ในอดีตจนถึงปัจจุบันนั้นการโปรดเกล้าประทานตำแหน่งจอหงวนแก่ผู้ใดก็ถือเป็นสิทธิ์ขาดขององค์ประมุขของประเทศแต่เพียงผู้เดียว ซึ่งองค์ฮ่องเต้ในฐานะครูของแผ่นดินและเป็นครูของบัณฑิตทั่วหล้านั้น ย่อมมีอำนาจในการคัดสรรบัณฑิตที่เหมาะสมกับพระราชกรณียกิจของพระองค์ตามที่ทรงเห็นสมควรโดยที่ผู้ใดก็มิอาจคัดค้านได้
ดังเช่นกรณีถังเสฺวียนจงฮ่องเต้ (唐玄宗) ทรงเป็นจักรพรรดิองค์ที่ 6 แห่งราชวงศ์ถัง และทรงศรัทธาในลัทธิเต๋าเป็นอันมาก จึงเลือกบัณฑิตก้งซื่อซึ่งมีนามว่า ฉางวู่หมิง (常無名) เป็นจอหงวน ด้วยสาเหตุที่ว่า อู๋หมิง (無名) แปลว่า ‘ไร้นาม’ ซึ่งพ้องกับคำสอนในคัมภีร์เต้าเต๋อจิง (道德經) ที่ว่า 'เมื่อไร้นามและไร้สภาวะ จึงเป็นบ่อเกิดแห่งฟ้าและดิน'
และแม้แต่ต้นราชวงค์หมิงเอง ในรัชสมัยจักรพรรดิหงอู่ (จูหยวนจาง) ผู้เป็นปฐมกษัตริย์ต้าหมิง ก็มีบัณฑิตก้งซื่อนาม ‘ฮัวหลุน’ (花綸) ซึ่งสามารถสอบเตี้ยนชื่อได้คะแนนเป็นอันดับหนึ่ง แต่ฮ่องเต้หงอู่ได้รับสั่งว่า
"ทรงพระสุบินว่าบัณฑิตที่ได้เป็นจอหงวนในปีนี้แซ่ติง (丁) มิใช่แซ่ฮัว (花)"
ขุนนางทั้งปวงจึงต้องไปพลิกดูรายชื่อกันใหม่ จนได้บัณฑิตก้งซื่อที่ชื่อ 'ติงเซียน' (丁顯) ขึ้นมาเป็นจอหงวนในปีนั้นอย่างไม่น่าเชื่อ
ส่วนจักรพรรดิหย่งเล่อผู้มีคุณูปการต่ออาณาจักรต้าหมิง ก็มีบัณฑิตก้งซื่อนาม ซื่อรือกง (孫日恭) ซึ่งสอบได้อันดับหนึ่ง แต่หย่งเล่อฮ่องเต้ทรงเห็นว่า อักษร 日 กับ 恭 รวมกันเป็นอักษร 暴 อันมีความหมายว่า 'รุนแรง' จึงไม่ทรงโปรดเป็นอันมากแล้วทรงขีดฆ่าชื่อทิ้งในทันที จากนั้นทรงพลิกรายนามไปเจอบัณฑิตก้งซื่อชื่อ ซิ่งกวน (邢宽) ซึ่งสอบได้อันดับเจ็ด ทรงดำริว่าชื่อนี้เป็นมงคล จึงทรงตั้งขึ้นเป็นจอหงวน ส่วนซื่อรือกงปรับลดตำแหน่งลงไปเป็นเพียงอันดับสาม ในตำแหน่งราชบัณฑิตทั่นฮวา (探花) เพียงเท่านั้น
ด้วยเหตุฉะนี้เอง การวินิจฉัยของอิงจงผู้เป็นจักรพรรดิเหนือราชาผู้ใดในเวลานี้ จึงมิอาจมีผู้โต้แย้งและคัดค้านได้เป็นอันขาด!!
ยกเว้นเพียงขันทีเฒ่าปี้หลันผู้นี้ ที่พอจะเชื่อมโยงเหตุการณ์ต่าง ๆ ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้น ๆ เพียงวันสองวันนี้ได้โดยไม่เย็นอันใดก็ด้วยเป็นผู้ประสบเหตุจากสายตาทั้งสองข้างของตน จึงกล้าที่จะทูลทัดทานไปว่า
"พระอาญามิพ้นเกล้า"
อิงจงฮ่องเต้ซึ่งกำลังทรงอักษรก็รู้สึกขัดพระทัยนัก แต่ด้วยอีกฝ่ายเป็นถึงผู้บัญชาการสำนักบูรพา จึงตรัสอย่างไม่พอพระทัยว่า
"จงพูดมา!!"
กงกงปี้หลันย่อมทราบดีว่าคำกล่าวต่อไปนี้ของตนนั้น มีความสำคัญต่อศีรษะของตนเองมากมายเพียงใด จึงกล่าวอย่างสั้น ๆ และกระชับที่สุดว่า
"ก้งซื่อในปีนี้ หาได้มีแซ่หยาง 杨 เพียงผู้เดียวเท่านั้นก็หาไม่พระเจ้าข้า"
จักรพรรดิอิงจงพอได้ฟังเล่นนั้นก็คลายใจลงไปบ้าง เพราะปี้หลันผู้นี้แค่เพียงให้ข้อมูลเพิ่มเติม และมิได้โต้แย้งอย่างที่พระองค์ทรงคิดไว้ จึงตรัสตอบไปว่า
"แม้จะมีมากกว่าหนึ่งคน แต่เราย่อมต้องเลือกจาก 1 ใน 9 ของราชบัณฑิตจึงจะเหมาะสม"
พอตรัสแล้ว ก็ทำทีจะทรงอักษรต่อ
แต่ปี้หลันก็ยังไม่ยอมแพ้ จึงทูลขึ้นอีกว่า
"แต่คนแซ่หยางอีกคนที่ว่านั้นได้อันดับที่ 10 และที่สำคัญคือจาก 100 คน แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มย่อมมีเศษเกิน 1 คน และย่อมอยู่ที่ว่าพระองค์จะทรงปัดขึ้นหรือปัดลงด้วยพระราชอำนาจที่พระองค์ทรงมีอยู่เต็มเปี่ยมพระเจ้าข้า!!"
ฝ่ายอิงจงฮ่องเต้เมื่อมีผู้กล่าวถึงอำนาจที่พระองค์ทรงมี ย่อมจะต้องเกิดขัตติยมานะขึ้นมาแล้ว จึงทรงวางพู่กันลงบนโต๊ะทรงพระอักษแล้วตรัสขึ้นว่า
"ดี! ในปีนี้เราให้มีจิ้นซื่อถึง 10 คน!"
ครั้นมหาขันทีปี้หลันเพิ่มรายชื่ออันดับที่ ๑๐ หยางไค 杨开 เข้าไปแล้ว จักรพรรดิอิงจงจึงทรงเรียกให้ขุนนางฝ่ายพิธีการนำเอากระดาษคำตอบจากการสอบเตี้ยนชื่อ ของคนทั้ง 10 ขึ้นมาไล่อ่านดู
ซึ่งแน่นอนว่าทุกคนต่างหยิบเอาแนวคิด-ทางการปกครองและการป้องกันอาณาจักรจากคัมภีร์ต่าง ๆ มาใช้ได้อย่างถูกต้องและสละสลวยงดงามกันทุกคน ทั้งยังให้ความคิดเห็นเป็นไปในแนวเดียวกันทั้งสิ้น จะมีก็แค่เพียงแต่บัณฑิตก้งซื่อที่ชื่อหยางไคผู้นี้เพียงผู้เดียวที่กล้าวิพากษ์วิจารณ์หลักเกณฑ์และการปฏิบัติที่มีความล้าหลังไปเป็นอันมาก โดยเฉพาะยุทธวิธีหลักที่ใช้ในการป้องกันอาณาจักรด้วย 'กำแพง' โดยให้เหตุผลว่า
'ดินปืนนั้นทำลายทุกสิ่งได้ง่ายกว่าการเสียเวลาและแรงงานในการปลูกสร้าง และการโจมตีเท่านั้น คือการป้องกันที่ดีที่สุด'
อิงจงฮ่องเต้ทรงทอดพระเนตรสารนิพนธ์ของหยางไคตั้งแต่ต้นจนจบแล้วเกิดความพอพระทัยเป็นอันมาก แต่ก็ยังไม่อาจตัดสินพระทัย จึงรับสั่งให้ขันทีรับเอารายชื่อราชบัณฑิตทั้ง 10 คน เพื่อไปเบิกตัวเข้ามาให้พระองค์ได้ทรงตรัสถามสักวาจากันก่อน
แต่เมื่อเห็นชายทั้ง 10 เดินเรียงรายเข้ามาแล้ว แค่เพียงพระองค์ทอดพระเนตรเห็นใบหน้าท่าทาง และที่สำคัญคือป้ายชื่อเท่านั้นเอง ก็แย้มพระโอษฐ์คล้ายทรงทราบพระหฤทัยขององค์หญิงหย่งชิงแล้ว จึงทรงอักษรเพียงครู่เดียวแล้วรับสั่งให้หัวหน้าขุนนางฝ่ายพิธีการรับเอาราชโองการ ‘จิ้นซื่อจี๋ตี้’ เพื่อโปรดเกล้าพระราชทานทุกคนสู่ชั้นราชบัณฑิต
..ราชบัณฑิตทั้ง 10 คน จึงออกไปตั้งแถวเรียงราย ณ ลานพิธีหน้าท้องพระโรง
จากนั้นขุนนางผู้นั้นจึงเริ่มอ่านราชโองการโปรดเกล้าพระราชทานตำแหน่งราชบัณฑิตทั้ง 7 คน แล้วตามด้วยตำแหน่งราชบัณฑิตอันดับที่ 3 แก่หวงอี้จือ 黄羿之 ให้ปรากฏตนเป็นราชบัณฑิตทั่นฮวา (探花) แปลว่าผู้เก็บดอกไม้ ซึ่งมีหน้าที่ในการเก็บดอกไม้ถวายในพระราชพิธีประทานเลี้ยงแก่เหล่าราชบัณฑิตทั้งปวง ตามด้วยตำแหน่งราชบัณฑิตอันดับที่ 2 แก่ ซุนจิ้งชวง 孙靓川 ให้ปรากฏตนเป็นราชบัณฑิตปังหยวน (榜眼) แปลว่าผู้มีความสามารถสำคัญควรแก่การชมเชย
ครั้นถึงเวลานี้แล้ว ราชบัณฑิตทั้ง 9 คน ย่อมทราบดีกว่าผู้ใดจอหงวนของการสอบเตี้ยนชื่อในครั้งนี้ เพราะเหลือบัณฑิตก้งซื่ออยู่เพียงผู้นี้ที่ยังมิได้รับโปรดเกล้า นั่นก็คือชายหนุ่มผู้มีอายุน้อยที่สุด และยังเคยอยู่ลำดับสุดท้ายของการสอบในระดับวังหลวงครั้งนี้อีกด้วย !!
“สมเด็จพระจักรพรรดิเจิ้งถง โปรดเกล้าพระราชทานให้หยางไค 杨开 สู่ชั้นราชบัณฑิตอันดับหนึ่ง ตำแหน่งจอหงวน (ผู้มีลักษณะยอดเยี่ยมเป็นเลิศ) จงรับราชโองการ”
หยางไคก็มายืนด้านหน้าขบวนราชบัณฑิตทั้งปวงเพื่อรอเข้าเฝ้าอิงจงฮ่องเต้ ณ หน้ารูปหล่อสำริดเต่ามังกร
จนราชบัณฑิตทั้งปวงก็พร้อมเพรียงกันดีแล้ว จึงเดินแถวเรียงรายติดตามกันเข้าไปในภายในพระที่นั่งเฉียนชิง โดยมีบุรุษจากตระกูลหยางทั้งสองคนเป็นผู้ปิดหัวแถวและปลายแถวด้วยความบังเอิญ..
พอเข้าไปถึงห้องโถงใหญ่ หลังจากทุกคนจัดระเบียบของแถวตอนเรียงหนึ่งจนเป็นที่เรียบร้อยดีแล้ว ขันทีประจำพระตำหนักจึงประกาศขึ้นว่า
“ฮ่องเต้เสด็จแล้ว”
ราชบัณฑิตทุกคนต่างหมอบลงไปอย่างพร้อมเพรียงแถวถวายพระพรพร้อมกันว่า
“ทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่น ๆ ปี”
อิงจงฮ่องเต้ทรงแย้มพระสรวล ส่วนขันทีผู้นั้นจึงประกาศขึ้นอีกว่า
“ราชบัณฑิตหยางหมิงเช่อ รับพระราชทานรางวัล”
พี่ใหญ่อู๋ของหยางไคก็ลุกขึ้นออกจากแถว แล้วก้าวไปข้างหน้าเพื่อรับพระราชทานเสื้อยศราชบัณฑิต
หลังจากหยางหมิงเช่อคำนับแล้วก็จะเดินกลับมาเข้าแถวตอนดังเดิม ฝ่ายขันทีผู้นั้นก็ประกาศต่อในทันทีว่า
“ราชบัณฑิตอู๋เจียงสง รับพระราชทานรางวัล”
…
……
ราชบัณฑิตทุกคนล้วนได้รับพระราชทานเสื้อยศ ส่วนทั่นฮวากับปังหยวนได้รับพระราชทานหมวกปักดอกไม้เงิน และสำหรับหยางไคซึ่งเป็นจอหงวน นอกจากจะได้รับพระราชทานหมวกปักดอกไม้ทองแล้ว ยังได้รับพระราชทานชุดคลุมผ้าไหมที่ปักสัญลักษณ์มาอีกด้วย
นอกจากนี้แล้วราชบัณฑิตทุกคนยังได้รับเรือนรับรองขนาดเล็กหรือใหญ่ตามความเหมาะสม รวมทั้งคนรับใช้และรถม้าประจำตัวแตกต่างกันออกไป เพื่อใช้สำหรับการฝึกราชการ ณ ราชบัณฑิตยสภานั่นเอง!!
พอรุ่งเช้าวันใหม่ราชสำนักจึงได้จัดขบวนแห่ราชบัณฑิตทั้ง 10 คน รอบพระนครเป่ยจิงเพื่อให้รับทราบโดยทั่วกันว่า บัดนี้ต้าหมิงมีราชบัณฑิตชุดใหม่แล้ว
พอขบวนแห่กลับมาถึงพระราชวังต้องห้าม ก็แยกเป็น 2 สองกลุ่ม คือขบวนแรกของราชบัณฑิต 7 คน ได้ลงม้า ณ หน้าประตูตงหวาเหมินทางทิศตะวันออกสำหรับขุนนาง ส่วนจอหงวนปังหยวนและทั่นฮวานั้นลงม้าเพื่อเข้าทางประตูอู่เหมินทางทิศใต้ แล้วจึงเดินทางไปยังงานการเลี้ยงฉลองในพระราชพิธีประทานเลี้ยงแก่เหล่าราชบัณฑิต ซึ่งจะจัดอย่างต่อเนื่องในวังหลวง ยาวนานถึง 3 วัน 3 คืนเลยทีเดียว !!!