ปรมาจารย์ผู้ใช้อสูรมายา

    ความรู้สึกของปิงเสวี่ย

            เมื่อเห็นว่าสองอัจฉริยะที่แข็งแกร่งนอนกองกับพื้นถึงสองคนปิงเสวี่ยก็รู้ในทันทีว่าตอนนี้ต้าหมิงได้เปลี่ยนไปมากแค่ใหน ต้าหมิงในตอนนี้กลับรู้สึกสนุกกับการต่อสู้โดยไม่รู้ตัวและด้วยความแข็งแกร่งของต้าหมิงในระดับขุนพลนั้นยากจะมีใครเทียบได้

            “เอาละแม่นางปิงเสวี่ยข้าขอตัวก่อน” ต้าหมิงกล่าวและเตรียมตัวจากไปทันที

            “เดี๋ยวก่อน เจอกันครั้งนี้เรียกข้าว่าเสวี่ยเอ๋อก็พอ” ปิงเสวี่ยกล่าวพร้อมกับใบหน้าแดงเล็กน้อย

            “ตกลงตามนั้น” ต้าหมิงสร้างปีกพลังเวทย์ขึ้นและพุ่งหายจากไปทันที

            ปิงเสวี่ยมองไปยังทั้งสองที่ได้รับบาดเจ็บก่อนจะส่งสัญญาณให้คนมารับตัวทั้งสองกลับไปรักษา

            “เป็นอย่างไรบ้างเขาเติบโตขึ้นมากใช่หรือไม่” จักรพรรดิจิ้งจอกกล่าวด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

            “ดูเหมือนทุกอย่างจะอยู่ในการคำนวนของมหาปราชญ์ทั้งหมดเลยสินะ” ราชินีเหมันต์กล่าวด้วยสีหน้าสงบแต่ในใจของนางเองก็ทึ่งกับความสามารถของต้าหมิงเช่นกันเพียงเวลาสองปีต้าหมิงกลับเพิ่มความสามารถของตนได้ถึงขนาดนี้

            “ก็คงเป็นแบบนั้นอีกไม่นานเมื่อต้าหมิงมีพลังมากพอทั่วทั้งสามดินแดนจะต้องสั่นสะเทือนและในตอนนั้นต่อให้รู้ความจริงเรื่องของต้าหมิงแล้วจะอย่างไรเมื่ออยู่ต่อหน้าพลังที่เด็ดขาดมีหรือที่พวกนั้นจะต่อต้านได้” จักรพรรดิจิ้งจอกกล่าว

            “แล้วทางเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง ข้าได้ข่าวว่าความขัดแย้งเริ่มรุนแรงขึ้นแล้ว” ราชินีเหมันต์กล่าว

            “ก็ยังพอรับมือได้ขอแค่พวกมันไม่รวมหัวกันบุกเข้ามาข้าก็มั่นใจว่าจะสามารถปกป้องฝ่ายของตนเองได้” จักรพรรดิจิ้งจอกกล่าว

            “ถ้าอย่างงั้นก็ดี ที่เหลือก็ดินแดนภูติ ในสามดินแดนพวกดินแดนภูตินั้นค่อนข้างสามัคคีกันอย่างมากและพวกนั้นอาจจะรอเวลาที่พวกเจ้าเหนื่อยล้าจากการทะเลาะกันเองอยู่ก็ได้” ราชินีเหมันต์กล่าว

            “ของมันแน่อยู่แล้วมีหรือที่พวกนั้นมันจะพลาด” จักรพรรดิจิ้งจอกกล่าว

            ไม่นานข่าวที่อสูรคลั่งสามารถเอาชนะยอดอัจฉริยะอย่างเฟิงเฉินและหลัวเฟินได้ก็กระจายออกไป ขุมอำนาจของอาณาจักรเหมันต์พากันนั่งไม่ติด การที่อัจฉริยะของพวกเข้าแพ้ในถิ่นของตนเองทำให้พวกเขาเสียหน้าอย่างมาก

            แต่ว่าราชินีเหมันต์ได้ส่งคำสั่งลงมาทำให้พวกอาวุโสของแต่ละตระกูลไม่สามารถเคลื่อนใหวได้และจักรพรรดิจิ้งจอกเองก็อยู่ที่แห่งนี้พวกเขาก็ไม่สามารถทำอะไรได้มากอยู่ดี

            หลังจากนั้นปิงเสวี่ยก็มักจะปรากฏตัวต่อหน้าต้าหมิงบ่อยครั้งและนางให้ต้าหมิงเล่าถึงสิ่งที่ต้าหมิงเจอมาตลอดสองปี ต้าหมิงก็ไม่ได้รังเกียจปิงเสวี่ยเขาก็เล่าเรื่องราวที่สามารถบอกได้แก่ปิงเสวี่ย

            เหล่าชายหนุ่มในอาณาจักรเหมันต์ต่างพากันอิจฉาอย่างมากแต่พวกเขาก็ไม่กล้าไปหาเรื่องต้าหมิง เพราะแม้แต่พวกหลัวเฟินยังแพ้ทำให้เหลือแค่ระดับจอมพลขึ้นไปเท่านั้นที่พอจะเป็นคู่มือของต้าหมิงได้

            หลายวันต่อมาธนูเวทย์ของต้าหมิงก็ถูกยกระดับสำเร็จ ต้าหมิงมองไปยังธนูเวทย์สีดำในมือด้วยสีหน้ายินดี ต้าหมิงรู้ถึงน้ำหนักและพลังที่อัดแน่นอยู่ด้านใน

            “โชคดีที่เจ้าช่วยข้าหลอมพวกแร่ที่แข็งแกร่งพวกนั้นเอาไว้ทำให้งานของข้าง่ายมากขึ้นเยอะ” ชายชราเต้ากล่าวด้วยสีหน้าเยิ้มแย้ม

            “ผู้อาวุโสอย่ากล่าวเช่นนั้นเพราะครั้งนี้ผู้อาวุโสก็ไม่ได้เก็บค่ายกระดับอุปกรณ์กับข้าด้วยเมื่อเทียบกันแล้วฝ่ายข้าต่างหากที่ต้องขอบคุณผู้อาวุโส” ต้าหมิงกล่าว

            “ฮ่า ฮ่า เด็กน้อยเจ้านั้นมีจิตใจดีงาม ถึงข้าไม่รู้ว่าทำไมเจ้าต้องแสร้งทำตัวเย็นชาและบ้าคลั่งแต่ว่าในอนาคตของแค่เจ้ายึดมั่นในความปรารถนาที่ทำให้เจ้าแข็งแกร่งขึ้นก็เป็นพอ จำไว้อย่าได้ลืมเด็ดขาด” ชายชราเต้ากล่าว

            หลังจากนั้นต้าหมิงก็กล่าวอำลาชายชราเต้าและเดินทางกลับดินแดนครึ่งอสูรทันที ปิงเสวี่ยอยู่ในตำหนักแห่งหนึ่งมองร่างของต้าหมิงห่างออกไปด้วยสายตาเหม่อลอย

            “เสวี่ยเอ๋อ เจ้ารู้สึกกับต้าหมิงเช่นนั้นหรือ” ราชินีเหมันต์กล่าวด้วยน้ำเสียงสงบ

            “ข้าเองก็ไม่แน่ใจ แต่หลังจากที่เขาได้ช่วยชีวิตของข้าตั้งแต่นั้นมาภาพของเขาก็มักจะปรากฎอยู่ในหัวของข้าเสมอ” ปิงเสวี่ยกล่าว

            “งั้นเหรอ ชั่งเป็นชายหนุ่มที่มากรักจริงๆ ในอนาคตเขาคงจะมีภรรยาจำนวนมากมายมหาศาลซึ่งเจ้ามั่นในงั้นเหรอว่ายอมรับในเรื่องนี้ได้” ราชินีเหมันต์กล่าว

            “มันไม่เกี่ยวกับว่ายอมรับได้หรือไม่ เพราะในเมื่อหัวใจของข้ากลายเป็นของเขาไปแล้วยอมรับได้หรือไม่มันก็ไม่มีความหมายอีกต่อไป” ปิงเสวี่ยกล่าว

            ราชินีเหมันต์ถอนหายใจออกมาและนึกไปถึงคำกล่าวของราชสีห์เกล็ดมังกร ตอนนี้ตระกูลของต้าหมิงค่อนข้างตกอยู่ในสถานะการที่เลวร้ายและการจะฟื้นฟูขึ้นมาใหม่จำเป็นต้องสร้างทายาทขึ้นมาจำนวนมากแต่ใช่ว่าใครก็จะสามารถได้รับสายเลือดของต้าหมิง

            “สายเลือดเทพอสูร มันคืออะไรกันแน่” ราชินีเหมันต์กล่าวด้วยสีหน้าขบคิด

            ต้าหมิงนั้นพอจะมองออกถึงความรู้สึกที่ปิงเสวี่ยมีให้กับตน แต่ตอนนี้ต้าหมิงยังไม่พร้อมที่จะแสดงความรู้สึกของตนออกมาหรือยอมรับความรู้สึกของนาง

            “อีกไม่นานหรอกข้าจะแข็งแกร่งขึ้นจนทำให้สามารถทำอะไรได้ตามใจและไม่มีใครสามารถหยุดข้าได้อีกต่อไป” ต้าหมิงกล่าวด้วยสีหน้าเย็นชา

            “เป็นอย่างไรบ้างที่สามารถครอบครองหัวใจของสาวน้อยที่งดงามแบบปิงเสวี่ยได้” จักรพรรดิจิ้งจอกกล่าว

            “แน่นอนถือเป็นเรื่องยินดีสำหรับข้า” ต้าหมิงกล่าวอย่างไม่ปิดบัง

            “แล้วสำหรับเหม่ยเหลียนเจ้าไม่คิดจะยอมรับความรู้สึกของนางงั้นหรือ” จักรพรรดิจิ้งจอกกล่าว

            “นางนั้นต่างจากคนอื่น สิ่งที่นางรู้สึกต่อข้าไม่ใช่ความรักแต่เป็นความรู้สึกที่อยากจะครอบครองข้าเท่านั้นไม่สิสิ่งที่นางต้องการคือพลังของข้า” ต้าหมิงกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา

            “นั่นก็จริง เด็กคนนั้นเป็นศิษย์ของข้าและด้วยสภาพที่นางไม่คิดจะเชื่อใจใครมาก่อนทำให้นางไม่รู้จักความรัก” จักรพรรดิจิ้งจอกกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง

            ตามจริงเหม่ยเหลียนเป็นคนที่น่าสงสารคนหนึ่ง ในเผ่าครึ่งอสูรนั้นมีการแข่งขันที่ดุเดือนตระกูลขนาดเล็กมักจะถูกทำลายลงอย่างต่อเนื่องเรียกได้ว่าโลกแห่งปลาใหญ่กินปลาเล็กก็ไม่ผิด และตระกูลของเหม่ยเหลียนเองก็ถูกทำลายลงเช่นกันครอบครัวทั้งหมดของนางถูกสังหารจนสิ้น ตอนแรกนางถูกจับตัวมาขายให้กับพ่อค้าทาสแต่จักรพรรดิจิ้งจอกที่บังเอิญไปเห็นและถูกใจพรสวรรค์ของนางจึงรับนางเป็นศิษย์และมอบนามให้กับนางใหม่

            เพราะงั้นในชีวิตนอกจากจักรพรรดิจิ้งจอกแล้วนางก็ไม่เคยเชื่อใจใครเลย และสิ่งที่นางแสวงหาเพียงอย่างเดียวคือพลัง ไม่ว่าจะเป็นพลังของตัวเองหรือภายนอกนางก็พร้อมที่จะทำเพื่อไม่ให้ตัวเองตกอยู่ในสถานะการณ์แบบในอดีตอีกครั้ง

             

    คล้ายกับเรื่องปรมาจารย์ผู้ใช้อสูรมายา ที่คุณอ่าน