ตอนที่ 20: ภารกิจ
หลังกลับจากเรือนของเ้าสำนักมาบ้านพัก ฤทธาเจอเพื่อนๆ ถามถึงการาเ็ ก็เลยรู้ว่ารองเ้าสำนักบอกทุกคนว่าเขาได้รับาเ็ตอนฝึก เลยต้องนอนรักษาตัว
หลังถามไถ่กันเสร็จ ฤทธาก็นั่งอ่านตำราประวัติศาสตร์ของสำนักเย่วจี มันบันทึกเื่ราวเมื่อพันปีก่อน…ภาพในอดีตก็ปรากฏขึ้น
“เมื่อโลกมนุษย์ต้องเผชิญภัยพิบัติจากอสูรและปีศาจ การรุกรานกินเวลานานหลายศตวรรษ จนฝ่ายมนุษย์เสียดินแดนไปเกือบทั้งหมด เหลือเพียงสี่ทวีปสุดท้ายที่ยังคงยืนหยัด...”
ใน่หัวเล่ม ได้กล่าวถึงชายคนหนึ่งผู้ยืนหยัดในา หยาง เย่วจี เขาคือผู้รวบรวมเหล่าผู้กล้าและอัจฉริยะไว้ด้วยกัน ก่อตั้งเป็กลุ่ม “หกเทพเ้า” ด้วยแนวความคิดที่ว่า ผู้ที่จะปราบอสูรและปีศาจได้ก็คือเทพเ้านี่แหละ
ซึ่งในนั้นประกอบด้วย หยาง เย่วจี มีสองปราณธาตุในสายปราณวิญญาณ ธาตุแสงและธาตุมิติ ผู้นำและผู้เชี่ยวชาญด้านกลยุทธ์ การหลอมโอสถ ค่ายกลมิติเคลื่อนย้าย อัตลักษณ์วิญญาณยุทธ์คือดอกบัวสีทอง ต่อมาคือหลานซานเทียน ผู้มีสายเลือดราชวงศ์และควบคุมการทูต คุมกองทหารและวางยุทธศาสตร์ หลิวเซี่ย จอมยุทธอันดับหนึ่งแห่งยุค ผู้ผดุงความยุติธรรม และเป็นเพื่อนรักของ หยาง เย่วจี ซูเฟิงหลง นักโอสถและปราชญ์ที่รู้จักวิญญาณอสูรอย่างทะลุปรุโปร่ง เก่งเรื่องยันต์และอักขระโบราณม่อหงอวิ๋น ยอดฝีมือด้านค่ายกลวิญญาณ ถ้าหลิวเซี่ยคืออันดับหนึ่งด้านจอมยุทธ เขาคืออันดับหนึ่งด้านพลังวิญญาณ และสุดท้ายเจี้ยนหลัว ช่างตีเหล็กและนักประดิษฐ์ระดับตำนาน ผู้ร่วมสร้างค่ายกลวงเวทย์เคลื่อนย้ายระหว่างทวีปสำเร็จ“หกเทพเจ้า” นำฝ่ายมนุษย์ต่อสู้กับพวกอสูรและปีศาจอย่างดุเดือดจนทางฝ่ายอสูรและปีศาจเสียหายหนัก และถอยร่นไป สี่ทวีปจึงกลับมาสงบอีกครั้งหลังาจบ พวกเขาเลือกสร้างระบบโลกใหม่แทนการรุกเอาดินแดนคืน โดยให้แต่ละทวีปมีเพียงหนึ่งสำนักหลัก และยุบสำนักอื่นให้เป็เพียงสาขาของสำนักใหญ่
และหยาง เย่วจี ได้ก่อตั้งสำนักเย่วจี ให้หลานซานเทียนก่อตั้งราชวงศ์ หลิวเซี่ยเพื่อนรักของเขา และเป็จ้าวยุทธภพตอนนั้น ก่อตั้งหอิญญายุทธ์พร้อมวางโครงสร้างการพัฒนาอย่างเข้มงวด เพื่อนอีกสามคนเป็เ้าทวีปอีกสามทวีป และก่อตั้งสำนักอีกสามสำนัก
รวบรวมคัมภีร์วรยุทธ์ ตำรับยาสมุนไพร วิศวกรรมการสร้างต่างๆ แล้วแบ่งให้ราชวงศ์ หอิญญายุทธและสี่สำนักเท่าๆ กัน
แบ่งหน้าที่ชัดเจนโดยให้ราชวงศ์เป็ศูนย์กลางและดูแลเื่การทหารและคอยสนับสนุนทวีปทั้งสี่
สี่สำนักใหญ่มีหน้าที่เสาะหาเด็กที่มีพร์มาฝึกสอน และสนับสนุนโอสถและอุปกรณ์ต่างๆ
หอิญญายุทธ์คอยควบคุมนักยุทธ์ต่างๆ ที่ไม่ได้รับใช้กองทัพหรือราชวงศ์ ให้ทำภารกิจมีรายได้และคอยสำรวจพื้นที่อันตรายต่างๆ รวมถึงคอยตอบสอบพวกขุนนางโกงกิน
ทั้งหมดเพื่อยกระดับศักยภาพมนุษย์ให้พร้อมรับภัยใหม่ในอนาคต ต่อมาก็มีอีกสองสมาคมที่มีบทบาทอย่างมากในการถ่วงดุลเกิดขึ้นมา นั่นคือสมาคมการค้าและภาคีโอสถ กลายเป็สี่มหาอำนาจที่คอยถ่วงดุลกัน
มนุษย์พัฒนาขึ้นอย่างมาก หยางเย่วจีได้สร้างค่ายกลเคลื่อนย้ายระหว่างสี่ทวีป ทำให้การค้า การพัฒนา และการสนับสนุนต่างๆ ในแต่ละทวีปนั้นสมดุล
ฝ่ายอสูรและปีศาจไม่สามารถบุกยึดทวีปทั้งสี่ได้ และเป็เช่นนั้นมาอีกพันปีจนถึงปัจจุบัน.
รุ่งเช้า ฤทธาทำสิ่งที่ได้รับมอบหมายจากเ้าสำนักให้ส่งจดหมายให้กับ
หน่วยภารกิจฝ่ายใน
หลังจากส่งจดหมายให้ผู้าุโเสร็จ เขาถูกพาเข้าสู่ห้องลับใต้ดิน
ผู้าุโได้ขอป้ายประจำตัวของฤทธา เขาพลิกด้านหลังแล้วใส่พลังปราณเข้าไป ก็ปรากฏชื่อของเ้าสำนักลอยออกมา
ฤทธาเองก็ใว่ามันใช้แบบนี้ได้ด้วย ยืนยันเสร็จแล้วก็คืนป้ายให้ฤทธา
ที่นั่น ผู้าุโคนอื่นของหน่วยภารกิจฝ่ายในมองเขาด้วยแววตายินดี ก่อนยื่นเอกสารหนึ่งฉบับ
“ไม่ต้องห่วง เื่นี้จะเป็ความลับ จนกว่าท่านเ้าสำนักจะประกาศเอง”
ผู้าุโบอกฤทธา
“จากคำสั่งของเ้าสำนัก เ้าจะต้องสำเร็จภารกิจพิเศษภายในเวลาสามเดือน ทำเสร็จหนึ่งภารกิจ จะถือว่าสำเร็จภารกิจย่อยก็จะได้แต้มสำนัก ทำเสร็จทั้งหมดในเวลาที่กำหนด ก็จะถือว่าภารกิจนี่ลุล่วงแล้วจะได้คะแนนแต้มสำนักอีก เ้าลองไปดูภารกิจและคะแนนได้ในจดหมาย”
ภารกิจ ได้รับป้ายระดับสองของ ห้าอาชีพ ช่างตีเหล็ก ค่ายกลเวท หุ่นเชิด เขียนยันต์และโอสถแพทย์ ขึ้นเป็น หนึ่งในร้อยลำดับแรกของสำนัก ภารกิจนี้จะถูกเฝ้าติดตามโดยรองเจ้าสำนักด้วยตนเอง ภารกิจย่อยได้สองร้อยแต้มแบ่งเป็นหกภารกิจ รวมพันสองร้อยแต้มสำนัก ภารกิจทั้งหมดลุล่วง จะได้แต้มเสร็จภารกิจอีกสองพัน รวมเป็นสามพันสองร้อยแต้มฤทธารับเอกสารมา สีหน้าเขาตึงเครียด รู้ดีว่านี่คือบททดสอบใหญ่หลวง แต่ในใจกลับมีเปลวไฟบางอย่างลุกโชน“ป้ายอาชีพข้ามีสามอาชีพแล้วขึ้นขั้นสองไม่น่ามีปัญหา อีกสองอาชีพนี่สิ แต่ที่น่าห่วงที่สุดคือ ทำอันดับสำนักให้อยู่หนึ่งในร้อยนี่แหละ”
ฤทธาครุ่นคิดอย่างหนักใจ
เขารู้ว่าการฝึกหนักที่ผ่านมาเป็เพียงการเตรียมตัวเบื้องต้น การฝึกที่แท้จริง…เพิ่งเริ่มต้น!
“ภารกิจนี้ จะตัดสินว่าเ้าคู่ควรกับคำว่า ‘ศิษย์สายตรงของเ้าสำนัก’ หรือไม่” ท้ายจดหมายได้เขียนไว้
“คงต้องเริ่ม ศึกษาอาชีพเพิ่มก่อน ส่วนเื่ประลองค่อยคิดอีกที”
ฤทธากำลังใช้ความคิดอย่างหนัก
เฮ้อ…ฤทธาเดินถอนหายใจมาจนถึงบ้านพัก พบกับอี้หลง
“ศิษย์น้องท่านไม่เป็ไรแล้วใช่หรือไม่”
เขาถามด้วยความเป็ห่วง
“ข้าได้ยินว่าท่านหายดีแล้ว จึงไปรอที่โรงฝึกแต่ไม่พบท่าน เลยกลับมารอที่นี่”
อี้หลงสำรวจดูร่างกายฤทธา
“ข้าไม่เป็ไรแล้วศิษย์พี่ พอดีข้าไปทำธุระที่หอภารกิจมาน่ะ วันนี้คงไม่ได้ไปฝึก ข้าต้องวางแผนทำภารกิจ ชีต้าร์ออกมา”
ฤทธาอธิบายเสร็จก็เรียกชีต้าร์ออกมา
ชีต้าร์ออกมาพร้อมกับยืนสองขากอดอกมองอี้หลง อี้หลงใ
“นี่ๆ ๆ” อี้หลงใพูดอะไรไม่ถูก
“นี่คือเพื่อนข้า เป็สัตว์ิญญารู้จักกันไว้นะ” ฤทธาแนะนำ
“เ้าชื่ออี้หลงสินะ”
ชีต้าร์พูดพร้อมเดินสำรวจอี้หลงั้แ่หัวจรดเท้า
“เ้าพูดได้ด้วยรึ”
อี้หลงถามชีต้าร์
“เ้ารู้คำตอบอยู่แล้วจะถามทำไม”
ชีต้าร์เบื่อคำถามนี้มาก เขารู้เดี๋ยวพวกฤทธามา ก็ต้องตอบอีก
ตอนนี้ฤทธาอยากพบศิษย์พี่จิมมี่มาก เพื่อปรึกษาเื่อาชีพตีเหล็ก เขานึกขึ้นได้ว่าในโรงสร้างในกำไลของเขาพอมีตำราอยู่
เขาจึงให้ป้ายประจำตัวกับอี้หลง ให้พาชีต้าร์ไปทำป้ายสำนักห้อยคอ และลงทะเบียนสัตว์ิญญาของเขา พร้อมกับเบิกสมุนไพรต่างๆ มาฝึกหลอมโอสถ ส่วนเขาจะเขาไปหาตำราในโรงสร้าง
ตกเย็นทุกคนมาพร้อมหน้ากันที่บ้านพัก ฤทธาแนะนำให้ทุกคนรู้จักกับชีต้าร์ แต่ทุกคนกำลังห่วงอาการบ้าเห่อของจิมมี่อยู่ จึงไม่ค่อยได้สนใจชีต้าร์เท่าไหร่นัก เพราะเคยเจอแล้วตอนปิดเทอม
“แหวนมิติของข้าฮ่า ฮ่า ฮ่า แหวนมิติของข้า”
จิมมี่นั่งดูแหวนมิติของเขา แล้วชวนทุกคนดู
“ฤทธาๆ เห็นไหม นี่แหวนมิติของข้า นี่ๆ เ้าดูสิ”
จิมมี่เอามาโชว์ให้ฤทธาดู แล้วก็เดินไปยื่นให้ยอนมินดูต่อ
“พี่จิมมี่เขาก็มีแหวนของเขานี่ แล้วอันใหม่มันดียังไงหรือศิษย์พี่”
ฤทธาถามศิษย์พี่ซูอย่างสงสัย เรโซ่และยอนมินก็สงสัยเช่นกันจึงมาเดินมาผสมโรง
จิมมี่เดินไปที่โคมไฟ ตั้งท่าที่คิดว่าหล่อที่สุด แล้วเอาแหวนมิติไปที่โคมไฟ
“เป็แหวนมิติที่เ้านั่นสร้างเองวงแรกไงล่ะ ข้าฟังเป็พันๆ รอบละ แหวนมิติของข้า แหวนมิติของข้า คืนนี้ข้าต้องนอนฝันแน่เลย แหวนมิติของข้า”
ซูคิมบอกทุกคนเสร็จก็ทำท่าขนลุกแล้วก็เดินขึ้นห้องไป
ทั้งฤทธา เรโซ่และยอนมินก็เข้าใจ และทุกคนก็แยกย้ายพร้อมกับพูดว่า
“แหวนมิติของข้า แหวนมิติของข้า”
[จบตอนที่ 20]