หน้าด้านจอโทรทัศน์หลังหนึ่งภายในสำนักงานย่อยแห่งหนึ่งของตู้มหาสมบัติคำว่า ‘เปิดประสาทสัมผัสแห่งจิต’ กับ ‘ระดับ S’ทำเอาชายหนุ่มคนหนึ่งแทบเป็นลมตาเหลือก
“หัวหน้าทูจิ่วครับ!” “หัวหน้า! เป็นอะไรครับ?”
ทูจิ่วปัดมือพลางพยายามกัดฟันประคองตัวเอง
ตั้งแต่พบกับสวีหยางอี้ เขาก็รู้ได้ทันทีว่าอวี้หลินเว่ยจะต้องยอมเข้าเนื้อเพื่อให้ได้ตัวคนนี้มาอย่างแน่นอน
แต่เขาไม่คิดไม่ฝันว่าสวีหยางอี้จะเปิดประสาทสัมผัสแห่งจิตได้แล้ว!
ตอนที่เจอเขาครั้งแรกบนเครื่องบิน ช่วงที่พยายามทาบทามเหล่าอันดับหนึ่งมาร่วมงานดูเหมือนเขา เซียงติง และฝู่หรงเคยเปรยๆ เรื่องเปิดประสาทสัมผัสแห่งจิตเอาไว้อยู่ถ้าหากทำได้จะได้รับค่าจ้างเซ็นสัญญาเป็นเม็ดเงินมูลค่ามหาศาล
ตอนที่ได้ข่าวว่าสวีหยางอี้จะเซ็นสัญญากับอวี้หลินเว่ยแน่นอนว่าตัวเขาคาดการณ์ไว้คร่าวๆ แล้วว่าตัวเลขคงมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่สูงขึ้นเพราะเมื่อผนวกวีรกรรมในเหตุโศกนาฏกรรมจูหงเสวี่ยกับการสังหารทายาทตระกูลหมิงมูลค่าเซ็นสัญญาต้องสูงขึ้นโดปริยาย
ใครจะไปรู้... ว่าเขาจะเปิดประสาทสัมผัสแห่งจิตได้แล้ว!
อย่างน้อยก็น่าจะคาบข้อมูลเรื่องนี้มาบอกกันบ้าง! แต่อย่างว่าแหละ...หมามันหวงก้าง!
เข้าเนื้อขนาดนี้ องค์กรจนๆ อย่างอวี้หลินเว่ยจะอยู่ได้อีกนานแค่ไหนเชียว?!
“หึ! เชื่อหรือไม่ ฉันสามารถควักหินวิญญาณสี่สิบตันทุ่มใส่หน้าพวกแกได้เลย!”
เพราะหัวหน้าสาขาของเขาสามารถเบิกใช้หินวิญญาณเพื่อประโยชน์องค์กรได้มากสุดสามสิบตันและเขาก็ไม่เชื่อว่าผู้ชนะที่ครอบครองคัมภีร์ยุทธเวทระดับจินตันอยู่ในมือผู้ที่รอดชีวิตจากเหตุโศกนาฏกรรมจูหงเสวี่ยและผู้ที่สังหารทายาทตระกูลหมิงจะคู่ควรกับหินวิญญาณแค่สิบตัน!
“กริ๊งๆๆ...” เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ทูจิ่วไม่อยากรับแต่เมื่อเห็นหมายเลขโทรศัพท์ก็ต้องรีบยกหูทันที
“เหล่าจิ่ว เขายังมีชีวิตอยู่” เสียงของติงเซียงลอยออกมาจากโทรศัพท์ “มูลค่าขนาดนั้นองค์กรจนๆ อวี้หลินเว่ยคงเข้าเนื้อแล้วสินะ”
“แล้วพวกเธอรวยแค่ไหนเชียว? หึ พวกฉันต้องสนับสนุนพวกเธอโดยการให้เงินทุนวิจัยของเหล่าศาสตราจารย์ในหลายๆ โครงการไปไม่รู้เท่าไหร่?”ทูจิ่วอยากจะพูดออกไป แต่ได้แต่คิดอยู่ในใจ
ทูจิ่วเบะปาก ความหงุดหงิดสุมขึ้นเต็มอก “ฉันไม่อยากจะเชื่อเลยว่าสัญญาร่วมงานของอวี้หลินเว่ยจะยาวถึงสามสิบปี...นี่ฉันต้องรออีกสามปีเลยงั้นเหรอ กว่าจะได้ตัวเขามา!”
แต่สิ่งที่ทูจิ่วไม่รู้เลยก็คือ สวีหยางอี้ไม่คิดจะร่วมงานกับองค์กรอื่นตั้งแต่แรกอยู่แล้ว
เพราะในใจของสวีหยางอี้ตอนนี้มีแผนการบ้าระห่ำที่เกี่ยวข้องกับใครบางคนในอวี้หลินเว่ยอยู่
ฝู่หยุนเจินเหรินกับอวี้หลินเว่ยสาขามณฑลหมิงสุ่ยมีความสัมพันธ์ลับอะไรกันอยู่!
ในขณะที่ทูจิ่วกับติงเซียงพูดคุยกัน คนที่อยู่ข้างๆพวกเขากลับตกตะลึงอึ้งค้างไปตั้งแต่ช่วงแรกของบทสนทนาแล้ว
ผู้ฝึกตนที่เปิดประสาทสัมผัสแห่งจิตได้ ทั่วทั้งแผ่นดินหวาซย่ามีเพียงหยิบมือหนึ่งในหมื่นเลยก็ว่าได้... และสามารถพัฒนาไปจนถึงระดับ S ได้อีก!
แล้วคนระดับนี้ส่วนใหญ่ก็อยู่กับตู้มหาสมบัติและ CSIB หมด ถ้าไม่ใช่ปรมาจารย์โอสถก็เป็นพวกผู้เชี่ยวชาญด้านใดด้านหนึ่งโดยเฉพาะตู้มหาสมบัติที่ขึ้นชื่อว่าเป็นองค์มหาเศรษฐี การบ่มเพาะเลี้ยงดูคนระดับนี้ไม่ใช่ปัญหาสำหรับพวกเขาเลย...แล้วอวี้หลินเว่ยล่ะ?
เหอะๆๆ ... ยกตัวอย่างเช่นโครงการวิจัยตำราโอสถวิเศษโบราณมาเป็นยาวิเศษแผนปัจจุบันลำพังแค่ค่าใช้จ่ายในการคำนวนหาสัดส่วนสูตรยายังใช้หินวิญญาณหลายหมื่นก้อนเลย
ถามว่าอวี้หลินเว่ยสามารถทุ่มเงินทุนทั้งหมดไปกับการโครงการดูแลบ่มเพาะว่าที่ผู้เชี่ยวชาญหรือปรมาจารย์โอสถหลายสิบคนได้หรือไม่คำตอบก็คือได้ แต่ว่าการทำเช่นนี้จะส่งผลต่อสภาพคล่องทางการเงินของพวกเขาแน่นอนอีกอย่าง...
มีอะไรรับประกันได้ว่าโครงการแบบนี้ของพวกเขาจะประสบความสำเร็จและสร้างเม็ดเงินให้พวกเขาได้ในอนาคต?
การลงทุนด้วยหินวิญญาณหลายหมื่นหลายแสนก้อนไปในแต่ละโครงการแต่ละครั้งโดยเฉลี่ยแล้วจากสิบโครงการจะมีโครงการที่ประสบความสำเร็จได้ขึ้นทะเบียนเภสัชแค่หนึ่งโครงการเท่านั้นหรือก็คือหนึ่งในสิบ... ซึ่งโครงการระดับใหญ่ๆ แบบนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นขององค์กรมหาเศรษฐีของตู้มหาสมบัติและCSIB ที่มีรัฐบาลหว่าซย่าหนุนหลังอยู่
ถึงตรงนี้แล้ว หลายคนคงสงสัยว่า ‘ระดับ S’ คืออะไร... คำตอบก็คือ ผู้ฝึกตนที่มีโอกาสต่อยอดพัฒนาเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านใดด้านหนึ่งมีศักยภาพและคุณสมบัติโดยรวมเหนือกว่าผู้ฝึกตนทั่วไป เช่นปรมาจารย์โอสถหรือผู้เชี่ยวชาญด้านบำเพ็ญเพียรปีศาจ ซึ่งการจะไปจนถึงขั้นนั้นได้เงื่อนไขอย่างแรกที่ต้องมีก็คือ จำเป็นต้องเปิดประสารทสัมผัสแห่งจิตได้ก่อน
ตอนนี้อวี้หลินเว่ยทุ่มเงินทองจำนวนมากไปกับการลงทุนความเสี่ยงสูงพอนึกถึงตรงนี้ ผู้คนจำนวนไม่น้อยก็อดเป็นห่วงไม่ได้
“ที่แท้เป็นแบบนี้เอง... ฉันยอม!” ผู้ฝึกตนด้านหน้าหน้าจอคนหนึ่งถอนหายใจอย่างสลดทำไงได้ คนธรรมดาเทียบกับอัจฉริยะไม่ติดอยู่แล้ว
“เหตุผลข้อนี้ ทุกท่านคงไม่มีข้อกังขาใช่หรือไม่?” เชียนเริ่นระบายยิ้มเอ่ย
ทุกคนต่างพากันส่ายหน้า
“อีกอย่าง เนื่องจากอวี้หลินเว่ยไม่มีอุปกรณ์หลอมยากลั่นยา ดังนั้นสหายสวีหยางอี้ที่อยู่ภายใต้สัญญาระยะเวลาสามสิบปีของอวี้หลินเว่ยจะทำการสมัครเข้าร่วมโครงการช่วยเหลือนักหลอมยาหน้าใหม่ของCSIB...”
ตัดภาพมายังฝั่งทูจิ่วอีกครั้ง ตอนนี้เขาวางสายจากติงเซียงแล้ว
ทำไมถึงไม่บอกเรื่องแบบนี้ให้รู้บ้าง!
เพราะทางฝั่งเขาก็ต้องการตัวสวีหยางอี้ใจจะขาดเหมือนกัน ถึงแม้ทางตู้มหาสมบัติจะไม่มีโครงการนี้แต่ถ้าพวกเขาจะทำก็ทำได้ทันที ในเมื่อมีเงินซะอย่าง!
หลังจากอวี้หลินเว่ยออกแถลงการณ์ได้ประมาณสิบกว่านาที สวีหยางอี้ก็ได้รับเอกสารหนาๆปึกหนึ่ง ที่สิ่งที่แนบมาด้วยคือแผ่นหยกหนึ่งแผ่น ด้านบนคือเงื่อนไขสัญญาหลักๆ
สวีหยางอี้หยดเลือดตัวเองลงไปบนแผ่นหยกจากนั้นรวบรวมปราณชีวิตของตัวเองไว้ที่ปลายนิ้ว ก่อนจะประทับลงไปบนหยดเลือด
สัญญาเป็นอันเสร็จสิ้น
นับตั้งแต่นี้เป็นต้นไป เขาไม่ใช่สวีหยางอี้ที่เร่ร่อนไม่เป็นหลักแหล่งอีกแล้วและเป็นหัวหน้ากองกำลังระดับ A ของอวี้หลินเว่ยสาขามณฑลหมิงสุ่ย!
“ลำดับต่อไป ขอเรียนเชิญคุณสวีตั้งชื่อกองกำลังตัวเองและระบุวันคัดเลือกสมาชิกเข้ากองด้วยครับ” ในที่สุดผู้ชายวัยกลางคนก็ปรับอารมณ์ตัวเองกลับมาเป็นปกติได้อีกครั้ง พร้อมกับยื่นมือออกไปรับเอกสารอย่างเคารพยำเกรง
สวีหยางอี้ครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนหันหน้าไปที่กล้อง “กองกำลังของฉันชื่อว่า ‘ทัณฑ์สวรรค์’ ”
“โคตรเท่เลย!” “เท่ระเบิดไปเลย!” “ฉันโคตรรักชื่อนี้เลย! เร็วเข้ารีบบอกคุณสมบัติคัดเข้ากองเร็วเข้า!” “เงินสิบล้านกำลังรอฉันอยู่! สหายสวี! รีบๆบอกเงื่อนไขมาสิ! ฉันจะยอมทำทุกอย่างเพื่อเป้าหมายของนายเอง!”
เว็บไซต์ผู้ฝึกตนแห่งหวาซย่าร้อนระอุดุเดือดขึ้นมาอีกครั้ง
ผู้ฝึกตนผู้หญิงต่างพากันกรี๊ดกร๊าดบ้าคลั่ง ผู้ฝึกตนผู้ชายต่างพากันแววตาเร่าร้อนทั้งหมดคอมเม้นท์กันอย่างดุเดือด จริงอยู่ที่พวกเขาเคารพรุ่นพี่ขั้นจู้จีจริงอยู่ที่พวกเขาศรัทธาจินตันเจินเหริน แต่ว่า...บุคคลที่ลอยตัวสูงส่งขนาดนั้นจะเทียบผู้ฝึกตนขั้นเลี่ยนชี่ที่ดูเป็นกันเองแบบนี้ได้อย่างไร?ความรู้สึกมันต่างกัน
ผู้ฝึกตนขั้นเลี่ยนชี่ทั่วทั้งประเทศหวาซย่าตอนนี้มีอยู่ประมาณ 70% ของผู้ฝึกตนทั้งหมด
สวีหยางอี้เงียบขรึมลงไปครู่หนึ่ง “ไม่มีเงื่อนไขรับสมัคร”
“ขอเพียงผ่านการทดสอบของฉันได้ก็สามารถเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกองกำลังทัณฑ์สวรรค์ของฉันได้”
“เวลาทดสอบ ตอนนี้ยังระบุวันไม่ได้ แต่อย่างเร็วที่สุดก็หลังจากนี้สองสามปีหวังว่าทุกคนจะคอยติดตามความคืบหน้า”
แน่นอน! ต้องติดตามอยู่แล้ว!
สมบัติเงินตรามากมายกำลังรอฉันอยู่ จะไม่รอติดตามได้อย่างไร?
ไม่รู้ว่าผู้ฝึกตนกี่มากน้อยที่ตัดสินใจขึ้นมาทันทีทันใดนับตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไปพวกเขาจะติดตามทุกโพสต์ข่าวเกี่ยวกับกองกำลังทัณฑ์สวรรค์อย่างไม่ตกหล่นแน่นอน!
ตอนนี้ เชียนเริ่นเดินมาข้างๆ สวีหยางอี้ เพื่อจับมือแสดงความยินดี “การลงนามครั้งนี้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดีสหายสวี หลังจากนี้นายคือสมาชิกของอวี้หลินเว่ยสาขามณฑลหมิงสุ่ยและเป็นหัวหน้ากองกำลังระดับ A ทัณฑ์สวรรค์อย่างเป็นทางการหวังว่านายจะจัดการลงทะเบียนกองกำลังให้แล้วเสร็จภายในเดือนนี้และเขียนแผนงานของกองกำลังส่งแผนกสถิติของอวี้หลินเว่ยเพื่อสะดวกต่อการดำเนินการและนัดหมายวันเวลาที่แน่ชัด”
“หลังจากนี้หนึ่งปี เป็นช่วงเวลาปรับตัวให้คุ้นเคยกับองค์กรอวี้หลินเว่ยของพวกเราหวังว่าสหาย... จะรักและให้ความสำคัญกับองค์กรเรา”
“ขอบคุณคับ ท่านอาวุโส” สวีหยางอี้ประสานมือคำนับก่อนขอตัวจากไป
เชียนเริ่นคลี่ยิ้มก่อน และเดินไปอีกทาง
“ตึง...” ประตูบานใหญ่ปิดลง อุณหภูมิบนทางเดินของเชียนเริ่นค่อยๆเย็นลงตามการย่างเดินของเท้า
“แกช่างกล้าดีจริงๆ...” เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ หนึ่งเฮือก “สองสามปีหลังจากนี้...ให้แกได้เหิมเกริมหน่อยแล้วกัน...”
“หากริอาจดูแคลนอวี้หลินเว่ย...” ดวงตาของเขาฉายแววสังหารขึ้นมาวูบหนึ่ง “ความเป็นความตายของแกอยู่ในมือฉันแล้ว...”
“ในโลกผู้ฝึกตน... มีคนหายสาบสูญไปตั้งเยอะแยะรวมถึงพวกอัจฉริยะอวดดีอย่างแกด้วย...”
อีกด้านของทางเดิน รอยยิ้มของสวีหยางอี้เลือนหายไปตั้งแต่ออกจากงานแถลง
การกระทำของเขาเมื่อครู่ เปรียบเสมือนการตีแสกหน้าเขา!
อยากฆ่าฉันนักใช่ไหม?
เอาสิ! ฆ่าฉันสิ! ฉันยืนอยู่ตรงหน้าแล้วนี่ไง นายลองฆ่าดูสิ!
เห็นคนที่นายอยากฆ่าทิ้งเข้ารับสวัสดิการมูลค่ามหาศาลจากอวี้หลินเว่ยแบบนี้ภายในใจผู้ฝึกตนขั้นจู้จีอย่างนายจะรู้สึกอย่างไรกัน?
“หึ สงครามยังไม่จบ อย่าเพิ่งนับศพทหาร”เขาเหลือบหางตาไปมองพลางยิ้มมุมปากอย่างเย็นชา ใครคิดว่าจะหลบหนีการถูกตามฆ่าต้องหายตัวไร้ร่องลอยเสมอไปนี่มันยุคสมัยไหนแล้ว วิธีการก็ย่อมเปลี่ยนไป... นี่ไง!คนที่นายอยากฆ่ายืนอยู่ตรงหน้าแล้วไง แถมยังกลับมารับเสนอต่างๆที่อวี้หลินเว่ยให้ไว้เมื่อสามปีที่แล้วอีกยิ่งไปกว่านั้นยังยอมให้ถูกตรวจสอบว่าตัวเองสามารถเปิดประสาทสัมผัสแห่งจิตได้แล้วอีกแต่สิ่งที่ทำให้เขามีข้อต่อรองขนาดนี้อีกอย่างก็คือ...
ในมือของเขามีไพ่ตายอย่างคัมภีร์ราชาโอสถนิรันดร์!
คำสั่งสังหารจากผู้ฝึกตนขั้นจินตันเป็นเสมือนดาบที่ลอยจ่ออยู่บนหัวเขาขอแค่เขาอยู่ในมณฑลหมิงสุ่ยนี้ คงไม่มีใครกล้าทำอะไรเขาแต่เมื่อไหร่ที่เขาออกห่างจากมณฑล และเริ่มปฏิบัติภารกิจนอกพื้นที่หรือหลุดเข้าไปในมิติลี้ลับที่ไหนสักแห่ง...
เมื่อนั้นวิธีฆ่าเขากลับมีเป็นหมื่นวิธี
ยกตัวอย่างเช่น ตายทั้งกองกำลัง ไร้หลักฐาน ถูกกลบร่องรอยจากจินตันเจินเหรินเรื่องแบบนี้ถือเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นในโลกผู้ฝึกตน
“ฉันไม่มีทางเปิดโอกาสให้นายทำแบบนั้นแน่นอน...”เขากระดิกนิ้วมือเล่นกลางอากาศราวกับกำลังเล่นเปียโน “ขอเวลาสามปี...ฉันฝึกวิชาในคัมภีร์ราชาโอสถนิรันดร์เสร็จเมื่อไหร่ พวกเรามาดูกัน...สุดท้ายใครจะเป็นเหยื่อใครกันแน่...”
พลังอำนาจอันยิ่งใหญ่อยู่ในมือเขาคนนี้
ฝู่หยุนเจินเหรินไม่มีทางรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นที่บึงบงกชจตุทิศหากมีโอกาสสวีหยางอี้ที่จะได้สำแดงพลังที่แท้จริงออกมาเชื่อว่าทุกคนต้องรู้สึกวูบวาบไปตามๆ กันอย่างแน่นอน
“ขอแค่ฉันหลอมโอสถวิเศษได้สักเม็ด ไม่ว่าฉันไปที่ไหน... ยังมีใครกล้าหืออือกับฉันอีกเหรอ?”
“ขอแค่เม็ดเดียวเท่านั้น”
เขาไม่อยากเป็นผู้ฝึกตนที่อยู่ใต้ร่มบารมีใคร
เพราะตัวเขาต้องการเป็นร่มบารมีเอง!
นับตั้งแต่นี้เป็นต้นไป ไม่ว่าตัวตนที่แท้จริงของฉันจะเป็นเผ่าปีศาจเผ่ามนุษย์หรือเผ่าพันธุ์ใด ฉันก็จะยืนหยัดโบกธงเอกราชของฉันเอง!
นับตั้งแต่นี้เป็นต้นไป ต่อให้สวีหยางอี้ของฉันไม่จัดอยู่ในเผ่าพันธุ์ใดศพนับพันกระดูกนับหมื่น หยาดโลหิตอันเจิ่งหนองก็สามารถสังเวยให้ฉันได้เช่นกัน
นั่น เป็นจุดที่ฉันต้องการ
นั่น คือตัวตนของฉัน
นั่น คือวิถีของฉัน
“ใช่ว่าทำไม่ได้...” เขาหรี่ตาคลี่ยิ้มอย่างเยือกเย็น “คัมภีร์ราชาโอสถนิรันดร์คือตัวช่วยอันทรงพลัง”
“คุณหัวหน้า คุณกำลังบ่นอะไรอยู่เหรอ?”เขาเดินมาถึงหน้าห้องทำงานตัวเองอย่างไม่รู้ตัวทันใดนั้นมีน้ำเสียงเจือแววประจบลอยมากระทบโสต
“ไม่มีอะไร” สวีหยางอี้ คลี่ยิ้มและเตะเท้าไปข้างๆ ทันที!
“เอ๋ง! ! ! What caused you so heartless!(อะไรทำให้นายบ้าความรุนแรงแบบนี้เนี่ย!)” เสียงร้องเอ๋งๆ ดังขึ้นร่างสีขาวด่างดำร่างหนึ่งก็ยืนสองขาเอาหลังพิงกำแพง ทำท่ายืดอกวางมาด
“เมาปาเอ้อ...” สวีหยางอี้ลูบหมัดตัวเองรู้สึกคันไม้คันมือขึ้นอย่างบอกไม่ถูก...