หลังจากที่เจ้าจ้อยและแม่หญิงจันทราได้ร่วมกันสำรวจถ้ำลับใต้บ่อน้ำแก้วมณีจนอิ่มหนำไปด้วยปริศนาแม่หญิงจันทราผู้สิริโฉมงามล้ำดูท่าจะไม่มีแก่ใจอยากจะเดินลึกเข้าไปในความมืดมิดก้นถ้ำนั่นต่อนางจึงอุ้มเจ้าจ้อยกระรอกแสบไว้แนบอก กลิ่นหอมจางๆ จากอาภรณ์ทิพย์ของนางทำให้เจ้าจ้อยเคลิ้มจนเกือบหลับก่อนที่นางจะบริกรรมพระคาถาพาปุยเมฆาลอยล่องย้อนกลับขึ้นไปตามทางบ่อน้ำจนถึงพื้นวิมานจันทราด้านบน
เมื่อกลับมาถึงวิมานอันกว้างขวางแต่แสนจะว่างเปล่าจ้อยก็เริ่มแผนการ "จัดบ้าน" ตามอัตภาพแบบฉบับกระรอกเจ้าปัญญาเขาเอาถ้วยไม้และขันน้ำไม้ที่แม่หญิงจันทราเคยแกะสลักไว้สมัยยังใช้ชีวิตยากลำบากอยู่ในถ้ำมาวางเรียงรายไว้ในห้องโถงกว้างของวิมานเพื่อให้ดูมีร่องรอยการอยู่อาศัย
จากนั้นเจ้ากระรอกอ้วนก็วิ่งปรู๊ดออกไปนอกกำแพงวังเที่ยวไปงัดแงะก้อนหินรูปทรงสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่หลายก้อนลากเข้ามาในห้องนอนเพื่อใช้ทำเป็น"ตั่งนอน"แม้มันจะแข็งกระด้างไปเสียหน่อยแต่ก็ดูโอ่อ่าสมฐานะสัตว์เทพดวงจันทร์(ในความคิดของเขาเอง) แล้วก็ไปหาหินก้อนเล็กๆมาวางเรียงกันเป็นม้านั่งรอบโต๊ะหินใหญ่
“เพียงเท่านี้มหกรรมการย้ายบ้านที่แสนจะยิ่งใหญ่... แต่ข้าวของน้อยนิด ก็เป็นอันเสร็จสิ้น!”จ้อยปาดเหงื่อพลางมองผลงานด้วยความภูมิใจ
....
ครั้นพอตกกลางคืนท้องฟ้าบนดวงจันทร์ดูจะใสกระจ่างกว่าทุกวันราวกับสรวงสวรรค์ต้องการเฉลิมฉลองการขึ้นบ้านใหม่ของทั้งสองจ้อยกับแม่หญิงจันทรายืนอยู่บนยอด หอชมดารา พลางแหงนหน้ามองท้องฟ้าเบื้องบน...
หากไม่ได้ขึ้นมาดูด้วยตาตัวเองจ้อยคงไม่มีทางเชื่อเลยว่าสวรรค์จะเนรมิตสิ่งอัศจรรย์ได้ถึงเพียงนี้!แม้หอชมดาราแห่งนี้จะดูเหมือนหอคอยโล่งๆ ที่ไม่มีเครื่องเรือนแม้แต่ชิ้นเดียวแต่พอขึ้นมาถึงชั้นบนสุดจ้อยก็ต้องประหลาดใจเมื่อพบว่าพื้นหินของหอคอยแห่งนี้มีลวดลายอาคมสลักไว้อย่างละเอียดมันคือ "ข่ายอาคมดึงดาว" ที่ตกทอดมาแต่โบราณกาล!
เมื่อแม่หญิงจันทราส่งพลังทิพย์เข้าไปกระตุ้นอาคมดวงดาวที่เคยเห็นเป็นเพียงจุดแสงพราวพร่างเบื้องบนบัดนี้กลับถูกดึงให้ขยายใหญ่โตเท่ากับ "กะละมังใบเขื่อง"ลอยล่องอยู่ตรงหน้าในระยะประชิด!
ทว่าความงามที่เห็นก็เพียงพอจะทำให้ใจคนมองสั่นไหว...ท่ามกลางหมู่ดาวที่พราวระยับหอชมดาราสไตล์ไทยโบราณตั้งตระหง่านอยู่บนดวงจันทร์เพียงลำพังมีนวลนางผู้สิริโฉมงามล้ำกับกระรอกอ้วนขนฟูหนึ่งตัวยืนเคียงคู่กันชมดาราแม่หญิงจันทราเท้าแขนลงบนราวระเบียงหิน นางเอนกายแหงนหน้ามองหมู่ดาวด้วยสายตาเคลิบเคลิ้มลมทิพย์พัดผ่านเบาๆ ทำให้อาภรณ์สไบพริ้วไหวไปตามลมเผยให้เห็นทรวดทรงอันงามสลักเสลาราวกับรูปปั้นเทพธิดาที่ส่องประกายท่ามกลางความมืด
ข้างๆ กันนั้นมีกระรอกพุงพลุ้ยนั่งแหมะอยู่ แหงนหน้ามองฟ้าพลางฉีกยิ้มกว้าง แววตาของจ้อยตอนนี้ดูมีความสุขปนความเซ่อซ่าและแฝงไปด้วยความเจ้าเล่ห์นิดๆ
“บางที...ถ้าชีวิตเราได้อยู่กันไปแบบนี้ตลอดไป มันก็คงจะดีไม่น้อยเลยนะจ้อย”แม่หญิงจันทราเปรยขึ้นมาเบาๆ น้ำเสียงของนางหวานละมุนจนคนฟังใจละลาย
จ้อยพยักหน้าเห็นพ้องสิ่งที่เขาปรารถนาที่สุดตั้งแต่อยู่ชาติก่อนคือการได้แต่งเมียสักคนแล้วกลับไปอยู่บ้านนอกมีนาสักสามสี่ไร่ มีบ้านไม้หลังเล็กๆ นั่งตกปลา ปลูกผัก เลี้ยงไก่ ใช้ชีวิตไปวันๆอย่างสงบสุข... ชาตินี้เมียในฝัน (ที่เขาทึกทักเอาเอง) อยู่ตรงหน้าแล้วเป้าหมายต่อไปคือการสร้าง "บ้านสวนบนดวงจันทร์" แต่ปัญหาก็คือ—เขายังจนกรอบอยู่!
“จะหาทางรวยทางลัดได้ยังไงนะ...ขืนอยู่เฉยๆ มีหวังได้กินหินแทนข้าวแน่ๆ” จ้อยพึมพำขณะตกอยู่ในภวังค์
....
ยามถวาย (ประมาณตีห้าถึงเจ็ดโมงเช้า)
เวลาแห่งการนัดหมายที่สำนักอักษรพิมาน งวดเข้ามาทุกที ก่อนจะออกเดินทาง แม่หญิงจันทราได้เมตตาสอน "บทพระคาถาพาปุยเมฆ"ที่นางเรียนมาจากนางฟ้าบุปผาให้เจ้าจ้อยอย่างละเอียดทั้งจังหวะการหายใจและการประคองจิตให้มั่นคง
พอจ้อยได้เรียนรู้เคล็ดวิชาที่ถูกต้องดวงตาก็เริ่มเปลี่ยนเป็นสีเขียวปัดด้วยความโมโหจัด!เขาจำได้แม่นว่าตอนที่เขาหัดเหาะครั้งแรก เขาไปขอให้ เจ้าขนคำราชสีห์ทองของพระพายช่วยสอน แต่ไอ้ราชสีห์จอมแสบนั่นดันสอนเคล็ด"สี่ขาตะกุยลม"ที่ต้องเหาะเหมือนหมาวิ่งจนเขาหัวทิ่มตกฟ้ามานับครั้งไม่ถ้วน!
“เจ้าขนคำ!ไอ้สิงโตทองจอมกะล่อน! แกหลอกสอนวิชาวิ่งลมให้ผมเหรอเนี่ย! ฝากไว้ก่อนเถอะเจอหน้ากันอีกทีผมจะถอนขนแผงคอสีทองของแกมาทำไม้ปัดฝุ่นให้เกลี้ยงเลย!”จ้อยตะโกนด่าลั่นสวรรค์
ณ วิมานวายุภักษ์... “ฮัดเช่ย!”เจ้าขนคำ ราชสีห์ขนทองสะดุ้งจามออกมาจนขนลุกชันมันยกอุ้งเท้าขึ้นเกาจมูกพลางบ่นงึมงำ “พุทโธ่พุทธัง ใครมาแช่งข้าแต่เช้าวะเนี่ย? หรือจะเป็นเจ้ากระรอกตัวแสบนั่น... แหม ยังมีแรงด่าแสดงว่ายังไม่ตายสินะ”มันแสยะยิ้มอย่างมีความสุขเมื่อนึกถึงท่าทางเจ้าจ้อยตอนหัวทิ่มตกเมฆ
ทางด้านจ้อยครั้งนี้เขาเหยียบลงบนปุยเมฆาสีขาวนวลอย่างมั่นคงลอยละลิ่วมุ่งหน้าสู่ประตูสวรรค์ทิศใต้อย่างสง่างาม บังเอิญเหลือเกินที่เช้าวันนี้ท้าววิรุฬหก ยังคงเข้าเวรยืนเฝ้าประตูอยู่เช่นเดิม
จ้อยเห็นเข้าก็อดไม่ได้ที่จะตะโกนทัก“อ้าว! พี่ชายท้าววิรุฬหก! ขยันเฝ้าประตูจังเลยนะครับ!”ท้าววิรุฬหกพ่นลมหายใจออกทางจมูกดัง "หึ" เมินเฉยไม่เสวนาด้วยเพราะรู้ดีว่าถ้าคุยกับไอ้กระรอกนี่ มีหวังได้เสียของกินที่ซ่อนไว้แน่นอน
พอเข้าสู่เขตชั้นใน จ้อยควัก"เหรียญตราสำนักอักษรพิมาน" ออกมามันส่องแสงสีเขียวมรกตนำทางไปทางทิศตะวันออกข้ามผ่านภูเขาทิพย์ที่มีเมฆหมอกปกคลุมและแม่น้ำสวรรค์ที่ใสกระจ่างจนกระทั่งเขาได้ยินเสียงอันคุ้นเคย...
“กุ๊กๆๆๆ!เอกอีเอ๊กเอ๊ก!” เสียงไก่ขันดังสนั่นหวั่นไหว จ้อยหันไปมองเห็นไก่แจ้ตัวเขื่องยืนยืดอกอยู่บนกิ่งไม้ไม้ประดับทิพย์“เฮ้ย! นี่มันไอ้ไก่ชนที่ หลวงปู่เค็ม ท่านคายออกมาตอน งานสโมสรสันนิบาตทิพย์ครั้งโน้นไม่ใช่เหรอไง! ที่ท่านประกาศศักดาเดินบนถ่านไฟสิบล้านกองนั่นน่ะ...ใช่ตัวนี้แน่ๆ หน้าตามันกวนบาทาเหมือนเดิมเป๊ะ!”
ด้วยความอยากรู้อยากเห็นจ้อยจึงร่อนลงบนภูเขาลูกนั้น ซึ่งภูมิประเทศมันช่างประหลาดล้ำมีทั้งเขตทุ่งน้ำแข็ง ป่าดงดิบ และยังมีเขตทะเลทราย เขาเดินไปจนเจอป้ายหิน:“อุทยานวิหคทิพย์ เขตสัตว์ป่าปล่อยตามธรรมชาติ”พร้อมคำเตือนเรื่องสัตว์ดุร้ายภายใต้การดูแลของรุกขเทวดาเจ้าที่
จ้อยฉีกยิ้มเจ้าเล่ห์รีบเอาใบไม้ใบหญ้ามาปิดซ่อนป้ายไว้ “ผมไม่เห็นนะ! ที่นี่ไม่มีป้ายอะไรทั้งนั้น!อ้าว... แล้วที่นี่มันที่ไหนกันล่ะเนี่ย? จู่ๆ กระรอกน้อยตัวนี้ก็เกิดหิวโซขึ้นมาซะอย่างนั้น สงสัยคงต้องหา 'ไก่ป่า' กินประทังชีวิตเสียหน่อยแล้ว หึๆ ...”เขามองไปที่ไก่แจ้ปลุกเสกของหลวงปู่เค็มด้วยสายตาหิวโหย ทันใดนั้น...
“กระต๊าก! อ๊ากกก!”
จู่ๆไก่แจ้ตัวนั้นก็ถูกเงาดำฉุดพรวดหายลับเข้าไปในพุ่มไม้รวดเร็วยิ่งกว่าสายฟ้า!จ้อยคำรามลั่นด้วยความแค้น “ใคร! ใครมันบังอาจมาตัดหน้าน่องไก่ของผม!”เขาสับเท้ากระโดดตามไปจนเจอเจ้าของเงาดำนั่น
มันคือ คางคกยักษ์ขนาดมหึมาเท่ารถเก๋งคันย่อมๆ ผิวหนังของมันขรุขระเต็มไปด้วยตุ่มพิษที่เรืองแสงจางๆปากของมันยังขยับเคี้ยวไก่แจ้ดิ้นขลุกขลักหยับๆและเมื่อมันเห็นกระรอกอ้วนขนฟูอย่างจ้อย น้ำลายสีเขียวหนืดๆ ก็หยดติ๋งลงพื้นทันที
จ้อยถลกหนังคอเตรียมบวกแล้วหัวเราะร่า“แหม พี่ชาย... นึกว่าตัวใหญ่แล้วจะเบ่งได้เหรอจ๊ะ! แย่งไก่หลวงปู่เค็มไปแบบนี้ระวังจะโดนของเข้าตัวนะพี่นะ!”
“อ๊บ...”คางคกยักษ์ขู่ต่ำด้วยเสียงที่ทำให้พื้นสั่นสะเทือนทันใดนั้นมันก็สะบัดตัวหันมาหาจ้อย อ้าปากกว้างจนเห็นคอหอยสีแดงฉานแล้วฉีดลิ้นยาวเหยียดที่พกความเหนียวหนึบพุ่งเข้าใส่จ้อยหมายจะรวบยอดกินกระรอกเป็นของหวานปิดท้ายทันที!