“เปรี้ยง…!”
ร่างๆหนึ่งในเครื่องแบบทหารองครักษ์แคว้นต้าหนานถูกปราณธาตุลมระเบิดใส่จนร่วงลงกองกับพื้น ไม่ไกลกันนั้นมีองครักษ์อีกคนหนึ่งนอนหงายร่างพลางกระอักเลือดออกไม่หยุด แม้อาการของทั้งสองยังไม่หนักหนาถึงขั้นที่ยันต์จะถูกทำลาย แต่พวกเขาก็คงไม่อาจลุกขึ้นสู้ได้อีกพักใหญ่
“กล้าทำเรื่องเช่นนี้ .. พวกเจ้าคิดกบฏรึ ?!”
องครักษ์อีกผู้หนึ่งตะโกนขึ้นอย่างแข็งกร้าว ดาบใหญ่ในมือชี้ไปเบื้องหน้าอย่างเคร่งเครียด ด้านหลังเขานั้นคือองค์ชายใหญ่แห่งแคว้นต้าหนาน… หนานจื่อชิ่ง … ร่างสูงสง่ากำลังนั่งอยู่กับพื้น ในอ้อมแขนของเขามีร่างบางของสตรีนางหนึ่งซึ่งดูเหมือนจะได้รับบาดเจ็บสาหัส
ชุดสีฟ้าอ่อนของนางถูกย้อมด้วยเลือดแดงฉานจนเปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำ หนานจื่อชิ่งพยายามทุ่มเทปราณธาตุแสงของเขาเพื่อช่วยเยียวยา ทว่ากับผู้ฝึกตนแล้วปราณธาตุแสงสามารถรักษาได้เพียงบาดแผลภายนอกเท่านั้น ใบหน้างดงามของอิงอู่หลานเริ่มเปลี่ยนเป็นซีดขาวจนน่ากลัว
ฝั่งตรงข้ามพวกเขาคือชายห้าคน ทั้งหมดล้วนสวมเครื่องแบบองครักษ์แคว้นต้าหนานเช่นเดียวกัน อีกทั้งอยู่ระดับปราชญ์ยุทธ์ชั้นกลางทั้งสิ้น เห็นเป้าหมายตรงหน้ามีเพียงองครักษ์ระดับปราชญ์ยุทธ์ชั้นต้นคนเดียวคอยปกป้อง ก็มั่นใจว่าภารกิจของพวกมันย่อมสำเร็จแน่แล้ว ใบหน้าชั่วร้ายเหล่านั้นเต็มไปด้วยความดูแคลนและกระหยิ่มยินดี
“หนานจงเยว่สินะ !” องค์ชายใหญ่แห่งต้าหนานเอ่ยเสียงลอดไรฟัน
ยังจะมีผู้ใดต้องการชีวิตเขามากกว่าไปกว่าองค์รัชทายาท… น้องชายต่างมารดาของเขาผู้นั้นอีก !!
ดวงตาเจ็บแค้นก้มลงมองร่างโชกเลือดของอิงอู่หลานแล้วยิ่งรู้สึกปวดร้าวไปทั้งใจ … ทั้งที่พยายามหลบเลี่ยงมาตลอด ทั้งที่พยายามปกป้องมาตลอด สุดท้ายที่ทำทั้งหมดกลับไม่มีประโยชน์อะไรเลย
“ขออภัยด้วยองค์ชาย องค์รัชทายาทมีคำสั่งพวกเรามิอาจไม่ปฏิบัติตาม”
คำพูดถ่อมตัวสวยหรูทว่าในดวงตาหลายคู่นั้นกลับเผยให้เห็นถึงความโลภในยศฐาบรรดาศักดิ์และทรัพย์สินที่รอพวกเขาอยู่ไม่ไกล
“ทรงมอบศีรษะมาเถิด ส่วนสตรีนางนั้น…. ขอทรงวางใจได้ พวกเราได้รับคำสั่งให้คอยปรนนิบัตินางอย่างดี !” หนึ่งในนั้นเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแหบพร่า พร้อมกับแลบลิ้นเลียริมฝีปากอย่างชั่วร้าย
สำหรับนางในดวงใจขององค์ชายใหญ่นั้น องค์รัชทายาทมอบให้พวกมันจัดการได้ตามสบาย … พวกมันมิได้ตั้งใจทำร้ายนางเลย แต่เมื่อครู่ยามที่กระบี่กำลังจะแทงลงบนร่างองค์ชายใหญ่ นางกลับกระโดดเข้ามารับไว้ก่อน …. คิดแล้วก็ยังนึกเสียดายผิวงามๆนั่นไม่หาย ตอนนี้ก็ได้แต่หวังให้นางอย่าเพิ่งสลายร่างออกจากหุบเขาแห่งนี้ไปก่อนเท่านั้น
หากเปลวเพลิงในดวงตาของหนานจื่อชิ่งสามารถฆ่าคนได้ เจ้าพวกสามหาวตลอดจนคนบงการผู้นั้นคงตายไปนับครั้งไม่ถ้วนแล้ว ร่างสูงก้มลงพิจารณาอาการของสตรีที่ตนแสนห่วงใย หากยามนี้ซัดฝ่ามือเข้าทำลายยันต์ในร่างนาง อาจเป็นการซ้ำเติมให้อาการของนางหนักขึ้น ทว่ากับเหตุการณ์คับขันตรงหน้า คงจำเป็นต้องเสี่ยงแล้ว
“ทรงรีบทำลายยันต์ให้แม่นางอิงแล้วเสด็จหนีไปก่อนเถิด กระหม่อมจะถ่วงเวลาไว้เอง”
องครักษ์คนสนิทผู้เดียวที่เหลืออยู่กระซิบออกมาเบาๆ หาไม่แล้ว..ให้องค์ชายใหญ่พาร่างไร้สติของนางหนีไปด้วย สตรีในอ้อมแขนย่อมกลายเป็นภาระเท่านั้น
อิงอู่หลานลืมตาขึ้นช้าๆ ตลอดเวลานางเพียงหลับตาเพื่อรวบรวมปราณโอสถในร่างเพื่อเยียวยาตนเองให้เร็วที่สุด เมื่ออาการทุเลาลงบ้างจึงพยายามฝืนลุกขึ้นจากอ้อมแขนของเขา ทว่าหนานจื่อชิ่งกลับยื้อไว้อย่างเป็นห่วง…
“อย่าเพิ่งขยับ”
นางส่ายหน้าอย่างเคร่งเครียดแล้วดันร่างตนออกจากอ้อมแขนของเขา แม้อาการบาดเจ็บจะทุเลาลงแล้วทว่าก็ยังไม่ปกติ ดูจากบาดแผลที่ได้รับ นางคงต้องใช้เวลารักษาตัวอย่างน้อยหนึ่งชั่วยามจึงหายสนิท ทว่ายามนี้… ‘เวลา’ เป็นสิ่งที่พวกเขาขาดแคลนที่สุดแล้ว… !!
เบื้องหน้านางคือปราชญ์ยุทธ์ห้าคน นางที่เป็นเพียงยอดยุทธ์ชั้นกลางย่อมไม่อาจเอาชนะได้. แต่นางยังคงไม่ยอมแพ้…
“ปราณธาตุกลายพันธ์ุของข้าอาจสามารถขวางพวกเขาได้ครู่หนึ่ง ท่านรีบไปเถิด !” เสียงหวานเอ่ยออกมาอย่างเด็ดเดี่ยว
หนานจื่อชิ่งได้ยินกลับยิ่งจับมือของนางไว้แน่น จะให้เขาทิ้งนางไว้เป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน องค์ชายแห่งต้าหนายตัดสินใจขอเดิมพันให้ถึงที่สุด มือข้างหนึ่งปรากฏแท่งปราณแสงแหลมคมสีเงินวาว หนานจื่อชิ่งคิดจะใช้อาวุธชิ้นนี้ส่งนางออกไป… ดวงตาสีเข้มมองใบหน้างดงามตรงหน้าอย่างอ่อนโยนครู่หนึ่ง
“อู่หลาน.. ที่ผ่านมาข้าทำเรื่องโง่มาก ใช่หรือไม่ ?” มือแกร่งกำอาวุธแสงแน่นขึ้นจนข้อนิ้วซีดขาว ค่อยๆเอื้อมมือมาจ่อที่ด้านหลังนางโดยไม่ให้นางรู้ตัว
“ท่านอย่ามัวพูดไร้สาระ.. หากยังชักช้า มีแต่ต้องตายทั้งคู่” อิงอู่หลานเอ่ยเสียงเข้ม ร่างบางพยายามสะบัดแขนข้างหนึ่งที่โอบเอวของนางไว้เพื่อจะลุกขึ้น ทว่าบุรุษตรงหน้ากลับยิ่งกอดนางเข้ามาแนบชิดกว่าเดิม
“หากรู้ว่าจะเป็นเช่นนี้… ข้าควรดีต่อเจ้าให้มาก ควรบอกกับเจ้านานแล้วว่า ข้ารักเจ้ามากเพียงใด”
อิงอู่หลานได้ยินคำบอกรักของเขากลับไม่รู้สึกหวั่นไหว หรือวาบหวามแม้แต่น้อย ที่ผ่านมาเขารู้สึกเช่นไรนางย่อมรู้ดี เหตุผลที่ต้องแยกกับนางก็สามารถเข้าใจได้โดยไม่ต้องอธิบาย ทว่าคำพูดอ่อนหวานที่ถูกเอ่ยออกมายามคับขันราวกับจะสั่งลาเช่นนี้ ทำให้นางโกรธอย่างมาก ดวงตาสีฟ้างดงามมองชายหนุ่มหล่อเหลาเบื้องหน้าอย่างแข็งกร้าว…
‘เจ้าองค์ชายจอมขี้ขลาดนี่… คิดจะทิ้งข้าอีกแล้ว?!’
อิงอู่หลานใช้มือข้างหนึ่งอ้อมไปที่ด้านหลัง ลอบรวบรวมปราณธาตุน้ำแข็งในร่างเกิดเป็นมีดสั้นขนาดเล็กคิดจะแทงลงบนร่างเพื่อทำลายยันต์ของเขาเพื่อส่งเขาออกไปก่อนโดยไม่คิดขอความเห็นอีกต่อไป
“ศิษย์พี่.. องค์ชาย.. ที่แท้พวกท่านคิดฆ่ากันเองหรือ..?” เสียงใสเอ่ยถามจากด้านข้างของพวกเขา
หนานจื่อชิ่งและอิงอู่หลานหันขวับมาเห็นพวกมู่เชียนทั้งสามปรากฏร่างขึ้นอย่างเงียบเชียบ องค์ชายใหญ่นิ่งอึ้งไปชั่วครู่อย่างงุนงง ทว่าอิงอู่หลานกลับมีสีหน้ายินดีอย่างยิ่ง… พวกนางมีโอกาสรอดแล้ว
“ศิษย์น้อง… !”
อิงอู่หลานเห็นมู่เชียนกับเสี่ยวจือจือปรากฏตัวก็รู้สึกมีความหวังขึ้นทันที ปราชญ์อสูรชั้นสูงสุดร่วมมือกับตัวประหลาดอย่างมู่เชียน อาจจะสามารถเอาชนะปราชญ์ยุทธ์ชั้นกลางห้าคนได้
“ตัวแทนจากหมู่ตึกพฤกษาสินะ.. นรกไร้ทางเจ้ากลับเดินเข้ามา.. เช่นนี้ก็ตายไปซะด้วยกันเถอะ” คนร้ายทั้งห้าเอ่ยอย่างโหดเหี้ยม ข่าวที่พวกมันลอบฆ่าองค์ชายใหญ่ด้านในเทือกเขาย่อมไม่อาจให้หลุดรอดออกไปได้
ทว่าเด็กสาวที่ถูกคนร้ายหมายหัวอยู่นั้นกลับไม่คิดสนใจแม้แต่น้อย ดวงตาสีน้ำตาลยังคงเฝ้ารอคำตอบของอิงอู่หลานอย่างงุนงง
องค์ชายใหญ่นั้นนับเป็นเชื้อพระวงศ์ที่มู่เชียนรู้สึกชื่นชมที่สุดแล้ว … แต่หากอิงอู่หลานคิดฆ่าหนานจื่อชิ่งจริง นางควรจะทำอย่างไร… ควรต้องช่วยหรือไม่ ?
“มู่เชียน เจ้าเข้าใจผิดแล้ว คนพวกนั้นต่างหากที่คิดฆ่าเรา” หนานจื่อชิ่งตัดสินใจตอบคำถามแทนอิงอู่หลานที่มัวแต่ยินดีจนลืมคำถามของเด็กสาวไป
มู่เชียนยังคงไม่สนใจคำพูดขององค์ชายใหญ่แห่งต้าหนาน ร่างเล็กเลิกคิ้วมองอาวุธในมือทั้งสองอย่างไม่ถอดใจ จากรอยเลือดบนตัวอิงอู่หลานเห็นได้ชัดว่านางบาดเจ็บไม่น้อย หากไม่พูดออกมาให้ชัดนางย่อมไม่เลือกฝั่งแน่
เมื่อมองตามสายตาของมู่เชียน พวกเขาจึงเพิ่งมองเห็นจุดประสงค์ของอีกฝ่าย คู่รักรุนแรงทั้งสองรีบสลายอาวุธของตนออกไปอย่างขัดเขิน
“ศิษย์น้อง… องครักษ์ห้าคนนั้นคิดลอบปลงพระชนม์องค์ชายใหญ่ ข้าเพียงจะส่งเขาออกไปเท่านั้น” อิงอู่หลานเอ่ยยืนยัน
“อ้อ… เช่นนั้นก็ดี” มู่เชียนส่งยิ้มบางให้พวกเขาพลางหันไปเอ่ยกับเสี่ยวจือจือและมู่เฉิงหลินที่ด้านหลัง
“ข้าจะไปดูอาการศิษย์พี่หญิงก่อน ห้าคนนั้นยกให้พวกเจ้านะ”
“เจ้าค่ะ / ตกลง !” คนทั้งสองพยักหน้ารับ ก่อนที่เงาร่างวูบไหวจะพุ่งเข้าใส่ศัตรูอย่างรวดเร็ว
ระหว่างที่มู่เชียนย่างเท้าเข้ามาหาพวกเขาอย่างช้าๆ กรงเล็บอสูรของเสี่ยวจือจือก็ทะลุเข้าไปกลางอกของปราชญ์ยุทธ์ผู้หนึ่งแล้วกระชากออกอย่างแรง…
“ตุ้บ..” ก้อนเนื้อสีแดงสดชิ้นหนึ่งร่วงลงบนพื้น
> มู่เชียนหยุดยืนใกล้ๆ แล้วย่อกายลงตรวจอาการของอิงอู่หลาน มือเล็กเคลื่อนไหวอย่างสงบและนุ่มนวล
“ปึ้ก.. ปึ้ก.. ปึ้ก.. !!”
ร่างๆหนึ่งถูกหมัดเพลิงของมู่เฉิงหลินระดมชกเข้าใส่จนกระอักเลือดไม่หยุด ก่อนที่ดาบอัคคีจะฟันลงผ่าร่างๆนั้นออกเป็นสองท่อน
“ดูเหมือนท่านจะรักษาตัวเองไปบ้างแล้วสินะ..” เสียงใสเอ่ยต่อไปอย่างไม่คิดรอคำตอบ
“อึ่ก..โปรดไว้ชีวิ…” ร่างหนึ่งเอ่ยไม่ทันจบประโยค ศีรษะของเขาก็ถูกกรงเล็บอสูรกระชากจนขาดออกจากตัวแล้วโยนไปอีกทาง
“นี่คือโอสถคืนปราณ ขั้นสี่ ท่านทานยานี่สักเม็ดแล้วพักผ่อนอีกครึ่งชั่วยามก็น่าจะหายเป็นปกติแล้ว”
“ปล่อยข้า.. อ้าาาากกกก…!!!” ร่างๆหนึ่งที่ปราศจากแขนขาถูกปล่อยให้ร่วงลงมาจากฟ้า ก่อนที่ระเบิดปราณอัคคีจะพุ่งเข้าใส่จนเหลือเพียงซากร่างไหม้เกรียม
“จริงสิ… ดูเหมือนว่ายันต์ของพวกเราจะมีบางอย่างผิดปกติ อย่าฝืนทำลายสุ่มสี่สุ่มห้าดีกว่า”
“ฮึ่มมม…!” คนร้ายคนหนึ่งสบโอกาส จึงรีบวิ่งเข้าหากลุ่มของมู่เชียน หมายจะจับพวกเขาสักคนเป็นตัวประกัน เพื่อต่อรองหลบหนีไปจากมัจจุราชสองคนนั่น ไหนเลยจะคาด สตรีนางหนึ่งกลับหันหน้าหาเขารอยยิ้มบนใบหน้านั้นคือรอยยิ้มของความตาย
“เพลิงประทับนภา !”
“ฟู้ววววววววว…” ปราณอัคคีขนาดใหญ่โหมออกจากฝ่ามือบางพุ่งเข้าใส่เป้าหมายก่อนจะพวยพุ่งขึ้นสู่ฟากฟ้า พาให้อากาศหนาวเย็นรอบด้านเปลี่ยนเป็นอบอ้าวขึ้นทันที
“แค่ปราชญ์ยุทธ์ชั้นกลางผู้หนึ่งต้องรุนแรงเพียงนี้เชียวหรือ ?” มู่เฉิงหลินที่เพิ่งร่อนถึงพื้นเอ่ยพลางเหลือบมองร่องรอยเผาไหม้สีดำที่ไม่เหลือแม้แต่ฝุ่นผงนั่น
“ข้าก็ออมแรงไว้แล้วนี่” เด็กสาวเอ่ยพลางยักไหล่อย่างช่วยไม่ได้
ปราณอัคคีเมื่อครู่เป็นเพียงปราณอัคคีทั่วไปเท่านั้น มิได้ผสานปราณเทพอสูรของเสี่ยวจิ้งลงไปแม้แต่น้อย !
‘คนพวกนี้อะไรกัน !’
หนานจื่อชิ่งและองครักษ์คนสนิทตกตะลึงจนแน่นิ่งไป แม้จะรู้ว่าการที่พวกเขาปรากฏตัวอาจทำให้มีโอกาสชนะ ทว่า…..สามารถจัดการปราชญ์ยุทธ์ห้าคนในเวลาไม่กี่อึดใจ เช่นนี้มันเหลือเชื่อเกินไปแล้ว
“เจ้าบรรลุปราชญ์ยุทธ์แล้ว ?” หนานจื่อชิ่งเอ่ยอย่างงุนงง องค์ชายใหญ่ผู้เป็นยอดยุทธ์ชั้นปลายพบว่าจู่ๆเขาก็ไม่สามารถประเมินปราณธาตุในร่างเด็กสาวนางนี้ได้อีก มีเพียงเหตุผลเดียวคือนางเหนือกว่าเขาไปแล้ว
องครักษ์ได้ยินก็แทบไม่เชื่อหู รีบมองสำรวจร่างเด็กสาวตรงหน้าอย่างตระหนกตกใจ
“ปราชญ์ยุทธ์ชั้นต้น อายุ 16 ปีหรือ นี่มันวิปริตไปเกินไปแล้ว” เขาที่อายุสามสิบปีบรรลุปราชญ์ยุทธ์ชั้นต้นได้ ถูกนับเป็นผู้มีพรสวรรค์ลำดับต้นๆของแคว้นหนาน ทว่านางที่อ่อนวัยกว่าเขาสิบกว่าปี กลับสามารถก้าวมาอยู่ในระดับเดียวกันแล้ว พรสวรรค์ระดับนี้คงต้องถูกเรียกเป็นสัตว์ประหลาดแล้ว
อิงอู่หลานตะลึงเพียงครู่เดียวก็กลับมีสีหน้าตื่นเต้นยินดี ความแปลกประหลาดของมู่เชียนนั้นศิษย์พี่อย่างนางเห็นจนชินเสียแล้ว
“เรื่องของเจ้าข้าไม่แปลกใจ เพียงไม่เคยรู้มาก่อนว่าน้องชายเจ้าก็มีฝีมือยอดเยี่ยมเช่นนี้” อิงอู่หลานมองมู่เฉิงหลินอย่างชื่นชม ทั้งนางและเขาต่างก็เป็นยอดยุทธ์ชั้นกลางเช่นกัน ทว่าวิถีปราณยุทธ์ของนางกลับเทียบกับเขาไม่ได้เลย
มู่เฉิงหลินได้ยินก็ยกมือสองข้างประสานตอบรับคำชมอย่างสุภาพ ต่อหน้าผู้อื่นมู่เฉิงหลินมักจะแสดงมารยาทของผู้ได้รับการอบรมอย่างดีออกมาเสมอ
“ศิษย์พี่ชมเกินไปแล้ว เขายังต้องฝึกอีกมากเจ้าค่ะ” มู่เชียนยกคิ้วข้างหนึ่งให้น้องชายที่ยืนอยู่ข้างกาย ทำให้จิตใจที่พองฟูจากคำชมเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นหนาวเหน็บทันที
“จริงสิ.. อีกสองคนตรงนั้นใช่พวกท่านหรือเปล่า ?” ดวงตาของมู่เชียนเหลือบไปเห็นร่างสองร่างที่นอนอยู่ไม่ไกล องครักษ์ที่เหลืออยู่กำลังเดินเข้าไปดูอาการของพวกเขาเช่นกันกัน เมื่อเห็นหนานจื่อชิ่งพยักหน้ารับนางจึงเดินเข้าไปช่วยเหลืออีกแรง
ปราณโอสถถูกปล่อยออกมาจากมือเล็กโดยปราศจากปราณอี้เจ๋อ เพียงหนึ่งเค่อร่างที่บอบช้ำของพวกเขาก็หายดี
“มู่เชียนขอบคุณมาก….. บุญคุณครั้งนี้ข้าจะจำเอาไว้” องค์ชายใหญ่แห่งต้าหนานเอ่ยเสียงสุภาพ ในใจของเขานับเด็กสาวนางนี้เป็นผู้มีพระคุณแล้ว
“ขอบคุณแม่นางมู่” องครักษ์ทั้งสามทำความเคารพนางอย่างนอบน้อมเช่นกัน
มู่เชียนมองมือของหนานจื่อชิ่งและอิงอู่หลานที่ยังกุมกันแน่น แล้วก็พลันคิดขึ้นมาได้
‘หรือว่า… องค์ชายใหญ่ผู้นี้คือว่าที่ศิษย์พี่เขย.. ?!’
อิงอู่หลานเห็นศิษย์น้องจ้องมาก็พลันรู้สึกตัว มือเล็กรีบสะบัดมือที่เกาะกุมอยู่ออกทว่าหนานจื่อชิ่งกลับยังยึดไว้แน่น เขาเพิ่งรู้ว่าความอดกลั้นที่ต้องทนฝืนมาตลอดนั้นไร้ค่าเพียงใด การกันนางออกไปจากชีวิตนอกจากความทรมานแล้วก็ไม่มีประโยชน์อื่นอีก หนานจื่อชิ่งตัดสินใจเด็ดขาด ว่านับแต่นี้จะขอยึดนางเอาไว้ข้างกายและใช้ความสามารถที่มีทั้งหมดเพื่อคุ้มครองนางไว้อย่างดี
คนทั้งห้าร่วมขบวนกับมู่เชียนเพื่อเดินทางต่อ ตลอดทางยังคงมีนักฆ่าที่มุ่งหวังค่าหัวของมู่เชียนผ่านเข้ามาตลอด พวกมันมิได้ใส่ใจคนห้าคนที่เพิ่มเข้ามาเท่าใดนัก ปราชญ์ยุทธ์ชั้นต้นสามคนและยอดยุทธ์อีกสองคนย่อมไม่ส่งผลต่อกลุ่มนักฆ่าเหล่านี้
ดังนั้นหลายวันที่ผ่านมา… กลุ่มของหนานจื่อชิ่งทั้งห้าจึงได้แต่เป็นพยานคอยเฝ้ามองแมลงเม่ากลุ่มแล้วกลุ่มเล่า ที่มุ่งหน้าเข้าหาความตายอย่างน่าสังเวช….
#หลังเที่ยงคืนจะมาให้อีกตอนค่ะ