ท่ามกลางสารพัดเสียงในสนามรบจู่ๆปรากฎเวทมนต์เขตแดนสัตว์อสูรขึ้นมานับไม่ถ้วน นั่นคือเขตแดนของโอริวมังกรทอง เซริวมังกรเขียว ซูซาคุหงส์แดง เบียคโกะพยัคขาวและหนุมาน หลายคนสีหน้าเลิกลัค พวกอาชญากรพยายามใช้เขตแดนเผ่าพันธ์ุมารของตนเองออกมาเพื่อให้เกิดเขตแดนซ้อนทับหวังว่าจะทำลายเขตแดนของพวกเทพอสูรได้ ทว่ามันก็ไร้ผลเพราะอีกฝ่ายคือเขตแดนระดับตำนาน
ศิลาดีดร่างถอยออกมาตั้งหลัก เขาคือแม่ทัพของอาชญากรความจริงแล้วเขาไม่ควรออกมาลงสนามรบแบบนี้ด้วยซ้ำเขาควรจะดูสถานการณ์และถ่ายทอดคำสั่ง ศิลามองสถานการณ์รอบตัวของเขาที่กำลังพลิกผัน แม้แต่เขตแดนของพวกสามพี่น้องซุนหงอคง สัมพาทีและสดายุยังไม่อาจทำลายเขตแดนของสี่สัตว์เทพอสูรได้
“ไม่ดีแน่” เขาเปรยออกมามองรอบตัว สีหน้าเครียด “ไม่คิดว่าเขตแดนของพวกหงอคงยังเอาไม่อยู่ อีกสองชั่วโมงหรอ” เขาเงยหน้ามองบนฟ้า “เขตแดนของเราสามารถทำลายเขตแดนพวกมันได้แน่ แต่ว่ามันทรงพลังเกินไปหากในสามสิบนาทีสงครามยังไม่จบเราเองที่จะจบเพราะผลกระทบจากเขตแดนตัวเอง”
ในขณะที่เขากำลังยืนลอยอยู่กลางอากาศครุ่นคิดหนัก เสียงหวานใสของฟ้าครามดังขึ้น “ใช้เขตแดนรัตติกาลซิค่ะ”
“จริงซิ” เขาเบิกตานึกขึ้นได้ เขายังคงไม่ค่อยชินกับสภาวะร่างผสานวิญญาณทำให้ศิลาชอบเผลอคิดหลงๆลืมๆตลอดว่าฟ้าครามอยู่ในร่างของเขา
เสียงเพ๊งดังสนั่นสะเกล็ดกระจกหลากสีโปรยทั่วท้องฟ้าเวหา เขตแดนทั้งหมดถูกทำลายลงในพริบตา และปรากฎเขตแดนสีดำรัตติกาลกระจ่างดาวขึ้นมาแทน
เสียงเอะอะโวยวายพลันดังขึ้นเมื่อสี่สัตว์เทพคืนร่างเป็นอสูร ปรากฎร่างมังกรสีทองมีเขาสีดำตัวขนาดมหึมาขึ้นตามมาด้วยหงส์เพลิงขนาดใหญ่มังกรเขียวขนาดเท่าภูเขาและเสือขาว
“มันต้องอย่างงี้” สัมพาทีฉีกยิ้มออกมา
บึ่ม... เสียงระเบิดดังสนั่นคลื่นพลังสีแดงเลือดมหาศาลพุ่งขึ้นฟ้าเป็นเสาเลือดวินาทีต่อมาพลันแตกระเบิด “อ๊ากกกกกก” สัมพาทีคำรามก้องเกรี้ยวกราด กางปีกทั้งสองกลางหลังมีดาบแปดเล่มหมุนวน
“บะ...บ้าน่า” เซริวในร่างมังกรเบิกตาตลึงมองสัมพาทีตรงหน้า ขนาดตัวของสัมพาทีใหญ่กว่ามันถึงสองเท่าและออร่าคลื่นพลังของสัมพาทียังมากกว่าเดิมถึงสิบเท่า “นี่แก” เซริวกัดฟัน “แกจงใจออมพลังเอาไว้อย่างงั้นหรอ หยามหน้ากันชัดๆ”
สัมพาทีหุบปีกยกนิ้วกรงเล็บขึ้นมาพร้อมส่ายนิ้วชี้ “จิจิ..ชิชิ ข้ามิได้ดูถูกท่านเลย ในร่างมนุษย์ข้าต้องสะกดพลังเอาไว้เพื่อคงสภาพร่างมนุษย์ แหม่แต่ถ้าคืนร่างนี้ตั้งแต่เริ่มสงครามมีหวังมันก็จบเร็วกันพอดีอ่ะเด้”
“นี่เจ้า!” เซริวแคนเสียงเคือง
“เรามาต่อกันเลยไหมท่านจิ้งจกเขียว” สัมพาทียั่วยกมือขวาขึ้นควักท้าทาย “อุ๊ย!..ตายลืมไป” สัมพาทีรีบบินขึ้นฟ้าเพื่อไม่ให้เหยียบพวกเดียวกันเองเพราะเพียงแค่เท้าข้างเดียวของสัมพาทีก็ใหญ่แทบจะเท่าพื้นที่ทั้งเมือง
“มะ..มันตัวบ้าอะไร” โอริวโผยบินหยุดมองสัมพาทีตาค้าง สัมพาทีบินผ่านเหนือร่างของมันไป เงาสีดำขนาดมหึมาใหญ่เกินร่างมังกรทองแม้แต่เจ้ามังกรอย่างโอริวยังมีขนาดตัวใหญ่ไม่เท่าสัมพาทีหากแค่ขนาดตัวโอริวไม่ได้สนใจอยู่แล้วทว่าพลังออร่าของสัมพาทีมันเกินจะหยัง และสิ่งนี้ช่วยบอกอะไรหลายๆอย่างให้กับโอริว ขนาดลูกน้องยังมีพลังเวทมนต์มากขนาดนี้ “ไอ้หมอนั่นยังไม่เอาจริง” โอริวหันมองศิลาคอแทบหักเห็นชายหนุ่มกำลังนั่งขัดสะมาดลอยอยู่กลางอากาศพร้อมลูกแก้วด้านหลังแปลงสภาพเป็นอาวุธพุ่งโจมตีทั่วบริเวณ
“สัมพาทีคืนร่างแบบนี้ ฟ้าว่าคงจบแล้วมั้งคะ”
“อืมมม... แต่ว่ามันก็ไม่แน่” ศิลาตอบเสียงเรียบ “ถ้าพวกมันมีดีแค่นี้ก็คงจะดี”
“แล้วลูกกับตะลุงจังล่ะคะอยู่ไหน” ฟ้าครามถามด้วยความเป็นห่วง ศิลากวาดส่ายตามองรอบด้านเห็นสดายุในร่างฟีนิกซ์กำลังโผยบินพ่นเพลิง พ่นไอหนาวเผาแช่แข็งทั่วบริเวณอย่างบ้าคลั่ง บนหัวเห็นแฮมเตอร์ยืนชี้มือชี้ไม้ประมาณว่าลุยเลยพี่น้อง
แว๊กกก....แฟ๊กกกกก เสียงร้องแสบแก้วหูของพญาหงส์เพลิงดังสนั่นเสียดแก้วหู ตอนนั้นเองซูซาคุได้ยินเสียงของโอริวดังขึ้นในหัว บอกว่าให้จัดการพวกจอมเวทย์ หลังจากนั้นโอริวก็ตวาดลั่น “ใจกลางเมือง บุกเข้าไปใจกลางเมือง ตรงต้นไม้นั่น”
หืม! ศิลาขยับสายตาขมวดคิ้วเล็กน้อย เรื่องต้นไม้สาระน่าจะมีแค่ฮาเดสที่รู้ สรุปว่าฮาเดส โลกิร่วมมือกับพวกสี่สัตว์เทพจริงๆซินะ ศิลาไม่รอช้าเข้าขัดขวางโอริวทันที
เสียงเอะอะดังขึ้นบริเวณใจกลางเมืองหน่วยอัศวินที่พอจะเหลือรอดพยายามต้านทานการโหมบุกของพญาหงส์เพลิงและโลกิอย่างบ้าคลั่ง ยังดีที่เทพซึซาโนโอะและภุชจังขัดขวางยมเทพฮาเดสไว้ได้
“หยุดมันไว้! หยุดมันไว้ให้ได้” พวกแปดมงกุฎรีบวิ่งปราดเข้ามาช่วยเหลือหน่วยอัศวินอย่างรีบเร่ง
“เพิร์จแย่แล้วโวย” โซดาตะโกนลั่น “ไอ้เทพบ้านี่เหมือนมันจะดีดจัดปลัดบอกเลย จะเอาไม่อยู่แล้ว”
เพิน์จกัดฟันกอดได้แต่ย้ำคำกับพรรคพวก “ยันมันไว้ก่อน พวกสามพี่น้องกำลังตึงมือกับเทพอสูร เวรเอ่ย...ไอ้พวกนี้เหมือนไก่ชนได้น้ำเลยแหะดื้อสะจริง”
ตอนนั้นเองเหมือนเสียงสวรรค์เทวาลงมาโปรด “กระหน่ำยิงมันเลยไม่ต้องยั้ง” อดัมสั่งหน่วยธนู ทว่าครั้งนี้พวกเขากลับไม่ได้มาแบบธรรมดา พวกเขามาพร้อมรถถังปืนใหญ่พลังเวทมนต์ที่ลุงเอาภาษีไปซื้อ เสียงครืนดังกังวาลรถถังยิงพลังเวทมนต์มาจอดเรียงรายกระหน่ำยิงพลังเวทมนต์ไม่ยั้ง ภาพที่เกิดขึ้นคล้ายกับสงครามข้ามจักรวาลไม่มีผิด
“มีเท่าไหร่ใส่ให้หมดโวย” อดัมร้องลั่น
“นักบวช จอมเวทย์” ฮารุตะโกนสั่ง “ร่ายคาถาป้องกันธาตุไฟและธาตุสายฟ้า ใครที่ถึงขีดจำกัดถอยมาแนวหลังให้นักบวชฟื้นพลังให้ก่อน”
“หน่วงเวทมนต์ธาตุน้ำเอาไว้” ฮารุสั่งขึ้น
“บรรจุพลังเวทย์ธาตุดิน เตรียมทำลายธาตุสายฟ้า” อดัมสั่งขึ้นอีกครั้ง
“หน่วยรอบสังหารล่ะ” น้ำแข็งหันมองรอบตัว “หน่วยรอบสังหารอิสระอยู่ไหน โพชั่นฟื้นพลังชีวิตกับโพชั่นฟื้นมานาทางนี้ใกล้จะหมดแล้ว”
“เมตตากับมุทิตากำลังคุ้มกันหน่วยส่งเสบียงที่เอาเสบียงไปเติมให้ทางใต้” อดัมบอกอย่างร้อนรน
“ชิ” เพิร์จสบถออกมา “ขนาดมีกลไกฟื้นฟูพลังทั่วเมืองยังฟื้นฟูไม่ทันอีกหรอเนี่ย การรับมือกับเทพอสูรระดับตำนานพร้อมกันเนี่ยหนักกว่าที่คิด”
ทันใดนั้นไอความมืดเป็นเส้นสายดูน่าหวาดหวั่นลอยขึ้นมาจากพื้นดินทั่วตรารางนิ้วของนครตำหนักศิลา คลื่นออร่าสีดำไหลไปรวมกันจุดหนึ่งโดยมีฮาเดสเป็นศูนย์กลางมองดูคล้ายพายุ ยมเทพเจ้านรกนัยน์ตาแดงฉานดุจเลือดทั่วร่างปกคลุมด้วยไฟอเวจีสีดำออกมา
ไม่เพียงแค่ผู้ที่เข้าร่วมสงครามที่ตกตลึงกับภาพตรงหน้าแม้กระทั่งผู้ที่ชมการถ่ายทอดสดอยู่ยังแทบหยุดหายใจ จีเอ็ม.วิ๊งแซ่บรีบเปิดคอมพิวเตอร์ค้นหาข้อมูลทันที พลังของยมเทพฮาเดสในตอนนี้มันมากเกินค่าพลังที่พวกเขาคาดการเอาไว้มากนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดเหตุการสัตว์อสูรมีค่าพลังเกินขีดกำจัดกว่าที่พวกเขานิยามเอาไว้
ก่อนหน้านี้เคยเกิดเหตุการแบบนี้มาแล้วครั้งหนึ่งกับผู้เล่นที่ชื่อศิลาที่มีพลังเกินขีดจำกัดจนระบบของเกมแทบจะลองรับไม่ไหว และหลังจากเหตุการณ์นั้นทำให้ฟ้าครามต้องส่งเครื่องโคคูลระดับสูงมาให้ศิลาเพื่อป้องกันคลื่นสมองของเขาถูกทำลาย
“ยะ...แย่แล้วครับ” จีเอ็มหนุ่มเสียงติดขีดหน้าซีด
“อะไรหรอค่ะที่ว่าแย่” จีเอ็มสาวใจร้อนแต่ไม่ร้อนใจถามสีหน้ากังวล
“เจ้านรกฮาเดสกำลังอัญเชิญยมโลกขึ้นมาบนผืนภพ”
เวร!... ชิงหลงอุทานออกมาเสียงหลง “ระงับศึก!... ระงับสงครามนครตำหนักศิลาเดี๋ยวนี้ เรียกประชุมหน่วยพัฒนาเกมด่วน ประกาศภาวะฉุกเฉินระดับแดง” ชิงหลงกล่าวด้วยความรวดเร็วพร้อมด้วยเหล่าทีมผู้พัฒนาวิ่งวุ่น
“เอาไงดีครับคุณชิวหลง” ลูกน้องร้องถามร้อนรน
ชิงหลงสีหน้าเครียดมองจอภาพขนาดใหญ่ และเครื่องควบคุมขนาดมหึมา ถึงเขาจะอยากชัทดาวน์รีเซ็ตสงครามนครตำหนักศิลาเพื่อกันเซิฟเวอร์ล่มขนาดไหน ทว่าเขาเองก็รู้ว่าศิลาเองคงไม่ยอม “ดึงฐานข้อมูลของผู้เล่นทุกคน ฐานข้อมูลของทุกเมืองย้ายไปไว้ที่เซิฟเวอร์สำรอง จะได้ลดภาระซุปเปอร์คอมพิวเตอร์เครื่องแม่จะได้รับภาระน้อยลง ชิ... ไม่งั้นเซิฟเวอร์ล่มแน่ บอสนะบอส แทนที่จะรีบจบสงคราม” ชิงหลงแอบนินทาศิลา
การที่ยมโลกจะขึ้นมาผืนภพได้ตามเนื้อเรื่องการพิชิตเกมจะต้องเป็นหลังจากที่ดวงใจภูติและเศษวิญญาณธรรมชาติถูกรวมครบแล้วหลังจากนั้นพวกเขาจะค่อยๆทยอยอัพเดตข้อมูลเข้าไปเรื่อยๆ ทว่าตอนนี้ทั้งหมดมันผิดเพี้ยนไปหมด ชิงหลงคิดได้อย่างเดียวถึงการที่เนื้อเรื่องก้าวกระโดดไปแบบนี้คือดวงใจภูติและเศษวิญญาณธรรมชาติได้มาอยู่รวมกันครบแล้วที่นครตำหนักศิลา
“คุณชิงหลงแย่แล้วคร้าบบบบบบ” ชายหนุ่มในชุดนักวิทยาศาสตร์วิ่งมาหน้าตาตื่น
ชิงหลงหันมองคอแทบหักพร้อมเอามือทั้งสองขยี้หัวด้วยความปวดเศียรเวียนเกล้า “อะไรอีก” เขากระชากเสียงถาม
“ไม่ใช่แค่ยมโลกที่ขึ้นมาบนผืนภพครับ พาราไดรส์ แดนสวรรค์กำลังลงมาจากฟ้า โลกมนุษย์ สวรรค์ นรก ทั้งหมดกำลังรวมกันครับ”
ทันทีที่ได้ยินลูกน้องบอกเขาแทบหยุดหายใจหน้าซีดสะตั้นไปสี่วินาทีก่อนจะหัวเราะออกมาราวคนบ้า ฮ่า....ฮ่า...ฮ่า... “บ้าไปแล้ว มันบ้าไปแล้ว จะมีเซอร์ไพรส์อะไรอีก มาเลย”
ตัดมาในเกม “ประกาศ ประกาศถึงผู้เล่นทุกคนเนื่องจากสงครามนครตำหนักศิลารุนแรงเกินไปขอให้ผู้เล่นที่ไม่ได้เข้าร่วมสงครามล็อคเอ้าท์โดยด่วนภายในสองนาที”
“ประกาศ ประกาศ ถึงจีเอ็มและ SPC เนื่องสงครามนครตำหนักศิลารุนแรงเกินไปขอให้ทั้งหมดที่ไม่ได้เข้าร่วมสงครามล็อคเอ้าท์โดยด่วนภายในสองนาที
ผู้เล่นที่นั่งชมการถ่ายทอดสดเมื่อได้ยินเสียงระบบเตือนต่างมองหน้ากัน นี่เป็นครั้งแรกที่แม้แต่จีเอ็มและ SPC ยังถูกบังคับให้ล็อคเอ้าท์
จำนวนการออนไลน์ของผู้เล่นล็อคเอ้าท์ออกมาจากโลกจำลองราวกับน้ำทะลัก เมื่อออกมาจากโลกจำลองพวกเขาก็รีบเปิดเว็ปไซต์เกม Demonlord เพื่อชมเหตุการณ์ทันที ด้านบนฟ้าปรากฎผืนดินเมืองขนาดใหญ่ บนผืนดินปรากฎพื้นดินสีแดงเลือดและไฟอเวจีเดือดระอุทั่วระแหงของโลก กองซากศพ ต้นไม้ตายซาก เกลื่อนผืนภพ สัตว์อสูร เทพ เทพอสูร มาร ปรากฎตัวขึ้นมาราวดอกเห็ด
ศิลาลอยตัวกลางอากาศเงยหน้ามองบนฟ้าจุดรอยยิ้มเหี้ยมเกรี้ยมนัยน์ตาอำมหิต “มาแล้วหรอพาราไดรส์ รอเวลานี้อยู่เลย เพราะฉันกำลังเบื่อๆในโลกเก่าอยู่พอดี”
“นั่นมันอะไร!?...” ชายแก่หน้าตาแบบคนจีนนวดสีขาวนั่งชมการถ่ายทอดสดร้องลั่นด้านหลังปรากฎชายหนุ่มสามคนและสองสาว เขาคืออาจารย์ของฟันโอ ในจอภาพปรากฎเมฆแผ่ขยายออกเป็นวงกลมเหนือหัวของศิลาพร้อมฉายแสงสีทองพร่างพราวประกายดาวระยิบระยับออกมา
“จะเริ่มแล้วหรอ” เพิร์จเงยหน้ามองศิลาที่ลอยตระหง่าบนเวหาสูง สดายุ สัมพาที ซุนหงอคง ภุชจังดีดเท้าปราดพุ่งเข้ารายล้อมรอบตัวศิลาป้องกันไม่ให้ศิลาถูกโจมตี
ผู้ชมต่างอ้าปากค้างมองศิลาทียืนหลับตาเผยมือขวาออกมา ในมือปรากฏดวงใจภูติทั้งเจ็ดลอยหมุนวนอยู่ในฝ่ามือของศิลา เสียงระเบิด เสียงคมดาบ พลันเงียบกริบดุจป่าช้าทุกสายตาเงยมองไปที่จุดเดียวกัน ท่ามกลางความเงียบได้ยินเสียงสายลมยังคงได้ยินเสียงสวดบริกรรมคาถาเสียงหนึ่งดังกังวาลหนักแน่น ทรงอำนาจ น่าเกรงขาม เพียงแค่ได้ยินก็ทำให้ขนรุกความรู้สึกเต็มไปด้วยศรัทธา
“บทสวดอะไรกันค่ะ” จีเอ็มสาวหันมาถามจีเอ็มหนุ่ม วิ๊งแซ่บส่ายหน้าไม่ตอบคำ แม้แต่พวกเขาที่เป็นจีเอ็มมีสกิลพิเศษของระบบที่สามารถทำให้ฟังภาษาการร่ายเวทมนต์ได้ยังฟังเสียงสวดบริกรรมคาถาของศิลาไม่ออก กล่าวให้ถูกคือมันไม่ได้เป็นบทสวดเวทมนต์ที่อยู่ในเกม หรืออาจจะอยู่ในเกมแต่มันคือเวทมนต์ลับ
ผู้ชมยิ่งเกิดคำถามเมื่อแม้แต่จีเอ็มยังฟังภาษาที่ศิลาใช้บริกรรมคาถาไม่ออก
“บะ...บทสวดเฮลาติก” อาจารย์ของฟันโออุทานออกมา
“เป็นไปไม่ได้” ฟันโอแย้ง
“ไม่หรอก” อาจารย์กล่าวเสียงเรียบตั้งสติ “บทสวดเวทมนต์ภายในเกมก็คือบทสวดสรรเสริญพระเจ้าในโลกจริงและใช้พวกภาษาโบราณ ภาษาเฮลาติกเองก็เป็นภาษาโบราณ”
“มหาสัตตะภูติผู้ยิ่งใหญ่ เบิกทางทั่วพิภพ “ข้าขอน้อมคาราวะ องค์มารดาแห่งชีวัน “อำนาจลิขิต ทั้งนำมาและจากจร “ความพิโรธของสัตตะภูติ มิมีสิ่งใดขวางได้ “ขอโปรดจงมอบพลังให้แด่ข้า เพื่อพิฆาตรผู้ขวางหน้าให้อาจม”
เปรี้ยง!..... สายอัสนีบาตสีทองผ่าใส่ร่างศิลาพร้อมรอบกลายเขาปรากฎภูติสาวออกมาถึงหกตนได้แก่ ภูติดิน ภูติน้ำ ภูติลม ภูติไฟ ภูติสายฟ้า ภูติแสงสว่าง เหล่าวิญญาณภูติหญิงสาวโบยบินรอบกายศิลาก่อนจะซึมหายเข้าไปในร่างของเขา
อ๊ากกกกกกกกก เขากรีดร้องออกมาโหยหวนทรมานด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัส เนื้อหนังเริ่มฉีกเลือดสีแดงสดไหลทะลักออกมาจากดวงตาทั้งสองข้าง เช่นกันเหล่าสามพี่น้อง ภุชจังและตะลุงจังกรีดร้องออกมาก่อนจะมีบอลแสงสีทองขึ้นมาคลุมร่างของทั้งหมดเอาไว้
“ผู้เล่นศิลา ปฏิบัติบรรลุตามเงื่อนไข กำลังเข้าสู่การวิวัฒนาการ” เสียงจากระบบดังขึ้นในหัวของเขาพร้อมศิลาเข้าสู่สภาวะจำศีลในบอลแสงแสนอบอุน
“มาแล้ว!...” รูเซียโน่เอามือทุบโต๊ะรุกขึ้นยืนบนเก้าอี้ สีหน้าวาวโลด ยิ้มสมใจราวกับกำลังได้อะไรที่เขาเฝ้ารอมานาน “มันต้องอย่างงี้ ต้องงี้สิไอ้ลูกเขยของพ่อ ไม่เคยทำให้ผิดหวังจริงๆ ในที่สุด ในที่สุดร่างสุดยอดกำลังจะจุติแล้ว โอ่วววววเย่”
เห่อลูกเขยสุดๆ ลูกน้องกุมขมับส่ายศรีษะปวดใจ