MENTAL LIGHT คนจิต ชำแหละใจ ในต่างโลก

    34. ปราสาทความทรงจำ (จบ)

            “เป็นเทคนิคที่ผมอ่านเจอในหนังสือเล่มหนึ่งตอนอยู่รูซเบฮ์ มันเรียกว่า ‘ปราสาทความทรงจำ’”

            [ปราสาทความทรงจำ หรือ วิธีของโลกี (Method of Loci) เป็นเทคนิคในการจดจำของนักปราชญ์ชาวกรีกโบราณ เหมาะอย่างยิ่งในการใช้จดจำข้อมูลปริมาณมาก ซึ่งยังคงมีประโยชน์ และเอามาประยุกต์ใช้ได้ในปัจจุบัน แม้แต่ตัวเราชาติก่อนเองก็ใช้]

            “วิธีของมันคือ ให้เรานึกถึงสถานที่ๆเรารู้รายละเอียดทุกซอกทุกมุมมาหนึ่งที่ จากนั้นก็สมมติถึงสิ่งที่ต้องการจดจำออกมาเป็น คน สัตว์ สิ่งของ แล้วเอาไปประดับในสถานที่นั้น อธิบายตอนนี้คงไม่เห็นภาพ ทำให้ดูเลยน่าจะดีกว่า”

            ผมหันไปหาไฮดริค

            “ไฮดริค นายชอบพกสมุดสเก็ตช์ภาพกับดินสอติดตัวเสมอนี่ ผมขอยืมหน่อยได้ไหม”

            “อื้ม ได้สิ”

            เค้าควักสมุดและดินสอออกมาจากกระเป๋าสะพาย แล้วยื่นให้ผม

            ไฮดริคเป็นคนชอบวาดภาพ ชอบนั่งสเก็ตช์ภาพต้นไม้ ดอกไม้ ใบหญ้า หรือสัตว์ที่ตนพบเห็นเป็นงานอดิเรก ถึงจะมีงานอดิเรกที่ดี แต่ฝีมือในการวาดกลับไม่ดีตาม เจ้าตัววาดภาพได้น่าสิ้นหวังมาก ไว้ว่างๆผมจะหาโอกาสสอนเค้าดู

            “วิชาสังคม ที่ต้องจำชื่อรัฐทั้ง 10 ในจักรวรรดิ และรายละเอียดของแต่ละรัฐถูกไหม”

            ผมเขียนชื่อรัฐทั้ง 10 และจุดเด่นของแต่ละรัฐลงไป

            รัฐรูซเบฮ์ การประมง

            รัฐมาร์ซิสเทซ งานไม้

            รัฐนาวิด เลี้ยงมังกร

            รัฐแคนซบาร์ เกษตรกรรมข้าวสาลี

            รัฐเซอร์เวียส รัฐหลวง

            รัฐอาทัสท์ ฟาร์มปศุสัตว์

            รัฐโฟลริน ป้อมปราการกั้นศาสนจักร

            รัฐแอสซิรา เกษตรกรรมข้าวโพด

            รัฐฟาร์รอคฮ์ ไวน์องุ่น

            และรัฐโซฮ์รับ ใบชาจีน

            “จักรวรรดิมีแผนที่โดยรวมเป็นรูปกระถางต้นไม้ โดยมีรัฐ 3 รัฐอยู่ตอนบน อีก 4 รัฐอยู่ตรงกลาง และ 3 รัฐอยู่ด้านล่าง เรียงตามที่ผมเขียนเมื่อกี้เลย”

            ผมวาดภาพและใส่ชื่อรัฐกำกับลงไปในภาพ

            “เมื่อสร้างปราสามความทรงจำของตัวเอง เวลาที่เราจะดึงความทรงจำออกมา เราจะจินตนาการว่าตนเองเดินไปในปราสาท ท่ามกลางเหล่าความทรงจำที่ประดับประดาอยู่...พวกเราทุกคนมาจากรูซเบฮ์ ซึ่งอยู่มุมซ้ายบนสุด ดังนั้นให้จุดเริ่มต้นในการเดินอยู่ที่รูซเบฮ์ละกัน พวกเรารู้จักรูซเบฮ์ดีอยู่แล้วด้วย”

            “ทั้งสามคนมีสถานที่ไหนบ้าง ที่ตนเองรู้รายละเอียดดี เพียงแค่หลับตาก็เห็นภาพชัดเจน”

            “ฉันคงเป็น...ห้องนอนที่คฤหาสน์เก่าล่ะมั้ง” แองจี้ตอบ

            “ฉันก็เป็น...สวนกุหลาบหลังคฤหาสน์น่ะ” เจนนี่บอก

            “ผม...เป็นป่าที่บ้านเก่าน่ะ” ไฮดริคพูด

            “งั้นสาธิตที่แองจี้ละกัน อธิบายให้ผมฟังหน่อยว่าห้องนอนนั้นเป็นยังไง”

            “เอ่อก็...เมื่อเปิดประตูเข้ามา จะเห็นเตียงทรงหลุยส์สีขาวขนาดใหญ่อยู่กลางห้อง หัวเตียงอยู่ทางซ้ายมือตั้งชนติดกับผนังห้อง มีโต๊ะทำจากไม้ตั้งประกบคู่อยู่ข้างเตียง ปลายเตียงยาวชี้ไปทางขวามือ ที่ผนังห้องปลายเตียงมีโต๊ะเครื่องแป้งติดกระจกตั้งอยู่ พื้นห้องปูด้วยพรมขนสั้นทอด้วยมือลวดลายหรูหราสีชมพู ผนังห้องติดด้วยวอลเปเปอร์ลายดอกไม้สีฟ้าพาสเทล เมื่อเดินตรงไปจากประตูห้องแล้วข้ามเตียง ก็จะเป็นประตูกระจกเปิดออกไปสู่ระเบียง ราวระเบียงทำจากหินอ่อนสลักลวดลายดอกไม้...ปรามาณนี้ได้ไหม”

            “อื้อ เห็นภาพห้องเลยล่ะ ขอบใจมาก...ทีนี้ ผมอยากให้แองจี้หลับตา เพราะเวลาเราหลับตาจะนึกภาพได้ง่ายกว่า”

            “อื้อ” เธอทำตาม พร้อมกับยิ้มน้อยๆดูชอบใจ

            “เริ่มจาก...แองจี้เข้ามาในห้องแล้วยืนอยู่ที่ประตู ให้ที่นี่เป็นจุดเริ่มต้น หรือก็คือ รัฐรูซเบฮ์ เรารู้อยู่แล้วว่ารัฐนี้โดดเด่นเรื่องการประมง ลองจินตนาการว่าที่เท้ามีอะไรทำให้นึกถึงการประมงดูสิ”

            “เอ...ก็ต้องเป็นปลาสินะ งั้นเอาเป็นปลาแซลมอนละกัน”

            “อือ ให้ที่เท้ามีปลาแซลมอนดิ้นกระแด่วอยู่...ตอนนี้แองจี้หันหน้าเข้าหาในห้อง เบื้องหน้าเธอเห็นเตียงอยู่กลางห้อง ถูกไหม ถ้าเดินเข้าไปยังใจกลางห้องก็เหมือนเดินจากในแผนที่เข้าไปยังใจกลางจักรวรรดิพอดี ดังนั้นผมจะสมมติตำแหน่งของรัฐต่างๆโดยเทียบกับตำแหน่งของสิ่งที่อยู่ในห้องนี้ละกัน”

            “เมื่อเดินหน้าต่อไปยังเตียงใจกลางห้อง เราจะเจอกับรัฐแคนซ์บาร์ก่อน รัฐนี้เด่นเรื่องปลูกข้าวสาลี แองจี้ชอบหมา ถ้าพูดถึงข้าวสาลีเธอจะนึกถึงหมาพันธุ์อะไร”

            “เอ...ข้าวสาลี สีทอง...พันธุ์โกลเด้น รีทรีฟเวอร์!”

            “โอเค ให้เจ้าหมาตัวนี้ชื่อแคนซบาร์ กำลังคาบข้าวสาลีในปาก นั่งกระดิกหางมองมาที่เธออยู่...ชื่อของหมาแองจี้ไม่มีทางลืมหรอกถูกไหม”

            “อื้อ เจ้าแคนซบาร์เนอะ”

            “ต่อไป ถ้ามองไปทางซ้ายมือ จะเจอรัฐมาร์ซิสเทซ ที่เด่นเรื่องเฟอร์นิเจอร์ไม้ พูดถึงเฟอร์นิเจอร์เธอจะนึกถึงหมาอะไร”

            “อือ...อ๊ะ! เจ้าอายโม่ พันธุ์ซามอยสีขาว มันชอบขึ้นไปนั่งบนโซฟาในห้องรับแขกประจำเลย”

            “มาร์ซิสเทซกับหมา...คล้องตรงคำว่า ‘มา’ พอดี หมาตัวนี้นั่งอยู่บนโซฟาไม้ตั้งอยู่ทางซ้ายมือเธอ มันอ้าปากแลบลิ้นหายใจ แฮ่ก แฮ่ก จ้องมาที่เธออยู่”

            “อื้อ หมาซามอย กับไม้สินะ”

            “ต่อไป เมื่อเธอเดินผ่านเจ้าหมาโกลเด้นมากลางห้องจะเจอเตียง รัฐที่อยู่กึ่งกลางคือรัฐหลวงเซอร์เวียสที่เราอยู่นี้ ถ้านึกถึงรัฐนี้ เธอจะนึกถึงอะไรเป็นสิ่งแรก”

            “คงเป็น หอนาฬิกาของโรงเรียนนี้แหละ”

            “พูดถึงเซอร์เวียส เธอจะนึกถึงหมาอะไร”

            “เซอร์เวียส...เซอร์...เซอเบอรัส!”

            “หมา 3 หัวนั่นอะนะ”

            “อื้อ!”

            “งั้นให้หมาเซอเบอรัสอยู่บนเตียง บนหัวมันมีหอนาฬิกาของโรงเรียนนี้ขนาดเล็กประดับอยู่”

            “เซอเบอรัสกับหอนาฬิกาสินะ”

            “ตอนนี้เธออยู่บนเตียง มีหมา 3 หัวอยู่ข้างๆ หันไปทางซ้ายมือเป็นหัวเตียงมีโต๊ะไม้อยู่ โต๊ะนี้จะเป็นตำแหน่งของรัฐนาวิด รัฐที่เด่นด้านเลี้ยงมังกร เธอจะนึกถึงอะไร”

            “คงจะ...ไวเวิร์นล่ะมั้ง”

            “บนชั้นวางควรมีของประดับ เอาเป็นนาฬิกาปลุกละกัน นาฬิกาปลุกรูปไวเวิร์น ‘นา’ของนาฬิกากับนาวิดคล้องกันพอดี แล้วนาฬิกาไวเวิร์นนี้ส่งเสียง วี้ด วี้ด ออกมา... ‘วี้ด’ของนาวิด...ประมาณนี้”

            “นาฬิการูปไวเวิร์นส่งเสียงวี้ดสินะ เข้าใจแล้ว”

            “3 รัฐด้านบน รูซเบฮ์ มาร์ซิสเทซ และนาวิดก็ครบแล้ว รัฐตรงกลางมี 4 รัฐ แคนซบาร์ กับเซอร์เวียสผ่านไปแล้ว เหลืออีก 2 รัฐ คือ อาทัสท์ กับ โฟลริน...”

            “...เธอเดินต่อลงมาจากเตียง จะเจอรัฐอาทัสท์ ตัวอา...ทำให้เธอนึกถึงหมาอะไร”

            “อา...อลาสกัน มาลามิวท์”

            “รัฐอาทัสท์ เด่นเรื่องเลี้ยงสัตว์...นั่นสิ ให้มันเล่นกับแกะไปละกัน”

            “เจ้าอลาสกัน ชื่ออาทัสท์ กำลังเห่าแกะอยู่สินะ”

            “เมื่อเดินผ่านเจ้าอาทัสท์มาก็จะเป็นประตูระเบียงสินะ เปิดประตูออกมานอกระเบียง บริเวณนี้จะเป็นรัฐโฟลริน รัฐที่เป็นปราการกับศาสนจักร ให้มีโบสถ์ตั้งอยู่เมื่อเธอมองออกไปนอกระเบียง เป็นตัวแทนศาสนจักร และบนราวระเบียงมีอะไรอยู่ดี...แมวละกัน โฟลรินทำให้เธอรู้สึกถึงแมวอะไร”

            “โฟล...ฟอ...ฟอเรส นอร์วีเจียน ฟอเรส”

            “เอาตามนั้น ให้มันอยู่บนราวระเบียง กำลังส่งเสียง โฟ่ว โฟ่ว ไปทางโบสถ์ละกัน”

            “เจ้าโฟลริน แมวพันธุ์นอร์วีเจียน ฟอเรส กำลังขู่โฟ่ว โฟ่ว สินะ เข้าใจแล้ว”

            “...ที่เหลืออีก 3 รัฐ เธอก็ลองจินตนาการเองดู คงพอเข้าใจหลักการแล้วสินะ”

            “อื้อ” แองจี้ตอบรับ

            “นี่ๆ แล้วฉันล่ะ” เจนนี่หันมาถาม

            “ผมด้วยๆ” ไฮดริคก็ด้วย

            ผมเลยลองยกตัวอย่างคร่าวๆ จากปราสาทของแต่ละคนให้ฟัง

            “เจนนี่เป็นสวนกุหลาบหลังคฤหาสน์ที่มีคนรับใช้อยู่มากมาย ผมให้จุดที่เธอยืนอยู่เป็นรูซเบฮ์ เดินตรงมาตามทางเดินสนามหญ้าที่รายล้อมด้วยแปลงกุหลาบ จะเจอกับชาวนาคนหนึ่ง ให้ชื่อว่าแคนซบาร์ เค้าเข้ามาทักทายเธอ มองไปทางซ้ายเป็นรัฐมาร์ซิสเทซ เด่นเรื่องงานไม้ ให้มีคนตัดไม้กำลังทำงานอยู่ ตัดต้นไม้ที่ขึ้นเกะกะแปลงกุหลาบของเธอ แล้วเดินตรงผ่านชาวนาไปเจอกับซุ้มโต๊ะน้ำชาที่อยู่กลางสวน เธอบอกว่าดอกเชอรี่ทำให้นึกถึงเมืองหลวง จึงเอาเป็นกำลังจิบชาที่ใส่ดอกเชอรี่อบแห้งลงไปด้วย...”

            “ของไฮดริคเป็นป่าไม้ที่โตมาสมัยเด็ก เค้ารู้จักต้นไม้ทุกต้นและสิงสาราสัตว์ทุกตัวในป่าดี ให้จำเป็นต้นไม้หรือสัตว์น่าจะง่ายกว่า เดินตรงมามีต้นข้าวสาลีขึ้นอยู่ มีนกน้อยตัวหนึ่งบินลงมาคาบรวงข้าวไป นกตัวนี้ตั้งชื่อว่าแคนซบาร์ มันบินมาทางซ้ายมือ มาทางรัฐมาร์ซิสเทซ ไฮดริคนึกถึงเฟอร์นิเจอร์ไม้จะนึกถึงไม้โอ๊ค จึงให้เป็นต้นโอ๊คขึ้นอยู่ตรงนี้ นกบินมาเกาะบนต้นนี้ ข้างๆมีกระรอกชื่อมาร์ซิสเทซกำลังแทะลูกโอ๊คอยู่บนต้น เดินตรงมาเป็นกลางป่า มีต้นเชอรี่ตั้งสูงตระหง่านอยู่ ต้นเชอรี่ที่ทำให้ไฮดริคจดจำถึงรัฐหลวงนี้...”

            หลักการมีประมาณนี้ พยายามสร้างข้อมูลออกมาเป็นภาพ ใส่เรื่องราวให้กับมัน จัดให้มันเป็นระเบียบ และเชื่อมกับสิ่งที่ไม่มีวันลืม

            คุณอาจคิดว่ามันดูยุ่งยาก แต่เชื่อเถอะ เมื่อเทียบกับประโยชน์ที่ตามมาแล้ว ความยุ่งยากแค่นี้จะกลายเป็นสิ่งที่คุณเมินเฉยมันไปเลย

            การจำแบบนี้มันจะง่ายมากเวลาดึงเอาข้อมูลออกมา เราจะเดินไปในปราสาทความทรงจำของเรา และหยิบเอาข้อมูลต่างๆที่เราวางประดับเอาไว้ออกมา ซึ่งความจำที่ประดับเหล่านี้ไม่ว่าจะถูกวางไว้ที่ไหนเราก็จะจำได้ เพราะมันวางอยู่ในตำแหน่งที่เรารู้ดี สามารถหยิบออกมาได้ทุกเมื่อยามต้องการ ดีกว่าท่องจำแบบปกติที่ปล่อยให้ข้อมูลลอยสะเปะสะปะในหัว จะดึงออกมาทีก็ลำบาก มีสูญหายไปบ้างด้วยซ้ำ เพราะมันรกรุงรังไม่เป็นระเบียบ

            การจำโดยสร้างภาพแบบนี้มันเด่นชัด ตรงข้ามกับการจำแบบปกติที่มันคลุมเครือ ยิ่งใส่เรื่องราว มีการกระทำให้มันจะยิ่งชัดเจนขึ้น เลยทำให้ลืมได้ยาก เนื่องจากมันจับต้องได้ การจับแบบปกติข้อมูลจับต้องไม่ได้ มันจึงสลายหายไปได้ง่าย ถ้าใส่ข้อมูลเชิงประสาทสัมผัสทั้ง 5 ให้มันอีก อย่างเช่น สี กลิ่น รส เสียง และอุณหภูมิ จะยิ่งดีมาก

            แรกๆมันจะยากหน่อย อาจใช้เวลานานในการร่างภาพ เพราะคุณยังไม่ชำนาญ เคล็ดลับคือให้หลับตาเวลาสร้างภาพและนึกย้อน

            แต่พอจับหลักได้แล้ว มันจะไหลลื่นไปเอง

            สิ่งสำคัญคือคุณต้องหมั่นทบทวนปราสาทของคุณบ้าง ไม่เช่นนั้นปราสาทของคุณจะผุพังหายไป

            เมื่อคุณทำได้จนชำนาญแล้ว หนังสือทั้งเล่มก็จำได้ไม่มีวันลืม จะจำเรื่องใหม่ จะนึกย้อนคืน ก็ทำได้แม้ลืมตาอยู่ แถมทำได้รวดเร็วด้วย

            และเพราะเป็นปราสาทในจินตนาการ คุณจะเพิ่มขนาดของมันหรือปรับเปลี่ยนดีไซน์ยังไงก็ได้ เพื่อสะดวกในการประดับความทรงจำลงไป หรือแม้แต่คัดลอกปราสาท สร้างหลายๆห้อง เพื่อเพิ่มขนาดพื้นที่ความทรงจำแบ่งเป็นหลายๆเรื่องก็ยังทำได้ด้วยซ้ำ

            สามารถใช้จินตนาการอย่างอิสระได้เต็มที่เลย

            นี่แหละเป็นเทคนิคที่ผมใช้ในการจดจำความรู้ ทั้งตำราแพทย์ ตำรากฎหมาย บทความวิจัย ตำราอาหาร หลักปรัชญา และอื่นๆอีกมากมายมาโดยตลอด จนจบชีวิตลงในชาติที่แล้ว

            ถึงแม้ในชาตินี้จะมี ‘ไฮเปอร์อินเทลลิเจนท์’ แล้ว ทำให้ไม่มีวันลืม แต่การจัดข้อมูลความทรงจำให้เป็นระเบียบในปราสาทของผมก็ยังจำเป็นอยู่ มันทำให้ง่ายและสะดวกรวดเร็วขึ้นในการนึกย้อน

            [เอ...พอมาถึงตอนนี้ก็เอะใจได้ หรือว่าบางที ‘ไฮเปอร์อินเทลลิเจนท์’ อาจมีต้นกำเนิดมาจากวิธีปราสาทความทรงจำของเราหรือเปล่านะ เพราะการจำแบบเชื่อมโยงเป็นระบบระเบียบ และเป็นภาพแบบนี้ มันช่างคล้ายกับความสามารถของ ‘ไฮเปอร์อินเทลลิเจนท์’ มากเลย ปราสาทของเราก็ไม่ใช่ขนาดน้อยๆด้วย เพราะมีข้อมูลปริมาณมากพอจนเกิดพลังอำนาจ แปรรูปกลายมาเป็นสกิล หนึ่งในความสามารถของ ‘มาสเตอร์มายด์’ หรือเปล่า...ก็เก็บไว้เป็นสมมติฐานละกัน]

             

            “ฉันชอบนะ เทคนิคนี้ มันจำง่ายกว่าท่องจากหนังสือเยอะเลย” แองจี้บอก

            “ฉันคงต้องไปลองดูก่อน” เจนนี่กล่าว

            “ผมว่ามันสนุกดี ต้นไม้กับเพื่อนๆตัวน้อยของผมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ” ไฮดริคพูดด้วยท่าทีตื่นเต้น

            “ถ้าชอบกันผมก็ดีใจครับ หวังว่าวิธีนี้คงพอช่วยทุกคนได้”

            พูดจบผมก็หันมาเติมชาลงถ้วยแล้วยกจิบ เพราะพูดไปเยอะเลยค่อนข้างคอแห้ง

            [...เริ่มเย็นชืดหมดแล้วแฮะ]

            ผมหยุดมองน้ำชาในถ้วยของตัวเอง

            “อ๊ะ!...ฉันขอตัวกลับห้องก่อนนะ พอดีนึกธุระขึ้นได้น่ะ”

            เจนนี่อยู่ๆก็โพล่งขึ้นมา บอกพวกเราว่าแบบนั้น แต่สายตาเธอไม่ได้มองพวกเรา เธอมองอ้อมไปด้านหลังของผม

            “งั้นเหรอครับ แล้วเจอกันพรุ่งนี้นะครับ” ผมบอกเธอ

            เธอตอบรับ แล้วรีบเก็บข้าวของ ลุกขึ้นเดินออกไป

            แองจี้ยังมองตามเจนนี่ แม้เธอจะลุกออกไปแล้ว น่าแปลกที่เธอไม่พูดไถ่ถามอะไรเจนนี่เลย ไม่แม้แต่จะรั้งตัวเธอให้นั่งคุยกันต่อด้วยซ้ำเหมือนเวลาอื่นๆ

            ทั้งเจนนี่และแองจี้ดูมีท่าทางผิดปกติ

            ซึ่งผมก็รู้ว่าเป็นเพราะอะไร

            ที่เจนนี่เพิ่งลุกออกไป เธอโกหกเรื่องนึกธุระออกมาได้

            แต่แท้จริงเธอรีบเดินไปหาผู้หญิงคนหนึ่งต่างหาก เด็กผู้หญิงที่เดินมาทางด้านหลังผม เธอคนนั้นกำลังเดินมาหาผม

            ใช่แล้ว เป็นเด็กสาวที่กำลังจะเดินมาเรียกผมไปสารภาพรักแบบทุกวันนั่นเอง

            ทันทีที่แองจี้เห็นว่ามีผู้หญิงท่าทางดูมีพิรุธที่เธอใช้พลังพิเศษของตนระบุขึ้นมาได้นั้น ก็จะรีบบอกให้เจนนี่รู้ แล้วเจนนี่ก็จะรับบทเป็นนางร้ายออกไปคุยกับเธอคนนั้นทันที

            ด้วยความที่ปากจิกกัดเก่งไม่แพ้ดวงตาของเธอ และด้วยยศขุนนางที่เธอภูมิใจ ทำให้เด็กสาวส่วนใหญ่ต้องถอดใจและหลบหน้าไปเสียทุกราย

            แองจี้เป็นตาและหู

            เจนนี่เป็นปาก มือ และเท้า

            ทั้งสองประสานงานกันได้อย่างดี และมีประสิทธิภาพ

            ผลลัพธ์ของมันจึงทำให้ผู้หญิงมาหาผมน้อยลงไปตั้ง 2 ใน 3 จนตอนนี้เป็นมีมาหาผมแค่บางวันเท่านั้น

            แต่อำนาจของเจนนี่ก็มีจำกัด

            มันใช้ได้ผลกับผู้หญิงประชาชนธรรมดา และรุ่นเดียวกันเท่านั้น

            ไม่สามารถใช้ได้กับขุนนางที่ยศสูงกว่า และพวกรุ่นพี่ได้

            นี่จึงเป็นสาเหตุที่พักหลังมานี้ คนที่สารภาพผมมีแต่รุ่นพี่ที่อายุมากกว่า ไม่ก็เด็กจากห้อง A ทั้งนั้น

            เนื่องจากผมได้ผลประโยชน์จึงไม่คิดเข้าไปขัดขวาง

            และแน่นอนว่า พวกเธอไม่ทราบหรอก ว่าผมรู้เรื่องนี้ที่พวกเธอแอบปิดบังผมไว้ คงกลัวว่าจะทำให้ภาพลักษณ์ดูไม่ดีเมื่อผมรู้สินะ

            อันที่จริงผมไม่ใส่ใจตั้งแต่แรกแล้ว เรื่องการสารภาพรัก หรือเรื่องภาพลักษณ์ที่พวกเธอกังวลกันไปเอง

            ถ้าพวกเธอปรารถนาว่าจะทำจากใจจริง คิดด้วยตัวเอง และทำด้วยตัวเอง มันก็เป็นทางเลือกของพวกเธอ ผมมีสิทธิอะไรเข้าไปห้ามกันล่ะ เหนือสิ่งอื่นใดมีสิทธิอะไรไปต่อว่ากับความคิดที่ก่อกำเนิดมาจากแรงปรารถนาอันงดงามของพวกเธอที่เป็นมนุษย์เหล่านี้ ตัวตนอย่างผมไม่คู่ควรที่จะไปวิพากษ์วิจารณ์มันหรอก ตรงกันข้าม ไม่สนว่าจะดีหรือเลว ผมมีเพียงแค่ ‘ความหลงใหล’ ให้เท่านั้น

            “รสดีจริงๆนะ”

            ผมพูดพึมพำออกมา หลังจากยกชาขึ้นจิบอีกหนึ่งรอบ

            “หือ? มันเย็นชืดหมดแล้วนะ”

            ไฮดริคออกความเห็นหลังจากจิบชาตามผมบ้าง

            “ชามันไม่ได้รสดีแค่อุณหภูมิ กลิ่น หรือรสหรอก บางครั้งเครื่องปรุงรสชาติที่ดีที่สุดก็มาจากสิ่งใกล้ตัวที่เรามีอยู่แล้ว”

            ผมหันไปบอกไฮดริค

            “แล้วมันคือ?” เค้าถาม

            ผมยกนิ้วขึ้นมา เคาะที่ขมับ

            “ตรงนี้ไง”

            แล้วส่งยิ้มให้กับเค้า

             

            ...

             

            ...เย็นวันนั้น

            ห่างออกมาทางทิศเหนือ ไกลจากย่านตัวเมืองพอสมควร

            เด็กชายคนหนึ่ง อายุราวๆ 7 ขวบ กำลังเดินด้วยใบหน้าที่จริงจังอยู่บนทางเดิน

            เดินด้วยความเร็วคงที่ ฝีเท้ามั่นคง ทิศทางแน่นอน ราวกับเค้ามีจุดหมายอยู่แล้ว

            เด็กชายคนนี้ชื่อ ริโอ้ บาร์เร็ตท์

            เรียกแบบนี้อาจไม่รู้จัก ถ้าเรียกเค้าว่า เด็กร่างผอมที่เป็นหนึ่งในสามคนที่เคยมาดักซุ่มรุมซ้อมโยฮัน อาจจะทำให้จำเค้าได้

            เด็กคนที่โดนโยฮันพูดเสียดแทงเรื่อง ซาราห์ไป

            “ชิ ถึงจะน่าเจ็บใจ แต่ก็ยอมรับเรื่องที่เจ้าเด็กนั่นพูดมามันก็ถูก”

            ริโอ้ เดาะลิ้น บ่นพึมพำคนเดียวระหว่างเดินไปยังจุดหมาย ซึ่งบัดนี้เค้าก็มาถึงแล้ว ใช้เวลาไม่นานจากบ้านตัวเอง

            หน้าบ้านของ ซาราห์ ดีน

            “เรื่องแค่นี้ ถ้ายังไม่กล้า แล้วจะเรียกว่าลูกผู้ชายได้ยังไง”

            ริโอ้ที่ตัดสินใจได้ จึงรวบรวมความกล้าที่ควรมีตั้งแต่แรก เดินผ่านประตูรั้วเข้าไป แล้วเคาะประตู

            ไม่นานก็มีคนออกมาเปิดประตูตามเสียงเรียก

            “อ้าว ริโอ้นี่เอง มีอะไรเหรอจ้ะ”

            ผู้หญิงวัย 20 กลางๆ ผมสีน้ำตาล เปิดประตูมาทักทาย

            “สวัสดีครับ คุณเทีย ผมอยากจะมาเยี่ยมอาการน้องซาราห์หน่อยน่ะครับ”

            เทีย ดีน คุณแม่ของซาราห์ เมื่อได้ยินที่ริโอ้พูดก็มีสีหน้าเบิกบาน

            “งั้นเหรอจ้ะ ถ้ามีพี่ริโอ้มาเยี่ยม แกคงจะร่าเริงขึ้นมาบ้างแน่ๆ”

            เทียตอบรับด้วยความยินดี แล้วให้ริโอ้เข้ามาในบ้าน

            “ริโอ้เหรอ!? มาหาซาราห์สินะ”

            ผู้ชายอายุไล่เลี่ยกับเทีย ผมสีน้ำตาลอ่อน ตาสีฟ้า กล่าวทักเมื่อเห็นเด็กชาย

            “ครับ คุณโจอี้”

            เค้าคือโจอี้ ดีน คุณพ่อของซาราห์

            “มาก็ดีเหมือนกัน เผื่อจะทำให้เด็กคนนั้นยอมออกมาจากห้องได้บ้าง”

            โจอี้บอก

            “เอ๋? น้องเค้าไม่ใช่ว่าป่วยอยู่เหรอ”

            ริโอ้ที่ได้ยินก็สงสัย หันไปถามเทียผู้เป็นแม่

            “ไม่ยอมออกมาจากห้อง มันก็ต้องป่วยอยู่แล้วสิ”

            เธอตอบว่าแบบนั้น

            “เฮอะ ป่วยใจที่เธอพูดน่ะเหรอ เด็กวัยนี้มันจะไปเป็นได้ยังไงกันเล่า” โจอี้บ่น

            “คุณจะไปรู้อะไร ก่อนที่แกจะขังตัวเองในห้อง ยังร้องไห้แล้วบ่นเรื่องโดนปฏิเสธมาอยู่เลย” เทียเถียงกลับไป

            “ถีงแบบนั้น มันก็ไม่ควรนานขนาดนี้ ตั้ง 2 สัปดาห์แล้วนะ ข้าวปลาที่เอาไปให้ก็แทบไม่ยอมแตะด้วย”

            “น้องอาการแย่ขนาดนั้นเลยเหรอครับ”

            “...ลองไปดูเองจะดีกว่า”

            โจอี้พูดแบบนั้น ก่อนจะเดินนำพาขึ้นไปยังชั้นสองของบ้าน เมื่อเดินอ้อมบันไดมา ตรงไปจนสุดทางเดิน ก็จะถึงห้องของซาราห์

            เมื่อริโอ้เดินมาหยุดที่หน้าประตู ก็ทำจมูกฟุดฟิด

            “กลิ่นอะไรครับเนี่ย เหม็นสาปแปลกๆ”

            เค้าบ่นออกมา พลางเอามือขยี้จมูก แต่ภายในใจกลับรู้สึกคุ้นเคยกับกลิ่นนี้แปลกๆ

            “คงจะเป็นกลิ่นของเจ้าตัวนั่นแหละ ไม่ยอมออกมาอาบน้ำเลยนี่”

            โจอี้บ่นเสียงดัง ราวกับจะพูดประจานให้คนในห้องและนอกห้องได้ยิน

            เทียทำตาถมึงทึงมองมาที่โจอี้

            ก่อนที่โจอี้จะไขลูกกุญแจ ปลดแม่กุญแจที่ล็อคประตูด้านนอกออก

            “ขังน้องไว้ทำไมครับ!?” ริโอ้ที่เพิ่งสังเกตเห็นร้องถาม

            “อย่าเข้าใจผิด ที่ล็อคเอาไว้ เพราะเด็กนี่ชอบแอบออกมาตอนกลางคืน แล้วมาทำลายข้าวของซะเสียหาย กระจัดกระจายหมด” โจอี้บอก

            “ซาราห์ทำแบบนั้นเหรอ?” ริโอ้เหมือนไม่เชื่อ

            “เรื่องจริงจ้ะ” เทียตอบเพื่อยืนยัน

            เมื่อปลดแม่กุญแจแล้ว ก็ลองบิดลูกบิดเพื่อเปิดประตู แต่ก็เปิดไม่ได้ เพราะข้างในลงกลอนเอาไว้อีกตัว

            “นี่แหละ เธอไม่ยอมให้เราเข้าไปด้วย” เทียบอก

            ริโอ้จึงทุบประตู

            ตึง ตึง

            “ซาราห์! พี่เอง! ออกมาคุยกันหน่อยได้ไหม?”

            “...”

            ไม่มีเสียงตอบรับ

            “ถ้าเรื่องเด็กหนุ่มนั่นที่เธอไปสารภาพ พี่ไปคุยกับมันมาแล้วนะ ระ เราสนิทกันแล้วด้วย ถ้ายังไงพี่จะพาเธอไปคุยกับเค้าอีกทีเอาไหมล่ะ พี่จะไปเป็นเพื่อนด้วย คะ คราวนี้หมอนั่นอาจตอบตกลงก็ได้นะ พี่จะพยายามกล่อมให้เค้าเข้าใจเธอเอง เธอมีข้อดีเยอะแยะที่เจ้านั่นยังไม่รู้นะ ซาราห์!”

            เด็กหนุ่มพยายามเกลี้ยกล่อมเด็กสาวด้วยทุกวิถีทาง แม้จะโกหกออกไปบ้าง

            แต่เจตนาที่อยากให้เด็กสาวสมหวังก็ยังไม่เปลี่ยน ถ้ามันทำให้เด็กสาวมีความสุขได้ แม้ไม่ใช่ตัวเองก็ไม่เป็นไร นั่นคือสิ่งที่เค้าคิด

            “...”

            ยังไม่มีเสียงใดๆออกมาจากห้อง ราวกับว่าตัวเธอไม่อยู่ในห้อง หรือไม่ก็เธอไม่รับฟังเสียงของเด็กหนุ่มเลย

            “นี่ ซาราห์...ออกมาเถอะ กลับไปโรงเรียนด้วยกันนะ” ริโอ้พยายามพูดกล่อมอีกครั้ง

            “...”

            ก็ยังคงไม่มีเสียงตอบกลับมา

            “เฮ้อ...ไม่มีประโยชน์สินะ”

            โจอี้ถอนหายใจ แล้วลองบิดกลอนประตู แต่ก็ยังเปิดไม่ได้เหมือนเดิม

            ริโอ้ก้มหน้าลง จนปัญญาในตัวเอง…

            แล้วทั้งสามก็เดินมาที่หน้าบ้าน หลังจากโจอี้ล็อคกลอนประตูเรียบร้อย

            “ขอบใจนะจ้ะ ที่แวะมา” เทียบอก

            “ไม่เป็นไรครับ น้องคงหลับอยู่ คราวหน้าผมจะมาอีก” ริโอ้บอกว่าตนยังไม่ถอดใจ

            จากนั้นก็บอกลา แล้วเดินออกมาจากประตูรั้ว

            เดินอ้อมกลับไปยังทิศทางบ้านของตัวเอง

            ทางที่ไปนั้นผ่านบริเวณสวนข้างบ้าน ซึ่งถ้ามองจากตรงนี้ขึ้นไป จะเห็นหน้าต่างห้องของซาราห์พอดี

            ริโอ้ที่คิดได้จึงเงยหน้ามองขึ้นไป เพื่อหวังว่าจะเห็นคนที่ตนเองอยากเจอ

            และปรากฏว่าเค้าก็ได้เจอ ผ่านเบื้องหลังหน้าต่างบนชั้นสองนั้น

            แม้จะไกลมากจนไม่ชัด แต่ริโอ้ก็มั่นใจว่านั่นคือเธอ เด็กสาวข้างบ้านที่ตนเองแอบชอบ ซาราห์แน่นอน

            เด็กสาวยืนนิ่งอยู่หลังหน้าต่าง แม้เห็นหน้าไม่ชัด แต่ก็ทราบว่าเธอกำลังจ้องมองมาที่ตนเอง

            เธออยู่ในชุดนอนสีขาว และในมือเหมือนกำลังถืออะไรอยู่ด้วยสองมือ ยกมาอยู่ระดับหน้าอก

            ริโอ้กำลังจะร้องเรียกเด็กสาว

            แต่เธอก็รีบหลุบหายไปในทันที เหลือไว้แต่ภาพบานหน้าต่างที่ไร้คน

            “เธอก็ตื่นอยู่นี่...ไว้พรุ่งนี้ลองใหม่แล้วกัน” ริโอ้ให้กำลังใจตนเอง

            เค้าหันหน้ากลับ แล้วเดินตรงไปยังทิศทางบ้านตนเอง

            “เธอถืออะไรอยู่ด้วยนี่...มันกลมๆดำๆ ไม่สิ เหมือนวงรีมากกว่า ค่อนข้างใหญ่ทีเดียว”

            เค้าบ่นเล่นในระหว่างเดินอยู่

            จากนั้นก็เริ่มนึกถึง กลิ่นที่ตนได้เจอจากหน้าห้องของซาราห์

            “กลิ่นนั่น มันรู้สึกคุ้นๆ...อย่างกับเพิ่งได้กลิ่นเมื่อเร็วๆนี้เอง”

            เค้าหยุดเดินชั่วครู่ เพราะรู้สึกเหมือนกำลังจะไขข้อสงสัยได้ จึงหยุดคิดซักพัก

            หลังจากบ่นอึมอำในลำคออยู่นาน พลันสายตาไปหยุดที่ขอบถนน บริเวณท่อระบายน้ำ

            “อ๊ะ! ใช่แล้ว” แล้วเค้าก็คิดออก

            “เพิ่งเจอพวกมันเมื่อไม่กี่วันก่อนเองนี่...” เค้าบ่นพึมพำแบบนั้น

            “กลิ่นสาปของพวกหนู...”

             

    คล้ายกับเรื่องMENTAL LIGHT คนจิต ชำแหละใจ ในต่างโลก ที่คุณอ่าน