ระบบผู้ควบคุมสัตว์อสูร : มีเพียงข้าเท่านั้นที่มองเห็นเส้นทางวิวัฒนาการที่ถูกซ่อนเร้น

    เล่มที่ 5 บทที่ 150 โอสถเทวะปรากฏ ควบคุมพลเรือเอกแห่งกองทัพเรือได้!!

            หลังอาหารค่ำสิ้นสุดลงแม่บ้านก็ยกผลไม้หลังอาหารมาเสิร์ฟ

            โทรทัศน์กำลังถ่ายออกข่าวไมโครโฟนของนักข่าวถูกยื่นไปที่ปากของจักรพรรดินีซ่างกวนหลาน

            ในฐานะผู้ปกครองประเทศซ่างกวนหลานต้องรับมือกับนักข่าวเหล่านี้ทุกวัน

            หน้ากล้องซ่างกวนหลานมักจะพูดถ้อยคำอันไพเราะ มีวาทศิลป์อันเปี่ยมล้นไปด้วยอารมณ์เพื่อปลุกระดมชาวหลงกั๋วให้เชื่อมั่นในอนาคตอันสดใสของประเทศ

            ‘ไม่มีใครรู้เลยว่าผู้หญิงคนนี้ภายนอกเป็นจักรพรรดินีหลงกั๋วที่รักชาติรักประชาชนแต่เบื้องหลังกลับเป็นมังกรดำผู้กระหายเลือด!’

            เซี่ยวซิงอวี่จ้องมองหน้าจอโทรทัศน์พลางบ่นพึมพำในใจ

            “ซิงอวี่ อามีเรื่องหนึ่งที่อยากรู้”

            “อามู่หรงถามมาได้เลยครับ”

            มู่หรงจิ้นเข้าประเด็นทันที

            “นายยังอายุน้อยเพิ่งสอบเข้าสถาบันชิงหลงได้ไม่นาน ทำไมถึงถูกสมาคมชางฉยงรับเข้าทำงานเป็นเภสัชกรพิเศษในสมาคมได้ล่ะ?”

            ตอนนี้มู่หรงจิ้นได้เห็นท่าทีที่ลูกสาวปฏิบัติต่อเซี่ยวซิงอวี่แล้วจึงรู้สึกดีกับลูกเขยในอนาคตคนนี้ขึ้นมาบ้าง

            แต่ในยุคที่เต็มไปด้วยความวุ่นวายและความขัดแย้งเช่นนี้ความรักและการแต่งงาน จำเป็นต้องอาศัยความแข็งแกร่งที่แท้จริงเพื่อคงไว้

            ตระกูลมู่หรงเป็นหนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่ของหลงกั๋วมู่หรงซินซินเป็นลูกสาวที่มู่หรงจิ้นรักและเอ็นดูมากที่สุด

            ดังนั้นมาตรฐานการคัดเลือกของมู่หรงจิ้นสำหรับลูกเขยในอนาคตจึงสูงมากแม้เซี่ยวซิงอวี่จะไม่มีอำนาจหรือภูมิหลังที่แข็งแกร่งเขาก็ต้องมีจุดเด่นที่เหนือกว่าคนทั่วไป

            “อามู่หรงครับ ผมไม่ได้เก่งกาจอะไรแค่มีพรสวรรค์ด้านการแพทย์นิดหน่อยสามารถปรุงยาและยาอายุวัฒนะที่ไม่มีขายในท้องตลาดช่วยให้สัตว์อสูรที่บาดเจ็บฟื้นตัวกลับสู่สภาพสูงสุดได้ครับ”

            มู่หรงจิ้นฟังแล้วก็หัวเราะเสียงดัง“ฮ่าๆๆ นายนี่อายุน้อย แต่คำพูดนี่ไม่เบาเลยนะ!”

            “อามู่หรงไม่เชื่อผมเหรอครับ?”

            “เภสัชกรพิเศษเป็นทรัพยากรที่หายากในสมาคมผู้ควบคุมสัตว์อสูรในปัจจุบันถ้านายแค่พอมีความรู้ด้านการแพทย์เล็กน้อยจะได้รับความชื่นชมจากสมาคมชางฉยงได้ยังไง?”

            เซี่ยวซิงอวี่เดาใจมู่หรงจิ้นออก

            “งั้นอามู่หรงคิดว่าผมได้ตำแหน่งเภสัชกรพิเศษของสมาคมชางฉยงมาด้วยเส้นสายเหรอครับ?”

            “ทำไมล่ะ? ฉันให้คนไปสืบมาแล้วนะว่านายกับฉินเยียนหรานลูกสาวประธานสมาคมชางฉยง มีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกันมาก!”

            เมื่อมู่หรงจิ้นพูดถึงฉินเยียนหรานมู่หรงซินซินที่เงียบมาตลอดก็ตื่นตัวขึ้นทันทีดวงตาของเธอล็อกเป้าไปที่เซี่ยวซิงอวี่

            “พี่เยียนหรานเป็นพี่สาวบุญธรรมของผมครับมิตรภาพของเราบริสุทธิ์ใจมากครับ”

            มู่หรงหยางซั่วถือโอกาสถามว่า“ซิงอวี่ ถ้าน้องสาวฉันกับฉินเยียนหรานตกน้ำพร้อมกันนายจะช่วยใครก่อน?”

            “ช่วยลิ่วจิน”

            คำตอบของเซี่ยวซิงอวี่สร้างความพึงพอใจให้กับพ่อลูกมู่หรงเป็นอย่างมาก

            มู่หรงซินซินอดไม่ได้ที่จะถามว่า“ทำไมล่ะ?”

            “พี่เยียนหรานเคยบอกว่าเธอเป็นแชมป์ว่ายน้ำเมืองหลงอิ่น ไม่จมน้ำตายหรอก”

            มู่หรงหยางซั่วถึงกับมุมปากกระตุก“ซิงอวี่ นายอธิบายเยอะเกินไปแล้ว!”

            มู่หรงจิ้นรีบแทรกขึ้น“พอแล้ว พอแล้ว ทำไมถึงได้วกไปเรื่องว่ายน้ำล่ะ ซิงอวี่ อาถามจริงๆนะ นายได้ตำแหน่งมาด้วยเส้นสายหรือเปล่า?”

            เซี่ยวซิงอวี่อายุยังน้อยนักเคยเห็นสัตว์อสูรมาแค่ไม่กี่ตัว และไม่เคยเรียนรู้อย่างเป็นระบบในด้านการแพทย์เลย

            ตามหลักแล้วเด็กน้อยเช่นนี้ไม่มีทางเป็นเภสัชกรพิเศษของสมาคมผู้ควบคุมสัตว์อสูรแห่งใดได้เลยไม่แปลกที่มู่หรงจิ้นจะตั้งคำถาม

            “อามู่หรงครับ ไม่ว่าผมจะอธิบายยังไงอาก็คงยังสงสัยผมอยู่ดี งั้นเรามาใช้ความจริงพิสูจน์กันดีกว่าครับ”

            “นายนี่มัน...”

            เซี่ยวซิงอวี่ลุกขึ้นยืนดวงตาเปล่งประกายแห่งปัญญา

            “อามู่หรงเป็นพลเรือเอกประจำการอยู่ที่กองบัญชาการทหารเรือมานาน อาศัยทะเลเป็นบ้าน”

            “แต่ทะเลไม่เพียงเป็นบ้านเท่านั้นยังเป็นสนามรบที่เต็มไปด้วยเลือดอีกด้วย”

            “ทุกครั้งที่สัตว์อสูรธาตุน้ำบุกเข้ามาเหล่าทหารเรือก็ต้องอัญเชิญสัตว์อสูรของตนออกมา ต่อสู้อย่างสุดกำลังในทะเล”

            “เมื่อผิวหนังของสัตว์อสูรแช่น้ำทะเลเป็นเวลานานและขึ้นมาบนบกต้องเจอแดดจัด ย่อมจะป่วยเป็นโรคพิเศษชนิดหนึ่ง นั่นคือโรคผิวแตกระแหงครับ”

            มู่หรงจิ้นแสดงสีหน้าประหลาดใจ

            “นายรู้เรื่องโรคผิวแตกระแหงด้วยเหรอ?”

            เซี่ยวซิงอวี่ยิ้มอย่างใจเย็นและพูดต่อไปอย่างคล่องแคล่ว

            “สัตว์อสูรที่เป็นโรคผิวแตกระแหงผิวหนังจะปรากฏรอยแตกเล็กๆ นับไม่ถ้วน รอยแตกนั้นมีลักษณะเหมือนกระดองเต่า”

            “นานวันเข้าบาดแผลบนผิวหนังก็ไม่สามารถสมานได้ สัตว์อสูรจะรู้สึกคันและเจ็บปวดอย่างรุนแรง”

            “เมื่อโรคผิวแตกระแหงรุนแรงขึ้นเรื่อยๆก็จะทำให้ความสามารถในการแข็งตัวของเลือดของสัตว์อสูรลดลงอย่างมาก”

            “เพียงแค่ได้รับบาดเจ็บจากสัตว์อสูรบาดแผลก็จะยังคงเลือดไหลไม่หยุด จนอาจเกิดภาวะเสียเลือดมากจนตายได้นี่เป็นอันตรายที่ไม่สามารถฟื้นฟูได้สำหรับสัตว์อสูรครับ”

            คำอธิบายอันยาวเหยียดของเซี่ยวซิงอวี่ทำให้มู่หรงจิ้นตกตะลึงอย่างยิ่ง

            “ถูกต้อง นายนี่พูดได้ดีมากโรคผิวแตกระแหง เป็นโรคที่สร้างความปวดหัวให้กับทหารเรือของเรามากที่สุดจริงๆ”

            “อย่างที่นายว่ามาโรคนี้ทำให้ความสามารถในการแข็งตัวของเลือดของสัตว์อสูรลดลง และไม่สามารถฟื้นฟูได้”

            “ตามสถิติแล้วในกองบัญชาการทหารเรือของเรา อัตราการเกิดโรคผิวแตกระแหงอยู่ที่ 99%”

            “เมื่อโรคผิวแตกระแหงพัฒนาไปสู่ขั้นรุนแรงจะทำให้ความสามารถในการต่อสู้ของสัตว์อสูรลดลง 20%-30%”

            เซี่ยวซิงอวี่ยิ้มอย่างมีความหมาย

            “อามู่หรงครับ ปัจจุบันนี้ในตลาดยังไม่มีการพัฒนายาที่สามารถรักษาโรคผิวแตกระแหงได้อย่างมีประสิทธิภาพใช่ไหมครับ?”

            มู่หรงจิ้นถอนหายใจยาวๆใบหน้าดำคล้ำเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง

            “ใช่แล้วสถาบันการแพทย์ระดับสูงสุดของหลงกั๋ว วิจัยเรื่องนี้มาสามสี่สิบปีแล้วก็ยังไม่สามารถพัฒนายาที่รักษาโรคผิวแตกระแหงได้”

            “ผมมียาครับ”

            เซี่ยวซิงอวี่พูดออกมาอย่างน่าตกใจ

            มู่หรงจิ้นตะลึงไปครู่หนึ่งแล้วขมวดคิ้วถามว่า “นายว่าอะไรนะ?”

            “ผมมียาที่ใช้รักษาโรคผิวแตกระแหงครับ”

            มู่หรงหยางซั่วเตือนเสียงเบา“ซิงอวี่ อย่าโอ้อวดต่อหน้าพ่อฉันเลย ไม่งั้นถ้าโดนจับได้ว่าโกหกพ่อฉันจะตีนายจริงๆ นะ!”

            “พี่หยางซั่ว นายก็รู้ดีว่าฉันเป็นคนยังไงในเมื่อฉันกล้าพูดออกไป ก็แสดงว่าฉันมียาอยู่ในมือจริงๆ”

            เซี่ยวซิงอวี่ล้วงกระเป๋าเสื้อแล้วหยิบขวดสีฟ้าเล็กๆ ที่ประณีตออกมา

            แม้ขวดสีฟ้าเล็กๆ นั้นจะปิดฝาแน่นแต่กลิ่นหอมสดชื่นก็ยังคงลอยอบอวลอยู่ในอากาศ

            “อามู่หรงครับนี่คือยาพิเศษที่ผมคิดค้นขึ้นเพื่อรักษาโรคผิวแตกระแหง ขวดสีฟ้าเล็กๆมีสารสกัดจากสมุนไพรบำรุงผิวต้านอนุมูลอิสระประสิทธิภาพสูงครับ”

            “ประสิทธิภาพสูง บำรุงผิวสมุนไพรอะไรกัน...”

            มู่หรงจิ้นเกือบจะกลายเป็นคุณลุงที่พูดติดอ่างเพราะพยายามออกเสียงชื่อยาให้ถูกต้อง

            “ถ้าคิดว่าชื่อยาวไป จะเรียกแค่ ‘ขวดสีฟ้าเล็กๆ’ ก็ได้ครับ”

            “ขวดสีฟ้าเล็กๆนี่สามารถรักษาโรคผิวแตกระแหงได้จริงๆ เหรอ?”

            “อาครับ ก็อย่างที่ผมบอกไป ถ้าสงสัยก็ใช้ความจริงพิสูจน์กันดีกว่าครับ”

            มู่หรงจิ้นพยักหน้าแล้วพาทุกคนมายังสวนกว้างขวาง

            ในสวนมีสระน้ำพุ

            มู่หรงจิ้นเรียกคนสนิทคนหนึ่งเข้ามาเขาเป็นหัวหน้าหน่วยที่ 972 ของกองบัญชาการทหารเรือชื่อหลิวซานตง

            “เสี่ยวหลิว อัญเชิญสัตว์อสูรของนายออกมา”

            “ครับท่าน!”

            หลิวซานตงเปิดใช้ตราผนึกอสูรแสงระยิบระยับพุ่งออกมา

            ในสระน้ำพุมีสิงโตทะเลตัวใหญ่ยักษ์ปรากฏขึ้นฟันแหลมคมเผยออกสู่สายลม รอบๆ ร่างกายของมันมีพายุหมุนลูกแล้วลูกเล่าก่อตัวขึ้น

            อสูรเขี้ยวกระหายพายุคือชื่อของสิงโตทะเลตัวนี้ ระดับเหนือธรรมชาติ (ขั้นสาม)

            ภายใต้แสงจันทร์ทุกคนสามารถมองเห็นผิวหนังของอสูรเขี้ยวกระหายพายุได้อย่างชัดเจน

            ผิวหนังแตกระแหง มีรอยแตกหนาแน่น เลือดสดๆไหลซึมออกมาจากบาดแผลอย่างไม่หยุดหย่อน จนทำให้สระน้ำพุกลายเป็นสีแดงในไม่ช้า

            ขณะนี้อสูรเขี้ยวกระหายพายุมีท่าทีอ่อนเพลีย ดวงตาเหม่อลอยเห็นได้ชัดว่าถูกโรคผิวแตกระแหงทรมานมาเป็นเวลานาน

            มู่หรงจิ้นตบไหล่เซี่ยวซิงอวี่

            “เจ้าหนู ฉันอยากจะเห็นจริงๆว่าขวดสีฟ้าเล็กๆ ในมือของนาย เป็นโอสถเทวะรักษาโรคได้สารพัดหรือเป็นแค่ยาปลอมที่ใช้หลอกลวงคนอื่นกันแน่!”

             

    คล้ายกับเรื่องระบบผู้ควบคุมสัตว์อสูร : มีเพียงข้าเท่านั้นที่มองเห็นเส้นทางวิวัฒนาการที่ถูกซ่อนเร้น ที่คุณอ่าน