พอได้ยินว่าเทียนจุนกำลังจะออกเดินทาง
ตงจางที่ยืนอยู่ตรงหน้าก็พลันยื่นมือออกไปหมายจะห้ามปราม
ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความลังเล ก่อนจะกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงจริงใจ
“ท่านเทียนจุน.. ข้าว่าท่านควรพักผ่อนอยู่ที่ตระกูลตงอีกสองสามวัน..”
แต่เมื่อกล่าวจบ สีหน้าของเขากลับเปลี่ยนไปเล็กน้อย
ความลังเลยิ่งทวีคูณขึ้น เพราะในใจรู้ดีว่าตระกูลตงพึ่งพาเทียนจุนมากเกินไปแล้ว
หากยังฉุดรั้งชายผู้นี้ไว้ในเมืองเล็กๆเช่นหนานปิงต่อไป ก็คงเป็นการปิดกั้นเส้นทางของยอดฝีมือที่แท้จริง
ตงจางกำหมัดแน่น ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึกๆ และกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“เข้าใจแล้วขอรับ ท่านเทียนจุน”
แม้จะไม่อยากให้ชายหนุ่มจากไป แต่ก็ต้องเคารพการตัดสินใจของอีกฝ่าย
ก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความเคารพ
“แต่ก่อนที่ท่านจะจากไป งั้นข้าขอมอบหินปราณเซียนอีกห้าร้อยก้อนให้กับท่านก็แล้วกัน”
“ถือว่าเป็นสิ่งสุดท้ายที่พวกเราตระกูลตงสามารถทำให้กับท่านได้เพียงแค่นี้!”
พูดจบ ตงจางก็หยิบแหวนกักเก็บมิติออกมา
ก่อนจะใช้พลังถ่ายโอนหินปราณเซียนระดับต่ำที่เก็บรักษาไว้ภายใน
ห้าร้อยก้อนลอยออกมาและตกลงบนมือของเทียนจุน
พลังแห่งปราณเซียนที่แผ่ออกมาจากหินเหล่านั้น ทำให้คนในห้องโถงรู้สึกได้ถึงคลื่นพลังอันบริสุทธิ์
“...............”
เทียนจุนมองหินปราณเซียนที่อยู่ในมือ และรับรู้ได้ถึงเจตนาของตงจาง
นี่ไม่ใช่เพียงแค่การมอบทรัพยากรให้ แต่ยังเป็นการแสดงความขอบคุณและความจริงใจจากตระกูลตงที่มีต่อเขา
“เข้าใจแล้ว!”
ชายหนุ่มไม่ได้กล่าวปฏิเสธ พยักหน้ารับก่อนจะเก็บหินปราณเซียนทั้งหมดลงไปในแหวนกักเก็บมิติของตนเอง
เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นทรัพยากรสำคัญในการบ่มเพาะพลังหลังจากนี้ ซึ่งแน่นอนว่าเทียนจุนจะไม่ปล่อยให้สูญเปล่า
หลังจากที่จัดการทุกอย่างเสร็จสิ้น
บริเวณหน้าทางเข้าตระกูลตงมีบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความคารวะและความเคารพ
เทียนจุนก้าวขึ้นไปบนหลังม้าที่ได้ถูกจัดเตรียมไว้ ม้าศึกสีดำตัวใหญ่ ส่งเสียงร้องเบาๆก่อนจะก้าวเท้าไปข้างหน้าอย่างมั่นคง
ที่ด้านหลังไม่ไกลนัก ตงจางและสมาชิกตระกูลตงแทบทั้งหมดออกมายืนเรียงราย
ส่งสายตามองดูชายหนุ่มด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งความเคารพ ความซาบซึ้ง และความอาลัย
ตงจางประสานมือก่อนจะกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ท่านเทียนจุน พวกเราตระกูลตงอาจไม่มีอำนาจมากนัก แต่ถ้าท่านต้องการความช่วยเหลือเมื่อใด.. ”
“ได้โปรดกลับมาหาพวกเราได้เสมอ!”
ตัวของเขากล่าวจบ ก่อนจะก้มศีรษะลงต่ำ แสดงความเคารพจากใจจริง
คนของตระกูลตงที่ยืนอยู่ด้านหลังก็พร้อมใจกันทำตาม
ทุกคนต่างโค้งคำนับให้กับชายที่ได้ช่วยให้ตระกูลตงกลับมายืนหยัดอีกครั้ง
ตงหลิน บุตรชายคนเล็กของตระกูลตง ผู้ที่เฝ้ามองเทียนจุนมาตลอดด้วยสายตาเปี่ยมไปด้วยความศรัทธา
กำหมัดแน่นก่อนจะตะโกนออกมาด้วยน้ำเสียงเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่น
“ท่านเทียนจุน! สักวันหนึ่งข้าจะต้องแข็งแกร่งให้ได้เหมือนท่าน!”
เสียงของเขาเต็มไปด้วยความตั้งใจ นัยน์ตาทอประกายราวกับกำลังมองดูบุคคลที่เป็นต้นแบบของตนเอง
ด้านข้าง ตงหยูที่เป็นพี่ชายของตงหลินก็โค้งคำนับให้กับเทียนจุนด้วยความเคารพ
แม้ว่าจะไม่แสดงอารมณ์ออกมามากนัก แต่ภายในใจของตงหยูก็เปี่ยมไปด้วยความเคารพต่อชายผู้นี้เช่นกัน
เทียนจุนมองภาพตรงหน้าก่อนจะพยักหน้ารับ ดวงตาของเขาสงบนิ่ง
ขณะที่รอยยิ้มจางๆปรากฏขึ้นที่มุมปาก ก่อนที่เขาจะกระตุ้นม้าเบาๆทำให้มันเริ่มเคลื่อนตัว
เสียงกีบเท้าของม้าดังก้องไปตามถนนที่ทอดยาวออกไปจากตระกูลตง
เส้นทางเบื้องหน้าถูกปกคลุมไปด้วยแสงอาทิตย์อัสดง ทิ้งเงาของชายหนุ่มที่ค่อยๆห่างออกไป
ขณะเดียวกัน ภายในตำหนักเจ้าเมือง หนานปิงที่กำลังนั่งอยู่ภายในห้องโถงรับรองก็ได้รับรายงานจากองครักษ์คนสนิท
“เทียนจุนได้เดินทางออกจากเมืองหนานปิงไปแล้ว?”
ชายวัยกลางคนที่มีประสบการณ์โชกโชนเงยหน้าขึ้นจากตำราเก่าแก่ที่เขากำลังอ่าน
ก่อนจะพยักหน้ารับฟังข่าวสารโดยไม่ได้แสดงท่าทีประหลาดใจแม้แต่น้อย
“คิดว่าท่านเจ้าเมืองจะเชื้อเชิญให้มาเข้าร่วมอย่างเป็นทางการเสียอีก?”
คนสนิทที่ยืนอยู่ด้านข้างเอ่ยถามด้วยความสงสัย สีหน้าของเขาฉายแววไม่เข้าใจ
เพราะสำหรับผู้ที่แข็งแกร่งอย่างเทียนจุน
หากสามารถเชื้อเชิญเข้าร่วมกองกำลังของเมืองหนานปิงได้ ย่อมเป็นผลดีอย่างมหาศาล
แต่แทนที่หนานปิงจะตอบด้วยความเสียดาย กลับกันชายวัยกลางคนก็ได้หัวเราะร่าออกมา ก่อนจะส่ายศีรษะเล็กน้อย
จากนั้นก็กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่แฝงไว้ด้วยความเฉียบแหลม
“ไม่หรอก ผู้บำเพ็ญเพียรแบบเขาคงไม่มีสิ่งใดมาฉุดรั้งได้”
ชายวัยกลางคนวางมือลงบนพนักเก้าอี้ แววตาของเขาทอดมองออกไปนอกหน้าต่าง
พลางไตร่ตรองถึงสิ่งที่ได้เห็นจากชายหนุ่มผู้นั้น ตลอดระยะเวลาที่เฝ้าสังเกต บอกเลยว่าเทียนจุนเป็นบุคคลที่ไม่ธรรมดา
“ความรู้สึกของข้าบอกว่า.. อีกไม่นานชายคนนี้จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้แข็งแกร่ง!”
เขาเอ่ยต่อ พลางหันไปสบตากับคนสนิทของตนเอง นัยน์ตาของเขาฉายแววแน่วแน่
“อายุยังน้อย ไม่ได้เป็นระดับทะเลวิญญาณ แต่กลับสามารถปลดปล่อยปราณเซียนได้ทั้งที่อยู่เพียงแค่ระดับหลอมกายาขั้นเก้า”
“บุคคลเช่นนี้ หากไม่ใช่อัจฉริยะก็ต้องมีกายศักดิ์สิทธิ์ที่ท้าทายสวรรค์อย่างแน่นอน!”
เสียงของเขาเคร่งขรึม และแฝงไว้ด้วยความนับถืออย่างแท้จริง
คนสนิทที่อยู่ด้านข้างเมื่อได้ยินเช่นนั้น ก็พลันเบิกตากว้างขึ้นโดยไม่รู้ตัว ก่อนที่สีหน้าของเขาจะเผยความตกตะลึง
“ท่านเจ้าเมืองคิดเช่นนั้นจริงๆหรือ?!”
ตัวมันไม่คิดเลยว่าหนานปิงจะประเมินค่าชายหนุ่มที่ชื่อว่าเทียนจุนไว้สูงถึงเพียงนี้
เพราะตั้งแต่ที่ติดตามรับใช้เจ้าเมืองมา หนานปิงเป็นคนที่เฉียบแหลม รอบคอบ และไม่เคยกล่าวยกย่องผู้ใดโดยไร้เหตุผลมาก่อน
แต่ครั้งนี่ ชายวัยกลางคนกลับให้การยอมรับอย่างเด็ดขาด ว่าชายหนุ่มที่เพิ่งเดินทางออกจากเมืองหนานปิงไป
เป็นบุคคลที่ไม่อาจวัดค่าได้ด้วยสามัญสำนึกของผู้ฝึกตนทั่วไป
หนานปิงไม่ได้กล่าวสิ่งใดต่อในทันที เขาเพียงแค่ทอดถอนหายใจออกมาเบาๆ
ก่อนจะเอนตัวพิงพนักเก้าอี้ นัยน์ตาของเขาหรี่ลงเล็กน้อยก่อนจะกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ
“สถานที่อย่างเมืองหนานปิง ไม่คู่ควรกับเขาหรอก”
“แสงสว่างเช่นเขาน่ะ เหมาะสมเพียงแค่สำนักใหญ่หรือเหนือกว่านั้นก็เท่านั้น!”
คำพูดของหนานปิงดังก้องอยู่ภายในโถงรับรอง บรรยากาศรอบข้างเงียบสงัดลงโดยพลัน
คนสนิทของเขายืนอึ้งไปชั่วขณะ ก่อนที่ตัวของมันจะเริ่มเข้าใจถึงความหมายที่แท้จริงของคำกล่าวนี้
ชายหนุ่มที่ชื่อเทียนจุน ไม่ใช่บุคคลที่ควรจะย่ำอยู่ในเมืองเล็กๆเช่นนี้ต่อไป
เส้นทางที่แท้จริงของเขา ควรเป็นที่แห่งหนึ่งที่สูงกว่าฟ้า เป็นสถานที่ที่สามารถขับเคลื่อนโชคชะตาของโลกนี้ได้
หนานปิงเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะลุกขึ้นยืนและเดินไปยังหน้าต่าง แสงแดดอ่อนๆของยามบ่ายส่องกระทบกับใบหน้าของเขา
ทว่าในดวงตาของเขาตอนนี้ กลับเต็มไปด้วยความคาดหวังและความสนใจต่ออนาคตของชายหนุ่มผู้นั้น
“อีกไม่นาน.. ทั่วทั้งแคว้นกวางโจ่วจะต้องจดจำชื่อของเทียนจุน!”