เงากระบี่ใต้อักษร

    บทที่ 7.ยอดฝีมือสำนักใหญ่ (3)

            ไป๋เถี่ยเยี่ยนไม่กล้าประมาทเลินเล่อ วาดลีลาหมัดประจำสำนักออกต่อเนื่องยิ่งออกหมัดยิ่งฉับไว พลังหมัดหนักหน่วงรุนแรงขึ้นทุกขณะ เสียงหมัดพุ่งฝ่าอากาศดังครืนๆ เป็นที่น่าเกรงขามนัก

     

           ฟางเสวี่ยเฟยยังคงวาดฝ่ามือ ปาดซ้ายขวาไปเรื่อย ท่วงท่าธรรมดาสามัญทว่ากลับรวดเร็วฉับไวยิ่ง เงาฝ่ามือตามติดพลังหมัด สามารถคลี่คลายหมัดแล้วหมัดเล่าของไป๋เถี่ยเยี่ยนจนสิ้น

     

           หมิงกังเตี๋ยซึ่งถูกเหวี่ยง ลอยลิ่วเมื่อครู่ ตกลงสู่พื้นแล้วยืนนิ่งปรับลมปราณครู่ใหญ่ มันพอเห็นไป๋เถี่ยเยี่ยนลงมือวาดลีลาบังเกิดเงาหมัดพร่างพราย พลังหมัดหนักหน่วงรุนแรง กระแสลมจากพลังหมัดพุ่งแผ่ไปไกลโข อดชมเชยในใจมิได้ พลังหมัดเยี่ยงนี้น่ากลัวมีเพียงไม่กี่คนสามารถปะทะหมัด ต่อกรกับศิษย์คุนหลุนผู้นี้ได้

     

           ทว่าพอมันเห็นท่วงท่า ซึ่งฟางเสวี่ยเฟยใช้ออก ถึงกับหน้าตาตื่นลีลาปาดมือธรรมดาสามัญ ไฉนคลี่คลายพลังหมัดสัตตบรรพตอย่างง่ายดาย ลมปราณหนักหน่วงกระแสอากาศรุนแรง อันเกิดจากพลังหมัด เพียงเข้าสู่ช่วงแขนบุรุษหนุ่ม หากไม่เบี่ยงเบนออกก็สูญสลายไปสิ้น!

     

           หมิงกังเตี๋ยยิ่งดู ยิ่งตื่นตระหนก คิดโถมเข้าไปช่วยไป๋เถี่ยเยี่ยนอีกแรงมันตะโกนก้อง

     

           “ข้าพเจ้าช่วยท่านอีกแรง!”

     

           ประมุขตระกูลฟาง เห็นประกายกระบี่วาบขึ้น รีบวนร่างสะบัดฝ่ามือแผ่วพลิ้วปาดพลังออกเฉียง ๆ เบี่ยงร่างเล็กน้อย ทั้งกระบี่ทั้งตัวของหมิงกังเตี๋ยกลับถลาพุ่งเข้าไป ฟันใส่หมัดไป๋เถี่ยเยี่ยนสุดแรง!

     

           ไป๋เถี่ยเยี่ยนตื่นตระหนกยิ่ง หมัดของมันฟาดออกไปเต็มแรงไหนเลยดึงรั้งกลับได้ อารามตกใจมันทิ้งทั้งตัว หลบคมกระบี่ ร่างสูงใหญ่กลิ้งหลุน ๆไปตามพื้นดิน

     

            หมิงกังเตี๋ยกลับฉับไวยิ่งกว่าฉวยจังหวะซึ่งไป๋เถี่ยเยี่ยนกลิ้งตัวหลบ รีบหมุนร่างรอบหนึ่งตวัดแทงย้อนทิศทางเดิมอย่างเผ็ดร้อน ครั้งนี้มันใช้พลังเต็มที่สิบส่วนท่วงท่าประสานเหมาะเจาะไร้ช่องโหว่ ความคมของกระบี่ ความลึกล้ำของพลังลมปราณผสานเป็นกระบวนท่าสังหารอย่างแท้จริง!

     

           ประมุขตระกูลฟางโคจรพลังลมปราณ ฟาดฝ่ามือออกสวนกระบี่หมิงกังเตี๋ยตรง ๆครั้งนี้ฝ่ามือของมันหนักหน่วงรุนแรงมหาศาล มิด้อยกว่า หมัดสัตตบรรพตอย่างเด็ดขาด!

     

           หรือมันเสียสติไปแล้ว จึงสวนฝ่ามือรับคมกระบี่เช่นนี้!

     

           ทว่ากระบี่นี้ มิได้ทะลุผ่านมือของมัน ก่อนปะทะคมกระบี่ฝ่ามือแปรเปลี่ยนกระบวนท่ากะทันหัน เบี่ยงเบนทิศออกด้านข้างฉับไว!

     

           ฝ่ามือซึ่งดูหนักหน่วงอย่างยิ่งขณะฟาดออก ยามนี้แปรเปลี่ยนเป็นกรงเล็บพุ่งลิ่วทะลวงฝ่ารังสีกระบี่ คว้าจับข้อมือหมิงกังเตี๋ยดุจคีมเหล็ก!

     

            ขอเพียงมันออกแรงบีบมือข้างนี้ของหมิงกังเตี๋ย ต้องพิการไปตลอดชีวิต!

     

           หมิงกังเตี๋ยตื่นตระหนก จนหน้าซีดเผือด เร่งเร้าพลังลมปราณหมายหลุดจากการยึดกุมให้ได้

     

           ไป๋เถี่ยเยี่ยนเห็นดังนั้น รีบฉวยโอกาสลอบเข้ามาทางด้านหลังฟาดหมัดใส่แผ่นหลังฟางเสวี่ยเฟยเต็มแรง

     

           พลังลมปราณเปี่ยมล้นแผ่พุ่ง อัดกระแทกแผ่นหลังบุรุษหนุ่ม!

     

           พริบตานั้น ฟางเสวี่ยเฟยฟาดฝ่ามืออีกข้างกลับหลังต้านปะทะหมัดไป๋เถี่ยเยี่ยนทันที ฝ่ามือเปี่ยมลมปราณ เมื่อปะทะหมัดสัตตบรรพตประมุขตระกูลฟางหยิบยืมแรงสะท้อน ชักนำแรงจากหมัดของไป๋เถี่ยเยี่ยนพุ่งผ่านไปยังฝ่ามืออีกข้าง ซึ่งกุมข้อมือหมิงกังเตี๋ยไว้

     

           แล้วฉวยจังหวะนั้น สลายพลังจากฝ่ามือของตนอย่างฉับพลันดึงพลังลมปราณจากฝ่ามือ ลงสู่เท้าทั้งสองข้าง สองเท้าดีดร่าง โผกายลอยลิ่วขึ้นสูงม้วนตัวอยู่กลางอากาศ เหนือคนทั้งสองทันที!

     

           การรั้งพลังภายในกลับคืน ในพริบตาเช่นนี้ เป็นข้อห้ามใหญ่หลวงของผู้ฝึกวิทยายุทธ์ เนื่องเพราะพลังลมปราณ เมื่อพุ่งแผ่ออกหากถูกรั้งกลับอย่างฉับพลัน อาจย้อนกระแทก ชีพจรภายในตนเองขาดสะบั้น

     

           มีเพียงผู้ฝึกพลังลมปราณ จนลึกล้ำยิ่งเท่านั้น จึงสามารถกระทำเช่นนี้ได้!

     

           หมิงกังเตี๋ยและไป๋เถี่ยเยี่ยน ไหนเลยมีฝีมือถึงขั้นนั้นกระบี่ของหมิงกังเตี๋ยยามนี้ เปี่ยมพลังลมปราณแทบทั้งหมดในร่างย่อมไม่สามารถเหนี่ยวรั้งได้ หมัดสัตตบรรพตก็มีสภาพดุจเดียวกันเมื่อฟาดออกสุดแรงมิอาจรั้งกลับคืน จู่ ๆ พลันพบว่าร่างบุรุษหนุ่มดันโผขึ้นกลางอากาศ เป้าของกระบี่และหมัด พลันสูญสลายไปในพริบตา

     

           ในสภาพเช่นนี้ กลายเป็นว่ากระบี่เผ็ดร้อนของหมิงกังเตี๋ยจำต้องปะทะหมัดสัตตบรรพตของไป๋เถี่ยเยี่ยน อย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง!

     

           พวกมันสองคนตกใจจนหน้าถอดสี หมัดฟาดออกไปแล้ว อย่าว่าแต่จะรั้งกลับแม้คิดเบี่ยงเบนเป้าหมาย ตนเองคงมิแคล้วต้องบาดเจ็บช้ำใน กระบี่เปี่ยมลมปราณคิดเบี่ยงเบนจากเป้าหมาย นอกจากราชันย์กระบี่เหล็ก ผู้ใดอย่าหมายกระทำได้

     

           ถึงอย่างไร พวกมันมิใช่ชนชั้นธรรมดา ในสถานการณ์ล่อแหลมยังกุมสติมั่นวูบแห่งความเป็นตาย ไป๋เถี่ยเยี่ยนรีบโคจรลมปราณ ฟาดหมัดอีกข้างออกสุดแรงหมายเบี่ยงทิศกระบี่ หมิงกังเตี๋ยเองก็ฉวยฝักกระบี่ข้างเอว หมุนควงเป็นวงกลมกลายเป็นโล่ป้องกันพลังหมัด บังเกิดเสียงดังสนั่น เมื่อพลังสองสายปะทะกัน!

     

           ไป๋เถี่ยเยี่ยนยังยืนหยัดอย่างทระนง ทว่าใบหน้า กลายเป็นซีดเผือดไร้โลหิต!

     

           มือข้างซ้ายกำแน่นสั่นเทา โลหิตสีแดงสดไหลเป็นทางยาว

     

           แขนของมันถูกกระบี่กรีดเป็นแผลยาว ตั้งแต่ฝ่ามือไปจนเกือบถึงข้อศอก!

     

           ทว่าโลหิตมิได้ไหลชุ่มโชก คาดว่าบาดแผลไม่เป็นอันตราย ถึงเส้นเอ็นกระดูก

     

           หมิงกังเตี๋ยกลับหน้าแดงก่ำ ทรุดตัวลงกับพื้นดิน คล้ายจะร่ำร้องไห้

     

           ฝักกระบี่ ประดับอัญมณีเจ็ดเม็ดของมัน ป่นยุ่ยอยู่เบื้องหน้า!

     

           อัญมณีทั้งเจ็ดเม็ดบ้างแตก บ้างร้าว กลับกลายเป็นของไร้ค่าไปแล้ว

     

           พวกมันทั้งสอง จ้องมองฟางเสวี่ยเฟย ด้วยสายตาประหวั่นพรั่นพรึง!

     

           ฟางเสวี่ยเฟยกล่าวอย่างจริงใจ

     

            “พลังฝีมือพวกท่านยอดเยี่ยมจริง ๆ”

     

           เป็นเช่นนั้นจริง ๆ ...

     

           หากมิใช่พวกมันทั้งสอง มีฝีมือยอดเยี่ยม กระบี่เมื่อครู่ของหมิงกังเตี๋ยต้องฟันแขนซ้ายไป๋เถี่ยเยี่ยนขาดสะบั้น และหมัดสัตตบรรพตของไป๋เถี่ยเยี่ยนก็จะกระแทกอวัยวะภายใน หมิงกังเตี๋ยป่นยุ่ย มีสภาพไม่ต่างจากฝักกระบี่ของมัน

     

           ฟางเสวี่ยเฟยยังกล่าวอย่างนอบน้อมยิ่ง

     

           “ไม่ทราบท่านนักพรต จะให้เกียรติลงมาสนทนา กับข้าพเจ้าได้หรือไม่”

     

           อี่ไป๋เฮ่อกล่าวเสียงเย็นชา

     

           “ท่านนักพรต ออกจะอำมหิตเกินไปแล้ว ทั้งที่รู้ว่าท่านไป๋และท่านหมิงไม่อาจสู้น้องเสวี่ยเฟยได้ กลับไม่ห้ามปราม คิดใช้ทั้งสองทดสอบว่าเจ็ดปีนี้ฝ่ามือลมปราณซ่อนกระบี่ ของน้องเสวี่ยเฟยก้าวหน้าขึ้นเพียงใด”

     

           นักพรตผู้นั้นไม่ตอบคำ หากประตูรถม้าคันใหญ่ เปิดออกอีกครั้ง

     

           ผู้เดินลงมา ย่อมเป็นนักพรตผู้หนึ่ง มันรูปร่างสูงโปร่ง อายุราวห้าสิบเศษ

     

           ใบหน้าปรากฏ รอยชราย่นยับอยู่ทั่ว ทว่ายิ่งมองยิ่งเปี่ยมสง่าราศีทั้งคิ้วทั้งเคราขาวโพลน ปลิวไหวตามแรงลม ดูไปคล้ายเซียนผู้วิเศษ

     

           เมื่อร่างสูงโปร่ง ก้าวลงมายืนอย่างแช่มช้า ทุกท่วงท่าของมันดูเชื่องช้าคล้ายมันมิเคยกระทำสิ่งใด อย่างรีบเร่งมาก่อนแม้เชื่องช้าทว่าไม่เหลาะแหละระโหยโรยแรง ทุกกิริยาอาการของมันมั่นคงยิ่งทุกย่างก้าวคล้ายสามารถ กลายเป็นกระบวนท่าจู่โจมได้ทุกเมื่อ!

     

            ประกายตานุ่มนวลอ่อนโยนดำสนิทดุจห้วงทะเลลึก สุดจะหยั่งความล้ำเลิศ ของวิชาฝีมือได้

     

           ฟางเสวี่ยเฟยรู้สึกหนักใจยิ่ง พลังฝีมือนักพรตผู้นี้ต้องมิด้อยไปกว่าท่านโยชิอิ หรือพี่ไป๋เฮ่อแน่!

     

           นานแล้วที่มันไม่เคยเกิด ความรู้สึกไม่มั่นใจเช่นนี้!

     

            ยิ่งมองหน้านักพรตผู้นี้มันยิ่งคลับคล้ายคลับคลา เหมือนเคยเห็นคนผู้นี้มาก่อน ทว่ายามกะทันหันกลับขบคิดไม่ออก

     

           บัดนี้มันจึงสังเกตเห็น บนหลังนักพรตผู้นั้น สะพายกระบี่สองเล่ม?

     

           นักพรตผู้นั้นกล่าวอย่างสุภาพ

     

           “คุณชายฟางในที่สุด เราก็ได้พบกันอีกครั้ง”

     

           “ที่แท้พวกเรา เคยพบกันมาก่อนจริง ๆ ไม่ทราบท่านคือ?”

     

           นักพรตผู้นั้นไม่ตอบ กลับปลดกระบี่โบราณเล่มหนึ่ง จากกลางหลังลงมา

     

           กระบี่เล่มนั้นเก่าคร่ำคร่า ฝักกระบี่สลักลวดลายโบราณงดงามที่ด้ามก็สลักลวดลายโบราณเช่นกัน นับเป็นกระบี่โบราณล้ำค่าเล่มหนึ่ง

     

           นักพรตผู้นั้น ชักกระบี่ออกจากฝักอย่างแช่มช้าดวงตาแน่วนิ่งจับจ้องฟางเสวี่ยเฟย

     

           เมื่อกระบี่ทั้งเล่มหลุดจากฝัก ฟางเสวี่ยเฟยถึงกับจ้องมองอย่างแตกตื่น!

     

           ที่แท้ปลายกระบี่โบราณเล่มนั้น กลับหักไปร่วมเชียะเศษ!

     

           นักพรตผู้นั้น กล่าวอย่างเคร่งขรึม

     

           “ไม่ทราบท่าน จำกระบี่เล่มนี้ได้หรือไม่?”

     

           ฟางเสวี่ยเฟยระงับความตื่นเต้น กล่าวแต่ละคำอย่างยากยิ่ง

     

           “ข้าพเจ้าจำได้!”

     

           นักพรตผู้นั้นยิ้มเล็กน้อย แววตาทอประกายพึงพอใจเมื่อบุรุษหนุ่มจำกระบี่เล่มนี้ได้ ค่อย ๆ เก็บกระบี่หักเล่มนั้นเข้าฝักสะพายไว้กลางหลังเช่นเดิม จากนั้นเดินไปหาหมิงกังเตี๋ย และไป๋เถี่ยเยี่ยน

     

           “ขอเรารักษาบาดแผล ให้สหายทั้งสองก่อน...ท่านหมิงเป็นอย่างไรบ้าง”

     

           “ไม่ต้องยุ่งกับข้าพเจ้า!” หมิงกังเตี๋ยปัดมือนักพรตออกด้วยโทสะดวงตาแดงเพลิงจ้องซากฝักกระบี่ แผดเสียงหัวเราะราวคลุ้มคลั่งโผร่างไปจากสถานที่นั้นอย่างรวดเร็ว

     

           นักพรตผู้นั้นถอนใจยาว หันมาสกัดจุดห้ามเลือดให้ไป๋เถี่ยเยี่ยน โรยยาสมานแผลพันผ้าจนเรียบร้อย สีหน้าไป๋เถี่ยเยี่ยนชราลงถนัดตา แต่ดวงตาไม่มีแววขุ่นเคืองราวยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น

     

           “ท่านไป๋นั่งพักสักครู่”

     

           ไป๋เถี่ยเยี่ยนพยักหน้า นั่งนิ่งคล้ายกลายเป็น หุ่นปั้นรูปหนึ่ง

     

           นักพรตเดินไปจับจ้องเหล่าชายฉกรรจ์ ซึ่งล้มกระจัดกระจายอยู่ตามพื้น

     

           “ถือเป็นโชคดีของพวกมัน คุณชายฟางยังไว้ไมตรี...”

     

           น้ำเสียงฟางเสวี่ยเฟยมีแววสำนึกเสียใจ คล้ายมีถ้อยคำมากมายแต่ไม่สามารถเอ่ยออกมาได้

     

           “ท่านนักพรต...ข้าพเจ้า...”

     

           “ฝ่ามือลมปราณซ่อนกระบี่ของท่าน ยอดเยี่ยมกว่าเมื่อแปดปีก่อนอักโขเราเลื่อมใสด้วยใจจริง”

     

           ฟางเสวี่ยเฟยประสานมือกล่าวว่า

     

           “มิกล้ารับ...”

     

           นักพรตผู้นั้นจับจ้อง อากัปกิริยาฟางเสวี่ยเฟย พลางส่ายหน้า

     

           “คุณชายฟาง มิต้องสำนึกเสียใจ แทนเราปานนั้น...”

     

           น้ำเสียงพลันเปลี่ยนเป็นเหน็บแนม

     

           “เราทราบ ท่านย่อมไม่คาดคิดว่า ผลการประลองเมื่อแปดปีก่อน จะลงเอยเช่นนั้นเฮอะ หากพวกท่านมีความคิด ครั้งนั้นคงไม่ขึ้นเขาอู่ตังแล้ว”

     

           แม้ถูกตอกซึ่งหน้า ประมุขตระกูลฟางได้แต่ก้มหน้านิ่งประสานมือคารวะนักพรตผู้นั้นอีกครั้ง

     

           เวลานี้มันแทบกลายเป็นใบ้ ไม่อาจกล่าวสิ่งใดได้ มันสำนึกเสียใจยิ่งการกระทำโดยไม่ยั้งคิดในอดีต ก่อให้เกิดผลกระทบต่อ สำนักอู่ตังอย่างใหญ่หลวง...

     

           เทือกเขาอู่ตัง นับว่ามีธรรมชาติงดงามที่สุด ในบรรดาเทือกเขาภาคกลางรายล้อมด้วยยอดน้อยใหญ่สุดคณานับ ทั้งยังประกอบด้วยหุบเขาสูงชัน ลำธารใสกระจ่างและแหล่งน้ำพุอีกหลายแห่ง ไม่นับถ้ำน้ำตกงดงามอีกมากหลายมีคำกล่าวมาเป็นเวลายาวนานว่า ‘เหนือเทิดเส้าหลิน ใต้ยกย่องอู่ตัง’ ย่อมแสดงถึงความยิ่งใหญ่ของทั้งสองสำนักได้ดี

     

           แปดปีก่อน ฟางเสวี่ยเฟยเพิ่งออกท่องยุทธจักร ทั้งทระนงทั้งลำพองทั้งต้องการสร้างชื่อให้เลื่องลือโดยเร็วมันจึงท้าประลองกับเหล่าชาวยุทธ์เลื่องชื่อไปทั่ว ด้วยฐานะทายาทตระกูลฟางย่อมมีศักดิ์ศรีอย่างเต็มที่ จะขอท้าประลองกับเหล่าผู้เหี้ยมหาญทั่วแผ่นดิน

     

           มันประลองคราใด ล้วนประสบชัยอย่างงดงามความเชื่อมั่นในพลังฝีมือยิ่งเพิ่มพูน ยิ่งชนะยิ่งลำพองใจ ยิ่งหลงทะนงตนพอมีชื่อเสียงมีคนยกย่องมากเข้า ถึงกับย่ามใจขึ้นเขาอู่ตังหมายประลองกับค่ายกระบี่เจ็ดดาวอันเลื่องชื่อ

     

            ค่ายกระบี่เจ็ดดาวประกอบด้วยศิษย์ซึ่งฝีมือโดดเด่นที่สุด ของสำนักอู่ตังจำนวนเจ็ดคนฝึกซ้อมจนได้ค่ายกระบี่อันกล่าวว่า มีอานุภาพสูงสุดในยุทธจักร

     

           การประลองคราวนั้น สร้างชื่อให้มันอย่างยิ่งจริง ๆบุรุษหนุ่มอายุเพียงสิบเจ็ดปี กลับเอาชนะค่ายกระบี่ ซึ่งสำนักอู่ตังภาคภูมิใจได้อย่างงดงาม

     

           ทั้งสามารถหักปลายกระบี่ เล่มซึ่งใช้เป็นสิ่งสืบทอดตำแหน่งเจ้าสำนักมาทุกยุคสมัย จากในมือหนึ่งในสองเซียนเทิดฟ้า ‘นักพรตอันจิ้ง’ว่าที่เจ้าสำนักคนต่อไปได้ด้วยมือเปล่า!

     

           ชื่อเสียงของมันจึงกระเดื่องดัง จนได้รับขนานนามร่วมกับ กงซุนจินหมิงอี่ไป๋เฮ่อ มู่หยงอิง เป็นสี่กงจื่ออัจฉริยะนับแต่นั้น...

     

           เหตุการณ์ในคราวนั้น สร้างความอัปยศอย่างใหญ่หลวง ให้กับสำนักอู่ตัง...

     

           กระบี่โบราณสิ่งสืบทอดตำแหน่งเจ้าสำนัก ซึ่งถูกหักปลายเล่มนั้นเมื่อครู่ถืออยู่ในมือนักพรตผู้นี้!

     

           ทว่านักพรตผู้นี้ กลับมิใช่อดีตผู้สืบทอด ตำแหน่งเจ้าสำนักนักพรตอันจิ้ง

     

            นักพรตผู้ยืนอยู่เบื้องหน้ามันคืออีกหนึ่งในสองเซียนเทิดฟ้า ‘นักพรตเฉินซื่อ’ ศิษย์คนรองแห่งสำนักอู่ตังในกาลก่อนนั่นเอง!

    คล้ายกับเรื่องเงากระบี่ใต้อักษร ที่คุณอ่าน