ณ มุมมืดข้างองค์พระเจดีย์ใหญ่ มีคนกลุ่มหนึ่งแต่งกายด้วยชุดชาวบ้านธรรมดา
เฝ้ารออยู่เป็นกลุ่มรวมกันแล้วไม่ต่ำกว่า 50 คนแต่ละคนล้วนซ่อนอาวุธของตนเองเอาไว้ในตัวเองบ้าง ไว้ข้างต้นไม้บ้าง แตกต่างกันไป วันนี้ทุกคนได้รับคำสั่งสังหารเด็กชายผู้หนึ่งอายุ ประมาณ 14 ปี โดยทุกคนได้ดูรูปภาพวาดกันแล้วทุกคน
โดยแบ่งกองกำลังเฝ้าคอยตามจุดเริ่มตั้งแต่วังหลวง มาจนถึง ที่บริเวณพระเจดีย์ใหญ่ ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งแต่งชุดสีดำกันทั้งหมด โดยมีอาจารย์ดำ จอมไสยเวทย์ดำนำกำลังกลุ่มนี้คอยเฝ้าอยู่ในบ้านหลังหนึ่ง ซึ่งอยู่ใกล้กับองค์พระเจดีย์ใหญ่
โดยอาจารย์ดำได้ส่งผีโหงพราย 2 ตัวคอยสืบการเคลื่อนไหวของอาอู่ หากว่าเริ่มออกจากวังหลวงเมื่อใด ผีโหงพรายจะแจ้งมาที่อาจารย์ดำ ทันที
อาอู่กับเพื่อนแต่งชุดธรรมดาคล้ายชาวบ้าน ออกจากวังหลวงโดยมีทหารองครักษ์วังหลวงตามมาด้วยอีก 40 คน โดยอาอู่สั่งให้ตามอยู่ห่างๆ ไม่ต้องเข้าใกล้ แยกออกเป็น 2 ชุด ไม่ต้องรวมตัวกัน หากไม่มีคำสังไม่ต้องเข้าใกล้ อาอู่กับเพื่อนได้เดินทางมากลางทาง อาอู่ยกมือขึ้นทำท่าให้ทุกคนหยุด
“ พวกมันมี ทั้งหมด 50 คน พวกมันแต่งตัวเป็นเหมือนชาวบ้านธรรมดา แต่ให้สังเกตพวกมันทั้งหมดล้วนมีกลิ่นอายแห่งความตายทุกคน “ อาอู่พุ่งไปทางซ้ายอย่างรวดเร็วแล้วชกที่ท้องนักฆ่าคนหนึ่งที่ยืนมองกลุ่มอาอู่ในความมืด แล้วบีบคอเอาไว้ อาอู่เรียกทุกคนเข้ามาใกล้ๆ
“ เป็นอย่างไร ได้กลิ่นอะไรแปลกบ้างไหม” อาอู่สอนให้ทุกคนดมกลิ่นของนักฆ่าเหล่านี้ จนทุกคนสัมผัสกลิ่นอายแห่งความตายได้แล้วอาอู่ก็บิดคอนักฆ่าคนนี้แล้วพากันเดินต่อไป
“ พวกมันมากันเกือบหมดแล้วจัดการพวกมันเลย” อาอู่เห็นว่านักฆ่าเข้ามาใกล้แล้วจึงเริ่มสั่งให้กลุ่มเพื่อนลุยก่อนทันที นักฆ่ายังไม่ทันตั้งตัวก็ถูกอัดลงไปกองกับพื้นเสียแล้ว ไม่นานกลุ่มนักฆ่าเหล่านี้ ก็ถูกอาอู่กับเพื่อนไล่ทุบตีจนสลบ โดยที่ไม่รู้ว่า กลุ่มของอาอู่รู้ได้อย่างไรพวกเขาคือนักฆ่าเงาสังหาร พวกมันถูกจับนับได้กว่า 30 คน ส่วนที่เหลือต่างหนีออกไปยังไม่กล้าเข้ามา พวกมันได้หลยหนีเข้าปะปนไปกับกลุ่มคน อาอู่เรียกทหารองครักษ์เข้ามา แล้วสั่งให้จับนักฆ่าเหล่านี้ไปขังให้หมดรอการสอบสวนพรุ่งนี้ ไม่น่าเชื่อ นักฆ่าเงาสังหาร จะถูกจับได้อย่างง่ายดายเช่นนี้ แม้แต่พวกนักฆ่าเองยังคงไม่เข้าใจทำไมถึงถูกจับอย่างง่ายดายเช่นนี้
จากนั้นอาอู่ก็สัมผัสได้ถึงวิญญาณผีโหงพรายสองตนที่ติดตามอยู่ อาอู่ปล่อยยันต์ 8 ทิศไปกักขังพวกมันทั้งสองเอาไว้ จึงทำการสอบถามถึงนักฆ่าอีกกลุ่ม สุดท้ายก็ทราบ ที่อยู่ของอาจารย์ดำ ที่จ้องจะเล่นงานพวกอาอู่คืนนี้
“ โครม ! เสียงบ้านถูกหุ่นโลหะเสือเขี้ยวไฟพังทลาย คนในบ้านแตกฮือกันออกมารวมทั้ง อาจารย์ดำ กับลูกศิษย์ทั้ง สิบ อาจารย์ดำปล่อยความธนู 4 ตัวไปจัดการ กับเสือเขี้ยวไฟโลหะ ส่วนตัวนั้นใช้ยันต์ตบไปที่หัวของลูกศิษย์ทั้ง สิบคน จนมันเริ่มกลายร่างเป็นอมนุษย์ คนก็ไม่ใช่ ผีก็ไม่เชิง พวกมันมีร่างกายใหญ่โตขึ้นโดยอมนุษย์ที่มีลายเหมือนเสือ 4 คน ตัวลายเหมือนงู 3คน ตัวลายเหมือนจรเข้ อีก 3 คน อาอู่ชักดาบนวโลหะออกมา แล้วฟันไปที่อมนุษย์ลายเสือ ขาดทีเดียว 2 ท่อนตายสนิท ส่วนที่เหลืออีก 8 ให้เพื่อนๆ เข้าจัดการแทน ส่วนตัวอาอู่เดินถือดาบเข้าไปหาอาจารย์ดำ
“ มีของดีอะไรอีก ก็รีบนำออกมา ก่อนที่หัวเอ็งจะหลุดออกจากบ่า” อาจารย์ดำรีบคว้ายันต์ออกมาอีกหลายแผ่นแล้วกัดลิ้นแล้วพ่นเลือดไปที่ยันต์ แล้วขว้างมาที่อาอู่ กลายเป็นค้างคาวนับร้อยพุ่งเข้ามาหาอาอู่เพียงจุดเดียว
” เฮอะ อวิชชาพวกนี้จะทำอะไรข้าได้” อาอู่แค่ปล่อยยันต์ 8 ทิศออกมากักขังค้างคาวเหล่านี้ได้ทั้งหมด ไม่นานพวกมันก็สลายกลายเป็นควัน หายไปจนหมด
“ถึงเวลาตายแกแล้ว” อาอู่ใช้ดาบฟาดเข้าใส่อาจารย์ดำ ทันที มันหลบไปทางซ้ายอย่างรวดเร็ว รอดจากความตายหวุดหวิด แล้วมันหยิบบางสิ่งขึ้นมาแล้วมาแปะไว้ที่หน้าผาก มันคล้ายเกล็ดงู แต่ว่ามันใหญ่กว่า หรือว่า เกล็ดพญานาคราช
คราวนี้ร่างของอาจารย์ดำ เริ่มขยายใหญ่ขึ้น ลำตัวสูงเท่ากับตัวคน ความยาวนั้นยาวเกือบยี่สิบวา หัวคล้ายงู แต่มีหงอนขึ้นมา เกล็ดมันแวววาว มันสะบัดหางทีเดียว โดนอาอู่กระเด็นไปหลายวา อาอู่ตั้งหลักได้ก็เก็บดาบ แล้วเรียกไม้พญางิ้วดำแล้วให้มันขยายใหญ่เท่าเสาบ้านเหมือนเคย แล้วฟาดไปที่หัวพญานาคตัวนี้ เปรี้ยง มันโดนทีเดียวร่างมันถึงกับเป๋ปเลย อาอู่กระโดดตีไปอีกหลายทีจนกระดูกสันหลังมันเริ่มหักใน มีอาการกระอักเลือดออกมา
อาอู่ไม่หยุดกระหน่ำตีอีกหลายที่ จนร่างมันแหลกเหลว แล้วครั้งสุดท้ายตีไปที่หัวของมันจนแบนจมดินไปเลย แล้วอาอู่ก็เก็บไม้พญางิ้วดำ ร่างกายอาจารย์ดำก็กลับเป็นเหมือนเดิม เกล็ดพญานาคที่มันใช้ ก็แตกละเอียด อาอู่เดินเข้าไปเหยียบที่อกอาจารย์ดำ
“ ใครใช้แกมา “ อาอู่ถามสั้นๆ
“ ไปตายซะ” อาจารย์ดำไม่บอก ฉัวะ อาอู่ตัดหัวอาจารย์ดำออกมา แล้วสั่งให้องครักษ์ที่ยังอยู่ ให้เอาหัวไปประจานที่หน้าตลาด โทษฐานคิดลอบสังหารรัชทายาท จากนั้นอาอู่มองไปที่กลุ่มเพื่อนแต่ละคนล้วนสะบักสะบอม สู้เจ้ามนุษย์เวทย์ลงอาคมไม่ได้สักคน ยกเว้น พี่เดช ซี่งเป็นฝ่ายสังหารพวกมันคนเดียว8 คนเลย จากนั้นเจ้าเสือไฟโลหะหลังจากจัดการควายธนูเรียบร้อย ก็กลับมาหาอาอู่
“ อาอู่ ต่อไปเจ้าต้องสอนวิชาอาคมเอาไว้ปราบพวกมนุษย์เวทย์พวกนี้ให้กับพวกเราด้วย ฟันก็ไม่เข้า ต่อยก็ไม่ล้ม มันบ้าไปแล้ว มีคนทำอย่างนี้ได้ด้วย” พี่สิงห์บ่นในขณะที่โดนอัดน่วมไปทั้งตัว
“ ใช่แล้ว ต้องให้อาอู่ช่วยทำดาบวิเศษแบบนั้นบ้าง เจออย่างนี้ไม่ไหว สู้มันไม่ได้เลย” องค์ชายสาธิต บ่นอีกคน
“ หมัดอาคม ดาบวิเศษ อาอู่ สอนพวกเราให้หมดเลยคราวหน้าเจอพวกมันอีกจะได้ไม่ต้องมีสภาพแบบนี้” พีฟ้าลั่นพูดด้วยความโกรธแค้นที่ทำอะไรมันไม่ได้เลย
อาอู่กับพี่เดชมองแล้วยิ้มไปด้วยกัน
“ เอาละพรุ่งนี้ข้าจะสร้างยันต์ไว้ให้กับทุกคน พร้อมจะลงยันต์สร้างดาบอาคมให้ทุกคนใช้ไปก่อน จนกว่าจะมีวัตถุดิบ ค่อยให้อาจารย์มนตรีสร้างดาบวิเศษเฉพาะตนให้” อาอู่ทำได้แค่นี้ไปก่อน
รุ่งเช้านักฆ่าทั้งหมดไม่มีใครเอ่ยปากพูดแม้แต่คนเดียว เพราะพอถึงในคุกทุกคนล้วนถูกวางยาพิษตายหมด อาอู่มาถึงก็สายเสียแล้ว เลยสั่งตัดหัวแล้วแขวนประจานไว้ที่ริมกำแพงเมืองเพื่อไม่ให้ใครทำเป็นเยี่ยงอย่าง
พอเข้าวังราชาไชยแสนเรียกอาอู่เข้าพบ แล้วยื่นสารฉบับหนึ่งให้อาอู่ อ่าน
“ ลาป่วย แม่ทัพใหญ่ลาป่วยได้ด้วยหรือ” อาอู่สงสัย
“ เจ้าคิดว่าไงล่ะ “ พ่อถามลูกชาย
“ มีอะไรผิดปกติบางอย่าง เพราะคนร้ายเมื่อคืนถูกวางยาตายหมดแล้ว มันไม่มีทางสาวไปถึงตัวเขาอย่างแน่ แล้วทำไมถึงต้องลาป่วยอีก “อาอู่สงสัย แต่นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
“ เสด็จพ่อช่วยเล่าความสัมพันธ์กับเมืองที่อยู่เขตแดนติดกับเมืองของเรา”อาอู่ถามทันที
“ ทางด้านใต้ของเราติดกับเมืองราชบุรี ทำสงครามกันหลายร้อยปี ตั้งแต่สมัยพระยากง กับ พระยาพาน ถึงเวลานี้ต้องมีทหารเฝ้าชายแดนฝั่งนี้มากที่สุด
ส่วนทางด้านเหนือก็ติดเมืองสุพรรณภูมิ ปกติก็มีความสัมพันธ์อันดี ไม่น่าจะมีอะไร
ส่วนทางด้านตะวันตก ติดเมืองกาญจนบุรี ซึ่งเป็นเมืองประเทศราชของสุพรรณภูมิ
ปกติก็ไม่มีอะไร เพราะว่าเรามีสัมพันธ์อันดีกับสุพรรณภูมิ ด้านตะวันออกนั้นจะไม่มี
สภาพเป็นเมือง เป็นแต่ชาวบ้านเล็ก ไม่มีชุมชนใหญ่พอที่สร้างกองทัพได้
กำลังทหารชายแดนจึงอยู่ทางราชบุรีมากที่สุด รองมาก็ทางสุพรรณภูมิ และก็ทางด้านเมืองกาญจนบุรีน้อยที่สุด โดยมีรองแม่ทัพทั้งสามเฝ้าอยู่ คงไม่มีปัญหาอะไรกระมัง” ราชาไชยแสน เอ่ยขึ้นด้วยความสงสัย
“ เสด็จพ่อส่งพิราบสื่อสารกับม้าเร็วไปทั้งสามเมือง แล้วเราค่อยมาดูกันว่าจะเกิดอะไรขึ้นไหม” อาอู่รีบบอก
“ ส่งไปทั้งสองอย่างเลยหรือ”
“ ใช่แล้วกำชับม้าเร็ว ให้แต่งตัวเป็นชาวบ้านปกติไป อย่างแต่งชุดทหารไปด้วย”อาอู่กำชับอีกครั้ง แล้วกลับมาที่พักของตนเอง อาอู่เขียนยันต์ลงไปในดาบให้กับศิษย์พี่ทั้งสามคน เวลาต่อสู้กับพวกภูติผีปีศาจ ดาบอาคมทั้งหลาย จะได้ไม่เสียเปรียบ ไม่นานอาอู่ก็เขียนเสร็จ จึงนำดาบไปให้ทั้งสามคน
“ พวกท่านจงจำไว้ ดาบลงอาคมมีไว้ปราบปรามภูติผีปีศาจและพวกมารร้าย อวิชชาต่างๆ แต่ห้ามไปใช้กับคนดีมีศลีธรรม จำไว้ด้วย” อาอู่ก็มอบดาบลงอาคมไว้ให้กับทุกคน จากนั้นก็มี ทหารองครักษ์รีบมารายงานองค์ราชันเรียกประชุมเหล่าขุนางทั้งหมดโดยด่วน อาอู่กับเพื่อนทั้งหมดรีบไปทันที
พอไปถึงขุนนางแต่ละคนล้วนเคร่งเครียดกัน ราชาไชยแสนส่งสารให้กับอาอู่ดูทั้งหมด อาอู่ได้เห็น สารจากนกพิราบบอกเหตุการณ์ปกติ แต่ว่าทหารม้ารายงานมีทหาร 8,000 คน จากแดนใต้เมืองราชบุรี เข้าประชิดเมืองแล้ว
ด้านเหนือ ทหารจากสุพรรณภูมินำทัพมา5,000คน ก็ยกประชิดชายแดนเหนือแล้ว ด้านตะวันตกทหารจากเมืองกาญจนบุรี ก็ส่งมาอีก 3,000 คน เวลานี้เมืองศรีวิชัยถูกล้อมจากทั้งสามเมืองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในขณะที่แม่ทัพใหญ่กลับลาป่วยเสียนี่
“ นี่มันเกิดอะไรขึ้นกับพิราบสื่อสาร ทำไมถึงได้ส่งข้อความมาคนละเรื่องกับม้าเร็วที่ส่งไปเลย รัชทายาทเจ้าช่วยบอกข้าหน่อยซิ” ราชันเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“ มีคนคิดขบถแล้ว” อาอู่คิดไว้ไม่ผิด
“ อะไรนะ “ เสียงขุนนางทั้งหลายแต่ละคนตกใจกับคำพูดเช่นนี้
“ เสด็จพ่อใครคุมด่านชายแดนทั้งสามด่าน” อาอู่ถาม
“ รองแม่ทัพคาวี คุมด่านเหนือ รองแม่ทัพ พนา คุมด่านตะวันตก รองแม่ทัพ พาทีคุมด่านใต้ แต่ทั้งสามกลับแจ้งทางนกพิราบมาว่าชายแดนปกติ ถ้าไม่ใช่เจ้าบอกว่า
ให้พวกเขาแต่งกายชาวบ้านไปสืบข่าว พวกเราคงไม่รู้ความจริง หรือว่าพวกเขาคิดจะขบถ” ราชาไชยแสนเอ่ยขึ้นด้วยความตระหนก
“ไม่ใช่พวกเขาทั้งสามหรอก คนที่ก่อขบถคือแม่ทัพใหญ่ เสด็จพ่อลองส่งคนไปที่ตำหนักสนมรอง กับ จวนแม่ทัพใหญ่แล้วท่านก็จะรู้คำตอบ” อาอู่ลองให้ราชาไชยแสนไปตรวจสอบดู ไม่นานทหารก็กลับมารายงาน
“ ไม่พบพระสนมรอง ที่ตำหนัก ส่วนจวนแม่ทัพใหญ่ก็ไม่พบเช่นกัน” ทหารที่ส่งไปรายงาน
ปัง ! ราชาไชยแสนตบโต๊ะด้วยความโกรธ
“ พวกมันถึงกับกล้าเป็นขบถ นี่มันคิดขบถจริงหรือนี่” ราชาไชยแสนพึมพำออกมาอย่างไม่อยากจะเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง
“ เวลานี้เรามีกองกำลังทหารทั้งหมดเท่าไร” อาอู่ถามไปที่ขุนนางฝ่ายทหาร
“ ในเมืองหลวงมีอยู่ ทหารองครักษ์ หนึ่งพัน รวมกำลังรักษาเมืองอีก สามพันคนแต่ฝ่ายศัตรูมีทางราชบุรี 8,000 คน ทางสุพรรณภูมิ 5,000 คน กาญจนบุรีอีก 3,000 คนรวมแล้วศัตรูภายนอกมี 16,000คน ถ้ารวมกับของแม่ทัพใหญ่อีก 10,000 คนก็เป็น 26,000 คน แต่เรามีเพียง 4,000 คนเท่านั้นเอง” ขุนนางฝ่ายทหารรายงาน
“ ทหาร 4,000 คน จะไปสู้ทหาร 26,000 คนได้อย่างไร” ราชาไชยแสนเริ่มกลัว