ในห้องทรงงานของฝ่าา
ยามดึกที่เงียบสงัด ไป๋อวี้หลัน เดินเข้าไปในห้องทรงงานพร้อมถาดของหวานในมือ ใบหน้าของนางเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน แต่ดวงตากลับซ่อนความว้าวุ่น ฝ่าาทรงทอดพระเนตรนางด้วยความแปลกพระทัย
“เ้ามาในยามนี้ มีเื่ใดหรือ กุ้ยเฟย?”
นางคุกเข่าลงพร้อมยกถาดของหวานถวาย “หม่อมฉันคิดถึงฝ่าาไม่ไหวแล้วเพคะ คืนนี้หม่อมฉันตั้งใจทำขนมด้วยตนเองเพื่อนำมาถวาย”
ฝ่าาทรงยิ้มเล็กน้อย “เ้าช่างเอาใจใส่เสียจริง คืนนี้ดูเหมือนเ้าจะมีน้ำใจต่อข้าเป็พิเศษ”
นางยิ้มตอบพร้อมกล่าวอย่างอ่อนโยน “หม่อมฉันเพียงอยากอยู่ใกล้ฝ่าาเพคะ”
ฝ่าาทรงหยิบขนมขึ้นมาทานอย่างวางพระทัย แต่ทันทีที่ขนมคำสุดท้ายหมดลง พระพักตร์ของพระองค์กลับเปลี่ยนไป ทรงรู้สึกถึงความผิดปกติในร่างกาย
ไม่นานนัก พระองค์ทรงกระอักพระโลหิตออกมา ดวงเนตรมองตรงไปยังไป๋อวี้หลันด้วยความตกพระทัย “กุ้ยเฟย! เ้าช่างบังอาจนัก ถึงกับลอบวางยาพิษข้า!”
ไป๋อวี้หลันก้าวถอยหลังเล็กน้อย ดวงตาของนางเ็า แต่เต็มไปด้วยความเ็ป นางสูดลมหายใจลึกก่อนเอ่ย “ทั้งหมดนี้…มันเป็เพราะฝ่าา หากฝ่าายกตำแหน่งฮองเฮาให้หม่อมฉันั้แ่แรก คงไม่เกิดเื่เช่นนี้!”
ฝ่าาทรงมองนางด้วยความโกรธแค้น “เ้ามันทะเยอทะยานจนไม่สนใจวิธีการ…เ้าจะต้องชดใช้!”
ในขณะเดียวกัน องค์หญิงอันหลัน ที่แอบตามมาเพราะสงสัยในพฤติกรรมของไป๋อวี้หลัน ได้ยินทุกคำพูดของทั้งสองนางยืนอยู่ในมุมมืด ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความใ
“ไป๋อวี้หลัน…เ้ากล้าถึงเพียงนี้…”
ดวงตาของไป๋อวี้หลันเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น “ฝ่าา…ในเมื่อท่านไม่มอบสิ่งที่ข้า้า ข้าก็ต้องลงมือแย่งชิงด้วยตัวเอง!”
องค์หญิงอันหลันที่ได้ยินทุกอย่างรีบถอยกลับไปเงียบๆ ดวงตาฉายแววเด็ดเดี่ยว “ข้าจะต้องเปิดโปงการกระทำของไป๋อวี้หลัน…เพื่อปกป้องบัลลังก์และแคว้นฉินจากนางอสรพิษนี้”
ในตำหนักหลวง
หลังจากที่ฝ่าาทรงสิ้นพระชนม์ ไป๋อวี้หลัน กำลังเดินออกจากห้องทรงงานด้วยความระแวดระวัง แต่จู่ๆ นางก็ได้ยินเสียงฝีเท้าร้อนรนดังขึ้น
เมื่อหันไป นางก็เห็นองค์หญิงอันหลัน กำลังเร่งเดินออกไปจากตำหนัก ดวงหน้าขององค์หญิงเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก
“นางรู้เื่แล้ว…” ไป๋อวี้หลันพึมพำกับตนเอง ความหวาดกลัวและความเยือกเย็นปะปนอยู่ในดวงตาของนาง
ไป๋อวี้หลันรีบสั่งนางกำนัลคนสนิท “ส่งสัญญาณไปให้คนของตระกูลไป๋ที่อยู่ด้านนอกตำหนัก พวกเขาต้องรีบจัดการองค์หญิงอันหลันทันที!”
นางรีบก้าวตามองค์หญิงไป ดวงตาของนางเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น “นางต้องไม่รอดไปจากคืนนี้…”
องค์หญิงอันหลัน วิ่งผ่านโถงทางเดินในวังหลัง หัวใจของนางเต้นแรง นางรู้ดีว่าหากข่าวนี้ไม่ถูกเปิดเผย คนอย่างไป๋อวี้หลันจะยิ่งก้าวขึ้นสู่อำนาจและสร้างความหายนะให้กับแคว้น แต่ก่อนที่นางจะถึงทางออก กลุ่มชายชุดดำของตระกูลไป๋ก็ปรากฏตัวขึ้นขวางทาง
“องค์หญิง ข้าเสียใจที่คืนนี้ท่านต้องจบชีวิตลงที่นี่” หนึ่งในชายชุดดำกล่าว น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงด้วยความเยือกเย็น
เสียงกรีดร้องขององค์หญิงดังขึ้นเพียงชั่วครู่ ก่อนจะเงียบลงท่ามกลางความมืด ชายชุดดำลากร่างไร้ลมหายใจขององค์หญิงไปซ่อนไว้ในมุมลับของสวนหลวง
เมื่อไป๋อวี้หลันมาถึง นางเห็นร่างขององค์หญิงที่ไร้ิญญาแล้วถอนหายใจยาว “คืนนี้…ไม่มีใครเห็น ไม่มีใครรู้เื่นี้อีกต่อไป”
นางหันไปมองชายชุดดำ “จงทำให้ร่างของนางหายไป และอย่าให้ใครพบเห็นร่องรอยใดๆ”
ในขณะเดียวกันองค์ชายสาม หลี่หยางเหอ ก็นำทัพกำลังพลเข้ามาในพระราชวัง กองกำลังของเขาเข้าควบคุมจุดสำคัญต่างๆ ของวังหลวงอย่างรวดเร็ว
“คืนนี้…บัลลังก์จะต้องเป็ของข้า” หลี่หยางเหอกล่าว น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความมั่นใจ
“จับตัวขุนนางที่จงรักภักดีต่อฝ่าาทุกคนไว้! ห้ามปล่อยให้ผู้ใดออกจากวังหลวงได้!”
ในอีกมุมหนึ่งของพระราชวัง องค์รัชทายาท หลี่หย่งเทียน ทราบข่าวการเคลื่อนไหวขององค์ชายสาม พระองค์เร่งรวบรวมกำลังพลและแม่ทัพที่ยังคงภักดี
“เราไม่มีเวลาแล้ว หากปล่อยให้หลี่หยางเหอสำเร็จแผนการนี้ ทุกอย่างจะจบสิ้น!”
แม่ทัพคนสนิทพยักหน้า “ขอรับ! องค์รัชทายาท กระหม่อมจะนำทหารส่วนหนึ่งไปเสริมกำลังที่ประตูวัง” หลี่หย่งเทียนกล่าวเสียงหนักแน่น “พวกเราจะต้องหยุดเขาให้ได้!”
ในค่ำคืนที่เต็มไปด้วยการเคลื่อนไหวของแผนการและการทรยศ วังหลวงกลายเป็สมรภูมิที่ไม่มีใครคาดคิดความมืดในคืนนี้ไม่ใช่เพียงความเงียบสงัดของราตรี แต่เป็เงาแห่งความทะเยอทะยานที่ไม่มีวันสิ้นสุด