ตอนที่ 133 แคลนนิวโฮปภาคเหนือ
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
ผอ.ศูนย์อารันเอ่ยอนุมัติคำขอของเฟิร์ส แล้วเขาก็หันไปถามความเห็นของชายวัยกลางคนที่มีคิ้วหนาโดดเด่นสะดุดตา
เขาคือผู้กำกับพิเชษ เจ้าหน้าที่ระดับเก้าของนิวโฮป และเป็นเจ้าหน้าที่พิเศษที่ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าแคลนของแคลนนิวโฮปภาคเหนืออีกด้วย
ใช่แล้ว เขาคือคนที่เป็นทั้งเจ้าหน้าที่ของนิวโฮปและสมาชิกแคลนไปพร้อมๆ กัน
เนื่องจากนิวโฮปเป็นหน่วยงานราชการ แคลนที่ก่อตั้งจึงต้องมีตัวแทนของนิวโฮปเป็นคนดำเนินการ
หากเฟิร์สต้องการทำงานกับแคลนนี้ เขาก็จะมีสถานะเช่นเดียวกับผู้กำกับพิเชษ
“ถ้าเขาต้องการแบบนั้นผมก็ไม่มีปัญหา ผมเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าเขาจะมีความพิเศษขนาดไหน?” ชายคิ้วหนากล่าวอย่างยิ้มๆ บนร่างของเขาเผยออร่าสีแดงที่เข้มข้นออกมา
แน่นอนว่าเขาคือเวเนเตอร์ระดับสูง
ผู้กำกับที่อยู่ภายในห้องนี้ล้วนมีการบ่มเพาะระดับสูงทั้งสิ้น พวกเขาแทบทุกคนล้วนอยู่ในขอบเขตดาราแดงเก้าแฉกทั้งสิ้น พลังรบแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก แต่น่าเสียดายที่พวกเขายังคงติดอยู่ในขั้นพลังนี้ ไม่อาจทะลวงขอบเขตดาราน้ำเงินได้อย่าง ผอ.ศูนย์อารัน
ส่วนสารวัตรเอไอเองก็แข็งแกร่งไม่แพ้กันการบ่มเพาะดาราแดงเจ็ดแฉกนั้นทรงพลัง หลายคนในองค์กรคาดว่าอีกไม่นานเขาจะสามารถเก้าสู่ตำแหน่งผู้กำกับได้
อย่างที่รู้กันว่าเมื่อบ่มเพาะมาถึงดาราแดงแล้วจำต้องใช้ทรัพยากรที่เหมือนละลายแม่น้ำ แกนสปีริตสีแดงชิ้นหนึ่งมีราคาแพงเป็นอย่างมาก ต่อให้รวยแค่ไหนก็ไม่สามารถซื้อมันไปได้ตลอดอยู่ดี มีแต่ต้องล่าด้วยตนเองเท่านั้นหรือต้องเข้าร่วมกับองค์กรที่มีผลประโยชน์มากพอ ถึงจะก้าวมาอยู่ในระดับสูงแบบนี้ได้
ซึ่งเบื้องหลังของสารวัตรเอไอนั้นก็ไม่ธรรมดาเช่นกัน ไม่อย่างนั้นแล้วชายวัยสี่สิบกว่าปีอย่างเขาคงจะไม่มีพลังบ่มเพาะมาถึงขนาดนี้
“งั้นเรื่องนี้ก็ตกลงตามนี้ พูดวาระต่อไปได้เลย” ผอ.ศูนย์อารันตัดสินใจอย่างรวดเร็ว
เมื่อจบการประชุมผู้กำกับพิเชษก็เข้ามาพูดคุยกับสารวัตรเอไอ
แล้วไม่นานคำสั่งแต่งตั้งของเฟิร์สก็ออกมา ซึ่งอีกไม่กี่วันเขาต้องไปรายงานตัวที่สำนักงานแคลนนิวโฮปภาคเหนือ
ติ๊ด ติ๊ด
คำสั่งแต่งตั้งถูกแจ้งเตือนไปยังกำไลข้อมือของเฟิร์ส
เด็กหนุ่มตื่นขึ้นมาจากการฝึกฝนในโลกสีเงิน นี่ก็ผ่านมาเกือบสิบวันแล้วแต่เขาก็ยังไม่สามารถสำเร็จวิถีกระบี่ที่สองได้
“การฝึกฝนกระบี่ช่างเป็นหนทางที่ยากลำบากจริงๆ แม้ฉันจะใช้เวลาอย่างยาวนานในโลกสีเงินแต่ก็ไม่สามารถสร้างวิถีกระบี่ที่สองได้ แต่โชคดีที่การฝึกฝนนี้ทำให้สำนึกกระบี่ของฉันกลับพัฒนาขึ้นมาก ไม่แน่ว่าหากฝึกแบบนี้ต่อไป การจะยกระดับสำนึกกระบี่ให้เข้าสู่ขั้นผสานจิตวิญญาณคงไม่ไกลเกินเอื้อม”
เฟิร์สลุกขึ้นแล้วปัดเศษฝุ่นออกจากเสื้อผ้า ตลอดสิบวันมานี้เขาเอาแต่ฝึกฝนอยู่ที่นี่โดยมีวงแหวนอักขระฟื้นฟูเป็นตัวช่วยในการหล่อเลี้ยง ไม่อย่างนั้นแล้วการที่เขาไม่ได้ดื่มกินนับสิบวันเขาจะต้องตายอย่างแน่นอน
เมื่อสายตาของเขาเหลือบไปเห็นวงแหวนอักขระด้านล่าง ความคิดหนึ่งก็แล่นเข้ามา
“จริงสิ ทำไมฉันไม่เคยคิดถึงข้อนี้เลย”
“ในการบ่มเพาะบางอย่างสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับพลังชีวิตได้ ในโลกเวทมนต์จักรพรรดิเวทย์สามารถมีชีวิตได้หลายร้อยปีแต่ถึงอย่างนั้นร่างกายของพวกเขาก็แก่ชราและมีความเจ็บป่วยจนสิ้นอายุขัย ซึ่งผู้ที่มีชีวิตยาวนานไม่ได้มีแค่จักรพรรดิเวทย์เท่านั้นยังมีผู้ใช้อักขระขั้นสีม่วงในตำนานที่มีอายุขัยที่ยาวนานไม่ต่างกัน มิหนำซ้ำรูปลักษณ์ของพวกเขายังดูเยาว์วัยยิ่งกว่า ไม่แน่ว่าพลังอักขระอาจสามารถเพิ่มอายุขัยของสิ่งมีชีวิตคล้ายกับพลังของเทพเซียนได้”
ในโลกก่อนหน้านี้ตอนที่เฟิร์สเคยเป็นจ้าวหอคอยดารา เขาได้พบข้อมูลเกี่ยวกับผู้ใช้อักขระขั้นสีม่วงที่มีอายุมากกว่าสองพันปี
เมื่อกลับมายังโลกนี้ตลอดเวลาที่ผ่านมาเฟิร์สกังวลกับเรื่องอายุขัย ยิ่งมีเรื่องของอีวามาเกี่ยวข้องด้วยแล้ว เขาก็ยิ่งกังวลเกี่ยวกับมัน เขากลัวว่าจะมีชีวิตอยู่ไม่ถึงวันที่ได้พบกับเธอ
ในโลกของเขามีผู้ทรงอำนาจมากมาย แม้จะมีอิทธิพลที่ยิ่งใหญ่แต่ก็ต้องพ่ายแพ้ให้กับอายุขัยความตาย
พลังสปีริตเองก็ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าจะสามารถยืดอายุขัยไปได้หรือไม่ เพราะผู้บ่มเพาะระดับสูงเกือบทุกคนที่มีอายุล้วนมีสภาพตามอายุขัย ราวกับว่าการบ่มเพาะพลังสปีริตไม่สามารถเพิ่มอายุขัยได้
“แม้แต่ในโลกเซียนของอาจารย์ยังมีการบ่มเพาะปราณเซียนกับปราณชีวิต ผู้บ่มเพาะปราณเซียนมุ่งสู่เส้นทางอมตะ ส่วนผู้บ่มเพาะปราณชีวิตใฝ่หาพละกำลัง การใฝ่หากำลังนั้นง่ายดายกว่าการบ่มเพาะวิถีเซียนมาก แต่ท้ายที่สุดพวกเขาก็ต้องตายตกด้วยอายุขัยอยู่ดี ดังนั้นโลกเซียนจึงแบ่งเป็นโลกของเซียนและโลกของปุถุชน ผู้บ่มเพาะสองโลกไม่ยุ่งเกี่ยวกัน”
“ศาสตร์อักขระนั้นลึกล้ำ เมื่อบรรลุแต่ละขั้นก็ส่งผลต่อดวงวิญญาณ ในตอนที่ฉันอยู่ในร่างของอีวาในทุกๆ การบรรลุล้วนทำให้รู้สึกถึงการเติบโตของดวงวิญญาณ ดวงวิญญาณเชื่อมต่อกับร่างกาย ทำให้ร่างนั้นถูกบำรุงด้วยพลังที่เต็มเปี่ยม หากสามารถแกะสูตรอักขระในร่างกายได้ การจะเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ก็สามารถทำได้ง่าย ดังนั้นรูปลักษณ์จึงสามารถเปลี่ยนแปลงได้ อีกทั้งยังสามารถสัมผัสถึงอายุขัยที่เคลื่อนที่ช้าลง แต่เมื่อกลับมาโลกจริงความรู้สึกนั้นกลับหายไป”
เฟิร์สขบคิดเรื่องเหล่านี้ในโลกสีเงิน เมื่อเขารู้สึกตัวอีกทีเวลาก็ผ่านไปไม่กี่วินาทีเท่านั้นจากที่เขาลุกขึ้นมา
เด็กหนุ่มกดไปที่กำไลข้อมือเพื่อแสดงภาพโฮโลแกรมคำสั่งแต่งตั้งของเขา
“คำสั่งแต่งตั้งออกมาแล้ว ฉันต้องไปรายงานตัวกับพวกเขา แม้ในรายงานจะไม่กำหนดวันรายงานตัว แต่หากไปได้เร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งดี ตอนนี้ฉันต้องการเข้าไปอบิสระดับสีแดงแล้ว”
แล้วร่างของเฟิร์สก็ทะยานออกจากถ้ำฝึกฝน วินาทีที่เขาจากไปอำนาจอักขระก็ครอบคลุมทั้งถ้ำจากนั้นภาพของถ้ำก็หายไปจากสายตา เพราะถูกพลังบางอย่างบดบังเอาไว้
เฟิร์สกลับมาพักผ่อนที่บ้านอย่างปกติ ก่อนนอนเขาไม่ลืมที่จะเข้าไปในโลกสีเงินแล้วฝึกฝนกระบี่อยู่ข้างในนั้น
ในวันรุ่งเช้าเขาก็ออกเดินทางไปยังสำนักงานแคลนนิวโฮปภาคเหนือทันที ซึ่งมันตั้งอยู่คนละที่กับสำนักงานนิวโฮป
เฟิร์สสวมเครื่องแบบสีขาวแล้วขับรถออกไป
เขาใช้เวลาไม่นานก็มาถึงภูเขาลูกหนึ่งที่ใจกลางมีสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่อยู่ข้างในนั้น
ที่นี่คือสำนักงานแคลนนิวโฮปภาคเหนือ เห็นได้ชัดว่าองค์กรที่เป็นแคลนเหล่านี้สามารถทำเงินได้เป็นอย่างมาก จึงสร้างสำนักงานได้ใหญ่โตขนาดนี้
เฟิร์สขับรถมาถึงหน้าทางเข้า พนักงานรักษาความปลอดภัยทำงานอย่างเข้มงวด เมื่อเฟิร์สแสดงคำสั่งแต่งตั้งพวกเขาก็รีบทำความเคารพและให้เฟิร์สขับรถผ่านเข้าไปข้างในทันที
เมื่อเขาเดินเข้าไปข้างในอาคารก็ตรงไปยังเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์
“สวัสดีครับ ผมเฟิร์สวันมารายงานตัวในวันนี้ครับ” เฟิร์สพูดพร้อมกับแสดงคำสั่งให้หญิงสาวดู
“รอสักครู่นะคะ” พนักงานยกหูโทรศัพท์แล้วติดต่อกับปลายสายทันที ไม่นานเธอก็วางสายแล้วยิ้มให้กับเฟิร์ส
“เชิญทางนี้ค่ะ ฉันจะพาคุณไปพบกับท่านพิเชษ หัวหน้าแคลนของที่นี่”
เฟิร์สเดินตามหญิงสาวไป ตลอดทางเขาได้เห็นเครื่องอำนวยความสะดวกมากมายที่จัดไว้ให้กับเวเนเตอร์ในสังกัดแคลน มันมีทั้งโซนพักผ่อนและโซนฝึกฝน หรือแม้กระทั่งห้องพักส่วนตัวที่ราวกับวิลล่าก็ยังมี
เมื่อถึงห้องที่มีประตูบานใหญ่ หญิงสาวเคาะประตูและเอ่ยอย่างมีความเคารพ
“หัวหน้าพิเชษ คุณเฟิร์สวันมาถึงแล้วค่ะ”
“เข้ามาได้”
หญิงสาวเปิดประตูให้กับเฟิร์ส เธอยืนรออยู่หน้าห้องเพื่อส่งเฟิร์สเข้าไป
‘หืม … สัมผัสแรงกดดันนี้’
เฟิร์สหรี่ตาแคบลงเมื่อสัมผัสได้ถึงแรงกดดันที่หนักหน่วงที่แผ่ออกมา ความจริงแล้วแรงกดดันนี้จะไม่มีผลต่อคนทั่วไป แต่หากเป็นผู้มีประสาทสัมผัสที่ไวผิดปกติ พวกเขาจะสัมผัสได้ถึงมันได้ง่าย ซึ่งทำให้พวกเขารู้สึกอึดอัดใจ แต่ไม่มีผลกระทบทางด้านร่างกาย
‘พิเชษ เขาไม่ได้ใช้ฉายาแต่เป็นชื่อจริงๆ คงเป็นพวกคนรุ่นเก่าสินะ แต่ถึงอย่างนั้นแรงกดดันนี้ก็ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ’
เฟิร์สเดินเข้ามาในห้องแล้วพบกับโต๊ะทำงานสีขาวตัวยาว ชายคนหนึ่งกำลังนั่งบนเก้าอี้ทำงานหันหลังให้เขาอยู่ ด้านหลังของโต๊ะทำงานเป็นกระจกบานใหญ่ที่สามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ของสถานที่แห่งนี้ได้อย่างครบถ้วน
แล้วชายคนนั้นก็หันเก้าอี้กลับมาและเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ
“สวัสดีเฟิร์สวัน ผมได้ยินเรื่องของคุณมานานแล้ว ในที่สุดพวกเราก็ได้พบกันซักที”
ภาพที่เฟิร์สเห็นนั้นทำให้เขาหยุดชะงักไปเล็กน้อย นอกจากคิ้วที่ดกดำของชายคนนั้นแล้ว กลางหน้าผากของเขายังแสดงสัญลักษณ์ของการบ่มเพาะออกมา
‘ชายคนนี้ไม่ปิดบังการบ่มเพาะเลยแม้แต่น้อย นี่เขากำลังจงใจข่มขู่ฉันอย่างนั้นเหรอ ... พิเชษ เวเนเตอร์ดาราแดงเก้าแฉก!’