รุ่งเช้า เมืองหลวงก็มีข่าวลือใหม่อีกครั้ง
และแน่นอนว่าเกี่ยวข้องกับซูอวี่
“คุณหนูสามสกุลซูแอบนัดพบเซียวอ๋องกลางดึก”
“ทั้งคู่ถูกมือสังหารลอบโจมตี แต่ท่านอ๋องปกป้องนางไว้ในอ้อมแขน”
“มีคนเห็นกับตาว่าเซียวอ๋องหัวเราะให้นาง”
“ไม่ใช่แค่สนใจแล้วกระมัง นี่คงใกล้หมั้นหมายกันจริง ๆ”
“ได้ยินว่าท่านอ๋องถึงกับสั่งให้องครักษ์คุ้มกันนางกลับจวนด้วย”
ซูอวี่นั่งฟังชิงเหอเล่าข่าวลือด้วยสีหน้าว่างเปล่า
ว่างเปล่าราวกับิญญาหลุดออกจากร่างไปนานแล้ว เหลือเพียงเปลือกนอกของคุณหนูสามสกุลซูนั่งถือถ้วยชาอยู่เท่านั้น
นางหมดแรงจะโต้แย้งแล้ว
เมื่อวานนางเกือบถูกฆ่า
ลูกดอกพุ่งเฉียดไปเพียงนิดเดียว มือสังหารบุกขึ้นหอชมจันทร์ และนางต้องใช้กาน้ำชาฟาดหน้าคนร้ายเพื่อเอาชีวิตรอด
แต่คนทั้งเมืองสนใจเพียงว่าเซียวอ๋องกอดนางหรือไม่
มนุษย์นี่ช่างน่ากลัวจริง ๆ
ชิงเหอวางถ้วยยาอุ่น ๆ ลงตรงหน้า พยายามปลอบเสียงเบา
“คุณหนูเ้าคะ ท่านอย่าเพิ่งหมดหวังนะเ้าคะ บางทีอีกไม่กี่วันข่าวลืออาจเงียบลง”
ซูอวี่หัวเราะแห้ง ๆ
“ข้าก็เคยคิดเช่นนั้น”
แล้วเกิดอะไรขึ้น?
ยิ่งพยายามดับไฟ ข่าวลือก็ยิ่งลุกลาม
ราวกับมีคนคอยเติมฟืน เติมน้ำมัน และพัดลมช่วยเป่าอยู่ทุกวัน
ตอนแรกแค่ตกน้ำ
ต่อมากลายเป็ได้รับป้ายหยก
จากนั้นกลายเป็นัดพบกลางคืน
อีกไม่นานคงมีคนลือว่านางตั้งครรภ์กับเซียวอ๋องทั้งที่ยังจับมือเขาไม่ถึงสามครั้งด้วยซ้ำ
ซูอวี่รีบยกมือแตะหน้าผากตัวเอง
หยุดคิด
คิดเองยังน่ากลัวเอง
ขณะนั้นเอง เสียงฝีเท้าเร่งรีบดังขึ้นจากนอกห้อง
บ่าวรับใช้คนหนึ่งเข้ามารายงาน
“คุณหนู นายท่านเรียกไปห้องโถงเ้าค่ะ”
ซูอวี่ใจหายวาบ
ทุกครั้งที่บิดาเรียกไปห้องโถง มักไม่มีเื่ดี
และด้วยประสบการณ์่ไม่กี่วันที่ผ่านมา นางมั่นใจว่าเื่ดีคงไม่รู้จักทางมาหานางแล้ว
เมื่อไปถึงห้องโถง ซูอวี่พบว่าแม่ทัพซูนั่งอยู่กลางห้อง สีหน้าเคร่งขรึมกว่าปกติ
ข้างกายมีฮูหยินใหญ่ พี่สาวทั้งสอง และทหารประจำจวนหลายคนยืนอยู่พร้อมเพรียง
บรรยากาศหนักอึ้งจนซูอวี่รู้สึกไม่สบายใจ
นี่ไม่ใช่การเรียกมาดุธรรมดา
เหมือนประชุมครอบครัวระดับวิกฤตมากกว่า
นางค่อย ๆ เดินเข้าไป ค้อมศีรษะ
“ท่านพ่อ”
แม่ทัพซูเงยหน้ามองนาง
“เมื่อคืนเ้าออกจากจวน”
ซูอวี่ก้มหน้าทันที
“เ้าค่ะ”
“ไปพบเซียวอ๋อง”
“…เ้าค่ะ”
“แล้วถูกลอบสังหาร”
นางเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบเสียงเบา
“เ้าค่ะ”
แม่ทัพซูวางถ้วยชาลงแรงจนเกิดเสียงดัง
ปึก!
ซูอวี่สะดุ้งเล็กน้อย
“อวี่เอ๋อร์ เ้ารู้หรือไม่ว่าตนเองกำลังพาตัวเข้าไปยุ่งกับเื่อันตรายเพียงใด”
ซูอวี่เม้มปาก
นางรู้
รู้ดีกว่าทุกคนเสียอีก
รู้ว่าเซียวอ๋องในอนาคตจะถูกใส่ร้ายจนกลายเป็ฏ
รู้ว่าผู้ที่อยู่เื้ัอาจเป็คนในวัง
รู้ว่าคุณหนูสามสกุลซูตามต้นฉบับจะตายในอีกสามเดือน
และรู้ว่าตอนนี้เื่ราวทุกอย่างกำลังผิดเพี้ยนเร็วกว่าที่นางคาดไว้
แต่จะให้ทำอย่างไร
ต่อให้นางอยู่เฉย ๆ มือสังหารก็ยังตามมาถึงตัว
นางไม่อาจหลีกหนีเื่นี้ได้อีกต่อไป
“ข้าไม่ได้ตั้งใจเ้าค่ะ”
คำตอบนี้เบาเกินไป
แม้แต่นางเองยังรู้สึกเช่นนั้น
แม่ทัพซูมองบุตรสาวอยู่นาน
แววตาที่เคยเข้มงวดอ่อนลงเล็กน้อย
“ั้แ่เ้าฟื้นจากตกน้ำ เ้าก็เปลี่ยนไปมาก”
หัวใจของซูอวี่กระตุก
นางเงยหน้าขึ้นอย่างระมัดระวัง
แม่ทัพซูกล่าวต่อ
“เ้ากล้าพูดมากขึ้น กล้าตัดสินใจมากขึ้น และกล้าทำเื่ที่แต่ก่อนเ้าไม่มีทางทำ”
ซูอวี่มือเย็นลงเล็กน้อย
หรือเขาสงสัยนางแล้ว?
จะถูกจับได้หรือไม่ว่านางไม่ใช่บุตรสาวคนเดิม?
แต่ประโยคถัดมาทำให้ลำคอของนางฝืดขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
“แต่ไม่ว่าเ้าจะเปลี่ยนไปอย่างไร เ้าก็ยังเป็บุตรสาวของข้า”
ห้องโถงเงียบลง
ซูอวี่กะพริบตาช้า ๆ
เ้าของร่างเดิมอาจเคยหวาดกลัวบิดา
และตัวนางเองก็ยังไม่คุ้นกับการมีครอบครัวในโลกนี้
แต่ตอนนี้ นางกลับััได้ว่าใต้ความเข้มงวดนั้นมีความห่วงใยซ่อนอยู่จริง ๆ
แม่ทัพซูอาจไม่ใช่คนถนัดเอ่ยถ้อยคำอ่อนโยน
เขาอาจไม่รู้วิธีปลอบโยนบุตรสาว
แต่ความกังวลในแววตานั้นเป็ของจริง
ซูอวี่ก้มหน้าลงเล็กน้อย
“ข้าทราบแล้วเ้าค่ะ ต่อไปข้าจะระวังให้มากขึ้น”
แม่ทัพซูถอนหายใจ
“ั้แ่วันนี้ เ้าห้ามออกจากจวนโดยไม่มีคนคุ้มกัน”
ซูอวี่รีบพยักหน้า
“เ้าค่ะ”
“และหากเซียวอ๋องส่งคนมาอีก ต้องรายงานข้าก่อน”
นางพยักหน้าอีกครั้ง
“เ้าค่ะ”
ยังไม่ทันที่การสนทนาจะจบ เสียงรายงานก็ดังมาจากหน้าห้อง
“นายท่าน คนจากจวนเซียวอ๋องมาขอพบขอรับ”
ซูอวี่หลับตาลงช้า ๆ
มาอีกแล้ว
ตัวร้ายผู้นี้ว่างมากหรืออย่างไร
แม่ทัพซูขมวดคิ้ว
“ให้เข้ามา”
ครู่ต่อมา องครักษ์ชุดดำผู้หนึ่งก้าวเข้ามาในห้องโถง ท่วงท่ามั่นคง ค้อมศีรษะอย่างสุภาพ แต่ไม่เสียความน่าเกรงขาม
“คารวะแม่ทัพซู คุณหนูซู ท่านอ๋องมีรับสั่งให้ข้าน้อยนำสารมาแจ้งแก่พวกท่านขอรับ”
แม่ทัพซูถามเสียงเรียบ
“ข้อความใด”
องครักษ์ตอบชัดถ้อยชัดคำ
“เื่เมื่อคืน ท่านอ๋องจะเป็ผู้สืบเอง และั้แ่วันนี้ หากผู้ใดแตะต้องคุณหนูซู ผู้นั้นถือเป็ศัตรูของจวนเซียวอ๋อง”
ทั้งห้องเงียบกริบ
เงียบจนซูอวี่ได้ยินเสียงหัวใจตัวเองกระแทกอก
นางแทบหยุดหายใจ
เขาพูดจริงหรือ
เขาประกาศเช่นนี้จริงหรือ
ฮูหยินใหญ่ยกมือทาบอก พี่สาวคนรองอ้าปากค้าง ส่วนพี่สาวคนโตเบิกตาเล็กน้อยอย่างรักษากิริยาเต็มที่
แม่ทัพซูหรี่ตาลง สีหน้าอ่านยากกว่าเดิม
ซูอวี่รีบก้าวออกมา
“เดี๋ยวก่อน ท่านอ๋องอาจหมายถึงในฐานะพยานคดี ใช่หรือไม่”
องครักษ์นิ่งไปครู่หนึ่ง
“ท่านอ๋องไม่ได้กล่าวเช่นนั้นขอรับ”
ซูอวี่เริ่มหายใจไม่ทั่วท้อง
“เช่นนั้นท่านอ๋องกล่าวว่าอย่างไร”
องครักษ์มองนางด้วยสีหน้าลำบากใจเล็กน้อย
“ท่านอ๋องกล่าวเพียงว่า เื่ของคุณหนูซู นับจากนี้เป็เื่ของจวนเซียวอ๋อง”
ซูอวี่รู้สึกเหมือนฟ้าผ่ากลางศีรษะ
เื่ของนางเป็เื่ของจวนเซียวอ๋อง?
คำนี้ใช้อย่างนั้นได้หรือ!
นางรีบโบกมือ
“ไม่ใช่ ไม่ใช่อย่างที่พวกท่านคิด ข้ากับท่านอ๋องไม่ได้—”
แต่สายไปแล้ว
เพราะบ่าวรับใช้ในจวนที่ยืนอยู่ด้านนอกได้ยินชัดทุกคำ
จากแววตาเป็ประกายของคนเ่าั้ ซูอวี่มั่นใจได้ทันทีว่า ประโยคนี้คงถูกเล่าต่อไปอีกอย่างน้อยสิบรูปแบบก่อนพระอาทิตย์ตก
และไม่ว่ารูปแบบใด
ก็คงไม่มีรูปแบบที่เป็ประโยชน์ต่อนางเลยสักแบบ
ซูอวี่ทรุดตัวลงนั่งอย่างหมดแรง
ชีวิตสงบสุขของนางตายสนิทแล้ว
ตายโดยไม่มีพิธีศพ
ตายเพราะคำพูดประโยคเดียวของเซียวอ๋อง
ฮูหยินใหญ่กระแอมเบา ๆ
“อวี่เอ๋อร์…”
“ข้าไม่ใช่คนของเขาเ้าค่ะ”
ซูอวี่รีบตอบทันที
ซูเยว่พี่สาวคนรองยิ้มกว้าง
“แต่ท่านอ๋องประกาศเช่นนั้นแล้ว”
“เขาประกาศผิด!”
ซูหลันพี่สาวคนโตเอ่ยเสียงนุ่ม
"หากเป็วาจาของท่านอ๋อง ก็คงไม่ใช่เื่ที่กล่าวลอย ๆ"
ซูอวี่อยากร้องไห้
ขอบคุณพี่ใหญ่ที่ช่วยแทงซ้ำอย่างสุภาพ
แม่ทัพซูนิ่งอยู่นาน ก่อนมององครักษ์ของจวนอ๋อง
“กลับไปทูลท่านอ๋องว่า ข้าขอบคุณในน้ำใจ แต่ซูอวี่เป็บุตรสาวสกุลซู จวนแม่ทัพย่อมคุ้มครองนางเองได้”
องครักษ์ค้อมศีรษะ
“ท่านอ๋องคาดไว้แล้วว่าแม่ทัพซูจะกล่าวเช่นนี้ จึงฝากอีกประโยคมาขอรับ”
แม่ทัพซูขมวดคิ้ว
ซูอวี่เริ่มรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีอีกครั้ง
องครักษ์กล่าวต่อ
“ท่านอ๋องรับสั่งว่า ศัตรูครานี้ซ่อนตัวอยู่ในที่มืด และเกี่ยวข้องกับวังหลวง จวนแม่ทัพคุ้มครองนางได้ แต่หากมีบางเื่ที่ไม่อาจใช้กำลังทหารจัดการ ขอให้แม่ทัพซูเปิดทางให้พระองค์สืบความจริง”
สีหน้าของแม่ทัพซูเปลี่ยนไปเล็กน้อย
คำว่า “วังหลวง” ทำให้บรรยากาศในห้องโถงหนักอึ้งขึ้นทันที
ซูอวี่เองก็เงียบลง
นี่ไม่ใช่เพียงข่าวลือเื่รักใคร่อีกต่อไป
แต่มันคือการเมือง
คืออำนาจ
และคือเกมที่มองไม่เห็น ซึ่งกำลังดึงนางเข้าไปเป็หมากตัวหนึ่ง
สุดท้ายแม่ทัพซูจึงกล่าวเสียงต่ำ
“ข้ารับรู้แล้ว”
องครักษ์ค้อมศีรษะอีกครั้ง ก่อนถอยออกไป
เมื่อเขาจากไป ห้องโถงยังคงเงียบอยู่อีกนาน
ซูอวี่นั่งนิ่งราวกับหมดแรง
ข่าวลือยังไม่ทันจาง
ความจริงก็หนักกว่าเดิมเสียแล้ว
คืนนั้น หลังจากความวุ่นวายในจวนเริ่มสงบ ซูอวี่กลับเข้าห้องด้วยหัวใจเหนื่อยล้า
นางคิดว่าตนเองควรนอนพัก
นางควรหยุดคิดเื่เซียวอ๋อง มือสังหาร และข่าวลือที่กำลังแพร่ไปทั่วเมืองหลวง โดยเฉพาะประโยคนั้น
เื่ของคุณหนูซู นับจากนี้เป็เื่ของจวนเซียวอ๋อง
ยิ่งคิด ซูอวี่ก็ยิ่งอยากหันหลังกลับไปถามองครักษ์ให้รู้แล้วรู้รอดว่า ท่านอ๋องตั้งใจใช้คำกำกวมเช่นนี้จริงหรือ
แต่ทันทีที่เปิดประตูเข้าไป กลิ่นคาวเืจาง ๆ ก็ลอยเข้าจมูก
แต่ทันทีที่เปิดประตูเข้าไป กลิ่นคาวเืจาง ๆ ก็ลอยเข้าจมูก
ซูอวี่ชะงัก
ชิงเหอที่เดินตามหลังมาหยุดนิ่งทันที
บนโต๊ะกลางห้อง มีจดหมายฉบับหนึ่งวางอยู่
กระดาษสีขาวซีดถูกกดทับด้วยกริชเล่มเล็ก
เืสดจากปลายกริชหยดลงบนโต๊ะ ทิ้งรอยแดงเข้มไว้เป็จุดเล็ก ๆ
ชิงเหอกรีดร้องทันที
“คุณหนู!”
ซูอวี่รู้สึกเหมือนเืในกายเย็นลงทั้งร่าง
นางค่อย ๆ เดินเข้าไปใกล้ มือเย็นเฉียบ
บนกระดาษมีตัวอักษรสีแดงเข้มเขียนไว้เพียงประโยคเดียว
“อย่าสืบเื่ที่เ้าไม่ควรรู้”
ลมกลางคืนพัดผ่านหน้าต่างที่เปิดแง้มไว้
เปลวเทียนไหววูบ
เงาของกริชทอดยาวบนโต๊ะ คล้ายรอยแผลที่ถูกกรีดไว้บนเนื้อไม้
ซูอวี่กำจดหมายแน่นจนปลายนิ้วขาวซีด
ครั้งนี้นางเข้าใจแล้ว
ไม่ว่านางจะอยากเป็ตัวประกอบไร้ตัวตนเพียงใด
ก็มีใครบางคนไม่ยอมปล่อยให้นางถอยออกไป
และนับจากคืนนี้เป็ต้นไป
นางไม่อาจหนีได้อีกแล้ว
เพราะคนที่อยู่เื้ัเื่นี้...
ได้ก้าวเข้ามาถึงห้องนอนของนางแล้ว