จุดสูงสุดแห่งชูร่า【至尊修罗】

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 41 สังหารอีกครั้ง

            ในตอนนี้นอกจากมู่เฟิงกับมู่ขวงแล้ว ยังมีคนของกลุ่มหมาป่าอีกสามคนที่ยังสามารถต่อสู้ได้ดังนั้นกลุ่มของพวกเขาจึงไม่ได้ถือครองความได้เปรียบกว่าฝ่ายตรงข้ามอีกต่อไป สถานการณ์ได้เปลี่ยนไปแล้วอย่างสิ้นเชิง

            ทว่าขณะนั้นเอง มู่เฟิงก็ได้ก้าวออกมาพร้อมกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “พวกเรามายังเทือกเขาอันหนานเพื่อฝึกฝนในเมื่อมีหินโผล่ออกมาให้ลับคม ข้าและน้องชายของข้าย่อมไม่มีทางปล่อยให้โอกาสหลุดลอยผ่านไปฉะนั้นทุกท่านไม่จำเป็นต้องยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือในการต่อสู้ครั้งนี้”

            “ว่าอย่างไรนะ น้องชาย พวกเจ้าสองคนต้องการจะสู้กับเขาเพียงลำพังงั้นรึ?จะทำเช่นนั้นได้อย่างไร พวกเจ้าสองคนไม่ใช่ผู้ฝึกยุทธ์ระดับจื่อฝู่ แต่วรยุทธ์ของอีกฝ่ายอยู่ในระดับจื่อฝู่ขั้นหกแล้วต่อให้พวกเจ้าจะมีกันสองคน แต่พวกเจ้าก็ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขาอยู่ดี”

            สีหน้าของจ้าวเชินพลันเปลี่ยนไปในทันที จากนั้นเขาก็พยายามพูดจาโน้มน้าวเด็กหนุ่ม

            “ถูกต้อง พวกเจ้าสองคนยังเด็กนัก อย่าได้ทำอะไรหุนหันพลันแล่นเช่นนี้เลย”

            เสี่ยวถิงรีบกล่าวเสริมในทันที

            “เรื่องนี้ไม่เป็นไรหรอกขอรับ หากว่าพวกข้าแพ้ ถึงเวลานั้นพวกท่านค่อยลงมือก็ยังไม่สาย”

            มู่เฟิงหัวเราะออกมา

            “เจ้าหนุ่ม เจ้าอย่าได้ดูถูกผู้อื่นจนเกินไปพวกเจ้าคิดจริงหรือว่าสามารถสังหารคนสองคนของข้าได้แล้วจะสามารถทำอะไรข้าก็ได้เช่นกันน่ะข้าจะแสดงให้พวกเจ้าเห็นเองว่าวรยุทธ์ระดับจื่อฝู่และระดับทงม่ายนั้นมันต่างกันอย่างไร”

            หวังลิ่วผิงกล่าวเสียงเย็น เด็กหนุ่มทั้งสองคนตรงหน้านี้จะดูถูกเขาเกินไปแล้ว

            “ข้าไม่ได้คิดว่าพวกข้าแข็งแกร่งอะไร แต่สำหรับคนชั่วช้าเช่นเจ้าหากข้าได้พบเจอย่อมต้องสังหารอยู่แล้ว ถ้าเจ้าตายไปหนึ่งคนคนชั่วบนโลกนี้ย่อมลดน้อยลงไปอีกหนึ่งคนเช่นกัน”

            มู่เฟิงยิ้มหยัน

            “กล่าวได้ดีเช่นนั้นข้าจะนำศีรษะของพวกเจ้าสองคนไปเซ่นไหว้ให้กับพี่น้องทั้งสองของข้าที่ตายไปพวกเจ้าจงตายเสีย!”

            หลังกล่าวจบ หวังลิ่วผิงได้ระเบิดพลังปราณตรงปลายเท้าออกมาก่อนจะทะยานร่างไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วราวกับลูกธนู คมกระบี่อันเย็นเยียบของเขาได้พุ่งตรงไปที่ลำคอของมู่เฟิง

            กระบี่เล่มนี้เคลื่อนไหวรวดเร็วยิ่งนักอีกทั้งพลังบนตัวกระบี่ยังพุ่งปะทะหน้าของเด็กหนุ่มโดยตรง

            มู่เฟิงและมู่ขวงหันมามองสบตากันทันใดนั้นร่างของเด็กหนุ่มทั้งสองพลันแยกกันเคลื่อนไหวในทันทีโดยดาบและกระบี่ของพวกเขาได้ฟาดฟันไปทางหวังลิ่วผิงในเวลาเดียวกัน

            ชิ้ง…!

            คมกระบี่เล่มนั้นได้เฉียดผ่านใบหน้าของมู่เฟิงไป เสียงการเคลื่อนไหวของกระบี่คมดังขึ้นอย่างชัดเจนฉับพลันนั้นพลังปราณบนตัวกระบี่ได้ปะทุขึ้น บีบให้มู่เฟิงต้องก้าวถอยออกไปสองก้าว

            การเคลื่อนไหวกระบี่ของหวังลิ่วผิงนั้นร้ายกาจเป็นอย่างมากแม้มู่เฟิงจะก้าวถอยออกไปแล้ว แต่คมกระบี่เล่มนั้นก็ยังพุ่งตามมาหมายจะแทงบริเวณหน้าท้องน้อยของเขา ทว่าเด็กหนุ่มได้ยกกระบี่ของตนขึ้นมาป้องกันการโจมตีนี้เอาไว้ได้ทันในขณะเดียวกันนั้น เขาก็บิดฝ่าเท้าเพื่อหลีกเลี่ยงการโจมตีจากวิถีกระบี่ครั้งถัดไปของอีกฝ่ายที่พุ่งเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

            และในตอนนั้นเอง มู่ขวงก็ได้ฟันดาบออกมาทันที คมดาบพุ่งทะยานผ่านอากาศอย่างรวดเร็วพลังที่ปะทุออกมาของดาบเล่มนี้ทำให้ผู้คนรอบข้างรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างยิ่งเนื่องจากพลังของมันเกินขอบเขตของผู้ฝึกยุทธ์ระดับทงม่ายไปแล้ว

            แกร๊ง…!

            หวังลิ่วผิงตวัดกระบี่ขึ้นมาเพื่อต้านการโจมตีแต่เขากลับต้องตกตะลึงเมื่อสัมผัสได้ถึงพละกำลังที่มหาศาลของมู่ขวงจนเขาต้องถอยออกไปสองก้าว

            “สังหาร!”

            มู่เฟิงฉวยโอกาสนี้ดีดทะยานร่างขึ้น พร้อมกับที่สองมือของเขายกดาบขึ้นสูง และฟันไปยังร่างของหวังลิ่วผิงอย่างดุดัน

            หวังลิ่วผิงยกมือข้างหนึ่งของตัวเองขึ้น ก่อนจะปลดปล่อยพลังปราณจากฝ่ามือออกมาทันทีปราณฝ่ามือสีทองพลันพุ่งไปทางมู่เฟิงอย่างรวดเร็ว

            เปรี้ยง!

            กระบี่เล่มนั้นของมู่เฟิงปะทะเข้ากับปราณฝ่ามืออย่างรุนแรงโดยแรงปะทะนี้สั่นสะเทือนไปถึงร่างของเด็กหนุ่ม เป็นผลให้ร่างของเขาร่วงตกลงบนพื้นและในขณะเดียวกันนั้นเอง มู่ขวงที่อยู่ด้านข้างก็พุ่งดาบเข้าใส่ศัตรูอีกครั้ง

            การต่อสู้ของคนทั้งสามยังคงเป็นไปอย่างดุเดือด โดยหวังลิ่วผิงได้อาศัยพลังปราณที่ล้นเหลือของตัวเองขัดขวางไม่ให้เด็กหนุ่มทั้งสองคนสามารถเข้ามาใกล้ตัวเขาพร้อมกันได้

            ส่วนคนอื่นที่อยู่โดยรอบต่างก็กำลังจดจ่อกับการต่อสู้นี้

            “พี่ใหญ่จ้าวท่านว่าเด็กหนุ่มสองคนนี้มาจากที่ใดกันเห็นได้ชัดว่าวรยุทธ์ของพวกเขาอยู่ในระดับทงม่ายแต่พวกเขากลับสามารถระเบิดพลังที่เหนือขั้นกว่าระดับทงม่ายทั่วไปออกมาได้”

            เสี่ยวถิงกล่าวขึ้นด้วยความประหลาดใจ

            “ข้าเองก็ไม่ทราบ แต่ข้าเดาว่าพวกเขาคงเป็นอัจฉริยะจากตระกูลที่มีวิทยายุทธ์ที่โดดเด่นเป็นแน่วิธีการฝึกของพวกเขาคงไม่ธรรมดา เจ้าดูพวกเขาสิโดยเฉพาะเด็กหนุ่มผมยาวที่ถือกระบี่ผู้นั้น ทักษะการเคลื่อนไหวของร่างกายดีเยี่ยมจิตสังหารจากตัวกระบี่ก็ไม่ธรรมดา รังสีสังหารที่รุนแรงเช่นนี้ไม่ใช่สิ่งที่เด็กหนุ่มทั่วไปจะสามารถมีได้นอกจากนี้กระบี่เล่มนั้นของเขายังเป็นเครื่องมือปราณแต่ว่าเหตุใดข้าถึงได้รู้สึกคุ้นตากับกระบี่เล่มนั้นนักนะ”

            จ้าวเชินหรี่ตามองขณะกล่าวขึ้น

            “ถูกต้อง ข้าเองก็คิดเช่นเดียวกับพี่ใหญ่จ้าวกระบี่เล่มนั้นดูคล้ายกับกระบี่ของหม่าเฉวียนผู้นั้นเลย”

            ต้าหูก็ประหลาดใจเช่นกัน

            “ท่านว่าพวกเขาสองคนจะสามารถเอาชนะได้หรือไม่?”

            เสี่ยวถิงถามขึ้นอีกครั้ง

            “เรื่องนี้ยากที่จะพูดได้ก่อนหน้านี้หวังลิ่วผิงต้องเสียพลังปราณไปมากเพื่อจัดการกับข้าหากว่าพลังปราณของเขาหมดลง เขาย่อมไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเด็กหนุ่มสองคนนั้น”

            ในระหว่างที่พวกเขากำลังวิเคราะห์สถานการณ์คนทั้งสามยังคงต่อสู้กันอย่างดุเดือด

            “ให้ตายเถอะ หากการต่อสู้ยังยืดเยื้อต่อไปเจ้าเด็กสองคนนี้ต้องทำให้พลังปราณของข้าหมดลงเป็นแน่”

            สีหน้าของหวังลิ่วผิงเคร่งขรึมลงความแข็งแกร่งของเด็กหนุ่มทั้งสองนั้นไม่ธรรมดาเลย โดยเฉพาะมู่เฟิง พลังที่เขาระเบิดออกมาเกือบจะทัดเทียมกับผู้ฝึกยุทธ์ระดับจื่อฝู่แล้ว

            “ต้องรีบจบการต่อสู้ให้เร็วที่สุด!”

            ดวงตาของหวังลิ่วผิงทอประกายเย็นเยียบ เขากระตุ้นพลังปราณทั้งหมดที่เหลืออยู่ในร่างออกมาก่อนจะรวบรวมพลังทั้งหมดนั้นเอาไว้ที่เส้นลมปราณ และส่งไปยังกระบี่ที่ถืออยู่ในมือ

            “เคล็ดกระบี่ดาราสวรรค์!”

            หวังลิ่วผิงคำรามอย่างเกรี้ยวกราด ทันทีที่เขาวาดกระบี่ออกมาพลันปรากฏปราณกระบี่สีทองนับสิบเล่มขึ้นก่อนที่ปราณกระบี่สีทองเหล่านั้นจะกวาดไปทางมู่เฟิงและมู่ขวงอย่างรวดเร็ว

            “แย่แล้ว ถอย!”

            สีหน้าของมู่เฟิงพลันเปลี่ยนไป เด็กหนุ่มรีบตะโกนออกมาเสียงดัง

            คนทั้งสองถอยกรูดออกมาอย่างรวดเร็วปราณกระบี่สีทองเหล่านั้นกวาดออกมาไกลราวเจ็ดถึงแปดเมตรเด็กหนุ่มทั้งสองรีบกวัดแกว่งอาวุธในมือเพื่อต้านการโจมตีในครั้งนี้ทันที

            มู่เฟิงนั้นเคลื่อนกายได้อย่างคล่องแคล่วและว่องไวเขาสามารถหลบหลีกปราณกระบี่ได้ถึงสามเล่มทว่ายังเหลือปราณกระบี่ที่พุ่งมาทางเขาอีกสองเล่ม โดยมันได้พุ่งมายังศีรษะและท้องน้อยของเขา

           ก้าวเหินดั่งสายลม!

            รูม่านตาของมู่เฟิงหดตัวเล็กลง เขาสัมผัสได้ถึงรังสีอันตรายที่กำลังคุกคามเข้ามาใกล้ชีวิตของตนแต่ฉับพลันนั้นร่างกายของเขาก็พลันบิดเบี้ยวอย่างน่าประหลาดปราณกระบี่ที่พุ่งตรงเข้ามาเฉียดผ่านร่างของเขาไปอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ปราณกระบี่อีกเล่มก็เฉียดผ่านสันจมูกไปเช่นกันกลายเป็นว่าเมื่อครู่เขาสามารถหลบเลี่ยงปราณกระบี่ทั้งสองเล่มนั้นได้สำเร็จ!

            การเคลื่อนไหวของเขานั้นรวดเร็วดุจสายลมทั้งยังสามารถเคลื่อนกายได้ดั่งใจนึกในที่สุดเขาก็สามารถบรรลุทักษะร่างกายระดับสมบูรณ์ซึ่งเป็นระดับสูงสุดได้แล้ว!

            แต่ทักษะการเคลื่อนไหวของมู่ขวงนั้นไม่ได้คล่องตัวและว่องไวเหมือนมู่เฟิงเขาสามารถหลบหลีกปราณกระบี่ได้เพียงไม่กี่เล่มเท่านั้น จนท้ายที่สุดเขาก็ถูกปราณกระบี่สองเล่มสุดท้ายแทงเข้าที่ทรวงอกและน่อง

            ฉึก! ฉึก!

            เลือดสีแดงฉานพลันไหลทะลักออกมาจากบาดแผลทั้งสองตำแหน่งของมู่ขวง หวังลิ่วผิงพลันเหยียดยิ้มออกมาอย่างย่ามใจ จากนั้นคมกระบี่ของเขาก็พุ่งตรงไปยังศีรษะของมู่เฟิงในทันที!

            มู่เฟิงยังคงสามารถเคลื่อนกายหลบวิถีกระบี่นี้ได้อีกครั้ง แต่คราวนี้ หวังลิ่วผิงก็ได้เข้าไปตบฝ่ามือลงบนกลางอกของมู่เฟิงในทันทีด้วย

            ปัง!

            มู่เฟิงรู้สึกราวกับว่าทรวงอกของเขาถูกทุบด้วยค้อนหนักๆเด็กหนุ่มกระอักเลือดออกมาก่อนจะล่าถอยไปในทันที

            “เจ้าเด็กบัดซบ จงตายเสียเถอะ!”

            หวังลิ่วผิงคำรามอย่างโกรธเกรี้ยว จากนั้นเขาได้ทะยานร่างขึ้นสูงก่อนจะแทงกระบี่ลงมาด้วยความเร็วและรุนแรงราวกับสายฟ้าเนื่องจากเมื่อครู่มู่เฟิงเพิ่งถูกกระแทกด้วยพลังฝ่ามือไปเกรงว่าคราวนี้คงยากที่เขาจะสามารถหลบเลี่ยงมันได้แล้ว

            “แย่แล้ว อันตราย!”

            สีหน้าของจ้าวเชินที่เฝ้ามองสถานการณ์อยู่ตลอดพลันเปลี่ยนไปในทันทีแม้เขาต้องการจะช่วยเหลือ แต่เกรงว่าคงสายไปเสียแล้ว

            “พี่เฟิง!”

            มู่ขวงซึ่งอยู่ใกล้ที่สุดร้องตะโกนออกมาเสียงดังเขาระเบิดพลังปราณออกมาจากฝ่าเท้าและวิ่งทะยานพุ่งร่างเข้าใส่หวังลิ่วผิงราวกับกระทิง

            เปรี้ยง...!

            ร่างของหวังลิ่วผิงถูกกระแทกอย่างแรงจนปลิวกระเด็นขึ้นไปกลางอากาศและถลาลงบนพื้นจนห่างออกไปไกลหลายเมตรนอกจากนี้ร่างของเขายังกลิ้งไปตามพื้นอีกหลายตลบ หวังลิ่วผิงหันกลับมามองมู่ขวงด้วยสายตาตกตะลึง เด็กหนุ่มผู้นี้ถูกปราณกระบี่ของเขาแทงไปถึงสองตำแหน่งเหตุใดอีกฝ่ายถึงยังมีชีวิตอยู่อีก! ซ้ำร้ายยังสามารถวิ่งเข้ามากระแทกร่างของเขาจนกระเด็นเด็กผู้นี้เป็นสัตว์ประหลาดหรืออย่างไร?

            “เคล็ดวิชาดาบคลั่ง!”

            ฉันพลันนั้นมู่ขวงได้ก้าวขึ้นไปข้างหน้าพร้อมยกดาบของตัวเองขึ้นร่างกายของเขาราวกับหมุนคว้างในอากาศ ก่อนที่ดาบในมือของเขาจะฟาดฟันออกมาอย่างต่อเนื่องด้วยความเร็วและวิถีดาบที่รุนแรงราวกับพายุคลั่ง!

            แกร๊ง! แกร๊ง! แกร๊ง! ...!

            หวังลิ่วผิงยังคงสามารถใช้กระบี่ของตนต้านดาบของอีกฝ่ายที่โจมตีออกมาอย่างต่อเนื่องเอาไว้ได้เพียงแต่การเคลื่อนไหวดาบของมู่ขวงนั้นรวดเร็วเกินไป ทั้งยังดุดันและทรงพลังราวกับพายุคลั่งแรงกระแทกที่ถูกส่งมาทำให้ง่ามนิ้วของเขาชาหนึบ

            ภายในเวลาหนึ่งวินาที มู่ขวงสามารถฟันดาบออกมาได้นับสิบครั้ง

            พรึ่บ!

            การโจมตีนี้ยังคงเป็นไปอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งในที่สุดกระบี่ของหวังลิ่วผิงก็หลุดลอยกระเด็นออกไปและดาบเล่มถัดไปก็ฟาดฟันลงมาอย่างดุดันในทันที

            “เจ้าคนสารเลว จงตายเสียเถอะ!”

            “ไม่…!”

            สีหน้าของหวังลิ่วผิงพลันเปลี่ยนไปอย่างมาก ดวงตาของเขาแดงก่ำ

            ฉัวะ!

            ดาบเล่มนั้นได้ฟันลงไปบนศีรษะของอีกฝ่าย!

            ตุ้บ!

            ร่างของหวังลิ่วผิงพลันล้มลงบนพื้นในทันทีพร้อมกับเลือดที่สาดกระเซ็นไปทั่วบริเวณ!

            “พี่หวัง!”

            เมื่อเห็นฉากนี้ คนที่เหลืออีกสองคนก็ตัวแข็งทื่อขึ้นมาทันใด ดวงตาของพวกเขามีเพียงความหวาดผวาพลางจ้องมองไปยังเด็กหนุ่มผู้นั้นอย่างตื่นตระหนก

            “รีบหนีเร็วเข้า!”

            ฉับพลันนั้นพวกเขาก็หันหลังและวิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว!

     

    คล้ายกับเรื่องจุดสูงสุดแห่งชูร่า【至尊修罗】 ที่คุณอ่าน