ราชันย์เทวะทมิฬ

    ตอนที่ 16 การพบเจอที่ไม่ได้นัดหมาย

    มู่เฉินอยู่ในถ้ำหลังน้ำตกถึงสองวันเต็ม เขาใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการหลอมโอสถ ตอนนี้เขาสามารถหลอมโอสถได้ถึงสี่ชนิด ถึงแม้จะเป็นเพียงโอสถระดับหนึ่งแต่ในเวลาเพียงสามวัน นับว่าเป็นความสำเร็จที่งดงามมากแล้ว อีกสองวันจะถึงวันรับศิษย์ใหม่ของสำนักหลินกวง การทดสอบจัดขึ้นที่เขาจงเหอซึ่งอยู่เหนือสุดของเมืองร้อยบรรพต ซึ่งต้องใช้เวลาเดินทางหนึ่งวันเต็ม คืนที่ผ่านมามู่เฉินจึงงดการฝึกฝนเพื่อพักผ่อนอย่างเต็มที่ การเดินทางไปเขาจงเหอมีสองเส้นทาง เส้นทางแรกคือตัดตรงขึ้นเหนือไปทางแนวเขา ส่วนอีกทางคือเส้นทางสายหลักที่ผ่านกลางเมืองร้อยบรรพตแล้วจึงค่อยอ้อมขึ้นเหนือ มู่เฉินออกเดินทางตอนเช้ามืด เขาเลือกใช้เส้นทางตรงขึ้นเหนือแม้จะเดินทางลำบากแต่มันสามารถลดระยะทางได้ การเดินทางเป็นไปอย่างราบรื่น ระหว่างทางเขาพบรุ่นเยาว์นับสิบคน ซึ่งเป็นไปได้ว่าคนเหล่านั้นจะเข้าร่วมการทดสอบสำนักหลินกวงเช่นกัน หลังจากเดินทางจนถึงเวลาเที่ยงวัน ด้านหน้ามู่เฉินปรากฏโรงเตี๊ยมสองชั้นขนาดใหญ่ โรงเตี๊ยมแห่งนี้เป็นจุดรวมตัวของทั้งสองเส้นทาง ก่อนจะตัดเข้าสู่เส้นทางเทือกเขาจงเต้าตรงไปยังสำนักหลินกวง “จอมยุทธ์น้อย เชิญด้านในก่อน วันนี้ท่านมาคนเดียวหรือขอรับ?” เสี่ยวเอ้อเดินออกมาต้อนรับมู่เฉินอย่างสุภาพ “ใช่แล้ว ช่วยหาโต๊ะที่สงบเงียบให้ข้าหนึ่งที่” มู่เฉินตอบกลับ “ได้ขอรับ งั้นขอเชิญท่านนั่งที่โต๊ะตรงมุมชั้นสอง” เสี่ยวเอ้อผายมือเชิญ ชั้นหนึ่งของโรงเตี๊ยมมีโต๊ะทั้งหมดสิบโต๊ะและมีผู้ฝึกยุทธ์นั่งอยู่ครึ่งหนึ่ง ส่วนชั้นสองมีอยู่เพียงห้าโต๊ะและยังไม่มีผู้ใดอยู่เลย “เสี่ยวเอ้อ เหตุใดมีผู้คนมาพักกินข้าวน้อยเช่นนี้?” มู่เฉินถามอย่างสงสัย “ยังไม่ถึงเวลาขอรับ อีกประมาณสองก้านธูปคนจากเส้นทางหลักจึงจะมาถึง เวลานั้นคนจะเยอะจนเต็มทุกโต๊ะ” เสี่ยงเอ้อตอบกลับ “อ้อ เป็นเช่นนี้เอง ข้าเอาบะหมี่เนื้อหนึ่งชาม ไก่ตุ๋นหนึ่งตัวแล้วก็สุราที่ดีที่สุดอีกหนึ่งขวด” มู่เฉินกล่าวพร้อมกับส่งผลึกปราณให้สามก้อน เสี่ยวเอ้อถึงกับตาลุกวาว “ขอบคุณจอมยุทธ์ ข้าจะจัดเตรียมให้ไวที่สุด” เสี่ยวเอ้อโค้งคำนับและจากไปทันที เวลาผ่านไปไม่นานเนื้อชามโต ไก่ตุ๋นและสุราก็วางเต็มโต๊ะ มู่เฉินดื่มกินอย่างเอร็ดอร่อย เป็นไปตามที่เสี่ยวเอ้อกล่าวไว้ เมื่อเวลาผ่านไปสองก้านธูปผู้คนจำนวนมากจากเส้นทางหลักก็เดินทางมาถึง แต่มู่เฉินไม่สนใจแม้แต่น้อย เขายังคงดื่มด่ำอยู่กับน่องไก่และสุรา “คาราวะจอมยุทธ์ตระกูลจี้ เชิญด้านในขอรับ” เสียงเสี่ยวเอ้อดังขึ้นเรียกสติมู่เฉินให้ตื่นจากภวังค์ มู่เฉินส่งสัมผัสเทวะไปยังชั้นล่าง เขาพบผู้ฝึกยุทธ์สิบคนเดินเข้ามาภายในโรงเตี๊ยม ผู้นำกลุ่มอยู่ระดับแก่นแท้ขั้นที่สาม แต่ที่ดึงความสนใจของเขาไม่ใช่คนผู้นี้ ความสนใจมู่เฉินตรงไปยังรุ่นเยาว์ผู่หนึ่งจากคนทั้งเก้า เขาจดจำปราณของนางได้เป็นอย่างดี นางคือจี้เชียนเชียนซึ่งพบกันตอยอยู่ที่หุบเขาหมื่นอสูร มือข้างขวาเชียนเชียนถือกระบี่อยู่เล่มหนึ่ง ด้ามกระบี่และปลอกเป็นสีเงินบริสุทธิ์และประดับด้วยไข่มุกอย่างสวยงาม คนทั้งสิบเดินขึ้นมายังชั้นสอง มู่เฉินรีบก้มหน้ากินน่องไก่เพื่อหลบเลี่ยงทันที แต่การกระทำทั้งหมดไม่อาจหลุดลอดสายตาเชียนเชียนไปได้ นางจำเขาได้ทันที่ที่ขึ้นมายังชั้นสอง เชียนเชียนมองมู่เฉินพร้อมกลับยิ้มเล็กน้อย แต่นางไม่ได้เปิดโปงแต่อย่างใด นางรู้ว่าเขาไม่ต้องการแสดงตัวในเวลานี้ “คาราวะจอมยุทธ์ตระกูลมู่” เสียงเสี่วเอ้อดังแว่วมาอีกครั้ง ครั้งนี้ต่างจากการมาถึงของตระกูลจี้ มู่เฉินรู้สึกชาที่หนังศรีษะทันที หากตระกูลมู่พบเขา หายนะต้องมาเยือนอย่างแน่นอน เขาจึงสลับที่นั่งหันหน้าเข้ามุมเพื่อหลบเลี่ยง “ท่านพ่อ ตระกูลจี้อยู่ชั้นบน เราก็ไปที่นั่นเถอะ” มู่เสียนกล่าวกับมู่หยางด้วยรอยยิ้มเลศนัย มู่หยางย่อมรู้ใจบุตรชาย เขาเดินนำขึ้นไปยังชั้นสองทันที “โอ้...ช่างบังเอิญอย่างแท้จริงที่ได้พบแม่นางเชียนเชียนที่นี่” มู่เสียนกล่าวขึ้นหลังจากขึ้นมายังชั้นสอง “ก่อนเดินทาง บิดาท่านกล่าวว่าให้เราสนิทสนมกันไว้ เมื่อได้พบกันระหว่างทาง หลังจากนี้เราทั้งสองตระกูลเดินทางร่วมกันดีหรือไม่?” มู่เสียนยังคงกล่าวต่อ “ขอบคุณน้ำใจท่านมาก แต่พวกเรามีเรื่องบางประการที่ต้องทำระหว่างทาง เกรงจะถ่วงเวลาของท่าน ขอท่านโปรดเข้าใจ” เชียนเชียนตอบเลี่ยงอย่างสุภาพ “ย่อมได้ ไว้หลังจากเข้าเป็นศิษย์สำนักหลินกวงแล้ว เราค่อยสนิทสนมกันก็ยังไม่สาย ฮ่า ฮ่า ฮ่า” มู่เสียนกล่าวแทะโลมอย่างชัดเจน “มู่เสียน ปากสุนัขเช่นเจ้าสมควรโดนสั่งสอน” จี้ฟางตะโกนด้วยความโกรธแค้น “จี้ฟาง พอได้แล้ว!!! ตระกูลพวกเราใกล้ชิดดั่งพี่น้อง อย่าทำให้เสียเรื่อง” ผู้อาวุโสจี้ตง กล่าวห้ามปรามก่อนจะเกิดปัญหา “เจ้าเองก็กลับมาได้แล้ว” มู่หยางเตือนบุตรชาย แม้เขาจะไม่เกรงกลัวจี้ตง แต่การลดปัญหาหนึ่งอย่างย่อมดีกว่าสร้างปัญหาอย่างหนึ่ง มู่เฉินถือโอกาสเดินหลบลงไปยังชั้นหนึ่งในระหว่างที่ทุกคนกำลังสนใจกับเหตุการณ์เบื้องหน้า แต่มันช้าเกินไปเสียแล้ว เหตุการณ์ทั้งหมดจบลงอย่างรวดเร็ว มู่เสียนที่กำลังหมุนตัวกลับเพื่อมารวมกลุ่มกับตระกูล สายตาเขาวาดผ่านแผ่นหลังมู่เฉินและหยุดค้างทันที “เจ้า!!! คนที่กำลังเดินลงบันได หันกลับมาเดี๋ยวนี้” มู่เสียนตะโกนเรียก มู่เฉินหยุดค้างพร้อมกับเหงื่อเม็ดโตที่ใหลออกมา เข้าดิ้นรนรอดมาได้อย่างยากลำบาก กลับต้องมาจบสิ้นวันนี้หรือ? คนในชั้นสองต่างมองไปยังแผ่นหลังมู่เฉินอย่างพร้อมเพียง ทุกคนคล้ายกับจดจำแผ่นหลังนี้ได้ หรือเป็นมู่เฉินที่หายตัวไปเมื่อหนึ่งปีก่อน? มู่หานกับหลิงเอ๋อหัวใจแทบหล่นกองกับพื้น ทั้งคู่ต่างจากคนอื่นในตระกูล พวกเขาพบมู่เฉินเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาจึงจดจำมู่เฉินได้เป็นอย่างดี “โอ้...คุณชาย ท่านมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร” ท่ามกลางความเป็นตาย กลับมีเสียงสวรรค์ดังขึ้นมาจากชั้นหนึ่ง หญิงสาวน่าตางดงามเดินขึ้นบันใดมาหยุดเบื้องหน้ามู่เฉิน “ข้าแวะมากินอาหารเท่านั้น แล้วพี่สาวหลิวหลิงมาที่นี่ได้อย่างไร?” มู่เฉินตอบกลับ เมื่อได้ยินเสียง คนตระกูลมู่ก็จดจำได้ทันที คนผู้นี้คือมู่เฉินอย่างแน่นอน มู่หยางกำหมัดแน่นแต่เขายังไม่ขยับเขยื้อน นั่นเพราะเขากังวลเรื่องหอประมูลยู่อิงไม่น้อย “ข้ากำลังจะเดินทางไปเขาจงเหอ แต่ระหว่างเดินผ่านโรงเตี๊ยมพบเห็นท่าน จึงมาเชิญท่านเดินทางร่วมกัน” หลิวหลิงตอบ ก่อนหน้านี้ มู่เฉินตรวจพบปราณสัมผัสจากระดับแก่นแท้ขั้นสูงสุดผู้หนึ่ง สร้างความสงสัยให้เขาไม่น้อยแต่เมื่อพบหลิวหลิงเขาก็เข้าใจทันที ปราณสัมผัสนั้นย่อมเป็นของผู้อาวุโสยู่ไป๋ ย่อมเป็นเขาเป็นคนส่งหลิวหลิงมาช่วยตน “ฮ่า ฮ่า ดีเยี่ยม ช่างเหมาะเจาะอะไรเช่นนี้” มู่เฉินหัวเราะอย่างโล่งอก “เราไปกันเถอะ” หลิวหลิงเตรียมหมุนตัวเดินออกไป “เดี๋ยวก่อน พี่สาวหลิวหลิง คือ...เกรงว่าคนเหล่านี้จะไม่ยอมให้ข้าจากไป” คำกล่าวมู่เฉินทำให้หลิวหลิงหยุดเคลื่อนไหวและหันไปมองกลุ่มคนที่ยืนอยู่ด้านหลังเขา “อ้อ...คนตระกูลมู่? เหตุใดพวกเขาไม่ให้ท่านจากไป?” หลิวหลิงถามอย่างสงสัย แท้จริงแล้วหลิวหลิงรู้สถานการณ์ทั้งหมด นางแกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่องราวเพื่อดูท่าทีของคนในตระกูลมู่เท่านั้น “เอ่อ...แม่นางหลิวหลิง ข้าต้องขออภัย มู่เฉินเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ร้ายแรงของตระกูล เขาจึงต้องถูกนำตัวไปสอบสวน” มู่หยางพูดอย่างระมัดระวัง “ผู้อาวุโสมู่หยาง เขาเกี่ยวข้องกับเรื่องใด?” หลิวหลิงกล่าวด้วยรอยยิ้ม “คือว่า...” มู่หยางลังเลที่จะตอบคำถาม “ไม่ได้เจอกันนาน ดูเหมือนทุกคนจะสบายดี” มู่เฉินหมุนตัวกลับมาประจันหน้าพร้อมกับพูดอย่างเฉื่อยชา “เป็นเจ้า...เจ้ายังมีชีวิตอยู่” มู่เสียนตะโกนลั่น “พวกเจ้าผิดหวังรึ? ที่ข้ายังมีชีวิตอยู่” “อย่าพูดจาเหลวใหล ในเมื่อเจ้ากลับมาแล้วเหตุใดไม่กลับไปรับความผิดที่ตระกูล?” มู่หยางกล่าวขึ้น “รับความผิด? ความผิดเรื่องใด?” มู่เฉินไร้ซึ่งความหวาดกลัว “เมื่อหนึ่งปีก่อน เจ้าสังหารคนในตระกูลแล้วหลบหนีไป ถือเป็นความผิดร้ายแรง” มู่หยางกล่าวอย่างมีชั้นเชิง “ท่านบอกว่าข้าสังหารคนในตระกูล งั้นข้าขอถามท่านหนึ่งเรื่อง คนที่ตายมีพลังระดับใด?” มู่เฉินถามกลับ คำถามของมู่เฉินสร้างความปั่นป่วนทันที ทุกคนในตระกูลรู้ดีว่าคนที่ตายทั้งห้าเมื่อหนึ่งปีก่อนมีระดับกำเนิดขั้นสาม ในขณะที่มู่เฉินไร้พลังยุทธ์ เช่นนั้นแล้วมู่เฉินจะสังหารคนเหล่านั้นได้เช่นไร? “อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ข้าต้องจับกุมเจ้า หลังจากจบการทดสอบสำนักหลินกวงเจ้าต้องถูกสอบสวนโดยผู้นำตระกูล” มู่เฉินกล่าวพร้อมรอยยิ้มเยือกเย็น “เกรงว่าท่านไม่อาจทำเช่นนั้นได้” เสียงไพเราะดังมาจากชั้นล่าง หลังจากสิ้นเสียงราวห้าลมหาย ร่างหญิงสาวงดงามปานเทพธิดาเดินขึ้นบันใดมายืนด้านข้างมู่เฉิน หลิวหลิงรีบก้มหัวและหลบไปด้านหลังทันที “แม่นางยู่เหยียน...” มู่หยางกล่าวอย่างติดขัด มู่เฉินมีความสัมพันธ์กับยู่เหยียน? คนตระกูลมู่ทั้งหมดตกอยู่ในความตื่นตะลึง รวมถึงคนตระกูลจี้ที่เอาตัวอยู่ด้านนอกเพื่อชมเหตุการณ์ก็เช่นกัน “คุณชายเฉินเป็นแขกหอประมูลยู่อิง ข้าคงปล่อยให้เขาตกอยู่ในอันตรายไม่ได้” น้ำเสียงยู่เหยียนอ่อนหวานแต่มันกับปนด้วยความเด็ดขาดอยู่สามส่วน “เสี่ยวเหยียน เราเดินทางต่อได้แล้ว พาคุณชายเฉินมาด้วย ข้ามีเรื่องราวมากมายอยากจะคุยกับเขา” เสียงทรงอำนาจดังแว่วมาจากด้านนอกโรงเตี๊ยม น้ำเสียงผู้อาวุโสยู่ไป๋แม้จะราบเรียบธรรมดา แต่เมื่อมันปนด้วยปราณระดับแก่นแท้ขั้นสูงสุดจึงทำให้ผู้ฟังกลายเป็นหนาวเหน็บทันที “ท่านคงได้ยินแล้ว ท่านยังยืนยันจะจับกุมคุณชายเฉินอีกหรือไม่?” ยู่เหยียนหันไปพูดกับมู่หยาง “ข้าจะละเว้นเอาไว้ก่อน เชิญแม่นางยู่เหยียน” มู่หยางตอบอย่างไม่ยินยอมพร้อมใจนัก “งั้นข้าขอตัว คุณชายเฉิน เชิญ” ยู่เหยียนผายมือให้มู่เฉินและเดินจากไปพร้อมกับสายตาหลายสิบคู่ที่จ้องมองด้วยความสับสน หลังจากมู่เฉินและคนของหอประมูลยู่อิงจากไป ทุกคนตกอยู่ในความเงียบ เรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้มันแปลกเกินไป มู่เฉินที่หายตัวไปหนึ่งปีกลับมาอีกครั้ง นอกจากนี้ยังดูเหมือนว่าเขามีความสัมพันธ์ที่ดีกับหอประมูลยู่อิงอีกด้วย “ท่านพ่อ พวกมันเดินทางไปเขาจงเหอเช่นกัน เป็นไปได้หรือไม่ว่ามู่เฉินมีพลังยุทธ์?” มู่เสียนกล่าวถามบิดา “เป็นไปไม่ได้ เมื่อหนึ่งปีก่อนมันไม่มีแม้แต่วิญญาณยุทธ์ อีกทั้งเมื่อครู่ข้าลองตรวจสอบแล้วแต่ไม่พบระดับพลัง” มู่หยางตอบอย่างครุ่นคิด มู่หยางกล่าวอย่างมั่นใจโดยที่ไม่รู้เลยว่าที่เขาไม่สามารถตรวจสอบพลังมู่เฉินเพราะมู่เฉินได้ใช้ปราณทมิฬปกปิดจุดตันเถียนไว้ก่อนแล้ว
    “เรื่องนี้หยุดไว้ก่อน หลังจากจบการทดสอบสำนักหลินกวงข้าจะปรึกษาผู้นำตระกูลอีกครั้ง” มู่หยางพูดตัดบท เทือกเขาจงเต้ามู่เฉินนั่งอยู่ในรถม้าร่วมกับยู่เหยียนและยู่ไป๋ ส่วนหลิวหลิงอยู่รถม้าอีกคันร่วมกับรุ่นเยาว์อีกสามคน “ขอบคุณผู้อาวุโส หากไม่ได้ท่านช่วยเหลือข้าคงต้องจบชีวิตที่โรงเตี๊ยม” มู่เฉินประกบมือคาระวะอย่างจริงใจ “เอ๊ะ...ข้าเป็นคนไปช่วย เหตุใดเจ้าไม่ขอบคุณข้าบ้าง?” ยู่เหยียนพูดอย่างโกรธเคือง อยู่เบื้องนอกยู่เหยียนวางตัวสูงสง่าและเป็นผู้ใหญ่ แต่เมื่ออยู่กับมู่เฉินนางจะกลายเป็นหญิงสาวเจ้าอารมณ์ทันที “ฮ่า ฮ่า ฮ่า จะเป็นเช่นนั้นได้อย่างไร? ข้าขอขอบคุณเจ้ามาก นี่คือของขวัญตอบแทนสำหรับเจ้า” มู่เฉินตอบด้วยรอยยิ้มพร้อมกับส่งผลึกสีชมพูระเรื่ออันหนึ่งให้แก่นาง “มันคือ?” ยู่เหยียนรับไว้แต่นางไม่ทราบว่ามันคือสิ่งใด “ผลึกอสูรผีเสื้อราชินี? เจ้าพบมันได้อย่างไร?” ยู่ไป๋ถามทันที “ข้าได้มาจากหุบเขาหมื่นอสูร” “เป็นไปไม่ได้ ไม่มีใครพบมันมากว่าร้อยปีแล้ว เจ้าจะพบมันได้อย่างไร?” ยู่ไป๋ยังคงถามต่อ “บางทีข้าอาจจะโชคดี” มู่เฉินได้แต่ตอบกลบเกลื่อนออกไป เพราะเขาไม่สามารถบอกเรื่องเหวหมื่นอสูรได้ “อาจารย์อา มันคือสิ่งใด?” ยู่เหยียนพูดแทรกขึ้นเพราะนางไม่อาจสะกดความสงสัยลงได้ “อืม...มันคือผลึกอสูรของผีเสื้อราชินี ปราณอสูรของมันมีพลังธาตุหยินบริสุทธิ์ มันเป็นสุดยอดของโอสถความงาม” ยู่ไป๋อธิบาย หากพูดถึงผีเสื้อราชินีต้องย้อนกลับไปมากกว่าร้อยปี ผลึกอสูรผีเสื้อราชินีสามารถช่วยเพิ่มความงามให้กับเหล่าสตรี ทำให้ช่วงนั้นผู้คนต่างต้องการผลึกอสูรของมัน ทำให้เกิดการตามล่าแทบพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน เมื่อการล่าดำเนินไปอย่างไม่หยุดหย่อน ราวหนึ่งร้อยปีก่อนผีเสื้อราชินีจึงลดลงและหายสาบสูญไปในที่สุด ไม่มีผู้ใดพบเห็นมันอีก ผลึกอสูรผีเสื้อราชินีกลายเหลือเพียงเรื่องเล่าที่พูดต่อกันมาเท่านั้น มู่เฉินพบเห็นผีเสื้อราชินีในเหวหมื่นอสูรชั้นที่สี่ เขาล่ามันเกือบสิบตัว จากนั้นหลินเยว่เล่าเรื่องเกี่ยวกับมันให้ฟัง เขาจึงเลิกสังหารเพราะไม่ต้องการให้มันสูญพันธุ์ “เจ้าจะมอบให้ข้าจริงๆรึ?” ยู่เหยียนตาเป็นประกาย “แน่นอน อยู่กับข้าก็ไม่มีประโยชน์ใด ถือเป็นสิ่งตอบแทนที่เจ้าช่วยข้าไว้เมื่อครู่” ‘หากเจ้านำผลึกอสูรผีเสื้อราชินีไปมอบให้ใครอีก ข้าจะไม่ช่วยเหลือเจ้าอีกต่อไป’ เสียงหลินเยว่ดังขึ้นมาอย่างไม่สบอารมณ์ ‘เอ๋...เจ้าจำเป็นต้องใช้มัน? ไม่ใช่ว่าเจ้าต้องการแค่ผลึกอสูรทั่วไปหรอกรึ?’ มู่เฉินถามอย่างสงสัย ‘ตอนนี้ยังไม่จำเป็น แต่ในอนาคตข้าต้องใช้มัน เข้าใจหรือไม่?’ นางพูดน้ำเสียงเด็ดขาด ‘ทราบแล้ว ทราบแล้ว อย่ามาโกรธข้านะ ก่อนหน้านี้เจ้าไม่เคยบอกข้าเองว่าเจ้าต้องใช้มัน’ ‘เฮอะ!!!’ หลินเยว่ส่งเสียงไม่พอใจแล้วเงียบหายไป “ยู่เหยียน เจ้าห้ามดูดกลืนมันตอนนี้ มันมีพลังหยินเข้มข้น เจ้าต้องหาสถานที่ที่มีพลังหยางจำนวนมากแล้วค่อยดูดกลืนจึงจะไม่เกิดอันตราย” มู่เฉินพูดห้ามเมื่อเห็นยู่เหยียนกำลังจะดูดกลืนปราณอสูร “เจ้ารู้เรื่องนี้ได้อย่างไร? ใครเป็นคนบอกเจ้า?” ผู้อาวุโสยู่ไป๋ถาม “ข้าเพียงคาดเดาจากพลังงานหยินของมันเท่านั้น” มู่เฉินตอบเลี่ยง แท้จริงแล้วยู่ไป๋กำลังจะเตือนยู่เหยียนเช่นกันแต่เขาช้ากว่ามู่เฉินก้าวหนึ่ง สิ่งทีทำให้ยู่ไป๋แปลกใจคือมู่เฉินรู้เรื่องนี้ได้อย่างไร ในเมื่อผลึกอสูรผีเสื้อราชินีไม่ปรากฏออกมานับร้อยปีแล้ว