Pioneer Era

    ตอนที่ 108 ถล่มฐานของนักรบสีขาว (1)

    ***ว่าที่ราชินี [แฟต]

    “เป็นโครงสร้างคุกใต้ดินที่เอื้อให้กับเผ่ามนุษย์มดอย่างพวกฉันมากทีเดียวค่ะ”

    ฉันกำลังยืนอยู่ในโถงใต้ดินที่มืดและอับชื้น

    รายรอบตัวฉัน คือทะเลเลือดสีน้ำเงินที่ผสมไปกับเลือดสีดำ สีเขียวและสีแดงของหลากหลายเผ่าพันธุ์

    สภาพปัจจุบันคือมีคนตายเพิ่มไปอีก 4 คน ในตอนที่เข้าปะทะกับผู้คุมจำนวน 20 คน ที่อยู่ในห้องโถง

    หลังจากใช้แผนตัวล่อจัดการผู้คุมที่ลงมาตรวจตราห้องขัง พวกเราก็เริ่มบุกห้องโถงที่ตั้งอยู่ข้างบนในทันที

    ห้องข้างบน มีสภาพเป็นอุโมงค์ที่ถูกขุดขึ้นมาไม่ต่างไปจากคุกใต้ดินเมื่อกี้นี้

    ที่ต่างออกไป มีเพียงแค่สิ่งอำนวยความสะดวกที่ถูกจัดวางมาอย่างดีเท่านั้น ที่ต่างไปจากที่คุมขังข้างล่าง

    ที่นี่ไม่มีช่องหน้าต่าง ไม่มีแอร์ ไม่มีพัดลม

    การระบายอากาศนั้นแย่มาก เพราะมีเพียงแค่ช่องทางเดินของอุโมงค์ที่ใช้ในการระบายอากาศเข้าออก

    ส่วนแสงสว่าง มีเพียงแค่แสงเทียน คบเพลิง และตะเกียงไฟ ที่คอยช่วยให้คุกใต้ดินแห่งนี้ยังไม่มืดมิด

    แต่เพราะมีสภาพแวดล้อมเช่นนี้ เลยทำให้มันกลายเป็นสถานที่เอื้อประโยชน์ให้กับเผ่ามนุษย์มดอย่างฉันเป็นอย่างมากค่ะ



    เผ่าของฉันแต่เดิมทีแล้ว มีวิวัฒนาการมาจากแมลงตัวเล็ก ๆ ที่ถูกเรียกว่า [มด]

    พวกมดจะใช้หนวดในการสื่อสารด้วยสารเคมีจำพวกฟีโรโมนชนิดหนึ่ง

    ด้วยการวิวัฒนาการอย่างผ่าเหล่าผ่ากอ พวกเราจึงพัฒนาดวงตาจนมีความสามารถรับแสงที่มากขึ้น รวมไปถึงมีสัมผัสกลิ่น ฟังเสียง และเขี้ยวที่ซับซ้อนจนออกเสียงเป็นภาษาเพื่อการสื่อสารได้

    แต่หนวดของพวกเราใช้ว่าจะถดถอยเพราะอวัยวะอื่นมีพัฒนาการเพิ่มขึ้น

    หนวดสัมผัสของพวกเราได้พัฒนาตัวเอง จนสามารถใช้แผ่คลื่นสมอง รับส่งข้อมูลผ่านทางหนวดในระยะไกลได้เหมือนโทรศัพท์ แถมยังใช้เพื่อรับรู้สภาพแวดล้อมจากคลื่นสะท้อนที่ไม่เท่ากันได้เหมือนกับเรด้า โดยมีรัศมีการรับรู้อยู่ที่ 200 เมตร โดยเฉลี่ย

    ยิ่งฝึกฝนให้เก่งกาจ ก็จะยิ่งรับรู้สภาพแวดล้อมรอบตัวได้แม่นยำและไกลยิ่งขึ้น

    โดยตัวฉันนั้น ทำได้ไกลถึง 500 เมตร เลยละ

    แถมพื้นฐานของเผ่าฉันคือนักขุดดินโดยธรรมชาติ ดังนั้นอุโมงค์ใต้ดินที่ไม่มีกรุหินแข็งปิดกั้นเอาไว้ มันก็เป็นเสมือนกับมหาสมุทรอันกว้างใหญ่หรับพวกเรา

    ใช่แล้วค่ะ คุกใต้ดินแห่งนี้ เป็นพื้นที่สังหารสำหรับเผ่าพวกฉันโดยเฉพาะค่ะ



    “นอกจากคุกที่ขังพวกเราแล้ว ยังมีอีกสิบกว่าแห่งที่เชื่อมกับห้องโถงตรงนี้ จะให้ทำยังไงดีครับท่านแฟต? ”

    “ใช้แผนเดิม เอาศพของศัตรูมามัดลำตัว ใช้เป็นโล่เนื้อป้องกัน ล่อพวกยามที่โกรธจัดให้มาอยู่ในเส้นทางเดินแคบ ๆ แล้วให้เผ่ามนุษย์มดที่ดักรออยู่ในผิวดินโจมตีจากด้านข้างซะ”

    ยิ่งพื้นที่คับแคบ การดักโจมตีจากในดินของเผ่าฉันจะยิ่งมีอัตราความสำเร็จมากขึ้น

    แนวหน้าในการล่อศัตรู ฉันได้มอบหมายให้เป็นเผ่ายักษ์ที่แข็งแรงที่สุดรับไปทำ

    ให้พวกเขาใช้โซ่ตรวนของนักโทษแทนอาวุธ และใช้อาวุธที่ยึดมาเป็นอาวุธสำรอง

    สาเหตุที่ไม่ให้ใช้ดาบ เพราะไม่มีใครในที่นี้ใช้เป็น ฉันเลยเสนอให้พวกเขาใช่โซ่ที่สามารถเหวี่ยงโจมตีได้ไกลกว่า แทนดาบที่ไม่รู้ว่าจะเผลอเหวี่ยงไปฟันโดนพวกเดียวกันหรือเปล่า

    ส่วนศพศัตรูนั้น ฉันให้มาพันรอบตัว เพื่อล่อให้พวกผู้คุมโกรธจัดจนขาดความระวัง แถมยังใช้เป็นเกราะเนื้อที่ทำให้ศัตรูเกิดความลังเลที่จะโจมตีเข้ามาได้อีกด้วย



    “รับทราบครับ! ”

    พวกตัวประกันที่ถูกจับมาพร้อมกับฉัน ต่างเริ่มเชื่อฟังคำสั่งโดยไร้ท่าทีต่อต้านตั้งข้อสงสัย

    พวกเขารีบวิ่งกระจายไปตามอุโมงค์ เพื่อช่วยตัวประกันจากห้องอื่นออกมาอย่างซื่อตรงตามคำสั่งที่ได้รับไป

    แต่สายตาของพวกเขายังคงมีความหวาดกลัวเจือปนอยู่

    แถมบางที… อาจจะเป็นความหวาดกลัวที่มีต่อตัวฉันเสียด้วยสิ



    “แฟต… เธอ… ไม่ได้ฝืนตัวเองอยู่หรอกใช่ไหม… ปิว…”

    เยลโล่หันมาถามฉันด้วยความเป็นห่วง

    บนหลังของเขา คือร่างของหุ่นยนต์เมด [จาวิส] ที่มีขนาดตัวใหญ่กว่ากำลังถูกแบกเอาไว้อยู่

    “ทำไมถึงคิดว่าฉันกำลังฝืนตัวเองอยู่ละคะคุณเยลโล่? ”

    “ก็… คำสั่งของเธอมัน… ออกจะ… ไร้มนุษย์ธรรม… เลยคิดว่า…”

    “ [มนุษย์ธรรม] คือคำบัญญัติที่สร้างโดยใช้บรรทัดฐานของเผ่ามนุษย์ ที่เผ่าอื่นรับเข้ามาใช้ แต่สำหรับเผ่าของมนุษย์มดอย่างพวกเรา จะยึดถือส่วนรวมหรือประโยชน์ของพวกตัวเองเป็นหลัก ฉันไม่ได้ฝืนตัวเองเลยค่ะ ดังนั้นคุณเยลโล่ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องสภาพจิตใจของฉันหรอกค่ะ”

    “...”

    ฉันพูดจริง

    ถ้าไม่ใช่คนที่เกี่ยวข้องกันอย่างเพื่อนหรือคนใกล้ชิด ฉันสามารถที่จะใช้พวกเขาให้ไปตายได้โดยไม่รู้สึกอะไรค่ะ

    อย่าลืมสิ ว่าฉันคือคนที่คิดการใหญ่ที่จะแย่งท่านพ่อมาจากท่านแม่นะคะ?

    ถ้าแค่นี้ยังก้าวข้ามผ่านไปไม่ได้ แล้วจะก้าวข้ามปีศาจจอมวางแผนอย่างท่านแม่ไปได้ยังไงกันละคะ?

    “จะมองว่าฉันโหดร้ายก็ได้ค่ะ แต่ฉันทำในสิ่งที่ฉันคิด เพื่อความอยู่รอดของตัวเองกับพรรคพวกอย่างคุณเยลโล่กับจาวิสอยู่ค่ะ”

    “แฟต… ปิว…”

    เยลโล่ทำหน้าหง่อยเหมือนลูกหมาถูกทิ้ง แล้วเริ่มเดินไปยืนเฝ้าตรงอุโมงค์ทางเดินที่เป็นเส้นทางหนีของพวกเรา

    คงรู้สึกขัดใจต่อวิธีการของฉันอยู่ในใจลึก ๆ อยู่สินะคุณเยลโล่?



    ***หลังจากนั้นราวสิบนาที

    “มีตัวประกันทั้งหมด… ประมาณหกร้อยคน… สินะ? ”

    “มีคนบอกว่าเห็นบางส่วนถูกจับตัวแยกไปขังที่อื่นครับ และยังมีพวกชนเผ่าท้องถิ่นเหมือนพวกมันถูกจับมาด้วย คิดว่าน่าจะมีตัวประกันอย่างพวกเรามากกว่าที่เห็นตอนนี้ครับ”

    “แล้วความเสียหายฝ่ายเราจนถึงตอนนี้ละคะ? ”

    “... เสียชีวิตไปในตอนที่ปะทะกับพวกผู้คุมแล้วมากถึงยี่สิบคนแล้วครับ”

    จากที่ฉันประเมิน พวกผู้คุมคุกแห่งนี้มีอยู่ราวประมาณห้าสิบคน

    โชคดีที่ห้าสิบคนถูกจับแยกไปคุมในแต่ละคุก เลยทำให้ฉันสามารถส่งคนออกไปไล่เก็บในแต่ละจุดได้ด้วยการวางกับดัก และใช้จำนวนเข้าสู้

    แต่ถึงจะเป็นแบบนั้น ก็ยังมีความเสียหายเกิดขึ้นอยู่ดี

    ให้คิดว่าต้องใช้ห้าคนเพื่อรับมือศัตรูหนึ่งคนน่าจะเป็นการฉลาดกว่า



    “เอาละ งั้นมาทำตามแผนการกันค่ะ”

    ฉันเริ่มออกคำสั่งกับตัวประกันทุกคนที่มายืนรวมตัวกันอยู่ในห้องโถง

    เนื่องจากมันมีขนาดเล็กไม่พอบรรจุทุกคน ฉันเลยให้ทุกคนจับกลุ่มละห้าคน แล้วให้แต่ละกลุ่มรวมกันเป็นหนึ่งกองร้อย แล้วให้หัวหน้ากองร้อยมาฟังคำสั่งจากฉันอีกที

    “ถึงพวกเราจะไม่ใช่ทหาร แต่ถ้าจัดรูปแบบได้ตามนี้ จะช่วยรับประกันความปลอดภัยให้กับพวกเราได้มากขึ้นค่ะ”

    อาจจะเป็นเพราะมีผลงานช่วยเหลือตัวประกันทุกคนออกมาจากกรงขังได้สำเร็จ ทุกคนในที่นี้เลยยอมเชื่อฟังฉันโดยไม่มีคำถามหรือข้อโต้แย้งใด ๆ เกิดขึ้น



    “ให้เผ่าภูติอยู่ตรงกลาง คอยใช้พลังเวทมนตร์วิทยาศาตร์ หรือที่พวกท่านเรียกว่าพลังภูติ สร้างแสงสว่างคอยแยงตาศัตรูเอาไว้ ส่วนใครที่พอใช้พลังในระดับต่อสู้จริงได้ ขอให้เก็บงำพลังนั้นเอาไว้ก่อน และยิงเฉพาะยามที่ฉันสั่งเท่านั้นค่ะ”

    การหลอกศัตรูให้เข้าใจผิดว่าพวกเขา เหล่าภูติตัวน้อยทำได้แค่ส่องแสงสว่าง จะกลายเป็นไพ่ตายในการใช้สังหารศัตรูที่ได้ผลชะงักค่ะ

    “ส่วนเผ่ามนุษย์ ให้คอยระวังหลังเผ่าภูติร่วมกับคุณเผ่ามนุษย์นกค่ะ”

    เผ่ามนุษย์นั้นถูกจัดให้มีระดับร่างกายเป็นรองเผ่ายักษ์ ส่วนเผ่ามนุษย์นกเองก็มีสัญชาติญาณที่เฉียบคม จึงเหมาะกับหน้าที่ระวังหลังมาก

    “โล่… คือพวกท่านเผ่ายักษ์ และหอก คือเผ่ามนุษย์มดอย่างฉัน มันเป็นหน้าที่ซึ่งเสี่ยงอันตรายที่สุด พวกท่านพอจะยอมรับมันได้หรือไม่ค่ะ? ”

    และหน้าที่รับมือแนวหน้า คงไม่มีเผ่าไหนเหมาะสมมากไปกว่าสองเผ่านี้แล้ว

    “สู้ตายเว้ยพวกเรา! ”

    “น้อมรับคำสั่งท่านว่าที่ราชินีครับ”

    ดูท่าเผ่ายักษ์กับเผ่ามนุษย์มดจะมีกำลังใจดีกว่าใครเพื่อนค่ะ



    ว่าแต่…

    “ว่าที่ราชินีอย่างงั้นหรือคะ? ”

    “ไม่ใช่ท่าน แล้วจะเป็นใครกันอีกละครับท่านแฟต”

    พวกตัวประกันเผ่ามนุษย์มดต่างคุกเข่าเคารพฉันด้วยความต้องการของพวกเขาเอง

    ถึงจะมีแต่ระดับมดทหารเลว แต่ก็ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีค่ะ

    “...ขอบคุณมากค่ะที่ยอมรับคนอย่างฉัน”

    ไม่คิดเลยว่าจะมีวันที่ผู้คนยอมรับยกตำแหน่งนี้ให้กับฉัน

    ความฝันที่จะฉกเก้าอี้ราชินีมาจากท่านแม่แฟต เพื่อแย่งท่านพ่อมาเป็นของตัวเอง มันเริ่มเข้าใกล้ความจริงขึ้นมาอีกก้าวแล้วค่ะ

    “ท่านแฟตครับ? ”

    อุ๊ย~

    ตอนนี้ต้องตั้งสติกับปัจจุบันก่อนสิค่ะ

    เรื่องของท่านพ่อสเลบสุดหล่อ คงต้องเอาไว้ให้รอดชีวิตกลับไปได้ก่อนนั่นละคะ~

    “งั้นมาเริ่มหนีออกจากที่นี่กันเถอะค่ะทุกท่าน”



    ***



    ณ ถ้ำธรรมชาติแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ใกล้ปากทางเข้าของดินแดนทะเลสาปไข่มุข

    ที่แห่งนั้นมีสิ่งก่อสร้างผิดธรรมชาติถูกสร้างขึ้นปรากฏอยู่ข้างใน

    ภายในคือเส้นทางที่ผู้กล้าชนเผ่าสิงโตเคยได้ทำการสำรวจเอาไว้ในอดีต

    รอยเท้าเมื่อหลายร้อยปี จักยังคงปรากฏประทับไม่จางหาย

    ทรัพย์สมบัติและสิ่งก่อสร้างแปลกตา จักยังคงทอแสงงดงามไม่จางหาย

    ไม่มีใครเคยแตะต้อง ไม่มีใครเคยเข้าไปหยิบยืมออกมาใช้งาน

    เลยออกไปสุดปลายถ้ำ คือผืนป่ากว้างหลากพืชพรรณ กับสวนสวรรค์ของฝูงจ้าวเวหา



    พื้นที่ระหว่างถ้ำแห่งสมบัติ กับสวนสวรรค์ของเจ้าเวหา คือที่ตั้งของฐานทัพลับผู้กอบกู้

    พวกเขาค้นพบที่นี้ด้วยความบังเอิญ จากการตามรอยเท้าการผจญภัยของผู้กล้าสิงโตในอดีต

    ช่วงรอยต่อก่อนออกจากปากถ้ำ ที่ตรงนั้นมีรอยแยกขนาดใหญ่ปรากฏอยู่

    มันเป็นหลุมลึกสีดำอันมืดมิดชวนให้หวาดผวา

    เสียงลมที่พัดผ่านซอกหลืบของรอยแยก ได้ก่อเกิดเป็นเสียงโหยหวนที่น่าหวาดกลัว

    เสียงนั้นชวนขนหัวลุก และคอยขับไล่เหล่าสัตว์ร้ายมิให้ย่างกรายเข้าไปใกล้

    คงไม่มีคนบ้าที่ไหน ที่คิดอยากจะกระโดดลงสำรวจรอยแยกที่ชวนดูน่าขนหัวลุกเช่นนี้



    แต่ทว่าพวกเขาทำมัน

    มันไม่มีที่ไหนเหมาะสมจะสร้างเป็นฐานทัพลับ มากไปกว่าสถานที่แห่งนี้อีกแล้ว

    พวกเขาใช้กำลังคน ขุดลึกลงไปข้างใน

    ใช้ไม้และฝีมือการช่างที่มีอยู่อย่างน้อยนิด ตกแต่งต่อเติมให้กลายเป็นถิ่นที่อยู่อาศัย

    ขนเหล็ก ขนถ่านหิน จัดวางตะเกียงน้ำมัน สร้างโรงตีอาวุธ สร้างสถานเพาะเลี้ยงสัตว์ คลังเสบียง และสิ่งอำนวยความสะดวกทุกสิ่งที่พวกเขาพึงจะคิดได้

    ใช้เวลาร่วมครึ่งเดือน สร้างทุกสิ่งที่ว่าขึ้นมาด้วยกำลังและทรัพย์ที่พวกเขามี

    จนกลายเป็นฐานทัพลับใต้ดินที่แสนจะภาคภูมิใจของพวกเขา



    มันคืออุโมงค์ใต้ดินขนาดใหญ่

    ถึงจะไม่หรูหราเพราะเป็นการขุดดินให้เป็นโพรง แล้วใช้ไม้สร้างทับปิดผิวอย่างหยาบ แต่ก็ถือว่าสามารถใช้อยู่อาศัยได้อย่างสบายใจ

    ถึงบางส่วนจะเป็นแค่ผนังดิน แต่ก็มีความปราณีตและอัดให้แน่นจนแข็งแรง

    แข็งแรง… ในระดับที่สามารถใช้เป็นเส้นทางสัญจรได้อย่างสบายใจ

    ถึงสถานที่จะคับแคบ แต่ก็ไม่หนาแน่นจนเกินไป ต่อจำนวนพรรคพวกที่มีมากถึงหนึ่งหมื่นกว่าคน

    ถึงจะอับชื้น แต่ก็หายใจได้สบายปอดอย่างไม่อึดอัด

    ถึงจะห่างไกลปืนเที่ยง เต็มไปด้วยสัตว์ร้ายรายรอบ แต่ก็ยอมรับอยู่ร่วมกับสภาพที่อันตรายนี้

    ถึงจะไม่สะดวก ไม่ถูกสุขอนามัย แต่ก็อดทนใช้ชีวิตเรื่อยมา

    ทำไมถึงต้องทนมาสร้างฐานในดินแดนที่อันตรายเช่นนี้ด้วย?

    ทั้งหมดนี้ ก็เพื่อรอวันที่จะออกมากอบกู้แผ่นดินบ้านเกิดของพวกเขานั่นเอง



    แล้ววันนั้นมันก็มาถึง

    เหล่านักโทษจำนวนมากถึงหนึ่งพันชีวิตถูกพวกเขาจับตัวกลับมาที่ฐานทัพด้วยลากเลื่อนด่วน [เกล-อาบอก]

    พวกนักโทษส่วนใหญ่เป็นเผ่าของผู้รุกราน และเห็นว่ามีบุคคลสำคัญจำนวนหนึ่งถูกจับตัวรวมอยู่ด้วย

    มันเหมือนกับเป็นรางวัลของความยากลำบาก พวกเขาเลยโฮ่ร้องอย่างดีใจ แล้วเริ่มเฉลิมฉลองกันอย่างไม่เคยทำมาก่อน



    ขนเสบียงที่เก็บเอาไว้ออกมาทาน

    เหล้ายาอาหารถูกนำมาใช้อย่างไม่คิดถึงวันข้างหน้า

    เมาหัวราน้ำอย่างสุขสำราญ

    พวกเขาไม่รู้เลย ว่าข้างนอกเลยออกไปนั้น กำลังจะเกิดสงครามครั้งใหญ่ขึ้น

    พวกเขาไม่รู้เลย ว่าตัวเองเป็นหนึ่งในสาเหตุ ที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดอันซับซ้อนซึ่งกำลังขยายตัวเป็นวงกว้าง

    พวกเขาไม่รู้ ว่าการกอบกู้ของพวกเขา จะให้ผลลัพธ์ที่ออกมาในทิศทางที่พวกเขาไม่ได้คิดถึงอย่างสุดโต่ง

    และไม่รู้ตัว… ว่าตัวประกะนกลุ่มหนึ่งของพวกเขา กำลังจะเริ่มแผนการแหกคุกกันแล้ว



    “วะ ฮะ ฮะ ฮะ รู้ไหมว่าตอนที่เจ้าอสูรกายยักษ์ผิวแดงตัวนั้นพยายามต่อต้าน ข้าทำอะไรกับมันบ้าง? ข้านะทุบหัวมันจนเลือดสีดำอาบไปทั่วเลยละ! ”

    “แตเจ้านั่นแม่งก็โหดจริงไรจริงวะ ทุบไปตั้งขนาดนั้น แต่กลับไม่ยอมสลบ แถมยังแบ่งกล้ามจนโซ่ที่พันตัวเอาไว้ขาดได้อีก แม่งยังใช่คนหรือเปล่าวะนั่น? ”

    “ก็เป็นเผ่าอสูรกายไง”

    “เอ็งพูดถูกวะ ฮะ ฮะ ฮะ! ”



    ชายเผ่ากระต่ายสองคนที่เฝ้าอยู่ตรงทางเข้าโซนห้องขัง ต่างกำลังหัวเราะอย่างร่าเริงไปพร้อมกับเหล้าที่ถืออยู่ในมือ

    ด้านข้างคืออุโมงค์ดินที่ลึกลงไปสู่ห้องโถงของส่วนคุกใต้ดิน

    ส่วนด้านหน้าคือห้องโถงที่ใช้รวมพลเพื่อจัดทำกิจกรรมต่าง ๆ

    แสงจันทร์ลอดผ่านรอยแยกตามธรรมชาติของอุโมงค์ กระทบกับแผ่นกระจกที่ถูกจัดวางอย่างจงใจ จนเกิดเป็นความสว่างฉายแสงสาดส่องไปทั่วลานโล่งตรงหน้า

    พื้นที่ถูกปูด้วยแผ่นไม้ กำลังเต็มไปด้วยเสียงเหยียบย่ำไม้แตกดังกระทบต่อเนื่อง

    ที่แห่งนี้ มีผู้คนถึงหนึ่งร้อยชีวิตกำลังรวมตัวกันอยู่อย่างคับคั่ง

    บนโต๊ะไม้หยาบ ๆ ใจกลางห้องที่ถูกวางเรียงราย เต็มไปด้วยเหล้า ยา อาหารที่ถูกดื่มกินและวางกระจัดกระจายอย่างไม่น่าดู

    บางคนถอดชุดคลุมนักรบ วางกองสุมเอาไว้ตรงมุมห้อง แล้วเปลือยผ้าท้าธรรมชาติที่หนาวเหน็บเพราะความเมามาย

    บางคนหลับฟุบคาโต๊ะด้วยความเหนื่อยล้า

    บางคนยังคงดวลเหล้าไม่หยุดมือ

    บางคนก็ไปนั่งตรงมุมห้องเพื่อพูดคุยกับเพื่อนอย่างเช่นนักรบเผ่ากระต่ายสองคนที่นั่งอยู่ข้างอุโมงค์ทางเข้าคุกใต้ดิน



    “ฮะ ฮะ ฮะ ---”

    แต่แล้วงานเลี้ยงของพวกเขาก็มีอันต้องจบลงเพียงเท่านี้

    “---... ได้ยินเสียงอะไรไหม? ”

    บุรุษนักรบเผ่ากระต่ายที่นั่งอยู่ใกล้ทางเข้าคุกใต้ดินกำลังได้ยินเสียงอะไรบางอย่าง

    “. .. เจ้าพวกที่เฝ้ายามข้างล่างมันทำบ้าอะไรกันวะ? ”

    “เสียงเหมือนคนที่กำลังต่อสู้ฆ่าฟันกันเลย”

    ถึงจะหน้าแดงเพราะเหล้า แต่พวกเขาก็ยังมีสติมากพอลุกขึ้นมา แล้วรีบหยิบผ้าคลุมป้องกันขึ้นมาสวมเอาไว้ พร้อมกับเตรียมหอกเพื่อพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน

    “เหมือนว่าจะมีอะไรแปลก ๆ ข้างล่างดังมาจากคุก ทุกคนช่วยเงียบก่อนที! ”

    นักรบเผ่ากระต่ายรีบส่งเสียงเตือนสติทุกคนในทันที

    พวกเขาต่างหยุดมือของตัวเอง แล้วหันมาจับจ้องไปที่อุโมงค์เล็ก ๆ ตรงหน้าพร้อมกัน



    แล้วพวกเขาก็ได้ยินเสียง

    “... กึ๊ก”

    เสียงของฝีเท้าที่กำลังย่ำขึ้นมาข้างบนหาพวกเขาอย่างรุนแรง

    “ข้าได้กลิ่นเลือดวะ”

    นักรบหมาป่าคนหนึ่งพูดขึ้นมา

    เขาลุกจากโต๊ะที่เต็มไปด้วยอาหาร แล้วรีบวิ่งไปหยิบดาบคู่กายมาถือเอาไว้ในมือทันที

    นักรบจำนวนหนึ่งร้อยคนในห้อง ต่างเริ่มรับรู้ได้ถึงความผิดปกติ แล้วเริ่มเตรียมตัวไปหยิบอาวุธที่วางสุมกองกับพื้นขึ้นมาเช่นกัน

    แต่อาจจะด้วยความเมาหรือความไม่แน่ใจต่อสถานการณ์ พวกเขาบางคนจึงไม่คิดส่งคนออกไปกระจายข่าวให้ส่วนอื่นของฐานทัพรู้

    เพราะพวกเขายังคงสับสนและไม่แน่ใจ ว่ามันเกิดอะไรขึ้นที่คุกข้างล่างนั้น

    “นี่มัน---”

    ซึ่งกว่าที่พวกเขาจะคิดได้ ว่าควรรีบออกไปแจ้งข่าว มันก็สายไปเสียแล้ว



    “--- พวกตัวประกัน! ”

    ตรงหน้าของพวกเขาคือบุรุษเผ่ายักษ์ที่ถือโซ่ล่ามตัวถ่วงน้ำหนักสีขาวที่มีขนาดเท่าหัวคน

    แต่ละลูกนั้นหนักถึงครึ่งตัน แต่มันยังไม่หนักมากพอถ่วงพละกำลังของเผ่ายักษ์ได้

    เสื้อผ้าของพวกเขาล้วนแต่เป็นเสื้อผ้าแฟชั่นสำหรับคนเมือง เพราะถูกลักพาตัวมาทั้งรูปแบบนั้นในตอนเข้าร่วมงานประลอง

    เพื่อเป็นการเสริมพลังป้องกัน พวกเขาจึงเอาชุดคุลมเฮเดสที่ขโมยมาจากผู้คุมมาสวมทับ แล้วใช้ศพของผู้คุมมาผูกติดกับตัวเองเป็นโล่เนื้อป้องกันอีกชั้นอยู่ที่ผิวด้านนอกสุด



    ภาพที่โหดร้ายของการใช้ร่างของเพื่อนพ้องเป็นโล่เนื้อป้องกัน มันให้พวกเขาโกรธจนเลือดขึ้นหน้า

    สูญสิ้นซึ่งความเยือกเย็น แล้วถูกแทนที่ด้วยความต้องการฆ่าสังหาร

    “ฆ่าพวกมัน! ”

    นักรบทั้งหนึ่งร้อยชีวิตต่างชูดาบและหอกขึ้นเหนือหัว แล้ววิ่งโถมเข้าใส่

    พลธนูรั้งคันศรขึ้นเล็ง แล้วเตรียมยิงสังหารจากทางด้านหลังเมื่อสบโอกาส

    พวกเผ่ายักษ์ที่ปรากฏขึ้นตรงปลายอุโมงค์ทางเข้าคุกใต้ดิน มีเพียงแค่ไม่กี่สิบคนเท่านั้น

    มีจำนวนแค่นี้ แล้วยังคิดจะมาหาญกล้าต่อสู้กับนักรบทั้งหนึ่งร้อยคนเช่นนั้นอีกหรือ?

    ไอพวกสารเลวไม่รู้จักเจียมตัว!

    นั่นคือสิ่งที่พวกเขาคิด

    แต่ทว่า



    *แคว๊กกก! *

    กลับเป็นฝ่ายนักรบเสียเอง ที่เป็นฝ่ายเสียท่าก่อนใคร

    ก้อนเนื้อจำนวนหนึ่งถูกฉีกกระชากออกมาจากร่างของบุรุษนักรบเผ่ากระต่ายที่กำลังรั้งคันธนูขึ้นสูง

    เลือดสีเงินสาดกระเซ็นไปทั่วทั้งขา พร้อมกับที่ร่างกายของพวกเขากำลังถูกดึงลากลงไปในผิวดิน

    “แว๊กกกกกกกกกกกก! ตัวบ้าอะไรกันเนี่ย!? ”

    พวกเขาไม่เคยรับรู้ถึงขีดความสามารถของเผ่ามนุษย์มดมาก่อน

    ที่พวกเขารู้ มีเพียงแค่คำบอกเล่าของนักรบที่ผ่านสงครามครั้งแรก กับข้อมูลจากพวกนักเรียนแลกเปลี่ยนเท่านั้น



    พวกเขาไม่เคยเห็นกับตาของตัวเอง เลยเข้าใจไป ว่าเป็นแค่ความสามารถในการขุดดินเล็ก ๆ เพื่อการซ่อนตัวเองของเผ่ามนุษย์มด

    พวกเขาไม่ได้คิด ว่าเผ่ามนุษย์มดจะสามารถเคลื่อนไหวอยู่ในดินได้ราวกับการแหวกว่ายในมหาสมุทร

    ถึงเผ่ากระต่ายจะมีหูที่ดี แต่เพราะเสียงฝีเท้าของเผ่ายักษ์ที่จงใจเดินกระทืบให้ดังก้องไปทั่วอุโมงค์ เลยทำให้พวกเขาพลาดท่าเช่นนี้

    “ใต้ดิน! มีตัวอะไรไม่รู้อยู่ใต้ดิน! ”

    “พวกมึงมาช่วย---”



    “โอ๊วววววววววววววววววววววววววว! ”



    เผ่ายักษ์เริ่มส่งเสียงคำรามดังกลบเสียงร้องขอความช่วยเหลือของพวกพลธนู แล้วเดินหน้าเข้ามาในห้อง ยืนเรียงเป็นแถวกระดาน พร้อมกับใช้มือทุบตีทำร้ายศพที่แขวนเอาไว้ตรงเอวของตัวเอง

    “พวกมึง! ”

    ภาพที่กระทำทารุณโหดร้ายนั้น ยิ่งทำให้พวกนักรบในแนวหน้าลืมสิ้นถึงพลธนูที่อยู่ในแนวหลัง

    “ไม่ไหว ไม่มีใครได้ยินเสียงของพวกเราเลย! ”

    พวกพลธนูทั้งสามสิบคนเริ่มหน้าซีดเผือด แล้วทิ้งคันธนูพร้อมกับชักมีดขึ้นมาถือเอาไว้แทน

    พวกเขาเริ่มกระหนำแทงมีดลงไปในดินตรงจุดที่ขาถูกกัด

    เลือดสีเขียวจำนวนมากเริ่มไหลทะลักออกมาจากใต้ดิน พร้อมกับเผยให้เห็นเขี้ยวของเผ่ามนุษย์มดที่หลุดกระเด็นขึ้นมา

    “พวกเผ่าอสูรแมลง! มันเป็นฝีมือของเผ่าอสูรแมลง! มีศัตรูอยู่ที่แนวหลัง พวกมึงหันมาสนใจ---”

    พวกพลธนูกรีดเสียงดังเพื่อเรียกร้องพวกพ้องอีกครั้งหนึ่ง



    “โอ๊วววววววววววววววววววววววววว! ”



    แต่ก็ไร้ค่าต่อหน้าเสียงอันดังของเผ่ายักษ์

    ไม่มีใครหันมาสนใจชีวิตที่กำลังจะจมลงไปใต้ดินของพวกเผ่ากระต่ายผู้น่าสงสาร

    “ม่ายยยยยยยยยยยยยยยยยยยย! ”

    “กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดด!? ”

    ร่างของนักรบบุรุษและสตรีเผ่ากระต่ายเริ่มบิดเบี้ยวอย่างน่ากลัว

    พวกเขาถูกถูกลากลงไปในดิน ก่อนจะถูกเขี้ยวของเผ่ามนุษย์มดจำนวนมากรุมกัดกินตายทั้งเป็น

    ถึงจะถูกมีดกระหน่ำแทงลงไปเป็นจำนวนมาก แต่ร่างกายของเผ่ามนุษย์มดนั้นมีพลังชีวิตที่สูงส่ง

    ถ้าไม่ถูกบี้ทั้งหัว ก็จะไม่มีทางตาย

    หรือต่อให้ถูกบี้หัวไปแล้ว แต่ร่างกายก็ยังสามารถขยับได้ตราบจนกว่าเซลล์ในร่างจะสิ้นชีวา



    นั่นคือพลังชีวิตที่มากล้นของเผ่ามนุษย์มด

    ถึงจะเปราะบาง แต่กลับแข็งแกร่ง

    ถึงฉีกขาดได้ง่าย แต่กลับเปี่ยมไปด้วยพลังชีวิต

    ดังนั้นแล้ว มีดเล่มเล็กของพลธนูจึงไม่เพียงพอต่อการสังหารเผ่ามนุษย์มดที่มีผิวดินคอยปกป้องส่วนสำคัญของร่างกาย

    อีกอย่าง พวกเขาหนึ่งคนนั้น จะถูกมนุษย์มดถึงห้าคนรุมโจมตีอีกด้วย

    มันเป็นจำนวนที่พวกเขาเสียเปรียบมาตั้งแต่แรก

    “อ๊ากกกกกกกกกก! ”

    ผู้ที่เดินหมากโจมตีก่อน คือฝ่ายกองกำลังของแฟตที่เป็นประชาชนตาดำ ๆ จำนวนหกร้อยชีวิต

    ศัตรูคือนักรบที่มีอาวุธครบมือถึงหนึ่งหมื่นชีวิตในฐานทัพลับ

    ใครจะอยู่ ใครจะรอด มีเพียงแต่ผู้ชนะเท่านั้นที่จะรู้ได้

    สงครามของว่าที่ราชินีแฟต ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว

    คล้ายกับเรื่องPioneer Era ที่คุณอ่าน