ไป่ชินำทางไป่ฉีมายังเรือนหลังหนึ่ง สภาพเรือนหลังนี้ดูเหมือนจะเป็นของพวกสมาชิกตระกูลระดับสูง แต่สภาพเก่ามากราวกับไม่มีคนอยู่มานานมากแล้ว
“ที่นี่คือเรือนเดิมของท่านไป่ชิงหยุน พ่อของนายน้อยขอรับ หลังจากท่านถูกขับจากตระกูลไป่ ท่านผู้นำก็ไม่ได้ยกเรือนหลังนี้ให้ใคร ยังคงเก็บทุกอย่างเอาไว้ เพียงแต่ไม่มีคนเข้ามาทำความสะอาด ยังไงให้พวกเรา 2 คนทำความสะอาดให้ไหมขอรับ” ไป่เชอะถาม
“ไม่ต้องหรอก” ไป่ฉีทำการวาดมือไปในอากาศเพียงครั้งเดียว ฝุ่นและคราบสกปรกทั้งหมดก็หายไปหมดในพริบตา สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับไป่ชิกับไป่เชอะ พวกเขาไม่เคยเห็นใครใช้พลังปราณทำแบบนี้มาก่อน
“นายน้อย ทำได้ยังไงขอรับ สอนพวกข้าบ้าง” ไป่ชิน้ำเสียงดูตื่นเต้นราวกับเด็กที่เจอของเล่นใหม่
“ใช่ขอรับ นายน้อยสอนพวกเราที หากนายน้อยไม่อยู่พวกเราจะได้คอยทำความสะอาดมันให้ขอรับ” ไป่เชอะกล่าวเสริมทันที
“เช่นนั้นก็ยื่นหน้ามา” ไป่ฉีกล่าว ทั้ง 2 คนยื่นหน้าเข้ามาใกล้ ๆ ไป่ฉีใช้นิ้วของเขาจี้ไปที่หน้าผากของทั้งสองพร้อมกับส่งวิธีการใช้พลังปราณในการทำความสะอาดสิ่งของไปให้ทันที
“วิชาของนายน้อยช่างอัศจรรย์ยิ่งนัก” ไป่ชิยิ่งเพิ่มความเคารพนับถือไป่ฉีมากขึ้นไปอีก
“ใช่ขอรับ อ้อ เชิญนายน้อยขอรับ” ไป่เชอะรีบเปิดประตูให้ไป่ฉี
ไป่ฉีเดินเข้าไปภายใน เขาพบว่าพวกหมอนกับเตียงน่าจะใช้ไม่ได้ซะแล้ว เพียงแตะก็กลายเป็นผงทันที ถ้าแค่ตัวอาคารเก่าพอว่า แต่นี่พวกวัสดุที่เป็นผ้าทั้งหมดกรอบเป็นผงขนาดนี้ไป่ฉีรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาทันที
“ข้าสงสัยอย่างหนึ่ง คนในตระกูลคนอื่นไปอยู่ไหนกันหมด” ไป่ฉีถามขึ้น เขาตรวจพบว่ามีผู้ฝึกยุทธ์จำนวนมากรวมตัวกันอยู่ที่ลานกว้าง ซึ่งน่าจะเป็นลานฝึกฝนของตระกูล
“เรียนนายน้อย ช่วงเวลาบ่ายจนถึงช่วงเย็น จะเป็นการฝึกของทุกคนในตระกูลขอรับ” ไป่ชิกล่าว
“เช่นนั้นพวกเจ้าไปเถอะ การฝึกซ้อมเป็นสิ่งสำคัญมาก” ไป่ฉีกล่าว
“รับทราบแล้วขอรับ พวกเราขอตัวก่อน” ทั้ง 2 กล่าวจบแล้วก็รีบรุดออกไปทันที
“เอาล่ะ ข้าต้องทำอะไรกับสภาพของใช้ในนี้ซะแล้ว” ไป่ฉีเริ่มใช้อักขระลมปราณ [ฟื้นสภาพ] ไปยังตัวอาคารหลังนี้ทันที เขาค่อย ๆ ถ่ายพลังปราณไปให้ตัวอักขระ เพราะไม่ต้องการให้เป็นที่สังเกตของคนในตระกูลไป่
ใช้เวลาสักพักเศษผ้าที่ไป่ฉีแตะจนมันแตกเป็นผงเมื่อครู่ก็ลอยกลับคืนรูปเดิม สีค่อย ๆ กลับมาสดใสขึ้นเรื่อย ส่วนเตียงกับหมอนที่มีสีเหลืองออกน้ำตาล ค่อย ๆ กลับมาเป็นสีขาว
10 นาทีผ่านไปเรือนหลังนี้ก็กลับมาใหม่ราวกับเพิ่งสร้าง ไป่ฉียิ้มอย่างพึงพอใจ เขานั่งขัดสมาธิบนเตียง จากนั้นใช้จิตไปสำรวจดูส่วนต่าง ๆ ในคฤหาสน์ตระกูลไป่ เข้านอกออกในราวกับเป็นบ้านของตน เพื่อรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ ทำให้รู้ว่าผู้อาวุโสที่เขาเจอตรงประตูทางเข้าตระกูลคือผู้อาวุโสลำดับที่ 2-5 ดังนั้นไป่ฉีจึงได้หมายหัวทายาทของทั้ง 4 คนนี้เอาไว้แล้ว
ตอนใกล้จะ 6 โมงเย็น ไป่ชิกับไป่เชอะเดินมาที่เรือนพักของไป่ฉี ที่เรือนพักแห่งนี้นั้นมีกำแพงกั้นไว้อีกชั้น ที่นี่ไป่ชิงหยางมีคำสั่งห้ามเข้าหากไม่ได้รับอนุญาต แต่เหตุใดผู้คนถึงได้มุงดูกันเยอะนัก
เมื่อเข้าไปใกล้ พวกเขาก็เข้าใจในทันทีว่าเป็นเพราะเหตุใด เรือนของไป่ชิงหยุนที่เคยเก่าจนแทบจะรอวันพังครืนลงมา กลับมาใหม่เอี่ยมเหมือนเมื่อหลาย 10 ปีก่อนอย่างน่าอัศจรรย์ ไป่ชิกับไป่เชอะจึงรีบเดินไปที่ประตูทันที
“พวกเจ้าออกไปห่าง ๆ พวกข้าถือคำสั่งผู้นำตระกูลให้มาพานายน้อยไป่ฉีไปร่วมโต๊ะอาหารกับผู้อาวุโสของตระกูล” ไป่ชิกล่าว นั่นทำให้ทุกคนหันมามองที่ไป่ชิ
“ใช่ ลูกชายของไป่ชิงหยุนหรือไม่” คนผู้หนึ่งถามขึ้น
“ใช่แล้ว ท่านผู้นำให้พวกเราไปรับมาจากทางเข้าป่าอาถรรพ์ ส่วนเจตนาของท่านผู้นำนั้น พวกเราไม่รู้ พวกเจ้าเถอะ ไปรอที่หอ 7 ดาราได้แล้วจะได้ไปกินข้าวด้วยกัน” ไป่เชอะตอบ ก่อนจะเอ่ยปากไล่ทางอ้อม
เหล่าคนของตระกูลไป่จึงได้เดินจากไป เพื่อไปยังหอ 7 ดาราที่ใช้สำหรับรับประทานอาหารของตระกูล ซึ่งถูกใช้เป็นที่รับประทานอาหารของคนในตระกูลทุกเย็นมาหลายพันปีแล้ว ส่วนไป่ชิกับไป่เชอะทั้ง 2 รีบเดินเข้าไปเรียกไป่ฉีให้ไปร่วมโต๊ะอาหารกับไป่ชิงหยาง
“นายน้อย ได้เวลาแล้วขอรับ” ไป่ชิกล่าว
“เข้าใจแล้ว” ไป่ฉีเดินออกมาจากห้อง เขาสวมใส่เสื้อยืดสีน้ำเงินไพลินตัดกับผิวขาวของเขากับกางเกงวอร์มสีขาวแถบด้านข้างสีดำ และรองเท้าผ้าใบ ด้วยเพราะเขาคิดว่าอาจมีการปะทะกันจึงได้ใส่เสื้อที่เคลื่อนไหวร่างกายได้สะดวกจะดีกว่า
ระหว่างทางที่เดินไป เขาพบว่ามีคนตระกูลไป่หลายคนยืนรอดูหน้าเขาอยู่ด้วยสายตาดูถูก เขาสังเกตเห็นได้เลยว่า หน้าตาของเขาไม่ได้ทำให้หญิงสาวในตระกูลไป่หลงไหลเลย เพราะพวกนางถูกปลูกฝังให้สนใจแต่เพียงความแข็งแกร่งเพียงเท่านั้น (ตอนแต่งผมนึกถึง Orc Lady ในเกมออนไลน์เลย)
ไป่ชิเดินนำมาจนถึงอาคารหลังใหญ่ มันดูคล้ายกับเจดีย์โบราณ ซึ่งมีด้วยกันทั้งหมด 7 ชั้น ไป่ชิได้อธิบายว่าสถานที่นี้เรียกกันว่าหอ 7 ดารา
ชั้นที่ 7 ซึ่งเป็นชั้นสูงสุด เป็นชั้นที่ไป่ชิงหยางนั่งรับประทานอาหาร
ชั้นที่ 6 จะเป็นของผู้อาวุโสทั้ง 8 คน
ชั้นที่ 5 จะเป็นชั้นของคนในตระกูลที่บรรลุถึงชั้นจักรพรรดิตั้งแต่ขั้น 6-10
ชั้นที่ 4 เป็นของคนในตระกูลที่บรรลุถึงชั้นจักรพรรดิตั้งแต่ขั้น 1-5
ชั้นที่ 3 เป็นของคนในตระกูลที่บรรลุถึงชั้นราชันย์ทั้งหมด ซึ่งไป่ชิกับไป่เชอะนั้นจะนั่งกินข้าวที่ชั้นนี้
ชั้นที่ 2 เป็นของคนในตระกูลที่บรรลุถึงชั้นนภาทั้งหมด
ชั้นที่ 1 เป็นของคนในตระกูลที่บรรลุถึงชั้นปฐพีทั้งหมด นอกจากพวกเด็กหนุ่มและเด็กสาวอายุไม่เกิน 15 แล้ว ยังมีพวกที่อายุมากกว่า 15 แต่ยังไม่สำเร็จถึงขั้นนภารวมอยู่ด้วย พวกนี้นับเป็นชนชั้นล่างสุดของตระกูลไป่
ส่วนพวกที่ยังไม่ถึงชั้นปฐพีนั้นจะถูกห้ามไม่ให้เข้าร่วมมื้ออาหารที่หอ 7 ดารานี้ ไม่ว่าลูกท่านหลานเธอคนไหนก็ไม่ได้รับสิทธิ์นั้น ไม่มีข้อยกเว้น ดังนั้นคนในตระกูลไป่จึงเข้มงวดในการฝึกพลังปราณให้ลูกหลาน เพราะการได้ทานอาหารในหอ 7 ดารานับว่าเป็นเกียรติและหน้าตาของสายตระกูลตนเอง
“แล้วผมที่ได้รับเชิญนี่ต้องนั่งข้างนอกสินะ” ไป่ฉีชี้ไปที่โต๊ะซึ่งวางจัดอยู่หน้าประตูหอ 7 ดารา คาดว่าเพราะคิดว่าไป่ฉีนั้นไม่เคยฝึกพลังปราณมาก่อน แม้จะเป็นแขก แต่ก็ไม่ได้รับสิทธิ์พิเศษให้เข้าไปดื่มกินข้างใน
“กฎตระกูลเข้มงวดมาก พวกข้าเองก็ไม่รู้จะช่วยท่านยังไงขอรับนายน้อย” ไป่เชอะกล่าว
“พวกเจ้าไม่ต้องคิดมาก เข้าไปเถอะ เดี๋ยวข้าจะสั่งสอนคนพวกนี้เอง” ไป่ฉีกล่าวก่อนจะเดินเลยโต๊ะที่จัดไว้ให้ เพื่อเดินเข้าไปในหอ 7 ดารา
“อย่าขอรับนายน้อยมันมีอาคมค่ายกลลมปราณอยู่ หากพลังไม่ถึงอาจถูกค่ายกลทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัส....ได้” ไป่ชิรีบกล่าวเตือน แต่ยังไม่ทันไรไป่ฉีก็เดินผ่านเข้าไปราวกับไม่มีสิ่งใดขวางกันแม้แต่น้อย ภายในหอ 7 ดารานั้น ตรงกลางเปิดโล่งไปจนเงยหน้ามองเห็นผู้นำตระกูลที่ชั้น 7 ได้เลยทีเดียว
“เจ้าขยะ ใครให้เจ้าเข้ามาเหยียบยังหอ 7 ดาราแห่งนี้ โต๊ะของเจ้าอยู่ด้านนอกนั่น” ผู้อาวุโสลำดับ 2 ลุกขึ้นชี้หน้าไป่ฉีทันที
“ท่านผู้นำ ท่านปลดอาคมคัดกรองรึ เจ้าขยะนี่ถึงเข้ามาในนี้ได้” ผู้อาวุโสลำดับ 5 หันไปถามไป่ชิงหยาง
“ไม่ ข้าไม่ได้ทำอะไรกับอาคมค่ายกลของหอ 7 ดารา” ไป่ชิงหยางกล่าวขึ้น ทำให้ทุกคนจับจ้องไป่ฉีที่ยืนอยู่ตรงกลางโถง
“เช่นนั้นทำไมไอ้สวะนี่ถึงเข้ามาได้กันล่ะ” มีเสียงหนึ่งดังขึ้นมาจากชั้น 5 ของหอ 7 ดารา ตามด้วยเสียงมากมายต่างกล่าวขึ้น เช่น ตัวชั้นต่ำ ขยะ สวะ ต่างถูกกล่าวออกมาราวกับน้ำที่ไหลบ่าลงมาจากน้ำตก โดยมีมุ่งเป้ามาที่ไป่ฉี
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า” ไป่ฉีหัวเราะรัว ๆ ทำให้เสียงด่าทอหยุดลง
“เจ้าหัวเราะอะไร” ผู้อาวุโสลำดับที่ 3 ตะคอกขึ้น
“พวกเจ้ามันพวกไม่มีสมอง ความหมายของผู้นำตระกูลที่สื่อบอกเมื่อกี้ ยังไม่เข้าใจกันอีก ท่านปู่ ตระกูลไป่สมควรส่งคนไปเรียนได้แล้วนะ ที่นี่มีแต่พวกใช้กำลัง......” ไป่ฉีเว้นช่วง ก่อนจะมองกวาดไปรอบ ๆ แล้วพูดต่อ
“แต่หาพวกที่มีมันสมองบ้างไม่มีสักคน ที่ข้าเห็นมีแต่พวกเคี้ยวเอื้องมีเขาอยู่บนหัวทั้งสิ้น” จบคำพูดของไป่ฉี พวกที่อยู่ชั้น 1 ต่างพุ่งเข้ามาหาไป่ฉีหมายจะอัดไป่ฉีให้น่วม
“หยุดเดี๋ยวนี้” ไป่ชิงหยางตะโกนขึ้น ทำให้พวกที่อยู่ชั้น 1 หยุดทันที
“ท่านผู้นำ ควรจับเด็กนี่โยนออกไปนะครับ” ผู้อาวุโสลำดับที่ 4 กล่าว
“ไป่ฉี เจ้าออกไปนั่งกินข้างนอก ภายในนี้มีแต่คนที่มีระดับชั้นปราณปฐพีเป็นอย่างน้อยเท่านั้นถึงจะมีสิทธิ์” ไป่ชิงหยางกล่าวอย่างเย็นชา กฎก็ยังคงเป็นกฎ มิเช่นนั้นอาจมีผู้อาวุโสบางคนไม่พอใจได้
“ถ้าคิดจะเชิญมาเพื่อข่มกันเช่นนี้ก็สู้อย่าเชิญมาเสียดีกว่า ไม่คิดว่าคนที่นี่จะมารยาททรามถึงเพียงนี้” ไป่ฉีกล่าวก่อนจะหันหลังกลับเตรียมจะก้าวออกไป แต่มีคนในชั้น 1 โยนผลส้มแฝงพลังปราณใส่ไล่หลังไป่ฉี แต่ผลนั้นกลับหายไปกลางอากาศพร้อมกับร่างไป่ฉี
ปัง
เสียงดังเกิดขึ้นหลังจากนั้นไม่นาน ทุกคนต่างหันไปทางเสียงนั้น สิ่งที่พวกเขาเห็นคือ ชายคนที่โยนส้มใส่ไป่ฉีตอนนี้นอนหงายอยู่กับพื้น ในปากมีผลส้มอยู่ภายใน ด้านบนนั้นคือรองเท้าผ้าใบที่ไป่ฉีกำลังใส่อยู่ ภาพที่เห็นทำให้ทุกคนเบิกตากว้าง
“ความเร็วเมื่อกี้มันอะไรกัน ข้ามองไม่ทันแม้แต่น้อย”
“เจ้านี่ใช้ความสามารถทางร่างกายงั้นเหรอ บ้าน่า ข้าจับพลังปราณไม่ได้เลย มันมีร่างกายพิเศษงั้นรึ”
“พวกแกทุกคนจงฟัง” ไป่ฉีตะโกนขึ้นพร้อมกับชี้ไปที่ชายคนที่อยู่ใต้ฝ่าเท้าของเขา
“เมื่อข้าถอยแล้วยังตอแยไม่เลิก ก็อย่าหาว่าข้าโหดร้าย ข้าไม่เหมือนพ่อของข้าที่จะยอมให้พวกท่านกดขี่ข่มเห่งกัน จำเอาไว้” สิ้นคำพูดไป่ฉีกดเท้าของตนลงไปส่งผลให้เกิดเสียงเหมือนกระดูกแตกดังขึ้น ชายคนที่ถูกเหยียบใบหน้าดิ้นพล่านไปมา สองมือพยายามยกขาของไป่ฉีขึ้น แต่ราวกับว่าเท้าที่กดลงมานั้นเป็นภูเขาลูกใหญ่ที่แทบไม่ขยับ แถมยังกดทับมากขึ้นเรื่อย ๆ ด้วย
“จำเอาไว้ การกระทำเช่นนี้อย่าเอามาใช้กับข้า” ไป่ฉียกเท้าขึ้นก่อนจะเตะไปที่ต้นคอของชายคนที่เขาเพิ่งเหยียบหน้าไปจนมันสลบทันที และจะหันตัวกลับเตรียมจะเดินออกไปอีกครั้ง
“บังอาจทำลูกข้า ตายซะ” ชายมีอายุจากชั้น 3 พุ่งเข้าใส่ไป่ฉีที่หันหลังให้ ซึ่งครั้งนี้ไป่ฉียืนหันหลังนิ่งไม่ได้หลบแม้แต่น้อย
กร็อบ
“อ๊ากกกกก มือ ๆ ของข้า” ชายมีอายุคนนั้นร้องขึ้นพร้อมกับใช้มืออีกข้างจับไปที่แขนข้างที่โจมตีไป่ฉีเมื่อครู่ สายตาทุกคู่เบิกกว้างอีกครั้ง เพราะชายคนนี้มีระดับปราณชั้นราชันย์ ส่วนไป่ฉีนั้นไม่ใช่ผู้ฝึกยุทธด้วยซ้ำ แต่มือของชายคนนี้กลับได้รับบาดเจ็บจากการชกไปที่หลังของไป่ฉี ผู้อาวุโสลำดับที่ 1 ซึ่งนั่งดูเหตุการณ์อยู่นานยังถึงกับยืนขึ้นด้วยความตกใจ
สาเหตุที่เป็นแบบนี้มาจากการฝึกรากฐานกายโพธิสัตว์ ทำให้ร่างกายของไป่ฉีนั้นแข็งแกร่งขนาดรับการโจมตีของผู้ฝึกยุทธ์ชั้นปราณจักรพรรดิได้โดยไม่ต้องโคจรพลังปราณมาป้องกันตัวแม้แต่น้อย
“ยังไม่จบสินะ” ไป่ฉีหันกลับมาก่อนจะปลดปล่อยพลังจิตวิญญาณเข้ากดชายคนนั้นให้ต้องทรุดลงกับพื้น
“เจ้าไม่ได้ยินที่ข้าเตือนใช่หรือไม่” ไป่ฉียกเท้าขึ้นก่อนจะเหยียบไปที่หัวชายคนนั้นจนติดพื้น
กร็อบ เสียงเหมือนกระดูกส่วนไหนสักแห่งกำลังร้าว
“หากคิดหาเรื่องข้า พวกเจ้านับว่ารนหาที่” ไป่ฉียกเท้าขึ้นแล้วกระทืบหัวของชายคนนั้นอีกครั้ง
แคร็ก
“อั๊ก” ชายคนนั้นกระอักเลือดออกมาทันที
“พอได้แล้ว ไป่ฉี เจ้ากลับไปก่อนได้เลย” ไป่ชิงหยางกล่าวขึ้น เพราะดูเหมือนเหตุการณ์ชักจะบานปลายขึ้นทุกที
“ถ้ารู้ว่ามีปัญหาแบบนี้ คราหน้าอย่าได้คิดเชิญแขกมาร่วมมื้ออาหารอีก กฎชั่ว ๆ ของตระกูลจะทำให้ขายหน้าผู้อื่นเสียเปล่า” ไป่ฉีเดินออกจากประตูหอ 7 ดารา ก่อนจะหันหลังกลับแล้วโยนบางสิ่งไปหาไป่ชิงหยาง
“ข้าไม่กินของสกปรกพวกนี้หรอก ข้ากินแต่สิ่งนั้นเท่านั้น” ไป่ฉีชี้ไปที่อาหารที่วางบนโต๊ะข้างนอกกล่าวจบเขาก็เดินจากไปทันที
หลังไป่ฉีจากไปแล้ว ภายในหอ 7 ดาราพลันเกิดความเงียบขึ้นทันที สายตาทุกคู่มองไปยังสิ่งที่อยู่ในมือของผู้นำตระกูล มันเป็นวัตถุทรงกลมค่อนข้างใส มีแสงเรืองรองที่เข้มข้นเปล่งออกมา ส่วนไป่ชิกับไป่เชอะตอนนี้ทั้ง 2 ยิ่งเทอดทูนไป่ฉีขึ้นไปอีก
'นายน้อยไป่ฉี ท่านช่างแข็งแกร่งยิ่งนัก ข้าอยากขอท่านผู้นำตระกูลให้ข้าติดตามนายน้อยออกไปโลกภายนอกด้วยจัง นายน้อยน่าจะสามารถทำให้ข้าแข็งแกร่งขึ้นได้อีก' ไป่ชิกับไป่เชอะคิด
“นี่คืออันใดกัน” ผู้อาวุโสลำดับที่ 1 ถามขึ้น ไป่ชิงหยางสัมผัสได้ถึงกลิ่นของอาหารจาง ๆ จึงลองกินเข้าไปดู
เขาคิดว่าคงเป็นโอสถชนิดหนึ่ง จึงได้โคจรลมปราณดูดซับมันดู เพียงครู่เดียวไป่ชิงหยางก็ตาเบิกโพลงขึ้น มือไม้สั่นระรัว
“นี่มัน.....” เสียงของไป่ชิงหยางพูดขึ้นแล้วหยุดลง
“ท่านผู้นำ หรือว่านั่นเป็นยาพิษ” ผู้อาวุโสลำดับ 5 ลุกขึ้นถาม
“ไม่ใช่ มันคือ….อาหารลมปราณ ความบริสุทธิ์ 10 ส่วน พวกเจ้าก็เคยเห็นในตำรา แต่ไม่เคยมีใครคิดจะศึกษาและปรุงมันอย่างจริงจัง จากที่ข้าได้ลิ้มลองไปเมื่อครู่ มันคืออาหารสวรรค์สำหรับผู้ฝึกยุทธ์โดยแท้ ไม่มีสิ่งสกปรกเจือปนแม้แต่น้อย” ไป่ชิงหยางกล่าว ตัวของเขาตื่นเต้นอย่างมาก
“จะเป็นไปได้ยังไงกัน เจ้าเด็กนั่นไม่เคยฝึกยุทธ์มาก่อน แถมไป่ชิงหยุนเองก็ถูกทำลายตันเถียนจนไม่สามารถฝึกยุทธ์ได้แล้ว ใครจะเป็นคนปรุงมันให้เจ้าเด็กนี่กัน” ผู้อาวุโสลำดับ 3 กล่าว
“พวกเจ้าทำกิริยาต่ำช้ากับเขาไปเมื่อครู่ คิดว่าเขาจะยอมบอกงั้นรึ” ผู้อาวุโสลำดับที่ 1 กล่าวกระทบทันที โดยส่วนตัวเขาคิดว่าไป่ฉีอาจจะได้ฝากตัวเป็นศิษย์ของเซียนโอสถจากโลกภายนอก จึงได้มีอาหารลมปราณเช่นนี้ติดตัว หากเป็นเช่นนั้นก็น่าคิดว่าอาจารย์ของไป่ฉีน่าจะแอบติดตามไป่ฉีมาด้วย และเหตุการณ์เมื่อครู่อาจทำให้ความสัมพันธ์ของตระกูลไป่กับเซียนโอสถผู้นั้นขาดสะบั้นลงตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มก็เป็นได้
จากนั้นก็เป็นการทะเลาะกันของผู้อาวุโส ส่วนไป่ฉีนั้นกลับมาที่เรือน เขานั่งลงบนเตียง และยกยิ้มขึ้นเมื่อคิดถึงแผนปั่นหัวพวกเด็กน้อยเหล่านั้นก่อนที่เขาจะจากมา
'หึหึ วันนี้ข้าได้เหยียบย่ำเกียรติของพวกเจ้าที่หอ 7 ดารา ในอีก 3 วันหลังจากนี้ ข้าจะเหยียบทั้งตระกูลให้จมอยู่ใต้ฝ่าเท้าของข้า จนพวกมันต้องร้องขอให้ข้าไว้ชีวิตพวกมันเลยทีเดียว' ไป่ฉีคิด ก่อนจะเผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมา
________________________________
ฝากติดตามเพจด้วยนะครับ เจอคำผิด ทวงนิยาย ในนั้นได้เลย แหะ ๆ
