(จบ)เทพมารจอมราคะ กำเนิดใหม่พร้อมกับระบบพระพุทธองค์ไร้พ่าย

    ตอนที่ 47 ออกเดินทางอีกครั้ง

            พอได้ยินว่าเทียนจุนกำลังจะออกเดินทาง


            ตงจางที่ยืนอยู่ตรงหน้าก็พลันยื่นมือออกไปหมายจะห้ามปราม


            ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความลังเล ก่อนจะกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงจริงใจ


            “ท่านเทียนจุน.. ข้าว่าท่านควรพักผ่อนอยู่ที่ตระกูลตงอีกสองสามวัน..”


            แต่เมื่อกล่าวจบ สีหน้าของเขากลับเปลี่ยนไปเล็กน้อย


            ความลังเลยิ่งทวีคูณขึ้น เพราะในใจรู้ดีว่าตระกูลตงพึ่งพาเทียนจุนมากเกินไปแล้ว


            หากยังฉุดรั้งชายผู้นี้ไว้ในเมืองเล็กๆเช่นหนานปิงต่อไป ก็คงเป็นการปิดกั้นเส้นทางของยอดฝีมือที่แท้จริง


            ตงจางกำหมัดแน่น ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึกๆ และกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น


            “เข้าใจแล้วขอรับ ท่านเทียนจุน”


            แม้จะไม่อยากให้ชายหนุ่มจากไป แต่ก็ต้องเคารพการตัดสินใจของอีกฝ่าย


            ก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความเคารพ


            “แต่ก่อนที่ท่านจะจากไป งั้นข้าขอมอบหินปราณเซียนอีกห้าร้อยก้อนให้กับท่านก็แล้วกัน”


            “ถือว่าเป็นสิ่งสุดท้ายที่พวกเราตระกูลตงสามารถทำให้กับท่านได้เพียงแค่นี้!”


            พูดจบ ตงจางก็หยิบแหวนกักเก็บมิติออกมา


            ก่อนจะใช้พลังถ่ายโอนหินปราณเซียนระดับต่ำที่เก็บรักษาไว้ภายใน


            ห้าร้อยก้อนลอยออกมาและตกลงบนมือของเทียนจุน


            พลังแห่งปราณเซียนที่แผ่ออกมาจากหินเหล่านั้น ทำให้คนในห้องโถงรู้สึกได้ถึงคลื่นพลังอันบริสุทธิ์


            “...............”


            เทียนจุนมองหินปราณเซียนที่อยู่ในมือ และรับรู้ได้ถึงเจตนาของตงจาง


            นี่ไม่ใช่เพียงแค่การมอบทรัพยากรให้ แต่ยังเป็นการแสดงความขอบคุณและความจริงใจจากตระกูลตงที่มีต่อเขา


            “เข้าใจแล้ว!”


            ชายหนุ่มไม่ได้กล่าวปฏิเสธ พยักหน้ารับก่อนจะเก็บหินปราณเซียนทั้งหมดลงไปในแหวนกักเก็บมิติของตนเอง


            เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นทรัพยากรสำคัญในการบ่มเพาะพลังหลังจากนี้ ซึ่งแน่นอนว่าเทียนจุนจะไม่ปล่อยให้สูญเปล่า


            หลังจากที่จัดการทุกอย่างเสร็จสิ้น


            บริเวณหน้าทางเข้าตระกูลตงมีบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความคารวะและความเคารพ


            เทียนจุนก้าวขึ้นไปบนหลังม้าที่ได้ถูกจัดเตรียมไว้ ม้าศึกสีดำตัวใหญ่ ส่งเสียงร้องเบาๆก่อนจะก้าวเท้าไปข้างหน้าอย่างมั่นคง


            ที่ด้านหลังไม่ไกลนัก ตงจางและสมาชิกตระกูลตงแทบทั้งหมดออกมายืนเรียงราย


            ส่งสายตามองดูชายหนุ่มด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งความเคารพ ความซาบซึ้ง และความอาลัย


            ตงจางประสานมือก่อนจะกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงหนักแน่น


            “ท่านเทียนจุน พวกเราตระกูลตงอาจไม่มีอำนาจมากนัก แต่ถ้าท่านต้องการความช่วยเหลือเมื่อใด.. ”


            “ได้โปรดกลับมาหาพวกเราได้เสมอ!”


            ตัวของเขากล่าวจบ ก่อนจะก้มศีรษะลงต่ำ แสดงความเคารพจากใจจริง


            คนของตระกูลตงที่ยืนอยู่ด้านหลังก็พร้อมใจกันทำตาม


            ทุกคนต่างโค้งคำนับให้กับชายที่ได้ช่วยให้ตระกูลตงกลับมายืนหยัดอีกครั้ง


            ตงหลิน บุตรชายคนเล็กของตระกูลตง ผู้ที่เฝ้ามองเทียนจุนมาตลอดด้วยสายตาเปี่ยมไปด้วยความศรัทธา


            กำหมัดแน่นก่อนจะตะโกนออกมาด้วยน้ำเสียงเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่น


            “ท่านเทียนจุน! สักวันหนึ่งข้าจะต้องแข็งแกร่งให้ได้เหมือนท่าน!”


            เสียงของเขาเต็มไปด้วยความตั้งใจ นัยน์ตาทอประกายราวกับกำลังมองดูบุคคลที่เป็นต้นแบบของตนเอง


            ด้านข้าง ตงหยูที่เป็นพี่ชายของตงหลินก็โค้งคำนับให้กับเทียนจุนด้วยความเคารพ


            แม้ว่าจะไม่แสดงอารมณ์ออกมามากนัก แต่ภายในใจของตงหยูก็เปี่ยมไปด้วยความเคารพต่อชายผู้นี้เช่นกัน


            เทียนจุนมองภาพตรงหน้าก่อนจะพยักหน้ารับ ดวงตาของเขาสงบนิ่ง


            ขณะที่รอยยิ้มจางๆปรากฏขึ้นที่มุมปาก ก่อนที่เขาจะกระตุ้นม้าเบาๆทำให้มันเริ่มเคลื่อนตัว


            เสียงกีบเท้าของม้าดังก้องไปตามถนนที่ทอดยาวออกไปจากตระกูลตง


            เส้นทางเบื้องหน้าถูกปกคลุมไปด้วยแสงอาทิตย์อัสดง ทิ้งเงาของชายหนุ่มที่ค่อยๆห่างออกไป


            ขณะเดียวกัน ภายในตำหนักเจ้าเมือง หนานปิงที่กำลังนั่งอยู่ภายในห้องโถงรับรองก็ได้รับรายงานจากองครักษ์คนสนิท


            “เทียนจุนได้เดินทางออกจากเมืองหนานปิงไปแล้ว?”


            ชายวัยกลางคนที่มีประสบการณ์โชกโชนเงยหน้าขึ้นจากตำราเก่าแก่ที่เขากำลังอ่าน


            ก่อนจะพยักหน้ารับฟังข่าวสารโดยไม่ได้แสดงท่าทีประหลาดใจแม้แต่น้อย


            “คิดว่าท่านเจ้าเมืองจะเชื้อเชิญให้มาเข้าร่วมอย่างเป็นทางการเสียอีก?”


            คนสนิทที่ยืนอยู่ด้านข้างเอ่ยถามด้วยความสงสัย สีหน้าของเขาฉายแววไม่เข้าใจ


            เพราะสำหรับผู้ที่แข็งแกร่งอย่างเทียนจุน


            หากสามารถเชื้อเชิญเข้าร่วมกองกำลังของเมืองหนานปิงได้ ย่อมเป็นผลดีอย่างมหาศาล


            แต่แทนที่หนานปิงจะตอบด้วยความเสียดาย กลับกันชายวัยกลางคนก็ได้หัวเราะร่าออกมา ก่อนจะส่ายศีรษะเล็กน้อย


            จากนั้นก็กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่แฝงไว้ด้วยความเฉียบแหลม


            “ไม่หรอก ผู้บำเพ็ญเพียรแบบเขาคงไม่มีสิ่งใดมาฉุดรั้งได้”


            ชายวัยกลางคนวางมือลงบนพนักเก้าอี้ แววตาของเขาทอดมองออกไปนอกหน้าต่าง


            พลางไตร่ตรองถึงสิ่งที่ได้เห็นจากชายหนุ่มผู้นั้น ตลอดระยะเวลาที่เฝ้าสังเกต บอกเลยว่าเทียนจุนเป็นบุคคลที่ไม่ธรรมดา


            “ความรู้สึกของข้าบอกว่า.. อีกไม่นานชายคนนี้จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้แข็งแกร่ง!”


            เขาเอ่ยต่อ พลางหันไปสบตากับคนสนิทของตนเอง นัยน์ตาของเขาฉายแววแน่วแน่


            “อายุยังน้อย ไม่ได้เป็นระดับทะเลวิญญาณ แต่กลับสามารถปลดปล่อยปราณเซียนได้ทั้งที่อยู่เพียงแค่ระดับหลอมกายาขั้นเก้า”


            “บุคคลเช่นนี้ หากไม่ใช่อัจฉริยะก็ต้องมีกายศักดิ์สิทธิ์ที่ท้าทายสวรรค์อย่างแน่นอน!”


            เสียงของเขาเคร่งขรึม และแฝงไว้ด้วยความนับถืออย่างแท้จริง


            คนสนิทที่อยู่ด้านข้างเมื่อได้ยินเช่นนั้น ก็พลันเบิกตากว้างขึ้นโดยไม่รู้ตัว ก่อนที่สีหน้าของเขาจะเผยความตกตะลึง


            “ท่านเจ้าเมืองคิดเช่นนั้นจริงๆหรือ?!”


            ตัวมันไม่คิดเลยว่าหนานปิงจะประเมินค่าชายหนุ่มที่ชื่อว่าเทียนจุนไว้สูงถึงเพียงนี้


            เพราะตั้งแต่ที่ติดตามรับใช้เจ้าเมืองมา หนานปิงเป็นคนที่เฉียบแหลม รอบคอบ และไม่เคยกล่าวยกย่องผู้ใดโดยไร้เหตุผลมาก่อน


            แต่ครั้งนี่ ชายวัยกลางคนกลับให้การยอมรับอย่างเด็ดขาด ว่าชายหนุ่มที่เพิ่งเดินทางออกจากเมืองหนานปิงไป


            เป็นบุคคลที่ไม่อาจวัดค่าได้ด้วยสามัญสำนึกของผู้ฝึกตนทั่วไป


            หนานปิงไม่ได้กล่าวสิ่งใดต่อในทันที เขาเพียงแค่ทอดถอนหายใจออกมาเบาๆ


            ก่อนจะเอนตัวพิงพนักเก้าอี้ นัยน์ตาของเขาหรี่ลงเล็กน้อยก่อนจะกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ


            “สถานที่อย่างเมืองหนานปิง ไม่คู่ควรกับเขาหรอก”


            “แสงสว่างเช่นเขาน่ะ เหมาะสมเพียงแค่สำนักใหญ่หรือเหนือกว่านั้นก็เท่านั้น!”


            คำพูดของหนานปิงดังก้องอยู่ภายในโถงรับรอง บรรยากาศรอบข้างเงียบสงัดลงโดยพลัน


            คนสนิทของเขายืนอึ้งไปชั่วขณะ ก่อนที่ตัวของมันจะเริ่มเข้าใจถึงความหมายที่แท้จริงของคำกล่าวนี้


            ชายหนุ่มที่ชื่อเทียนจุน ไม่ใช่บุคคลที่ควรจะย่ำอยู่ในเมืองเล็กๆเช่นนี้ต่อไป


            เส้นทางที่แท้จริงของเขา ควรเป็นที่แห่งหนึ่งที่สูงกว่าฟ้า เป็นสถานที่ที่สามารถขับเคลื่อนโชคชะตาของโลกนี้ได้


            หนานปิงเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะลุกขึ้นยืนและเดินไปยังหน้าต่าง แสงแดดอ่อนๆของยามบ่ายส่องกระทบกับใบหน้าของเขา


            ทว่าในดวงตาของเขาตอนนี้ กลับเต็มไปด้วยความคาดหวังและความสนใจต่ออนาคตของชายหนุ่มผู้นั้น


            “อีกไม่นาน.. ทั่วทั้งแคว้นกวางโจ่วจะต้องจดจำชื่อของเทียนจุน!”


    คล้ายกับเรื่อง(จบ)เทพมารจอมราคะ กำเนิดใหม่พร้อมกับระบบพระพุทธองค์ไร้พ่าย ที่คุณอ่าน