ตอนที่ 7 โรคชรา
ตอนที่ 7 โรคชราอาจารย์โฮวแต่เดิมมีชื่อว่าโฮวเจิ้งถัง เข้าสู่วงการตอนอายุห้าสิบปี เริ่มเป็นเด็กฝึกงานที่เยียนจิงโรงงานหลิวหลี ก่อนที่จะออกจากวงการวัตถุลายครามในประเทศ ถูกขนานนามว่า "ตาอัคคีนัยน์ตาทอง" และในปีนั้นยังเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง อีกทั้ง ทั้งชีวิตของเขายังได้ผ่านการประสบการณ์ล้มลุกคลุกคลานมาโดยตลอด เมื่อครั้งอดีตนั้นรวยล้นฟ้ามีเหล่าภรรยาพร้อมหน้า แต่กลับต้องสิ้นเนื้อประดาตัวบ้านแตกสาแหรกขาดภายในคืนเดียวชีวิตนี้เหลือเพียงเพื่อนที่จะอยู่ด้วยกันตลอดชีวิตแทน จนได้พบกับสหายที่อยู่เคียงข้างไม่ไปไหน ในตอนที่ออกไปท่องเที่ยวผ่านประสบการณ์ในโลกหล้า——หลวงจีนจื่อทงจื่อทงเป็นคนที่มีพื้นเพมาจากวัดเส้าหลินแห่งเขาซงซาน เพราะอยู่ในช่วงสงครามจึงทำให้เขาต้องลาสิกขาออกจากวัดไป และบังเอิญได้มาเป็นบอดี้การ์ดให้กับอาจารย์โฮว หลังจากนั้นก็ตัวติดกันไม่เคยแยกจากกัน ทุกวันนี้ก็มีเพียงชายชราผู้โดดเดี่ยวสองคน ที่อาศัยอยู่อย่างสันโดษในไห่โจว ตามปกติของทุกๆวันก็จะดื่มเหล้าแล้วพูดคุยกันไป ชีวิตของชายแก่สองคนที่มีไม่ว่าจะสุขหรือจะทุกข์กันก็ถือว่าผ่านมาได้อย่างอบอุ่นน่าสนใจ“ขาของฉันก็เรื้อรังมานานแล้ว มีเพียงช่วงฤดูร้อนที่อากาศอบอุ่นเท่านั้น ถึงจะสามารถเดินบนพื้นได้.....” เมื่อได้กล่าวถึงต้นตอของโรคเรื้อรังที่ขานี้ จื่อทงก็รู้สึกเสียใจอยู่เสมอเขาเป็นปรมาจารย์ด้านกังฟูจากศาสนาพุทธนิกายมหายาน พอแก่ตัวลงกลับทำได้เพียงนั่งอยู่บนรถเข็นตลอดทั้งวัน แม้ว่าชีวิตนี้จะดูหงอยเหงาแต่ก็เคยเป็นคนที่เคยมีหน้ามีตามาก่อน จะว่าไปแล้วทุกอย่างก็ดูเหมือนจะจืดจางไปหมด แต่ก็ยังมีความรู้สึกเสียดายระคนเสียใจอยู่บ้างเสมอเซิงห่าวนั่งยองลงตรงหน้าของเขา ใช้มือทั้งสองข้างจับไปที่ขาของจื่อทงและแกล้งทำเป็นว่ากำลังทำการบีบนวดให้ แต่ในความจริงแล้วดวงตาของเขากำลังเริ่มทำการสแกนภาพรวมเพื่อหาร่องรอยของโรคอย่างละเอียดถี่ถ้วนขาทั้งสองข้างนี้ของจื่อทง จากการเอกซเรย์ของเซิงห่าว ทั้งข้อต่อ กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น เยื่อบุ ไขข้อที่ปรากฎขึ้นทีละส่วน จากการวิเคราะห์ของระบบศูนย์กลาง เนื่องจากมีอายุที่มากทำให้เป็นโรคกระดูกผุกร่อนอย่างสาหัส และบางส่วนยังปรากฏให้เห็นถึงเนื้อเยื่อเซลล์ที่ตายแล้ว เนื่องจากการฝึกฝนศิลปะการต่อสู้ ทำให้เกิดความเสียหายที่สะสมมาอยู่ภายในกล้ามเนื้อ เกินกว่าที่จะใช้ยามาทำการรักษาให้หายได้ ในส่วนของเส้นเอ็น เยื่อบุและส่วนของไขข้อก็ได้กลายเป็นโรคที่หนักขึ้นเป็นอย่างยิ่งแล้ว“ด้วยเทคโนโลยีจากดาวเคราะห์ที่อยู่ในปัจจุบัน ความเป็นไปได้ในการรักษา คือ 0!” ตามที่ระบบศูนย์กลางได้ทำการแนะนำ การที่ต้องการจะรักษาขาของจื่อทงให้หายได้นั้นเกือบจะเป็นไปไม่ได้เลย เว้นเสียแต่ว่ากระดูกจะได้รับการกระบวนการฟื้นตัวและสร้างขึ้นใหม่หากว่าเป็นดาวเคราะห์ที่ระบบศูนย์กลางอยู่ในขณะนี้ การฟื้นฟูและสร้างกระดูกและกล้ามเนื้อขึ้นใหม่ จะต้องมีเวชภัณฑ์พิเศษอยู่ชนิดหนึ่ง แต่ถึงอย่างนั้นก็มีตัวยาบางตัว ที่ในดาวเคราะห์นี้ไม่ได้มีอยู่......นี่จึงทำให้เป็นเรื่องยากที่จะทำได้แล้วอาจารย์โฮวเฝ้าดูเซิงห่าวจัดการอยู่สักพักอย่างตั้งอกตั้งใจเป็นอย่างยิ่ง สีหน้าที่นั้นจริงจังขึ้นเรื่อยๆ แต่ในใจนั้นกลับไม่ได้ไร้ซึ่งความหวังจนเกินไปนัก เขาถามขึ้นมาเบาๆว่า : “ไม่มีวิธีที่จะรักษาใช่ไหม?”“ถ้ารักษาได้แล้วไม่ดีก็ไม่ต้องรักษา ฉันมีชีวิตมาแปดสิบกว่าปีแล้ว เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว......” จื่อทงยิ้มรับออกมาด้วยสีหน้าที่ปล่อยวางเดิมทีอาจารย์โฮวได้บอกว่าจะเชิญเซิงห่าวมาช่วยรักษาขาให้เขา แต่เขาก็รู้สึกค่อนข้างที่จะไม่เชื่อ ดูจากที่เซิงห่าวยังเด็กขนาดนี้จะมีความสามารถขนาดนั้นได้อย่างไร ขาของเขานั้นไม่ว่าจะเป็นผู้เชี่ยวชาญกี่คนก็ไม่สามารถรักษาให้หายดีได้ ยิ่งไปกว่านั้นเซิงห่าวเป็นเพียงแค่เจ้าหนูที่ยังอายุไม่ถึงยี่สิบปีเลยด้วยซ้ำเซิงห่าวส่ายหัวแล้วพูดออกมาว่า : “การรักษาให้หายยังสามารถทำได้อยู่ แต่ว่าการทำยาตัวนี้จะมีขั้นตอนที่ยาก......”แค่ในช่วงเวลาสั้น ๆนี้ ระบบศูนย์กลางกำลังดำเนินการเปรียบเทียบและคำนวณสายพันธุ์ยาของดาวเคราะห์ปัจจุบัน และก็ได้แสดงเป็นสูตรยาออกอยู่หลายสูตร หนึ่งในนั้นมีสูตรที่ใกล้เคียงที่สุดในการทำยาฟื้นฟูร่างกาย แต่ในสูตรนี้มีสมุนไพรอยู่สองชนิด ที่จากคำแนะนำของระบบแจ้งว่ามีอยู่ในดาวเคราะห์นี้ แต่ทว่าในปัจจุบันยังไม่ได้ถูกค้นพบมาก่อนสูตรอื่นค่อนข้างที่จะง่ายกว่าบ้าง แค่ผลลัพธ์ที่ได้กลับไม่เป็นที่น่าพอใจนัก เซิงห่าวเป็นคนที่ชอบความสมบูรณ์แบบ จะทำอะไรก็ต้องทำให้ได้ 100% จะไม่เลือกทำที่ได้ผลลัพธ์เพียงแค่ 99% ยิ่งไปกว่านั้นแม้ว่าเขาจะพึ่งพบผู้เฒ่าทั้งสองได้ไม่นาน แต่มิตรภาพที่ลึกซึ้งของพวกเขานั้นทำให้เซิงห่าวรู้สึกชื่นชมเป็นอย่างมาก นอกจากนี้เขายังต้องการจะรักษาจื่อทงให้หายขาด เพื่อที่จะได้ตอบแทนอาจารย์โฮวสำหรับพระคุณที่ช่วยชีวิตของเขาเอาไว้เมื่อได้ยินเซิงห่าวพูดว่ารักษาได้ สีหน้าของอาจารย์โฮวก็แปรเปลี่ยนเป็นตื่นเต้นในทันที เขารีบพูดขึ้นมาว่า : “สามารถรักษาได้ก็ดี เรื่องของยานี้ฉันจะจัดการเอง แม้ว่าตาเฒ่าอย่างฉันจะมีเงินไม่มากนัก แต่ก็ยังมีเส้นสายที่ได้สั่งสมมาเป็นเวลาหลายปี.......ต่อให้จะใช้เงินมากแค่ไหน ก็จะไม่ลังเลเลย!”“ไอ้ลิงแก่! อย่าสัญญาส่งเดช……ถ้ารักษาไม่ได้ก็ไม่เป็นไร จะใช้เงินไปอย่างไม่คุ้มค่าไปทำไม!”เมื่อจื่อทงได้ยินที่อาจารย์โฮวพูด เขาก็บ่นพึมพำเล็กน้อยในใจแต่เดิมเขามีความรู้สึกสงสัยเกี่ยวกับเรื่องการรักษาของเซิงห่าวอยู่บ้าง ตอนนี้พอได้ยินสิ่งที่เขาพูด ก็รู้สึกว่ายิ่งเหมือนพวกนักต้มตุ๋นตามท้องถนน แม้ว่าเขาจะไม่ได้กล่าวออกมาอย่างโจ่งแจ้ง แต่ความหมายที่เขาพูดออกมาทั้งหมดกลับแสดงออกมาให้เห็นได้อย่างชัดเจนเมื่อเขาได้ยินเช่นนี้ เซิงห่าวก็เข้าใจได้ในทันที เขายิ้มและส่ายหัวพร้อมกับพูดขึ้นว่า : “สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือวิธีที่เหมาะสมที่สุด ตัวยาอาจจะทำได้ไม่ง่าย สิ่งนี้ล้วนขึ้นอยู่กับโชควาสนา เรื่องเงินถือเป็นเรื่องเล็กน้อย......ผมคิดว่าอย่างนี้นะ ผมจะช่วยอาจารย์จื่อทงด้วยการใช้มือนวดเพื่อบรรเทาอาการปวดไปก่อน เรื่องยาค่อยว่ากันทีหลังเถอะ!”พูดจบ เขาเริ่มใช้มือนวดไปที่ขาของจื่อทงโดยตรง หากแต่ยังคงใช้วิธีการเดิม โดยการใช้มือนวดเป็นส่วนเสริม และใช้รังสีพลังงานสูงของดวงตาเป็นส่วนหลัก วิธีการนี้จะทำให้ร่องรอยของโรคถูกรักษาด้วยรังสี แม้ว่าจะไม่สามารถรักษาได้ถึงต้นตอ แต่อย่างน้อยก็ยังมีผลอยู่บ้างหลังจากผ่านไปประมาณ 20 นาที จื่อทงนั้นจากที่แต่เดิมค่อนข้างมีอาการชาที่ขา แต่ตอนนี้กลับเริ่มมีความรู้สึกขึ้นมาอีกครั้ง“เอ๊ะ!”ภายในเส้นเลือดของขานั้นดูเหมือนว่ามี "มด"ตัวเล็กๆคลานไปมา อาการชา ความรู้สึกอุ่นอุ่น เมื่อผ่านไปสักครู่หนึ่งนอกจากความร้อนที่เริ่มมากขึ้น ก็ยังรู้สึกคันขึ้นมาอีกเล็กน้อยด้วยวิธีนี้ เขาที่นั่งอยู่บนรถเข็นก็เหมือนจะนั่งไม่ติดกันแล้วหลังจากที่เซิงห่าวนำขาทั้งสองข้างของเขาวางลงบนพื้น ก็ได้กล่าวกับจื่อทงว่า : "อาจารย์จื่อทง ผมจะช่วยพยุงคุณลุกขึ้น......"เมื่อได้เห็นเซิงห่าวประคองจื่อทงเดินช้าๆไปไม่กี่ก้าว อาจารย์โฮวก็รีบถามขึ้นมาว่า : "รู้สึกอย่างไรบ้าง?"ในตอนนี้ก็เป็นช่วงฤดูร้อน โดยปกติแล้วจื่อทงก็จะสามารถใช้ไม้เท้าในการเดินได้ แต่ทว่าตอนที่เดิน ก็จะรู้สึกแสบร้อนเล็กน้อย แต่ในวันนี้เมื่อเดินไปได้หลายก้าว แต่จื่อทงกลับไม่มีความรู้สึกเจ็บเลยสักนิดเดียวเขาเอามือจับไม้เท้าไว้ และได้ปล่อยมือออกจากเซิงห่าว แล้วได้เดินไปอีกไม่กี่ก้าว เขาก็หันกลับมาพูดอย่างประหลาดใจว่า : “ไม่เจ็บ! ไม่เจ็บเลยสักนิด......พ่อหนุ่มน้อย เธอนี่เก่งมากจริงๆ!”ในขณะนั้น มีคนหนึ่งที่เดินจากนอกประตูเข้ามา ได้เห็นจื่อทงยืนได้นั้นไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมายสักเท่าไร แต่ในทางกลับกันเมื่อได้เห็นเซิงห่าว เธอถึงกลับร้องออกมาด้วยความประหลาดใจว่า : “ เซิงห่าว? เธอมาอยู่ที่บ้านฉันได้ยังไงกัน? “เซิงห่าวหันกลับไปมอง ก็ต้องตะลึงลานไปเช่นกันฟางเฉียนโหรว!ไม่นานหลังจากที่เซิงห่าวหนีออกมาจากบ้านด้วยความโกรธแค้น ฟางเฉียนโหรวก็ได้ออกมาด้วย เธอได้ไปที่อื่นเพื่อไปเอาของเล็กน้อยมาก่อนจะกลับบ้าน แต่ก็คิดไม่ถึงว่าจะได้เจอกับเด็กหนุ่มดื้อรั้นคนนี้คนที่สร้างความประทับใจให้เธออีกครั้งที่นี่"ต่อให้โลกจะกว้างใหญ่ ก็ไม่มีความบังเอิญใดถูกบันทึกเอาไว้เลยจริงๆ!" อาจารย์โฮวได้ฟังคำอธิบายของฟางเฉียนโหรวจนจบ ก็หัวเราะออกมาฮ่าฮ่าเสียยกใหญ่อาจารย์โฮวคือคนที่ยึดหลักต่อสู้เพื่อคุณธรรมช่วยเหลือในตอนที่เซิงห่าวตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก และฟางเฉียนโหรวที่ทำงานเป็นอาสาสมัครในโรงพยาบาลก็ได้คอยดูแลเขาเป็นเวลาสามเดือน หลังจากที่เซิงห่าวออกจากโรงพยาบาลแล้วก็ไปที่วัดเฉินหวางเพื่อขายป้ายหยกจือกังและได้พบกับอาจารย์โฮว แล้วก็ได้ตามเขากลับมาบ้านเพื่อรักษาขาให้กับจื่อทง และได้เจอกับฟางเฉียนโหรวอีกครั้ง ในระหว่างที่ไปๆมาๆนึกไม่ถึงว่าต่างคนจะต่างก็กลายเป็นคนที่รู้จักกันมาก่อน เรื่องนี้ถ้าให้พูดก็คงบอกได้แต่เพียงว่าเป็นโชคชะตาที่ลึกซึ้งยิ่งต่อกันแล้ว“เธอหมายถึงว่าขาของปู่จื่อทงสามารถรักษาให้หายขาดได้?” หลังจากที่ฟางเฉียนโหรวได้ยินอย่างนั้น ก็ถึงกับต้องถามด้วยความรู้สึกที่ไม่อยากเชื่อสักเท่าไร...