เกิดใหม่มาเป็นหม่ามี้ของเจ้าก้อนก้อน (จบ)

    เล่มที่ 5 ตอนที่ 146 ซักไซ้เอาความ

            ทหารหญิงสองคนรับคำสั่งและเดินออกไปฟางซิ่นดึงฉู่ชีซีที่ใบหน้าบึ้งตึ้งเข้ามาในโรงน้ำชาเพื่อรอข่าวไม่นานทหารหญิงคนหนึ่งก็กลับมารายงานสถานที่ที่พ่อค้ามาพักแรม

            ทั้งสองคนจึงไปหาที่นั่นทันทีปรากฏว่าไม่ถึงครึ่งชั่วยามก็กลับออกมา

            ทหารหญิงสองคนสบตากันกลัวว่าผู้เป็นนายจะเกิดเรื่องขึ้น จึงเช่ารถม้าคันหนึ่งและมุ่งตรงกลับไปยังค่าย

            ภายในค่ายดูเหมือนว่าจะมีความครึกครื้นมากกว่าปกติแม้แต่ทหารรักษาการณ์ที่เฝ้าประตูก็ดูจะยืนหน้าอกผายกว่าปกติฟางซิ่นกระโดดลงจากรถม้าและถามออกมาหนึ่งประโยค ทหารคนนั้นตอบด้วยรอยยิ้มว่า“ท่านแม่ทัพใหญ่กลับมาแล้วได้ยินว่าเมื่อวันก่อนรบชนะ จึงสั่งตบรางวัลให้ทหารทั้งสามกองทัพ!”

            ยังไม่ทันที่ฟางซิ่นจะพูดอะไรต่อฉู่ชีซีก็วิ่งเข้าไปข้างในอย่างรวดเร็วราวกับลม

            หลังจากที่ติงเหว่ยนั่งรถม้ามามากกว่าครึ่งเดือนแม้จะเตรียมตัวมาดีขนาดไหน ติงเหว่ยก็ยังเหน็ดเหนื่อยจนอยากจะนอนบนเตียงใหญ่นานๆแต่เสียดายที่อันเกอเอ๋อร์กลับเป็นคนที่มีพลังเหลือเฟือพอเข้ามาในกระโจมก็วิ่งเล่นไม่หยุด ทำให้ต้องแบ่งคนมาดูแลเขาโดยเฉพาะหนึ่งคน

            ติงเหว่ยนั่งอยู่บนเตียงสั่งการให้อวิ๋นอิ่งและเฉิงเหนียงจื่อจัดของไปพร้อมกับสำรวจสถานที่พักชั่วคราวไปด้วยกระโจมนี้มีขนาดกลาง เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณสามจั้ง[1]

            ตรงประตูมีโต๊ะชาตัวน้อยที่ทำจากไม้สีแดงตั้งอยู่สองตัวข้างๆ มีเก้าอี้จีนโบราณสองตัว ด้านในมีตู้เก็บของเตี้ยๆ เรียงรายอยู่ส่วนปลายตู้มีฉากกั้นสี่บานเป็นลายดอกไม้และนก แต่ตอนนี้ฉากกั้นถูกเก็บไว้ข้างๆเพื่อเก็บของ เผยให้เห็นเตียงไม้ที่ไม่สวยงามเท่าไรนัก แต่ขนาดกว้างขวางพอสมควรซึ่งเป็นที่ที่นางนั่งอยู่

            ตรงกลางหลังคากระโจมมีช่องแสงเล็กๆอยู่ แสงแดดส่องตรงลงบนเตาผิงที่สร้างจากหินสีดำสนิทตอนนี้ในเตาผิงมีฟืนกำลังเผาอยู่ และมีตะแกรงทองเหลืองหนึ่งอันวางอยู่บนเปลวไฟบนตะแกรงมีกาน้ำชากำลังเดือด ไอน้ำสีขาวพวยพุ่งออกจากปากกาต้มน้ำพร้อมกับเสียงซู่เบาๆ ทำให้อันเกอเอ๋อร์จอมซุกซนอยากจะยื่นมือไปจับไอน้ำเสมอ

            “เตาผิงนี้ช่างเป็นสิ่งที่ดีจริงๆหลังจากนี้จะต้มโจ๊ก น้ำแกงหรือแม้แต่กินหม้อไฟก็สะดวกมาก”

            อวิ๋นอิ่งยกกาน้ำไปชงชาและตอบด้วยรอยยิ้มว่า“พวกเรานำน้ำมันพริกมาจากจวนด้วยมากมายในหน้าหนาวนี้การกินหม้อไฟเป็นสิ่งที่ดีต่อร่างกาย คนอื่นๆ ไม่พูดถึงก็แล้วไปแต่หากกลิ่นหอมของหม้อไฟลอยออกไป ท่านแม่ทัพอวี้ฉือ แม่นางฉู่และคุณชายฟางคงจะมาแอบกินด้วยเป็นแน่”

            ทันทีที่อวิ๋นอิ่งพูดจบผ้าม่านของกระโจมซึ่งทำจากผ้าสักหลาดหนาก็ถูกยกขึ้นฉู่ชีซีที่สวมชุดสีแดงก็เข้ามาพร้อมกับลมหนาว

            ติงเหว่ยไม่ได้เจอหญิงสาวที่ตรงไปตรงมาคนนี้นานจึงคิดถึงนางมาก ทันทีที่เห็นนางก็ยิ้มกว้างและพูดหยอกล้อว่า “ดูสิหม้อไฟยังไม่ได้ต้มเลย แม่นางฉู่ก็มาแล้ว! เชิญมานั่งข้างเตียงก่อน”

            พูดเสร็จนางก็ย้ายขาที่เจ็บของตนเองไปด้านในเตียงเพื่อให้ฉู่ชีซีนั่งข้างๆ เนื่องจากประการแรกในกระโจมกำลังเก็บข้าวของสัมภาระอยู่มีเพียงบริเวณรอบเตียงเท่านั้นที่สะอาด และประการที่สองก็เพื่อแสดงความสนิทสนม

            แต่คิดไม่ถึงว่าฉู่ชีซีจะพุ่งตรงไปข้างหน้าจ้องมองนางด้วยความตกใจอยู่นาน แล้วจู่ๆ น้ำตาก็ไหลออกมาเหมือนฝนตกหนักในฤดูร้อน

            “เจ้าหลอกข้าทั้งๆ ที่ข้าคิดว่าเจ้าเป็นพี่สาวที่ดีของข้าทำไมพี่เทียนเป่าถึงได้เป็นพ่อของอันเกอเอ๋อร์? ข้าไม่เชื่อข้าไม่เชื่อ!”

            ในขณะที่พูดอยู่นางก็จับไหล่ของติงเหว่ยและเขย่าอย่างแรงติงเหว่ยตกใจและพยายามจะเขยิบหนี แต่ขาที่บาดเจ็บกลับเจ็บแปล๊บขึ้นมา

            “รีบปล่อยแม่นางของพวกเราเดี๋ยวนี้!”อวิ๋นอิ่งพุ่งเข้ามาทันที ใช้สองนิ้วกดไปที่แขนของฉู่ชีซี ทำให้แขนของนางอ่อนแรงและรีบช่วยติงเหว่ยออกมา

            “บังอาจ!”ฉู่ชีซีโมโหจนยืนไม่ติดนางโกรธจนตะโกนด่า“เจ้าเป็นแค่บ่าวรับใช้คนหนึ่งยังกล้ามารังแกข้าอีก!”

            นางดึงแส้ออกมาและเตรียมจะตีคนทำให้เฉิงเหนียงจื่อต้องรีบอุ้มอันเกอเอ๋อร์หนีไปหลบที่มุมห้อง

            “แม่นางฉู่ช้าก่อน!”ติงเหว่ยเจ็บปวดจนหน้าขาวซีด และกลัวว่าอวิ๋นอิ่งจะได้รับบาดเจ็บจึงพยายามดึงนางไปหลบหลังตนเอง

            “แม่นางฉู่เรื่องระหว่างข้ากับท่านแม่ทัพนั้นซับซ้อนมาก หากเจ้าอยากรู้ก็มานั่งแล้วเราคุยกันให้เข้าใจเถอะ การฟาดแส้จะแก้ปัญหาได้ยังไง?”

            ฉู่ชีซีมองไปที่อวิ๋นอิ่งที่เต็มไปด้วยความโกรธและติงเหว่ยที่ไม่รู้จะทำอย่างไร นางนึกถึงช่วงเวลาที่เคยใช้ร่วมกันแส้ที่ยกขึ้นสูงอยู่ครู่หนึ่งก็ถูกโยนทิ้งไปข้างๆ ในที่สุด

            “ฮือๆพวกเจ้ารังแกข้า!”

            เมื่อเห็นว่าฉู่ชีซีร้องไห้ด้วยความเสียใจติงเหว่ยจึงยิ้มอย่างขมขื่นและส่งสัญญาณให้อวิ๋นอิ่งถอยออกไปจากนั้นนางก็ยื่นมือไปจับมือฉู่ชีซีและพานางมานั่งข้างเตียง

            เฉิงเหนียงจื่อรีบยื่นผ้าชุบน้ำมาให้ติงเหว่ยจึงใช้ผ้านั้นเช็ดน้ำตาให้ฉู่ชีซีพลางพูดว่า “แม่นางฉู่ข้าต้องขอโทษเจ้าจริงๆ แต่ไม่ใช่เพราะเรื่องของอันเกอเอ๋อร์แต่เพราะข้าไม่ได้บอกเจ้าตรงๆ เมื่อครั้งก่อน ข้าไม่ใช่ภรรยาน้อยของท่านแม่ทัพแต่ข้าและท่านแม่ทัพนั้นมีใจให้กันมานานแล้ว”

            ติงเหว่ยถอนหายใจแล้วพูดต่อ“เจ้าคงเคยได้ยินเรื่องราวของข้ามาบ้าง ข้าเดิมทีเป็นเพียงหญิงสาวชาวบ้านธรรมดาถึงแม้บ้านจะยากจน แต่พ่อแม่และพี่ชายก็รักข้ามาก แม้จะไม่ใช่หญิงสูงศักดิ์แต่ก็เป็นที่รักของครอบครัว วันหนึ่งข้าพบว่าตนเองตั้งครรภ์ ถูกคนรอบข้างดูถูกและตำหนิแม้กระทั่งครอบครัวก็โดนวิพากษ์วิจารณ์ข้าจึงต้องไปทำงานในจวนสกุลอวิ๋นเพื่อมีชีวิตรอด

            ข้ารู้สึกซาบซึ้งใจมากจึงตั้งใจดูแลท่านแม่ทัพที่ตอนนั้นยังนอนป่วยอยู่บนเตียงบางทีอาจเป็นเพราะข้าและท่านแม่ทัพมีชะตาชีวิตที่คล้ายกัน เมื่ออยู่ด้วยกันนานๆความรู้สึกก็เกิดขึ้น ข้าเคยกังวลเกี่ยวกับอันเกอเอ๋อร์กลัวว่าเขาจะถูกคนอื่นดูถูกเพราะไม่รู้ว่าใครคือพ่อแท้ๆ ของเขาแต่ไม่คาดคิดเลยว่าก่อนหน้านี้ไม่นานข้าถูกซุ่มโจมตีระหว่างทางเข้าตัวเมืองและข้าก็ถูกบีบให้กระโดดหน้าผาโชคดีที่ท่านแม่ทัพมาช่วยไว้ทัน และก็เป็นตอนนั้นเองที่ท่านแม่ทัพบอกความจริงข้าจึงได้รู้ว่าอันเกอเอ๋อร์…เป็นลูกของท่านแม่ทัพ

            เรื่องราวทั้งหมดนี้ซับซ้อนมากข้าเกรงว่าต้องใช้เวลาหลายวันถึงจะเล่าให้หมดข้ายอมรับว่าข้าเองก็ตกใจยิ่งกว่าเจ้า แต่ความจริงก็คือความจริง

            ในฐานะที่เป็นผู้หญิงข้าทำใจไม่ได้ที่จะปล่อยมือจากชายที่ข้ารักในฐานะแม่ข้าไม่อาจพรากความรักจากพ่อที่ลูกสมควรได้รับและตำแหน่งของเขาไปได้ดังนั้นนี่เป็นเหตุผลที่ข้ามาที่ค่ายทหารแห่งนี้

            ข้าไม่ได้ตั้งใจจะปิดบังเจ้าวันนั้นเพราะข้าเองก็เป็นคนโง่เขลาที่ถูกปิดบังมาก่อนถ้าแม่นางฉู่ยังโกรธก็ฟาดแส้ลงมาเถอะ ข้าขอรับผิดอย่างตรงไปตรงมาข้าไม่ได้มีเจตนาจะปกปิด”

            ฉู่ชีซีได้ฟังก็เกิดความงุนงงนางอ้าปากเล็กน้อยแต่ไม่รู้จะพูดอะไรดี

            แม้ติงเหว่ยจะพูดด้วยน้ำเสียงนิ่งสงบราวกับกำลังเล่าเรื่องของคนอื่นแต่ฉู่ชีซีก็ยังสัมผัสได้ถึงความขมขื่นที่ซ่อนอยู่ในคำพูดเหล่านั้นไม่รู้เพราะเหตุใดภาพของหญิงสาวท้องโตเดินหลังตั้งตรงอยู่กลางถนนที่ถูกคนถ่มน้ำลายใส่พลันปรากฏขึ้นในหัวของนางหญิงคนนั้นช่างดูโดดเดี่ยวและดื้อดึง ทำให้หัวใจของนางรู้สึกเจ็บปวด

            อวิ๋นอิ่งอาจกังวลว่าฉู่ชีซีจะลงมือจริงๆนางจึงรีบก้าวขึ้นมาข้างหน้าและคุกเข่าลงเพื่อยืนยัน “แม่นางของข้าไม่ได้โกหกนางไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อน และในวันนั้นข้าก็เป็นคนที่พานางออกจากบ้านเองกับมือ”

            “ใช่แล้วแม่นางฉู่แม่นางของข้าเพิ่งจะรู้ความจริงได้ไม่กี่วันก่อนหน้านั้นยังโกรธท่านแม่ทัพที่ปิดบังนางอยู่เลย”เฉิงเหนียงจื่อก็รีบพูดช่วยขึ้นมา

            “ไอ๊หยาพวกเจ้าทำอะไรกัน ข้ายังไม่ได้บอกเลยว่าข้าไม่เชื่อ!”ฉู่ชีซีรีบยื่นมือไปดึงอวิ๋นอิ่งขึ้นสีหน้าของนางแสดงออกถึงความรู้สึกผิดเล็กน้อยและสับสนอย่างมาก “แล้วข้าจะทำยังไงดีข้าชอบพี่เทียนเป่า”

            ยังไม่ทันที่ติงเหว่ยจะตอบฉู่ชีซีก็รีบพูดเสริมว่า “ถ้าอย่างนั้น พวกเราก็แต่งงานกับพี่เทียนเป่าด้วยกันเถอะจะได้เป็นพี่น้องที่ดีตลอดชีวิต...”

            “ไม่ข้าไม่ต้องการ!”

            ฉู่ชีซีคิดว่านางได้คิดวิธีที่ดีแล้วด้วยชื่อเสียงของนางในฐานะบุตรีของท่านแม่ทัพผู้เก่งกาจตระกูลใดในซีเฮ่าก็ยินดีรับนางเป็นสะใภ้บัดนี้นางยอมลดตัวมาแต่งงานมีสามีคนเดียวกันกับหญิงสาวชาวบ้านธรรมดาอีกคนด้วยนับว่าเป็นการยกย่องอย่างถึงที่สุดแล้ว

            แต่ไม่คาดคิดว่าติงเหว่ยกลับปฏิเสธโดยไม่ต้องคิดแม้แต่น้อย

            “เจ้าพูดว่าอะไรนะ?” ฉู่ชีซีโกรธขึ้นมาทันที “ทำไมเจ้าไม่ต้องการ?”

            “เพราะข้ายอมให้ท่านแม่ทัพแต่งงานกับข้าเพียงคนเดียวเท่านั้น!”ติงเหว่ยนึกถึงคำสัญญาของกงจื้อหมิงแล้วกล่าวต่อว่า“ท่านแม่ทัพสัญญาว่าจะมีข้าเพียงคนเดียวในชีวิตนี้เช่นกัน”

            “เป็นไปไม่ได้!”ฉู่ชีซีรู้สึกประหลาดใจมากกว่าโกรธเพราะอย่างไรท่านแม่ทัพก็เป็นผู้นำแห่งซีเฮ่าในอนาคตจะเป็นไปได้อย่างไรที่เขาจะมีภรรยาเพียงคนเดียวอีกทั้งภรรยาคนนั้นยังเป็นเพียงแม่ครัวคนหนึ่ง!

            “บุรุษที่ใดบ้างที่ไม่มีภรรยาหลายคน? แล้วทำไมพี่เทียนเป่าถึงจะเป็นข้อยกเว้น?”

            “ข้าไม่สนใจบุรุษคนอื่นหากข้ารักท่านแม่ทัพเพียงคนเดียว ท่านแม่ทัพก็ควรจะรักข้าคนเดียวเช่นกัน”

            ติงเหว่ยพูดด้วยน้ำเสียงที่สงบไม่รู้สึกว่าคำพูดของตนเองผิดแต่อย่างใด จากนั้นนางถามฉู่ชีซีที่ดูจะตกตะลึงอยู่“เจ้าจะยินดีหรือ ถ้าต้องเห็นคนที่เจ้ารักไปชอบคนอื่น? แม้วันนี้มากินข้าวกับเจ้า แต่พรุ่งนี้ก็ไปอยู่กับหญิงอื่น?”

            “แน่นอนว่าไม่ข้าจะตีเขาให้ตาย! เอ่อ...” ฉู่ชีซีตะโกนออกมาโดยไม่รู้ตัวแต่พอพูดเสร็จแล้วก็รู้สึกเหมือนมีบางอย่างไม่ถูกต้องแต่นางก็พูดไม่ออกจึงได้แต่จับผมเปียที่ห้อยอยู่บนไหล่ด้วยความหงุดหงิด “ไม่ใช่ไม่ใช่ ถึงข้าจะไม่ยินดี แต่ทุกคนก็มีภรรยาหลายคนทั้งนั้น!ยิ่งไปกว่านั้นพ่อข้าพูดเสมอว่าพี่เทียนเป่าจะเป็นฮ่องเต้ในอนาคต!แล้วยังมีซือหม่าหย่าหลานในเมืองหลวงอีก...”

            พูดไปถึงครึ่งทางนางก็หยุดพูดกะทันหันดวงตากลมโตของนางกลิ้งไปมาด้วยความกังวลเป็นอย่างมาก

            “ซือหม่าหย่าหลานคือใคร? ลูกสาวบ้านไหนหรือ?” ติงเหว่ยเลิกคิ้วถามขึ้นมาซึ่งทำให้ฉู่ชีซียิ่งลนลานมากขึ้น

            “ข้าควรกลับไปกินข้าวเที่ยงแล้วไว้ข้ามาคุยกับพี่อีกทีคราวหน้า” พูดจบนางก็รีบหยิบแส้แล้ววิ่งออกไปทันที

            เฉิงเหนียงจื่อและคนอื่นๆมองหน้ากันอย่างงุนงง ไม่เข้าใจเลยว่าฉู่ชีซีกินอะไรผิดมาหรือเปล่าตอนมาดูเหมือนพายุแต่ตอนกลับดูเหมือนหนีสุนัขไล่ ช่างแปลกประหลาดเป็นอย่างมากจริงๆ

            “อวิ๋นอิ่งเจ้าเคยได้ยินชื่อซือหม่าหย่าหลานไหม?”

            ติงเหว่ยเอ่ยถามขณะที่กำลังค่อยๆห่มผ้าห่ม

            อวิ๋นอิ่งขมวดคิ้วแล้วส่ายศีรษะ“ข้าเพิ่งเข้ามารับใช้หลังจากนายน้อยนำทัพที่ซีเจิ้งแล้วข้าไม่ค่อยรู้เรื่องทางเมืองหลวงเท่าไร แต่ชื่อนี้ฟังแล้วคุ้นๆ หูหากแม่นางอยากรู้ข้าจะไปถามพี่ๆ คนอื่นให้”

            “ไม่ต้องหรอก”ติงเหว่ยยิ้มบางๆ “ข้าแค่สงสัยเท่านั้น พวกเจ้าจัดของให้เรียบร้อยคืนนี้เราจะกินหม้อไฟกัน อย่าให้กองไฟดีๆ นี้เสียของไป”

            “เยี่ยมไปเลย!”อวิ๋นหยาเป็นคนแรกที่โห่ร้องด้วยความดีใจส่วนเฉิงเหนียงจื่อกับอวิ๋นอิ่งก็ยิ้มแย้มและรีบจัดข้าวของกันต่อ

            แน่นอนว่าไม่มีใครสังเกตเห็นเงามืดที่ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของติงเหว่ย

            ซือหม่าหย่าหลาน?

            ไม่รู้เพราะเหตุใดแม้ว่าฉู่ชีซีจะไม่ได้พูดตรงๆแต่สัญชาตญาณของนางบอกว่าสตรีคนนี้อาจเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวของนาง…

            -----------------------------------------

            [1]จั้ง 丈 หมายถึง หน่วยวัดของจีน 1 จั้งเท่ากับความยาวประมาณ 3.3 เมตร หรือ 10 ฟุต

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่มาเป็นหม่ามี้ของเจ้าก้อนก้อน (จบ) ที่คุณอ่าน

    ความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว]

    ความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    169K 382
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    2.27M 2359
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ข้ามมิติมาเป็นสะใภ้บ้านนา รวยล้นฟ้ามั่งมีศรีสุข [จบ]

    ข้ามมิติมาเป็นสะใภ้บ้านนา รวยล้นฟ้ามั่งมีศรีสุข [จบ]

    นิยาย รัก
    1.05M 604
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    295K 786
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    489K 1390
    ยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80

    ยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80

    นิยาย รัก
    627K 1276