มีจริยธรรมสูงกว่าคนทั่วไป ตำแหน่งที่ยิ่งใหญ่ก็มาพร้อมกับความรับผิดชอบที่ใหญ่ยิ่ง พูดโกหกเพียงครั้งเดียวก็ไม่ได้ เรายังคิดอยู่เลยว่าถ้าไม่มีคะแนนการเมืองจะมีวีธีไหนอีกที่ทำให้ไว้ใจได้ว่าเป็นคนดี”
“แต่นักการเมืองทุกคนต้องถวายสัตย์ปฏิญาณตนก่อนรับตำแหน่ง”เสียงตอนท้ายประโยคแผ่วลงเพิ่งตระหนักได้ว่าคำตอบที่แวบมาในหัวนี้ช่างไม่เข้าท่าเสียจริงการถวายสัตย์เป็นแค่พิธีกรรมหนึ่งที่ไม่ส่งผลอะไรแต่จะเปลี่ยนคำพูดก็สายเกินไปแล้ว
“ถ้าผิดคำปฏิญาณ ใครจะเป็นคนลงโทษ ...สิ่งศักดิ์สิทธิเหรอ” อิสราเหมือนตั้งข้อสงสัยแต่อย่างน้อยเธอก็ไม่ติดใจที่ผมหลุดปากคำว่ายุคนี้ ผมฉีกยิ้มแทนการโต้แย้งตนเองยังอ่อนหัดเมื่อเทียบกับนักข่าวสาวผู้มากประสบการณ์ คงจริงอย่างที่เธอว่าคนยุคนี้ส่วนใหญ่ไม่นับถือศาสนาจึงไม่มีทางเชื่อเรื่องเหนือธรรมชาติอย่างภูติผีปีศาจแม้แต่กฎแห่งกรรมเองก็ไม่ต้องรอให้เสียเวลา
เราขึ้นมาถึงห้องทำงานของเธอที่ชั้นห้า ผมเห็นเธอดูเวลาจากภาพโฮโลแกรมสามมิติที่อยู่กลางโถงเป็นเวลาเที่ยงตรงพอดี
“ไปกินข้าวกันก่อนก็ได้เจอกันด้านล่างบ่ายโมงตรง” อิสราหันไปบอกเพื่อนสองคนด้านหลัง
“มีนัดสัมภาษณ์ รมต.ไกรลพ ใช่ไหม” แบร์ถาม
“ใช่สิสงสัยจะแอบดูหนังตอนที่ไมตรี บอกเมื่อเช้าแน่เลย”ลักษณ์แซวเพื่อนทำเอาอิสรากับแบร์หัวเราะ ทั้งสามคนดูสนิทสนมกันคงทำงานด้วยกันมานานพอควร
“เดี๋ยวเราไปกับแบร์แค่สองคนก็ได้รบกวนลักษณ์ช่วยถอดเทปคำสัมภาษณ์ประนอมในเบื้องต้นไว้เลยแล้วกันเดี๋ยวเราค่อยตรวจอีกที ไมตรีบอกว่ากดเสนอในแอปซิติเซนให้โหวตในอีกไม่เกินหนึ่งสัปดาห์” อิสราสั่งผมพอเข้าใจภาพการทำงานของทีมนี้ อิสราเป็นผู้สื่อข่าวหัวหน้าทีม ลักษณ์เป็นผู้ช่วยส่วนแบร์เป็นช่างภาพ และทั้งสามคงทำงานแทนกันได้บางส่วน
หลังจากที่แบร์กับลักษณ์แยกย้ายไปแล้วผมยังยืนอยู่ที่เดิมเพราะไม่รู้จะไปไหน
“ห้องทำงานของท่านอยู่ตรงไหน”เธอถามผม
“เออ...“ ผมชี้ไปที่บล็อคซึ่งอยู่ใกล้ ๆ โซนพักผ่อนของชั้น ซึ่งเป็นบริเวณกว้างขวางที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ทั้งตู้ขายขนม ชั้นวางของที่มีตู้กดน้ำเครื่องชงกาแฟ และเกม กีฬา
“อ๋อที่เดิมของ ทาล่า เขาลาออกไปเป็นปีแล้ว ตอนแรกนึกว่าบริษัทจะไม่จ้างเพิ่มแล้วคงเห็นว่านิกรณ์กับสิรินธิบดิ์ชญาแค่สองคนคงทำงานไม่ทัน” อิสราบอก
“เรายังไม่เจอ สิรินธิ...เลย”ผมพยายามพูดชื่อนักจับใจความอีกคน แต่จำไม่ได้ ถ้ามีลูกผมคงไม่ตั้งชื่อยาวเช่นนี้
“จริง ๆ เราก็เรียกสั้น ๆว่าสิรินนั่นแหละ ไม่ค่อยเจอหรอก เขาค่อนข้างเก็บตัว และไม่ชอบสังคมไมตรีเลยให้ทำงานที่บ้านได้เป็นกรณีพิเศษ เราเองเคยเห็นแค่สองครั้งเอง”อิสราเล่าให้ผมฟัง สรุปว่ากฎของไมตรีก็ข้อยกเว้นอยู่ดีผมไม่ค่อยเชื่อว่าความเท่าเทียมกันร้อยเปอร์เซ็นต์จะทำได้จริงผมถามห้องทำงานของเธอกลับบ้าง
“อยู่ด้านหลังท่านนั่นแหละ”อิสราตอบพลางชี้ให้ดู ใจผมเต้นไม่เป็นส่ำเมื่อได้ยินคำตอบหมายความว่าถ้าไม่มีกระจกกั้นเราจะหันหลังชนกันในเวลาทำงานแต่ถ้าเราทั้งคู่ปรับเป็นกระจกใสก็จะสามารถเห็นกันและกันได้ผมแปลกใจที่จินตนาการอันบรรเจิดของตนเอง
“แต่เราไม่ค่อยได้อยู่หรอกส่วนใหญ่ต้องทำงานข้างนอก” ประโยคนี้ของอิสราทำฝันของผมสลายลืมไปเลยว่าเธอเป็นผู้สื่อข่าวภาคสนาม
“เราขอตัวก่อนนะ” อิสรากำลังจะเดินไปผมเรียกชื่ออีฟหยุดเธอไว้
“เที่ยงนี้ท่านจะไปกินข้าวที่ไหน” ผมกลั้นใจถาม ไม่รู้เอาความกล้ามาจากไหนคาดหวังว่าเธอจะตอบว่าไม่รู้เหมือนกัน จะได้ชวนไปกินอาหารด้วยกันแท้จริงแล้วผมนัดกับธรณีไว้ ถ้าเธอตอบรับอาจต้องยอมเห็นแก่ตัวโทรบอกธรณีให้ยกเลิกนัดไปก่อน ได้แต่หวังว่าเพื่อนผมคงจะเข้าใจ
“ว่าจะไปกินที่ร้านแถวๆ กับเพื่อน นั่นไงมาโน่นแล้ว” อิสราตอบก่อนจะโบกมือให้คนคนหนึ่งที่กำลังตรงรี่มาหาเธอแนะนำให้ผมรู้จักเพื่อนเมื่อเข้าไปใกล้ ๆผมเห็นใบหน้าอวบกลมของเพื่อนเธอได้ชัดเจน
“นี่คือ‘รฐรักษ์’ เพื่อนสนิทเรา ส่วนนี่ก็ ‘ประชา’เพิ่งมาทำงานวันนี้วันแรก”
รฐรักษ์เป็นคนที่รูปร่างท้วมอวบแต่ดูทะมัดทะแมง มีผมทรงบ๊อบสีน้ำตาล เธอยิ้มในหน้าอย่างเป็นมิตรถ้าผมไม่เห็นการแต่งตัวชุดกะโปรงของเธอคงคิดว่าเธอเป็นทอมบอยผมพยักหน้าเป็นเชิงสวัสดี เพราะทั้งอิสรา และรฐรักษ์อายุอ่อนกว่าผมผมรู้สึกคุ้นหน้าเธอนิด ๆ แต่จำไม่ได้ว่าเคยเห็นที่ไหนบางทีอาจเป็นปรากฏการณ์เดจาวูอีกแล้ว
“อ๋อเห็นเดินกับพิมพ์เมื่อเช้า ถึงว่าไม่คุ้นหน้า” รฐรักษ์พูดเสียงสูงคล้ายประหลาดใจเธอฉีกยิ้มขณะจ้องมองผม “ยินดีที่ได้รู้จักนะ”
“ยินดีที่ได้รู้จักครับ”ผมตอบกลับอย่างสงวนท่าที
“จะไปกินด้วยกันไหม”อิสราชวน เธอเล่าว่าปกติไปกับเพื่อนสาวคนนี้ประจำ
“ไว้โอกาสหน้าแล้วกันเรามีนัดแล้ว” ผมยิ้มแหย ๆ แม้จะอยากรู้จักอิสราแค่ไหนแต่จะรับมือคนสองคนพร้อมกันในวันแรกคงเสี่ยงที่จะเปิดเผยความลับมากเกินไปจะกลายเป็นเครียดแทนมีความสุข
“ไว้เจอกันนะ”อิสรากล่าวทิ้งท้ายก่อนหมุนตัวจากไป เพื่อนสาวเธอโบกมือล่ำลาแล้วเคลื่อนตัวไปสมทบ
ผมยืนนิ่งงันอยู่ราวครึ่งนาทีมองตามแผ่นหลังเธอที่ค่อย ๆ หายลับไปตรงมุมทางเดิน ใจผมรู้สึกโหวงเหวงอย่างประหลาดเหมือนเสียดายที่ปล่อยให้สาวน้อยผู้มีรอยยิ้มอันร่าเริงสดใสหลุดมือไป
[1]Déjà-vu เป็นภาษาฝรั่งเศส มีความหมายว่า"เคยเห็นแล้ว"คนที่มีประสบการณ์นี้อธิบายว่าเกิดความรู้สึกคุ้นเคยกับบางสิ่งบางอย่างที่ไม่น่าจะคุ้นเคยมาก่อน