ถุงมือฟ้าประทาน

ตอนที่215 แตกหัก

เจมส์ที่นั่งอยู่ในโรงงานแปรรูปอาหาร มองสิ่งต่างๆ ที่ออเดรย์เพิ่งเอามาให้

หล่อนไม่ใช่คนเกาหลีหรือคนไทยหากแต่เป็นหุ่นแองเจิ้ล 21 ดังนั้นจึงมีรูปร่างสวยงาม รวมถึงทักษะการทำงานที่ดีเยี่ยม

เจมส์ไม่คิดจ้างคนทั้งหมด โดยส่วนหนึ่งเป็นหุ่นที่ถูกดึงออกมาจากหน้าหนังสือ

ดังนั้นจะเห็นได้ว่าโรงงานแห่งนี้แม้จะมากด้วยพนักงาน แต่ในขณะเดียวกันเขาก็จ่ายค่าแรงเพียงครึ่งหนึ่ง

โดยอีกครึ่งเป็นของหุ่นยนต์ซึ่งถือว่าประหยัดไปได้มาก

“ตอนนี้โรงงานของเราผลิต หมึกแห้ง สาหร่ายทะเล กุ้งดองซีอิ้ว ปลากระป๋อง แซลมอนดองซอสเกาหลี กิมจิ ฯลฯ” ออเดรย์เริ่มอ่านเอกสารตรงหน้าให้ฟัง ไม่สิความจริงหล่อนไม่ต้องมองก็จดจำได้ทุกอย่างหลังจากอ่านมันครั้งเดียว แต่ที่ต้องแสร้งทำเพราะเมื่ออาศัยอยู่กับมนุษย์ ก็ควรทำตัวให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมโดยรอบ

“ฟังดูมีผลิตภัณฑ์ที่เยอะดีนะ แต่ผมรู้สึกว่าทำไมมันน้อยจัง” เจมส์ขมวดคิ้วเป็นปม ไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่นัก

“เป็นเรื่องปกติค่ะ ตอนนี้โรงงานกำลังอยู่ในช่วงพัฒนา นอกจากนั้นวัตถุดิบทางทะเลยังไม่ลำเลียงมาทั้งหมด นั่นรวมถึงไข่ปลาคาเวียร์ด้วยค่ะ” ออเดรย์กล่าว

พูดถึงไข่ปลาคาเวียร์มันมีราคาแพงมากในตลาด

คนปกติธรรมดายากที่จะลิ้มลอง

สำหรับเจมส์หลังจากครอบครอง'ถุงมือ'ก็กินเพียงไม่กี่ครั้ง ไม่ใช่ว่าต้องการประหยัดเพียงแต่รสชาติไม่ถูกปากเท่านั้นเอง

ระหว่างที่เจมส์กำลังคุยกับออเดรย์สองคน โทรศัพท์จากสำนักงานก็ดัง

หลังจากหยิบขึ้นมาแล้ววางสายเขาก็ลุกจากเก้าอี้ ไปที่ห้องรับแขกด้านนอก

.........

เส้นด้ายมาที่นี่แบบรีบๆ จึงไม่ได้แต่งหน้าทำผม

หล่อนอยู่ในชุดเอี้ยมยีนส์กางเกงขายาวสวมรองเท้าบู๊ท ผมถูกรวบเป็นหางม้าแบบลวกๆ แต่ถึงกระนั้นความสวยก็ไม่เห็นจะด้อยกว่าพวกดาราในทีวีตรงไหน

“อยู่นิ่งๆ อย่าทำให้ฉันขายหน้า!” เส้นด้ายนั่งตัวตรงแล้วหันไปตำหนิสามเกลอที่ทำงานในสวน

“เข้าใจแล้วครับ คุณเส้นด้าย!” แขกตอบรับเสียงทุ้ม ผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้าเขาเห็นมาตั้งแต่แบเบาะ นับวันนับคืนก็ยิ่งสวยขึ้น อยากจะเอามาทำเมียเหลือเกิน

แต่ถึงอย่างไรก็ตามไม่ว่าเขาจะมุ่งมั่นหรือขยันขันแข็งสักแค่ไหน มันก็ดูจะไร้ประโยชน์เมื่ออยู่ต่อหน้าหล่อน

แขกไม่สามารถพิชิตหัวใจดวงนี้ได้ ทำได้เพียงมองอยู่ห่างๆ รอจังหวะโจมตี

วันนี้ไม่รู้ว่าทำไมเส้นด้ายถึงชวนมาที่โรงงาน แถมยังดูเคร่งขรึมกว่าปกติ ดังนั้นเขาจึงเกิดความคิดหลายอย่างแต่ไม่สามารถคาดเดาได้ว่าเกิดอะไรขึ้น

ไม่นานประตูห้องรับแขกถูกเปิดจากด้านนอก

มีผู้ชายพุงโตสวมแว่นกรอบหนาเดินเข้ามา อีกคนสวมถุงมือดำ หน้าตาอ่อนเยาว์ในวัย 20 ต้นๆ ส่วนคนสุดท้ายเป็นผู้หญิงสวยเหมือนกับชาวต่างชาติ

เส้นด้ายรีบลุกขึ้นยืนทักทาย และไม่ลืมที่จะหันไปส่งสายตาดุๆ ให้กับลูกน้องสามคน

“สวัสดีค่ะ ฉันเส้นด้ายเจ้าของสวนมณีรัตน์” เธอไม่รู้ว่าใครเป็นเจ้าของโรงงานใหญ่ แต่ถ้าให้เดาก็คงเป็นผู้ชายตัวอ้วนกลม

ลีดองพุกฟังไม่ออกเพราะเป็นคนเกาหลี เขาจึงปล่อยให้ออเดรย์เป็นคนจัดการ

“ฉันทราบว่าคุณต้องการพบประธาน แต่ทำไมถึงยื่นมือให้ผู้บริหารลีล่ะคะ” ออเดรย์กล่าว

“เอ๋...” เส้นด้ายตกใจจนเผลออุทาน เจอกันครั้งแรกก็ทำเรื่องที่ไม่สมควร แบบนี้จะรอดหรือเปล่าเนี่ย

“ขอโทษค่ะ ฉันไม่รู้ว่าคุณเป็นเจ้าของที่นี่ เพราะงั้นได้โปรดอย่าถือสา...”

“ฉันไม่ใช่เจ้าของ แต่เป็นผู้บริหาร”

คราวนี้เส้นด้ายอยากจะร้องไห้จริงๆ วันนี้มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่เนี่ย สวนของเธอมาถึงจุดจบแล้วใช่ไหม และฟังจากคำพูดของหล่อน หมายความว่าคนที่อายุน้อยที่สุดคือเจ้าของโรงงานนี้สินะ!

“เฮ้พี่แขก ดูไอ้หมอนั่นสิ พี่ว่าคุ้นๆ หน้ามันไหม” เปี๊ยกสะกิดแขนลูกพี่

แขกมองผ่านผู้หญิงผมทองก็ต้องตกใจกับภาพที่เห็น

ชายที่อยู่ในชุดสูทคนนี้เป็นคนเดียวกับเมื่อวานในร้านไม่ผิดแน่ แต่ทำไมเขาถึงอยู่ที่นี่ล่ะ มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่

“นั่งลงแล้วรีบจัดการเรื่องให้มันจบๆ ไป ผมยังมีธุระอื่นที่ต้องจัดการ” เจมส์ตัดบท ไม่ค่อยสนใจตัวละครเล็กๆ พวกนี้นัก

“ค่ะ” เส้นด้ายพยักหน้าแล้วหันไปมองสามเกลอที่อยู่ข้างๆ จากนั้นหล่อนพูดกับพวกเขาว่า “ขอโทษท่านประธานซะ และจากนั้นก็ออกไปจากสวนมณีรัตน์ของฉัน!”

“อะไร...ขอโทษเหรอ?” แขกและอีกสองคนตกใจ พวกเขามีสีหน้าไม่อยากจะเชื่อกับสิ่งที่ได้ยิน

“ใช่ ขอโทษท่านประธาน เร็วๆ สิ จากนั้นเก็บของออกไปจากสวนของฉัน!” เส้นด้ายไม่อยากให้ทุกอย่างยืดเยื้อ เรื่องนี้จบเร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งเป็นผลดีต่อสวน

“หมายความว่ายังไง ทำไมพวกเราต้องขอโทษ นอกจากนั้นคุณเส้นด้าย พ่อของคุณฝากฝังคุณไว้กับผมก่อนตาย คุณยังกล้าไล่ผมออกอีกเหรอ!” แขกรีบยกเรื่องราวเก่าๆ ขึ้นมาอ้าง โดยหวังว่าเรื่องครั้งนี้จะผ่านไปด้วยดี โดยที่เขายังทำงานอยู่ที่สวน

เส้นด้ายทั้งอับอายทั้งขายหน้า

ผู้ชายคนนี้คิดอะไรอยู่ ทำไมเขาถึงโง่ไม่เข้าใจอะไรเลย อยากให้เธอจบสิ้นจริงๆ ใช่ไหม

“ใช่ๆ ทำไม่ต้องขอโทษ ไอ้หมอนี่เป็นคนเลว มีผู้หญิงอยู่ด้วยเมื่อวานกับมันตั้ง 4 คน แต่แม่งกินคนเดียวไม่แบ่งเราเลย เกลียดชะมัดคนแบบนี้” เปี๊ยกดูเหมือนจะโง่ไม่เข้าใจสถานการณ์ แถมคำพูดของเขายังเป็นคำหยาบ

“ตบปากมัน” เจมส์นั่งฝั่งตรงข้ามกล่าวเรียบเฉย

ออเดรย์พยักหน้า ถึงจะเห็นว่าเป็นผู้หญิงผอมบางแต่เมื่อลงมือก็ทำให้เปี๊ยกล้มลงไปนอนกับพื้น ในสภาพแก้มแดงระบม

ลีดองพุกไม่คิดว่าผิดกับสิ่งที่ออเดรย์เพิ่งทำ ถึงเขาจะไม่รู้ว่าชายคนนี้กำลังพูดอะไรแต่ก็คงไม่พ้นเรื่องหยาบคาย เพราะดูจากการแต่งตัวมันก็ทำให้คิดอย่างนั้น

“ไอ้เวรเอ้ย! กล้าตบลูกน้องกูเหรอ” แขกทนไม่ไหวและเริ่มลงมือลงไม้กับชายอีกคน สู้กับออเดรย์โดยไม่สนว่าเธอเป็นผู้หญิง

เส้นด้ายตกใจจนเผลอร้องเสียงดัง กลัวว่าพวกเขาจะทำอะไรประธานบริษัท จากนั้นธุรกิจเล็กๆ ของเธอก็จะพัง

แต่ทว่าพริบตาถัดมา ทั้งคู่ล้มลงไปนอนที่พื้น ในขณะที่ออเดรย์ยืนสงบอยู่กับที่ คล้ายกับไม่ได้ออกแรงเลยกับเรื่องเล็กน้อย

“โทรหาตำรวจ บอกว่ามันสามคนเข้ามาสร้างความวุ่นวายแถมยังจงใจทำร้ายร่างกาย” เจมส์ไม่ใช่คนโง่โดยไร้สมอง จากที่สังเกตเมื่อวานแขกไม่ใช่คนดี ตบตีนิดหน่อยคงไม่รู้สำนึก ไม่แน่อาจทำกับคนอื่นในภายหลัง

เพราะเหตุนั้นในฐานะพลเมืองดี ก็ต้องจับตัวส่งเข้าคุก ให้กินข้าวฟรีๆ ไปอีกหลายสิบปี

“เข้าใจแล้วค่ะ” ออเดรย์พยักหน้า รับจัดการทันที

ทั้งสามคนถูกลากออกไปจากห้อง ตอนนี้จึงเหลือเพียงเจมส์และเส้นด้าย

บรรยากาศค่อนข้างน่าอึดอัด

สำหรับเส้นด้ายคิดว่าไม่มีหวังเลยที่เขาจะทำธุรกิจกับเธอต่อ เพราะเหตุการณ์เมื่อครู่ ดูยังไงฝ่ายผิดก็คือคนของเธอเอง

“ผมได้อ่านเอกสารเกี่ยวกับคุณแล้ว ปรากฏว่าคุณรับกิจการต่อจากคุณพ่อ โดยเมื่อก่อนส่งผักผลไม้ไปขายในตลาดหัวเมือง” เจมส์กล่าวเพื่อทำลายบรรยากาศ

“ใช่ค่ะ ตอนนี้นอกจากต้องบริหารสวนแล้วดิฉันยังต้องเข้าไปดูแลภายในด้วยตัวเอง คอยรดน้ำพรวนดิน กำจัดวัชพืช ดังนั้นประธานไม่ต้องกังวลนะคะว่าผักจะไม่สะอาด อีกอย่างคือสวนผักของฉันปลอดสารพิษ” เพราะกลัวว่าเขาจะยกเลิกสัญญาซื้อขาย เส้นด้ายจึงหยิบยกเรื่องดีๆ ขึ้นมาอ้าง

หากเทียบกับธุรกิจเมื่อก่อนที่ต้องส่งผักไปที่ตลาด การค้ากับโรงงานเจมส์ฟู้ดถือว่าได้กำไรสูง

ดังนั้นหากเสียเงินมูลค่าหนึ่งล้านไป สำหรับเส้นด้ายก็ไม่ต่างจากการตัดท่อน้ำเลี้ยง

“ผมทำธุรกิจแปรรูปอาหาร แน่นอนว่าผมใส่ใจวัตถุดิบที่นำมาใช้ในโรงงาน” เจมส์กล่าว “ผักจากสวนของคุณถูกนำมาทำเป็นกิมจิ ส่งออกไปขายทั่วประเทศ”

“เอ๋...จริงเหรอคะ ดีใจจังค่ะ” เส้นด้ายแสร้งทำเป็นตกใจ ความจริงหล่อนก็พอรู้มาบ้างตอนอ่านสัญญา แต่ไม่ว่าจะได้ยินกี่ครั้งมันก็น่าตื่นเต้นอยู่ดี

“คุณมีพื้นที่จำนวนสิบไร่ใช่ไหม”

“เอ่อ...ใช่ค่ะ ฉันได้รับจากมือของคุณพ่อ มันเป็นมรดกตกทอด” เธอไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงถาม แต่ก็ตอบไปตรงๆ

“เสนอราคา และขายให้ผม”

“อะไรนะคะ...” เส้นด้ายตกตะลึง หล่อนไม่คิดเลยว่าเขาจะพูดคำนี้ออกมา “ท่านประธานล้อเล่นแล้ว ที่ดินของฉันนอกจากทำสวนแล้วก็ไม่มีประโยชน์อื่น ท่านประธานจะเอาไปทำไมกันคะ”

“เพราะผมทำธุรกิจแปรรูปอาหาร ดังนั้นก็ไม่เห็นจะแปลกที่ผมต้องการที่ดินผืนนั้น”

“เอ่อ...เพราะพวกเขาสามคนเหรอคะ ฉันขอโทษจริงๆ ฉันไม่คิดเลยว่าคนที่คุณพ่อฝากฝังจะมีนิสัยแบบนี้ หวังว่าคุณเจมส์จะให้อภัย”

“ไม่ คุณประเมินพวกเขาสูงเกินไปแล้ว คิดเหรอว่าผมต้องให้ค่าคนแบบนั้น” เจมส์แบมือว่า “ที่ผมต้องการคือที่ดินของคุณ นำมาปลูกผักเพื่อเป็นวัตถุดิบในการแปรรูปอาหารเท่านั้นเอง”

“ตอนนี้เราทำธุรกิจร่วมกันไม่ใช่เหรอคะ ผักของฉันได้มาตรฐาน นอกจากนั้น...”

“สิบล้าน...”

“อะไรนะคะ”

“ที่ดินของคุณ ผมขอซื้อสิบล้าน”

“นั่นมัน...เป็นไปไม่ได้ ที่ดินผืนนี้เป็นสิ่งเดียวที่ฉันเหลืออยู่ ถ้าหากฉันขายให้ท่านประธานไปก็เท่ากับทรยศต่อคุณพ่อ” เส้นด้ายส่ายศีรษะ ต่อให้ต้องผิดใจกับประธานก็ไม่มีทางขายอย่างเด็ดขาด

“คุณเส้นด้าย ผมเข้าใจนะว่ามันสำคัญกับคุณมาก แต่เชื่อผมเถอะไม่ช้าก็เร็วคุณก็ต้องขาย”

เส้นด้ายพ่นลมจากจมูก สีหน้าของหล่อนบ่งบอกถึงความไม่พอใจ “ท่านประธาน ฉันสามารถยกเลิกสัญญาจ้างระหว่างเราได้ แค่ขอให้คุณเลิกยุ่งกับสวนของฉัน!”

ชายหนุ่มหัวเราะมุมปาก “ไม่เห็นจำเป็นต้องทำแบบนี้ นี่คุณคิดว่าผมเป็นคนเลว?”

“ฉันไม่ได้หมายความแบบนั้น แต่วิธีการของคุณมันไม่ถูกต้อง อีกอย่างคือต่อให้คุณเสนอเงินมากกว่านี้ก็ไม่มีประโยชน์ ไม่ขาย!”

เส้นด้ายลุกขึ้นยืน ตัดสินใจเด็ดขาดเป็นไงเป็นกัน

แต่จังหวะที่กำลังจะเปิดประตูหล่อนหน้ามืดเป็นลม โชคดีที่เจมส์รับได้ทัน ไม่งั้นคงล้มหัวฟาดพื้น