สดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว]

เล่มที่ 7 บทที่ 210 หมัดที่ทรงอำนาจ

        เมื่อเห็นแบบนี้ตอร์เรสก็ยิ่งตื่นตระหนกขึ้นกว่าเดิม

        มือขวาของเด็กหนุ่มผมบลอนด์ทองรีบยกคันธนูขึ้นมามือซ้ายก็จับลูกธนูที่มีปลายขนนกสีขาวไว้แน่น เสียงง้างคันธนูดังเอี๊ยดคันธนูถูกง้างจนกลายเป็นรูปพระจันทร์เต็มดวงปลายลูกธนูพลันสะท้อนแสงเปล่งประกายขึ้นมาตอร์เรสเล็งไปทางร่างของคนที่ทะเล่อทะล่าวิ่งพรวดพราดเข้ามาก่อนจะตะโกนเตือนไปอีกครั้งว่า “ข้าจะพูดเป็นครั้งสุดท้ายที่นี่คือค่ายทหารเมืองแซมบอร์ด หากยังไม่หยุดเข้ามา ตาย!”

        “ไม่...ไม่ใช่...ข้าเป็น...ข้า...อยากพบฝ่าบาท...ข้า..."เด็กหนุ่มที่เลือดท่วมร่างเดินโซเซเข้ามาอย่างอ่อนแรง เขาไม่สนคำเตือนของตอร์เรสยังคงมุ่งหน้าวิ่งเข้ามาที่ค่าย

        เมื่อเห็นอีกฝ่ายไม่สนใจคำเตือนของตัวเองตอร์เรสก็แค่นเสียงหัวเราะอย่างเย็นชา มือจับคันธนูมั่นเตรียมที่จะปล่อยลูกธนูออกไป ทันใดนั้นเองดวงตาของเขาก็พลันชะงัก เมื่อมองเห็นบางสิ่งบางอย่างที่เด็กหนุ่มเลือดท่วมร่างดึงออกมาจากอ้อมแขนเพียงกวาดสายตามองครู่เดียวตอร์เรสก็พลันเข้าใจขึ้นมานั่นคือตราสัญลักษณ์ของฝ่าบาท ตอร์เรสเข้าใจในทันทีว่าเด็กหนุ่มตรงหน้าคือมิตรไม่ใช่ศัตรูเขารีบวิ่งเข้าไปประคองร่างนั้นทันทีหลังจากพิจารณาอย่างละเอียดก็พบว่าเป็นคนแปลกหน้าที่ไม่เคยเห็นมาก่อนด้านหลังของเขามีรอยฟันลากยาวและลึกจนเห็นไปถึงกระดูกเลือดไหลทะลักออกมาประหนึ่งสายน้ำ เห็นได้ชัดว่าเขาได้รับบาดเจ็บอย่างรุนแรง

        “เจ้าเป็นใคร? ทำไมถึงมีตราสัญลักษณ์ของฝ่าบาทได้?”ตอร์เรสใช้เสื้อคลุมของตัวเองรัดรอยบาดแผลที่ด้านหลังของเด็กหนุ่มพลางถามออกมา

        “ข้า...ฝ่าบาท...อาจารย์...ข้าเป็น...ช่วย...ช่วยด้วย...”

        เด็กหนุ่มพลันกระอักเลือดออกมาอย่างเจ็บปวดเขาพูดออกมาได้เป็นคำๆ เท่านั้น เนื่องจากอาการบาดเจ็บที่หนักหนาสาหัสทำให้สติของเขาเริ่มเลือนรางและสลบไปดูเหมือนว่าเขาจะใช้พละกำลังทั้งหมดในการวิ่งมาที่นี่ตอนนี้เด็กคนนี้ไม่อาจประคองสติตัวเองเอาไว้ได้แล้ว

        ตอร์เรสขมวดคิ้วในใจรู้สึกสับสนเล็กน้อยก่อนที่เขาจะตัดสินใจอุ้มร่างของเด็กคนนี้ไปที่ค่ายแล้วรายงานฝ่าบาท ทันใดนั้นเองก็มีเสียงฝีเท้าจำนวนหนึ่งที่วิ่งเข้ามาทางนี้อย่างกระชั้นชิดอีกทั้งยังได้ยินประโยคพูดคุยเสียงดังขึ้นมาว่า

        “นายท่าน ทางนี้มีรอยเลือด ไอ้สวะชั้นต่ำต้องอยู่ด้านหน้าอย่างแน่นอน...”

        “ฮึ ได้รับบาดเจ็บหนักขนาดนั้นยังมีแรงวิ่งไหวอีกนะ ไปจับตัวมันมาให้ข้าคอยดูเถอะ ข้าจะถลกหนังของมันเสีย กล้าดีอย่างไรมาทำร้ายข้า อ้อ อย่าให้มันตายเชียวล่ะข้ายังอยากทรมานมันอยู่...”

        “ฮ่าๆๆ นายน้อย ท่านวางใจเถอะ มันวิ่งไปไม่ไกลเท่าไรหรอก”

        “…”

        ตอร์เรสหน้าเปลี่ยนสีเล็กน้อยแม้จะเป็นเพียงประโยคสั้นๆ ไม่กี่ประโยคแต่เด็กหนุ่มผมสีบลอนด์ทองก็พอจะจับที่มาที่ไปได้ดูเหมือนว่าคนกลุ่มนั้นจะตามไล่ล่าเด็กหนุ่มที่อยู่ในอ้อมแขนของเขาตอร์เรสวางเด็กคนนั้นลงข้างๆ ตัวเองอย่างเบามือจากนั้นก็หันไปส่งสัญญาณลับกลับไปที่ค่ายในขณะเดียวกันก็ขยับคันธนูในมือของตัวเองแล้วปักหลักอยู่กับที่

        ไม่กี่นาทีต่อมาก็มีร่างของบุรุษประมานสี่สิบห้าสิบคนค่อยๆ ควบม้าวิ่งออกมาจากหมอกบนร่างของพวกมันสวมชุดเกราะโลหะอย่างดี ดูท่าแล้วน่าจะเป็นทหารและคนที่สะดุดตามากที่สุดก็คงเป็นชายร่างยักษ์ที่สูงกว่าสองเมตรคนนั้นกล้ามเนื้อของเขาราวกับก้อนหินที่แข็งแกร่ง ครึ่งบนสวมแค่เกราะหุ้มหน้าอก ระหว่างไหล่และเอวมีโซ่เหล็กสีดำพันเป็นรูปเลขแปด ปลายโซ่เชื่อมติดกับค้อนยักษ์สีดำแปดเหลี่ยมที่มีเส้นศูนย์กลางครึ่งเมตร และหนักประมานเจ็ดแปดร้อยจิน (สี่ร้อยกิโลกรัม) ตัวค้อนชโลมไปด้วยโลหิตยิ่งเสริมให้เขาดูราวกับพญามัจจุราชก็ไม่ปาน

        ข้างๆ ชายร่างยักษ์เป็นเด็กหนุ่มในชุดหรูหราคนหนึ่งที่กำลังนั่งอยู่บนหลังม้าท่าทางดูเย่อหยิ่งจองหอง นิ้วของเขาชี้ไปทางเด็กหนุ่มที่นอนสลบอยู่ข้างกายตอร์เรส

        “อยู่นั่น ข้าเห็นแล้ว ฮ่าๆๆๆ รีบไปลากตัวมันมาให้ข้า!”เด็กหนุ่มชุดหรูหรานั่นไม่แม้แต่จะปรายตามองตอร์เรสด้วยซ้ำราวกับว่าตอร์เรสเป็นเพียงธาตุอากาศเท่านั้น เขาดึงบังเหียนให้ม้าหยุด

        “ได้ขอรับนายน้อยคูลอมบ์”

        ทหารที่อยากประจบประแจงเด็กหนุ่มชุดหรูหราคนนั้นพลันตอบรับคำสั่งออกมาด้วยเสียงที่ดังกระหึ่มพวกเขารีบพุ่งไปทางเด็กหนุ่มที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสคนนั้นทันทีแต่ก้าวเข้าไปได้แค่ไม่กี่ก้าวก็มีเสียงดังฟุ่บๆๆ ขึ้นมา ลูกธนูนับสิบดอกถูกปล่อยออกมาปักลงบนดินอย่างรุนแรงห่างจากเท้าของพวกเขาไม่ถึงคืบลูกธนูพวกนั้นเรียงกันเป็นแนวเส้นตรง เว้นระยะห่างจากกันไม่ถึงห้านิ้วแบบไม่ขาดไม่เกินเห็นได้ชัดว่านักธนูตรงหน้ามีทักษะการยิงธนูที่ล้ำเลิศมาก

        “ผึงๆๆ...” สายคันธนูในมือของเด็กหนุ่มผมบลอน์ดสั่นไหวเล็กน้อยดวงตาของเขากวาดมองกลุ่มคนตรงหน้าอย่างรวดเร็วพลางพูดย้ำออกมาอย่างชัดเจนว่า“ที่นี่เป็นค่ายของเมืองแซมบอร์ด ใครก้าวเข้ามาภายในรัศมียี่สิบเมตร ตาย!”

        “สมควรตาย! เจ้านับเป็นตัวอะไร? เฮอะทหารเมืองแซมบอร์ดตูดหมาอะไรกัน? ยังไม่รีบไสหัวไปอีก...”เด็กหนุ่มที่สวมชุดหรูหราตะโกนออกมาอย่างโมโห

        ดวงตาของชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ที่ถือค้อนยักษ์สีดำแปดเหลี่ยมไว้ในมือกลับเผยแววตาครุ่นคิดบางอย่างทักษะการยิงธนูของเด็กหนุ่มตรงหน้าสร้างความแปลกใจให้กับเขาเป็นอย่างมากหลังจากคิดอย่างถี่ถ้วนแล้ว เขาก็พบว่าเด็กผมบลอนด์ทองตรงหน้าต้องแข็งแกร่งไม่น้อยยิ่งตอนที่ง้างคันธนูจนกลายเป็นรูปพระจันทร์เต็มดวงนั้น ร่างของเขาก็แผ่รังสีคุกคามที่น่าตกใจออกมานี่คือยอดฝีมือคนหนึ่งที่ไม่อาจดูแคลนได้

        “น้องชาย พวกข้าไม่ได้มีเจตนาที่จะบุกรุกค่ายทหารเมืองแซมบอร์ดแต่เด็กที่อยู่ข้างกายเจ้าเป็นนักโทษของ 'กองกำลังพายุคลั่ง' ข้าคือแอนดรูว์ เป็นยอดฝีมือลำดับที่สาม 'ขวานยักษ์' แห่ง 'กองกำลังพายุคลั่ง' ขอให้เจ้าส่งตัวเด็กคนนั้นมาให้พวกข้าเถอะ” บนใบหน้าของชายร่างสูงนั่นปรากฏรอยดาบจางๆเขาค่อยๆ ก้าวเข้ามาด้านหน้าอย่างช้าๆ ประหนึ่งเป็นก้อนหินยักษ์ที่กำลังกลิ้งเข้ามา

        “หยุดอยู่ตรงนั้น!” ตอร์เรสตะโกนออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นชา“บนร่างของเด็กหนุ่มคนนี้มีตราสัญลักษณ์ของฝ่าบาทอเล็กซานเดอร์พวกเจ้าจะนำเขาไปไม่ได้!”

        “ไอ้เวรเอ๊ย!” เด็กหนุ่มในชุดหรูหราสถบด่าออกมาอย่างเกรี้ยวกราด“จะตราสัญลักษณ์ราชาบ้าบออะไรก็ช่าง ข้าไม่สน! ที่นี่คือเมืองน้ำพุร้อนทุกสิ่งทุกอย่างของที่นี่อยู่ภายใต้การปกครองของ 'กองกำลังพายุคลั่ง' ข้าอยากจะพาใครไปก็เรื่องของข้าราชาอาณาจักรเล็กๆ อย่างเจ้า ใจกล้าไม่เจียมกะลาหัวจริงๆ รีบไสหัวไปเสีย ไม่อย่างนั้นเจ้าก็ต้องไปกับข้าด้วย!”

        “ดูถูกราชาข้า...ตาย!” ตอร์เรสตวาดออกมาอย่างโมโห เมื่อสิ้นเสียงไหล่ของเขาก็ขยับทันทีพร้อมลูกธนูถึงสามดอกที่พุ่งทะยานออกไปอย่างรวดเร็วลูกธนูทั้งสามดอกต่างเล็งไปที่หน้าผาก ลำคอและหัวใจของเด็กหนุ่มคนนั้น

        “อ๊า...ช่วยข้า!” เมื่อเห็นลูกธนูกำลังพุ่งเข้ามาหาเด็กคนนั้นก็กรีดร้องออกมาอย่างตื่นตกใจ ก่อนจะหงายหลังตกจากหลังม้าทันที

        ในตอนนั้นเองก็เกิดเสียงระเบิดดังสนั่นขึ้นมากระแสอากาศพลันสั่นกระเพื่อมขึ้นมาประหนึ่งมีก้อนหินตกลงไปในน้ำ ทำให้เกิดระลอกคลื่นขยายเป็นวงกว้างเงาสีดำๆ ขนาดยักษ์ก็ค่อยๆ แจ่มชัดขึ้นเมื่อควันจางลง มันเป็นค้อนยักษ์ที่ขวางกั้นเส้นทางของลูกธนูไว้ เมื่อลูกธนูปะทะเข้ากับค้อนยักษ์ มันก็ส่งเสียงดังติ้งๆ พร้อมสะเก็ดไฟที่กระจายไปทั่วบริเวณ

        แอนดรูว์ ยอดฝีมือลำดับที่สาม 'ขวานยักษ์' แห่ง 'กองกำลังพายุคลั่ง' เป็นคนยกค้อนขึ้นมาขวางไว้

        “เฮอะ คิดจะกันลูกธนูของข้าได้ก็ลองดู!”

        สำหรับคนที่กล้ามาดูถูกราชาตอร์เรสเคียดแค้นมันทุกตัว ดังนั้นเขาจะไม่หยุดจนกว่าพวกปากพล่อยจะตาย!เมื่อพูดจบตอร์เรสก็ปล่อยลูกธนูไปอีกสามดอกทันที ทุกดอกต่างเล็งไปที่หน้าผากลำคอและหัวใจของเด็กหนุ่มที่หงายหลังตกม้าคนนั้นเห็นได้ชัดว่าตั้งใจจะให้เด็กหนุ่มปากพล่อยคนนั้นตายเสียงปล่อยลูกธนูดังอีกระลอก พร้อมกับเสียงกรีดแทงอากาศที่ดังตามมา

        “ไอ้หนู ความอดทนของข้ามีขีดจำกัด!”

        แอนดรูว์ตวาดออกมาด้วยความโมโหโซ่ที่พันอยู่บนตัวเขาพลันเคลื่อนไหวอย่างบ้าคลั่งราวกับงู แอนดรูว์จับตัวโซ่แล้วเหวี่ยงค้อนยักษ์อย่างรวดเร็วก่อนที่ค้อนยักษ์จะกลายเป็นแสงสีดำขึ้นมาอีกครั้งแล้วเข้าปะทะกับลูกธนูที่ลอยเข้ามา

        ติ้ง!

        ลูกธนูดอกแรกปะทะกับค้อนยักษ์จนส่งเสียงดัง

        แอนดรูว์หน้าเปลี่ยนสีทันทีเขารู้สึกได้ถึงพลังที่น่าเกรงขามของอีกฝ่ายที่แฝงมากับลูกธนูดอกนี้ลูกธนูดอกเล็กๆ เพียงดอกเดียวก็ทำให้ค้อนยักษ์ที่หนักกว่าร้อยจินต้องสั่นไหวจนทำให้วิถีของค้อนต้องเบี่ยงออกไปเล็กน้อย

        ข้อมือของเขาขยับเล็กน้อยก่อนที่จะเหวี่ยงค้อนออกมาอีกครั้ง...

        เสียง ‘ติ้ง’ ดังขึ้นมาอีกครั้งแต่ครั้งนี้เป็นการปะทะกันของธนูดอกที่สองและดอกที่สามและเรื่องที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อลูกธนูทั้งสองดอกชนกันวิถีโค้งของลูกธนูก็เปลี่ยนไปทันที มันลอยข้ามค้อนยักษ์นั่นได้และพุ่งทะยานไปทางเด็กหนุ่มในชุดหรูหราที่กำลังนั่งมึนงงอยู่บนพื้น

        สีหน้าแอนดรูว์พลันตกตะลึงก่อนที่จะแผดเสียงร้องออกมาอย่างเกรี้ยวกราดและขยับข้อมืออย่างรวดเร็วเสียงหวืดๆ ดังขึ้นมาค้อนกลายเป็นเงาเลือนลางพุ่งทะยานไปยังลูกธนูนั่นอีกครั้ง

        แต่ทุกอย่างก็สายเกินไป

        แม้ว่าค้อนแปดเหลี่ยมจะไล่ตามไปได้แต่ก็ทำได้เพียงเบี่ยงวิถีของลูกธนูเท่านั้น ลูกธนูพวกนี้ทะลุผ่านร่างของทหารทั้งสามนายที่ถูกเด็กหนุ่มในชุดหรูหรากระชากเข้ามาขวางทางไว้และพุ่งเข้าไปปักไหล่สะบ้าทั้งสองข้างของเขา เลือดสดพลันไหลออกมา

        “เจ้าท้าทายความอดทนของข้า โจมตีทหารของเมืองน้ำพุร้อน สมควรตายอย่าได้ตำหนิว่าข้าไม่เกรงใจ!”

        แอนดรูว์ตะเบ็งเสียงออกมาอย่างโมโหไหล่ของเขาขยับอย่างรวดเร็ว เสียงกระชากโซ่ดังขึ้น พร้อมกับถอดโซ่ที่พันรอบกายออกมาโซ่นี้ราวกับถูกพลังที่มองไม่เห็นควบคุมให้ลอยขึ้นมาในอากาศบนร่างของเขาปรากฏเปลวไฟสีเหลืองธาตุดินออกมาโซ่เหล็กนี้เหมือนงูตัวหนึ่งกำลังขดตัวเป็นวงกลมและชูหัวขึ้นมา

        “ไอ้หนู เจ้ารู้หรือไม่ว่า รสชาติของการโดนงูยักษ์รัดมันเป็นอย่างไร?”แอนดรูว์แสยะยิ้มออกมาอย่างเหี้ยมโหดในขณะที่โซ่ก็ขยับจนเกิดเสียงเสียดสีกันของโซ่ “นี่เป็นเพราะเจ้าวอนหาที่ตายเอง ตายไปเสีย! จุม...พิต...มรณะ...งู...เหลือม!”

        ในอากาศก็เกิดเสียงดังสนั่นกึกก้องไปทั่วอากาศเริ่มปั่นป่วนและแผ่นดินปริแตก

        นี่คือทักษะคลื่นพลัง

        สำหรับทักษะคลื่นพลังนั้นเป็นสิ่งที่ยอดฝีมือของกองทัพเมืองแซมบอร์ดขาดแคลนแม้จะพยายามสร้างม้วนคัมภีร์คลื่นพลังออกมาทดแทนไม่น้อยแต่ตอร์เรสก็ยังไม่มีทักษะคลื่นพลังสำหรับตัวเองเลยเขารู้สึกแค่ว่าพลังอันบ้าคลั่งที่แฝงมากับค้อนยักษ์นั้นช่างรุนแรงนักเขาไม่อาจหลบหนีการโจมตีนี้ได้เพราะด้านหลังของเขายังมีเด็กหนุ่มที่ได้รับบาดเจ็บหนักสลบอยู่มือของเขากำคันธนูไว้แน่น ก่อนจะตัดสินใจปล่อยห่าธนูออกไปอย่างต่อเนื่องเพื่อหยุดค้อนยักษ์ของฝ่ายตรงข้าม แต่ดูเหมือนว่าจะไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าไรนัก

        ในตอนนั้นเอง

        “หมัด...หิมะ...เยือก...แข็ง...ไสหัวไป!”

        เสียงตวาดดังขึ้น บนท้องฟ้าเต็มไปด้วยหมัดโปร่งแสงขนาดใหญ่ ไม่มีเปลวไฟคลื่นพลังใดๆทันทีที่หมัดโปร่งแสงปะทะเข้ากับค้อนยักษ์ ราวกับว่าห้วงเวลาได้หยุดชะงักลง ก่อนจะเกิดการระเบิด โซ่เหล็กและค้อนยักษ์พลันแตกสลายไปในทันทีประหนึ่งเป็นหิมะบางๆ ที่ถูกแสงแดดแผดเผาจนระเหยกลายเป็นไอ ค้อนแปดเหลี่ยมที่หนักกว่าเจ็ดแปดร้อยจิน (สี่ร้อยกิโลกรัม) ก็ส่งเสียงดังแกร๊กๆ ขึ้นมาก่อนจะมีรอยร้าวผุดขึ้นมาทั่วค้อนยักษ์ ก่อนจะแตกกระจายออกเป็นเสี่ยงๆ แล้วร่วงลงมาราวกับฝน

        หมัดที่ทรงอำนาจปรากฏขึ้นมาอย่างกะทันหัน

        เงาร่างที่สูงโปร่งองอาจค่อยๆ ก้าวออกมาจากหมอกหนายืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้าทุกคน

        ------------------------------

คล้ายกับเรื่องสดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน