บทที่ 99
ทางด้านของหลงไห่ หลังจากวางสายจากท่านหญิงแห่งตระกูลโรจนรัตติกุลไปแล้ว เขาก็ถึงกับเหม่อลอย เหมือนกับว่าทุกสิ่งทุกอย่างมันกำลังจะพังทลายลงในวันนี้ เขากำลังคิดถึงสิ่งที่เขายังไม่ได้ทำในชีวิตที่ผ่านมา และชีวิตที่จะต้องพบเจอหลังจากนี้ ถ้าโชคดียังมีชีวิตรอดได้ เขาตั้งความหวังเอาไว้ว่าจะหาที่ดินสักแปลงเพื่อที่จะทำการเกษตร และใช้ชีวิตตามฉบับพอมีพอกินไปวันๆ แม้ว่ามันอาจจะลำบากไปบ้าง แต่ก็คงสุขใจ“เข้าไม่ได้นะคะ..” เลขาของหลงไห่ตะโกนออกมาเสียงดัง และเธอกำลังยืนบังประตูเอาไว้“ให้พวกเขาเข้ามา..” หลงไห่ที่ได้ยินก็เปิดสปีคโฟนตรงไปยังโทรศัพท์ตั้งโต๊ะของเลขา ให้คนข้างนอกเข้ามาพบได้เลย และไม่ว่าใครที่มาเขาก็ไม่สามารถจะทำอะไรได้อีกแล้ว เขาไม่มีอะไรพอที่จะสู้กับพวกเขาได้ ประตูค่อยๆเปิดออกมา ปรากฏเป็นชายรูปร่างอ้วนที่มีหน้าตากวนๆเป็นเอกลักษณ์“ไม่คิดว่าคุณหลงไห่ที่ยิ่งใหญ่จะมีวันตกอับกันกับเขาด้วย..” เสียงของภาคภูมิกล่าว“ผมเองก็ไม่คิดว่าทุกอย่างมันจะเป็นเช่นนี้เหมือนกันครับคุณภาคภูมิ.. แล้วคุณภาคภูมิมาในฐานะของตัวเอง หรือว่ามาในฐานะอย่างอื่น.. แต่ถ้าคุณจะเข้ามาเทคโอเวอร์บริษัทของผม ผมขอเตือนว่ามันได้มีคนจองเอาไว้แล้ว..”หลงไห่กล่าวพร้อมกับรอยยิ้ม เขาไม่มีอะไรเสียแล้วในชีวิตนี้ ภาคภูมิที่ได้ยินก็แปลกใจเล็กน้อย ปกติแล้วหลงไห่มันก็มีนิสัยไม่ต่างอะไรกับลูกชายของมันมาก วันนี้มันมาสุภาพแบบแปลกๆ ไม่แน่ว่าบางทีมันคงจะรู้ตัวแล้วว่ากำลังเล่นอยู่กับใคร ภาคภูมิจึงคิดที่จะลองเชิงมันสักหน่อย“ฉันบอกได้แค่ว่าฉันไม่ได้มาที่นี่เพื่อตัวเองเท่านั้น.. แล้วที่แกบอกว่ามีคนจองไปแล้ว เขาเป็นใครกันอย่างนั้นเหรอ..” ภาคภูมิกล่าวถามพร้อมกับเดินมานั่งที่โซฟารับแขกอย่างชิลๆ ส่วนตัวของหลงไห่ก็ลุกจากเก้าอี้ทำงานของตัวเองมาที่โซฟาเพื่อรับแขกที่มาพบเช่นกัน..“เป็นคุณชายของตระกูล ณ สุวรรณภูมิน่ะ.. ครั้งนี้ผมพลาดไปเหยียบตอเข้าให้เอง แต่ก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่าไปทำให้คุณชายท่านไม่พอใจตอนไหน..” หลงไห่กล่าวอย่างปลงๆ พร้อมกับนั่งลงคุยกับภาคภูมิ“ถ้าคนที่จองคือท่านภาวินแล้วล่ะก็.. ไม่มีปัญหาที่เราจะคุยเรื่องของเทียนหลงกรุ๊ปแห่งนี้ เพราะว่าฉันมาที่นี่ก็เพื่อคุณชายท่าน..” ภาคภูมิกล่าวพร้อมกับยิ้มอย่างภูมิใจ หลงไห่ที่ได้ยินอย่างนั้น เขาก็อึ้งไปเล็กน้อย..“ไม่คิดเลยว่าคุณภาคภูมิจะรู้จักกับคุณชายท่านด้วย.. ถ้าอย่างนั้นผมขอถามสักคำถามได้หรือไม่ ถ้าคุณตอบคำถามนี้ให้กับผมได้ ผมก็ยินดีที่จะคุยเรื่องของราคาบริษัททันทีครับ...” หลงไห่กล่าว“แกคงจะไม่ถามว่าแกไปทำอะไรให้คุณชายท่านไม่พอใจหรอกนะ... ฮ่าๆ ทำหน้าตาอย่างนั้นแปลว่าใช่!.. แกไม่ได้ทำอะไร ความผิดของแกมีเพียงอย่างเดียวในเรื่องนี้.. แกรู้ไหมว่าคืออะไร” ภาคภูมิกล่าวหัวเราะ“ความผิดของผมอย่างนั้นเหรอครับ.. ต้องขออภัยที่ผมไม่ทราบ” หลงไห่กล่าวพร้อมกับทำหน้าสงสัย“ความผิดของแกก็คือการให้กำเนิดลูกชั่วๆของแกยังไงล่ะ แกรู้ไหมว่ามันกล้าที่จะกล่าวด่าว่ายังไง ทั้งขยะบ้าง เศษสวะบ้าง ตระกูลของท่านเป็นเพียงแค่มดปลวกบ้าง.. แกคงไม่รู้อย่างนั้นสินะว่าพวกข้ารับใช้แห่งสุวรรณภูมิโกรธแค้นกันมากแค่ไหน.. แน่นอนว่าก็รวมถึงฉันคนนี้ด้วย และ จำคำพูดของฉันเอาไว้.. พวกแกจะต้องไม่เหลืออะไร ใช้ชีวิตอย่างทุกข์ทรมานที่สุด ไม่ว่าพวกแกจะอยู่ตรงไหนของพื้นดินโลกใบนี้..”ภาคภูมิกล่าวอย่างอารมณ์ไม่ดี ยิ่งพูดก็ยิ่งน่านักที่จะจัดการพวกมันหมด ส่วนหลงไห่ที่ได้ยินอย่างนั้นเขาก็สตั๊นท์ไปเล็กน้อย ก่อนจะพิงหลังไปกับโซฟาอย่างหมดแรง แต่ถึงจะกำลังช็อกที่สุดอยู่ ก็ยังมีเรื่องให้ช็อกมากกว่าเดิมเมื่อภรรยาโทรมาว่าบ้านของเขานั้นถูกยึดไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เรียกได้ว่าทุกอย่างมันเกิดขึ้นมาอย่างรวดเร็วมาก ตอนนี้เขาไม่เหลืออะไรอีกแล้ว เรียกได้ว่าไม่เหลืออะไรเลย..“แกควรจะตัดสินใจให้ดี.. นี่ถือว่าเป็นความเมตตาที่สุดแล้วสำหรับคุณชายท่านที่จะมอบให้กับแก.. 1 ล้านบาท ตอนนี้บริษัทของแกมีมูลค่าเท่านั้น.. จะรับหรือไม่รับก็เป็นเรื่องของแก..” ภาคภูมิกล่าว ก่อนที่จะมาที่นี่เขาได้รับสายจากท่านกิตติให้ดำเนินการตามนี้ได้เลย เพียงแค่บริษัทเปลี่ยนชื่อแล้ว ทุกอย่างจะกลับมาเป็นปกติสุข หลงไห่ที่น้ำตาไหลออกมาทั้งสองข้างอย่างเงียบๆ เขาไม่คิดเลยว่าสิ่งที่บรรพบุรุษรวมถึงตัวเขาที่สร้างบริษัทนี้ขึ้นมาให้มันยิ่งใหญ่ มูลค่าทางการตลาดกว่าหมื่นล้านบาท รายได้ต่อปีมากกว่า 3,000 ล้านบาทจะต้องมาจบลงด้วยการซื้อ-ขายมูลค่าเพียง 1 ล้านบาทที่เป็นมูลค่าต่ำสุดในการซื้อ-ขายบริษัทอย่างนี้“ถ้าคุณชายพร้อมจะแบกหนี้สินที่เกิดขึ้น หรือที่อาจจะเกิดขึ้นทั้งหมด.. ผมก็ตกลงครับ” หลงไห่กล่าว ภาคภูมิที่ได้ยินอย่างนั้นก็ได้เรียกเจ้าหน้าที่จากทางการเข้าห้องมา และจะได้ทำการซื้อ-ขายอย่างรวดเร็วนี้ได้ถูกต้องตามกฎหมายต่อไป และถ้ามีใครรู้เรื่องนี้ล่ะก็พวกเขาก็คงจะดิ้นตายกันพอดี บริษัทหลักหมื่นหลักแสนล้าน ถูกขายต่อไปในราคา 1 ล้านบาทเท่านั้น..“การซื้อ-ขายเสร็จสิ้นแล้วครับคุณภาคภูมิ..” หลังจากที่หลงไห่ยอมเซ็นเอกสารการซื้อ-ขาย และภาคภูมิได้จ่ายเงินไปด้วยมีเจ้าหน้าที่รัฐเป็นการพยานเสร็จสิ้นทุกอย่าง ภาคภูมิก็ได้หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาพร้อมกับกดโทรไปหาท่านกิตติเพื่อที่จะได้กล่าวรายงานความเรียบร้อยจากนั้นเขาก็กดวางสายไป และเพียงไม่กี่วินาทีเท่านั้น ข้อความก็เด้งแจ้งเตือนที่เลขารัวๆ ทุกอีเมลที่ถูกส่งเขามาเป็นการขอโทษเรื่องของความเข้าใจผิดต่างๆนานา และสั่งซื้อสินค้าตามเดิมจากเหล่าลูกค้าที่ยกเลิกไป นอกจากนี้ยังมีหน่วยงานรัฐไม่ว่าจะกรมนู้นกรมนี้ตอบกลับมาขอโทษที่ส่งอีเมลไปผิดบริษัท เพียงเพราะชื่อมันคล้ายๆกันเท่านั้น คนขับรถที่ถูกจับก็ถูกปล่อยอย่างรวดเร็ว สินค้าที่ถูกกักก็พร้อมที่จะส่งไปถึงมือลูกค้าในทันที ‘บ้าน่า.. วันนี้มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่!..’ เลขาที่อยู่นอกห้องกล่าวในใจ เธอกำลังสับสนว่ามันกำลังเกิดอะไรขึ้น และข้างในนั้นมันมีอะไรกัน และเมื่อเธอเห็นว่าท่านประธานเดินออกมาจากประตูพร้อมกับสีหน้าที่ดูไม่ดีสักเท่าไร เธอก็จึงจะแจ้งข่าวดีแก่ท่าน เพื่อให้ท่านหายเครียด.. “ท่านประธานคะ..คือว่า..” แต่เธอก็ยังไม่ทันได้กล่าวอะไร หลงไห่ก็ยกมือขึ้นมาก่อน“ตอนนี้ฉันได้ขายบริษัทไปแล้ว.. เธอไม่จำเป็นต้องเรียกฉันว่าท่านประธานอีก.. ขอบคุณที่ทำงานเพื่อฉันมาโดยตลอดนะ ลากันตรงนี้แหละ..” หลงไห่กล่าว ก่อนจะเดินลงลิฟต์ของบริษัทไปท่ามกลางความสงสัยของเลขาที่ทำงานเคียงข้างท่านมานับสิบปี ก่อนจะหันไปมองที่ภาคภูมิที่กำลังยิ้มอยู่ และเธอตั้งใจที่จะกล่าวลาออกตามท่านประธานที่เธอเคารพไป“ขอโทษนะคะท่านประธานคนใหม่.. ดิฉันขออนุญาตแจ้งให้คุณทราบว่า ดิฉันต้องการที่จะขอลาออกค่ะ” เธอกล่าวพร้อมกับก้มหัวให้กับประธานคนใหม่ทันที ตามความคิดของเธอถ้าจะต้องทำงานกับชายรูปร่างอ้วนที่มีท่าทางหิวกระหายคนนี้ เธอขอลาออกยังจะดีเสียกว่า..“เธอเข้าใจอะไรผิดหรือเปล่า.. ฉันไม่ใช่ประธานบริษัทหรอกนะ เอาไว้ถ้าท่านประธานคนใหม่เข้ามาบริหาร เธอก็ค่อยขอลาออกกับเขาเอาก็แล้วกัน...” ภาคภูมิกล่าวพร้อมกับยิ้มที่มันไม่ยอมหุบ วันนี้เป็นวันที่ค่อนข้างดีที่เขาได้สร้างผลงานอันยิ่งใหญ่ให้คุณชายท่านได้ประจักษ์ในความสามารถ ภาคภูมิกำลังนึกคิดอยู่ว่าคุณชายท่านจะกล่าวชมมันอย่างไร ความรู้สึกราวกับสุนัขรับใช้ที่ต้องการให้ลูบหัวอย่างไรอย่างนั้น“จริงสิ! พรุ่งนี้เธอก็มาทำงานเหมือนเดิม รอพบกับประธานคนใหม่ ตอนนั้นจะตัดสินใจยังไง ก็แล้วแต่เธอก็แล้วกัน.. ส่วนพวกแกส่งให้เด็กๆมันจัดเตรียมสถานที่แห่งนี้ให้ดูเรียบร้อยที่สุด ถ้าคุณชายมาถึง แล้วพบขยะแม้แต่ชิ้นเดียว พวกแกตาย!..” ภาคภูมิสั่งกล่าวก่อนจะเดินจากไป เหล่านักเลงก็ได้แค่ถอนหายใจ ตอนที่มาบุกไม่เห็นบอกเลยว่าพวกมันจะต้องเป็นคนเก็บทำความสะอาด รู้อย่างนี้ไม่น่าเล่นใหญ่ขนาดนี้เลย ยังดีที่พวกมันไม่ทุบเครื่องอะไรที่มันแพงๆไปด้วย อย่างมากก็แค่หน้าจอคอมพิวเตอร์เท่านั้น ก่อนที่มันจะเริ่มเก็บกวาดขยะราวกับแม่บ้านด้วยความท้อแท้ใจในความเป็นนักเลง ส่วนเลขาก็ได้แต่เหวอ และมองพวกนักเลงทำความสะอาดเก็บขยะไปอย่างไม่มีอะไรให้ทำ.. ‘เฮ้ออ นี่ฉันกำลังเจอเรื่องบ้าอะไรอยู่กันล่ะเนี่ย สับสนไปหมด..’ ทางด้านของกิตติที่หลังจากลงเครื่องมาก็ติดตามข่าวสารว่ามันเกิดอะไรขึ้น หลังจากที่ได้รับแจ้งจากเหล่าบอดี้การ์ด ทั้งยังได้รับคำยืนยันจากชุนตงที่มีหลานสาวคอยบอกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เขาก็แทบจะของขึ้นในทันที เพราะไอ้เด็กเวรนั่นมันกล้าที่จะดูถูกคุณชาย และตระกูลยิ่งใหญ่ที่พวกเขานั้นรับใช้ได้ยังไง มันเป็นอะไรที่ไม่ยากเลยที่จะจัดการ กิตติกับชูเกียรติรีบโทรหาตัวแทนประจำจังหวัด และตัวแทนภาคของตระกูลให้ทำงานขัดขวางทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับเทียนหลงกรุ๊ป และกลุ่มการค้าตี้หวันในทันที แน่นอนว่าผลลัพธ์ที่ออกมามันเป็นเรื่องที่น่ายินดี จากนั้นตัวของกิตติได้ส่งชูเกียรติไปหาพวกตี้หวัน ส่วนทางด้านของเทียนหลงกรุ๊ปมีเจ้าหมูตอนภาคภูมิอาสาจัดการให้ ส่วนกิตติก็เร่งเดินทางไปที่เกิดเหตุเพื่อพบกับคุณชายทันที..“คุณชายน้าคุณชาย ไปที่ไหนก็มีแต่เรื่อง.. ครั้งนี้มันออกจะใหญ่เกินไปหน่อยแฮะ! แต่ก็คงจะไม่ใช่เรื่องยากอะไร..” กิตติกำลังใช้ความคิดว่าจะจัดการกับปัญหานี้อย่างไรดี แม้ว่าจะง่วงนอนเอามากๆ แต่ด้วยเรื่องที่มันเกิดขึ้นมาตาของเขาก็เรียกได้ว่าแข็งค้างเลยทีเดียว“เออว่ะ.. ยังมีวิธีนั้นอยู่นี่นา..” กิตติกล่าวกับตัวเองเบาๆ เขารู้แล้วว่าจะจัดการกับเรื่องนี้ยังไง ปิดเรื่องให้เงียบมันคงจะเป็นเรื่องที่ยากเกินไป มีพยานหลายคนรับรู้ นอกจากนี้สำนักข่าวอีกหลายช่องก็ต่างถ่ายทอดสดไปแล้วหลายนาที มันมีเพียงอย่างเดียวเท่านั้นที่จะทำให้มันดูเว่อร์ตามสถานการณ์จริง และปกปิดเรื่องราวของมันไปในตัวมันเอง เขายกโทรศัพท์ขึ้นมาก่อนจะโทรสายหาใครสักคนหนึ่ง..“มีอะไรให้รับใช้ขอรับท่านกิตติ..” เสียงของปลายสายกล่าวตอบเมื่อรับสายทันที“ฉันได้ยินว่าแกกำลังหาผู้สนับสนุนทำภาพยนตร์เรื่องใหม่อยู่... ถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับสายลับ หรืออะไรบู๊ๆ ทางตระกูลของเรายินดีที่จะสนับสนุนไม่อั้น..” กิตติกล่าว ปลายสายที่ได้ยินก็ถึงกับร้องอย่างดีใจ แน่นอนว่าเขาตอบตกลงทันที ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะมันกำลังจะทำภาพยนตร์เกี่ยวกับอะไรพวกนี้พอดี..