จอมยุทธ์ซุปตาร์

    ตอนที่ 113 มื้ออาหารอันแสนวุ่นวาย Re

            ไป่ชินำทางไป่ฉีมายังเรือนหลังหนึ่ง  สภาพเรือนหลังนี้ดูเหมือนจะเป็นของพวกสมาชิกตระกูลระดับสูง  แต่สภาพเก่ามากราวกับไม่มีคนอยู่มานานมากแล้ว


            “ที่นี่คือเรือนเดิมของท่านไป่ชิงหยุน  พ่อของนายน้อยขอรับ  หลังจากท่านถูกขับจากตระกูลไป่  ท่านผู้นำก็ไม่ได้ยกเรือนหลังนี้ให้ใคร  ยังคงเก็บทุกอย่างเอาไว้  เพียงแต่ไม่มีคนเข้ามาทำความสะอาด  ยังไงให้พวกเรา 2 คนทำความสะอาดให้ไหมขอรับ” ไป่เชอะถาม


            “ไม่ต้องหรอก” ไป่ฉีทำการวาดมือไปในอากาศเพียงครั้งเดียว  ฝุ่นและคราบสกปรกทั้งหมดก็หายไปหมดในพริบตา  สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับไป่ชิกับไป่เชอะ  พวกเขาไม่เคยเห็นใครใช้พลังปราณทำแบบนี้มาก่อน


            “นายน้อย ทำได้ยังไงขอรับ  สอนพวกข้าบ้าง” ไป่ชิน้ำเสียงดูตื่นเต้นราวกับเด็กที่เจอของเล่นใหม่


            “ใช่ขอรับ  นายน้อยสอนพวกเราที  หากนายน้อยไม่อยู่พวกเราจะได้คอยทำความสะอาดมันให้ขอรับ” ไป่เชอะกล่าวเสริมทันที


            “เช่นนั้นก็ยื่นหน้ามา” ไป่ฉีกล่าว  ทั้ง 2 คนยื่นหน้าเข้ามาใกล้ ๆ  ไป่ฉีใช้นิ้วของเขาจี้ไปที่หน้าผากของทั้งสองพร้อมกับส่งวิธีการใช้พลังปราณในการทำความสะอาดสิ่งของไปให้ทันที


            “วิชาของนายน้อยช่างอัศจรรย์ยิ่งนัก” ไป่ชิยิ่งเพิ่มความเคารพนับถือไป่ฉีมากขึ้นไปอีก


            “ใช่ขอรับ  อ้อ เชิญนายน้อยขอรับ” ไป่เชอะรีบเปิดประตูให้ไป่ฉี


            ไป่ฉีเดินเข้าไปภายใน  เขาพบว่าพวกหมอนกับเตียงน่าจะใช้ไม่ได้ซะแล้ว  เพียงแตะก็กลายเป็นผงทันที  ถ้าแค่ตัวอาคารเก่าพอว่า  แต่นี่พวกวัสดุที่เป็นผ้าทั้งหมดกรอบเป็นผงขนาดนี้ไป่ฉีรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาทันที


            “ข้าสงสัยอย่างหนึ่ง  คนในตระกูลคนอื่นไปอยู่ไหนกันหมด” ไป่ฉีถามขึ้น  เขาตรวจพบว่ามีผู้ฝึกยุทธ์จำนวนมากรวมตัวกันอยู่ที่ลานกว้าง  ซึ่งน่าจะเป็นลานฝึกฝนของตระกูล


            “เรียนนายน้อย  ช่วงเวลาบ่ายจนถึงช่วงเย็น  จะเป็นการฝึกของทุกคนในตระกูลขอรับ” ไป่ชิกล่าว


            “เช่นนั้นพวกเจ้าไปเถอะ  การฝึกซ้อมเป็นสิ่งสำคัญมาก” ไป่ฉีกล่าว


            “รับทราบแล้วขอรับ  พวกเราขอตัวก่อน” ทั้ง 2 กล่าวจบแล้วก็รีบรุดออกไปทันที


            “เอาล่ะ  ข้าต้องทำอะไรกับสภาพของใช้ในนี้ซะแล้ว” ไป่ฉีเริ่มใช้อักขระลมปราณ [ฟื้นสภาพ] ไปยังตัวอาคารหลังนี้ทันที  เขาค่อย ๆ ถ่ายพลังปราณไปให้ตัวอักขระ  เพราะไม่ต้องการให้เป็นที่สังเกตของคนในตระกูลไป่


            ใช้เวลาสักพักเศษผ้าที่ไป่ฉีแตะจนมันแตกเป็นผงเมื่อครู่ก็ลอยกลับคืนรูปเดิม  สีค่อย ๆ กลับมาสดใสขึ้นเรื่อย  ส่วนเตียงกับหมอนที่มีสีเหลืองออกน้ำตาล  ค่อย ๆ กลับมาเป็นสีขาว


            10 นาทีผ่านไปเรือนหลังนี้ก็กลับมาใหม่ราวกับเพิ่งสร้าง  ไป่ฉียิ้มอย่างพึงพอใจ  เขานั่งขัดสมาธิบนเตียง  จากนั้นใช้จิตไปสำรวจดูส่วนต่าง ๆ ในคฤหาสน์ตระกูลไป่  เข้านอกออกในราวกับเป็นบ้านของตน  เพื่อรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ ทำให้รู้ว่าผู้อาวุโสที่เขาเจอตรงประตูทางเข้าตระกูลคือผู้อาวุโสลำดับที่ 2-5  ดังนั้นไป่ฉีจึงได้หมายหัวทายาทของทั้ง 4 คนนี้เอาไว้แล้ว


            ตอนใกล้จะ 6 โมงเย็น  ไป่ชิกับไป่เชอะเดินมาที่เรือนพักของไป่ฉี  ที่เรือนพักแห่งนี้นั้นมีกำแพงกั้นไว้อีกชั้น  ที่นี่ไป่ชิงหยางมีคำสั่งห้ามเข้าหากไม่ได้รับอนุญาต  แต่เหตุใดผู้คนถึงได้มุงดูกันเยอะนัก


            เมื่อเข้าไปใกล้  พวกเขาก็เข้าใจในทันทีว่าเป็นเพราะเหตุใด  เรือนของไป่ชิงหยุนที่เคยเก่าจนแทบจะรอวันพังครืนลงมา  กลับมาใหม่เอี่ยมเหมือนเมื่อหลาย 10 ปีก่อนอย่างน่าอัศจรรย์  ไป่ชิกับไป่เชอะจึงรีบเดินไปที่ประตูทันที


            “พวกเจ้าออกไปห่าง ๆ พวกข้าถือคำสั่งผู้นำตระกูลให้มาพานายน้อยไป่ฉีไปร่วมโต๊ะอาหารกับผู้อาวุโสของตระกูล” ไป่ชิกล่าว  นั่นทำให้ทุกคนหันมามองที่ไป่ชิ


            “ใช่ ลูกชายของไป่ชิงหยุนหรือไม่” คนผู้หนึ่งถามขึ้น


            “ใช่แล้ว  ท่านผู้นำให้พวกเราไปรับมาจากทางเข้าป่าอาถรรพ์  ส่วนเจตนาของท่านผู้นำนั้น  พวกเราไม่รู้  พวกเจ้าเถอะ  ไปรอที่หอ 7 ดาราได้แล้วจะได้ไปกินข้าวด้วยกัน” ไป่เชอะตอบ  ก่อนจะเอ่ยปากไล่ทางอ้อม


            เหล่าคนของตระกูลไป่จึงได้เดินจากไป  เพื่อไปยังหอ 7 ดาราที่ใช้สำหรับรับประทานอาหารของตระกูล  ซึ่งถูกใช้เป็นที่รับประทานอาหารของคนในตระกูลทุกเย็นมาหลายพันปีแล้ว  ส่วนไป่ชิกับไป่เชอะทั้ง 2 รีบเดินเข้าไปเรียกไป่ฉีให้ไปร่วมโต๊ะอาหารกับไป่ชิงหยาง


            “นายน้อย  ได้เวลาแล้วขอรับ” ไป่ชิกล่าว


            “เข้าใจแล้ว” ไป่ฉีเดินออกมาจากห้อง  เขาสวมใส่เสื้อยืดสีน้ำเงินไพลินตัดกับผิวขาวของเขากับกางเกงวอร์มสีขาวแถบด้านข้างสีดำ และรองเท้าผ้าใบ  ด้วยเพราะเขาคิดว่าอาจมีการปะทะกันจึงได้ใส่เสื้อที่เคลื่อนไหวร่างกายได้สะดวกจะดีกว่า


            ระหว่างทางที่เดินไป  เขาพบว่ามีคนตระกูลไป่หลายคนยืนรอดูหน้าเขาอยู่ด้วยสายตาดูถูก  เขาสังเกตเห็นได้เลยว่า  หน้าตาของเขาไม่ได้ทำให้หญิงสาวในตระกูลไป่หลงไหลเลย  เพราะพวกนางถูกปลูกฝังให้สนใจแต่เพียงความแข็งแกร่งเพียงเท่านั้น (ตอนแต่งผมนึกถึง Orc Lady ในเกมออนไลน์เลย)


            ไป่ชิเดินนำมาจนถึงอาคารหลังใหญ่  มันดูคล้ายกับเจดีย์โบราณ  ซึ่งมีด้วยกันทั้งหมด 7 ชั้น  ไป่ชิได้อธิบายว่าสถานที่นี้เรียกกันว่าหอ 7 ดารา

            ชั้นที่ 7 ซึ่งเป็นชั้นสูงสุด  เป็นชั้นที่ไป่ชิงหยางนั่งรับประทานอาหาร

            ชั้นที่ 6 จะเป็นของผู้อาวุโสทั้ง 8 คน

            ชั้นที่ 5 จะเป็นชั้นของคนในตระกูลที่บรรลุถึงชั้นจักรพรรดิตั้งแต่ขั้น 6-10

            ชั้นที่ 4 เป็นของคนในตระกูลที่บรรลุถึงชั้นจักรพรรดิตั้งแต่ขั้น 1-5

            ชั้นที่ 3 เป็นของคนในตระกูลที่บรรลุถึงชั้นราชันย์ทั้งหมด  ซึ่งไป่ชิกับไป่เชอะนั้นจะนั่งกินข้าวที่ชั้นนี้

            ชั้นที่ 2 เป็นของคนในตระกูลที่บรรลุถึงชั้นนภาทั้งหมด

            ชั้นที่ 1 เป็นของคนในตระกูลที่บรรลุถึงชั้นปฐพีทั้งหมด  นอกจากพวกเด็กหนุ่มและเด็กสาวอายุไม่เกิน 15 แล้ว  ยังมีพวกที่อายุมากกว่า 15 แต่ยังไม่สำเร็จถึงขั้นนภารวมอยู่ด้วย  พวกนี้นับเป็นชนชั้นล่างสุดของตระกูลไป่

            ส่วนพวกที่ยังไม่ถึงชั้นปฐพีนั้นจะถูกห้ามไม่ให้เข้าร่วมมื้ออาหารที่หอ 7 ดารานี้  ไม่ว่าลูกท่านหลานเธอคนไหนก็ไม่ได้รับสิทธิ์นั้น  ไม่มีข้อยกเว้น  ดังนั้นคนในตระกูลไป่จึงเข้มงวดในการฝึกพลังปราณให้ลูกหลาน  เพราะการได้ทานอาหารในหอ 7 ดารานับว่าเป็นเกียรติและหน้าตาของสายตระกูลตนเอง


            “แล้วผมที่ได้รับเชิญนี่ต้องนั่งข้างนอกสินะ” ไป่ฉีชี้ไปที่โต๊ะซึ่งวางจัดอยู่หน้าประตูหอ 7 ดารา  คาดว่าเพราะคิดว่าไป่ฉีนั้นไม่เคยฝึกพลังปราณมาก่อน  แม้จะเป็นแขก  แต่ก็ไม่ได้รับสิทธิ์พิเศษให้เข้าไปดื่มกินข้างใน


            “กฎตระกูลเข้มงวดมาก  พวกข้าเองก็ไม่รู้จะช่วยท่านยังไงขอรับนายน้อย” ไป่เชอะกล่าว


            “พวกเจ้าไม่ต้องคิดมาก  เข้าไปเถอะ  เดี๋ยวข้าจะสั่งสอนคนพวกนี้เอง” ไป่ฉีกล่าวก่อนจะเดินเลยโต๊ะที่จัดไว้ให้  เพื่อเดินเข้าไปในหอ 7 ดารา


            “อย่าขอรับนายน้อยมันมีอาคมค่ายกลลมปราณอยู่  หากพลังไม่ถึงอาจถูกค่ายกลทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัส....ได้” ไป่ชิรีบกล่าวเตือน  แต่ยังไม่ทันไรไป่ฉีก็เดินผ่านเข้าไปราวกับไม่มีสิ่งใดขวางกันแม้แต่น้อย  ภายในหอ 7 ดารานั้น ตรงกลางเปิดโล่งไปจนเงยหน้ามองเห็นผู้นำตระกูลที่ชั้น 7 ได้เลยทีเดียว


            “เจ้าขยะ  ใครให้เจ้าเข้ามาเหยียบยังหอ 7 ดาราแห่งนี้  โต๊ะของเจ้าอยู่ด้านนอกนั่น” ผู้อาวุโสลำดับ 2 ลุกขึ้นชี้หน้าไป่ฉีทันที


            “ท่านผู้นำ ท่านปลดอาคมคัดกรองรึ  เจ้าขยะนี่ถึงเข้ามาในนี้ได้” ผู้อาวุโสลำดับ 5 หันไปถามไป่ชิงหยาง


            “ไม่ ข้าไม่ได้ทำอะไรกับอาคมค่ายกลของหอ 7 ดารา” ไป่ชิงหยางกล่าวขึ้น  ทำให้ทุกคนจับจ้องไป่ฉีที่ยืนอยู่ตรงกลางโถง


            “เช่นนั้นทำไมไอ้สวะนี่ถึงเข้ามาได้กันล่ะ” มีเสียงหนึ่งดังขึ้นมาจากชั้น 5 ของหอ 7 ดารา  ตามด้วยเสียงมากมายต่างกล่าวขึ้น  เช่น  ตัวชั้นต่ำ  ขยะ  สวะ ต่างถูกกล่าวออกมาราวกับน้ำที่ไหลบ่าลงมาจากน้ำตก  โดยมีมุ่งเป้ามาที่ไป่ฉี


            “ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า” ไป่ฉีหัวเราะรัว ๆ ทำให้เสียงด่าทอหยุดลง


            “เจ้าหัวเราะอะไร” ผู้อาวุโสลำดับที่ 3 ตะคอกขึ้น


            “พวกเจ้ามันพวกไม่มีสมอง  ความหมายของผู้นำตระกูลที่สื่อบอกเมื่อกี้  ยังไม่เข้าใจกันอีก  ท่านปู่  ตระกูลไป่สมควรส่งคนไปเรียนได้แล้วนะ ที่นี่มีแต่พวกใช้กำลัง......” ไป่ฉีเว้นช่วง  ก่อนจะมองกวาดไปรอบ ๆ แล้วพูดต่อ


            “แต่หาพวกที่มีมันสมองบ้างไม่มีสักคน  ที่ข้าเห็นมีแต่พวกเคี้ยวเอื้องมีเขาอยู่บนหัวทั้งสิ้น” จบคำพูดของไป่ฉี  พวกที่อยู่ชั้น 1 ต่างพุ่งเข้ามาหาไป่ฉีหมายจะอัดไป่ฉีให้น่วม


            “หยุดเดี๋ยวนี้” ไป่ชิงหยางตะโกนขึ้น  ทำให้พวกที่อยู่ชั้น 1 หยุดทันที


            “ท่านผู้นำ ควรจับเด็กนี่โยนออกไปนะครับ” ผู้อาวุโสลำดับที่ 4 กล่าว


            “ไป่ฉี เจ้าออกไปนั่งกินข้างนอก  ภายในนี้มีแต่คนที่มีระดับชั้นปราณปฐพีเป็นอย่างน้อยเท่านั้นถึงจะมีสิทธิ์” ไป่ชิงหยางกล่าวอย่างเย็นชา  กฎก็ยังคงเป็นกฎ  มิเช่นนั้นอาจมีผู้อาวุโสบางคนไม่พอใจได้


            “ถ้าคิดจะเชิญมาเพื่อข่มกันเช่นนี้ก็สู้อย่าเชิญมาเสียดีกว่า  ไม่คิดว่าคนที่นี่จะมารยาททรามถึงเพียงนี้” ไป่ฉีกล่าวก่อนจะหันหลังกลับเตรียมจะก้าวออกไป  แต่มีคนในชั้น 1 โยนผลส้มแฝงพลังปราณใส่ไล่หลังไป่ฉี  แต่ผลนั้นกลับหายไปกลางอากาศพร้อมกับร่างไป่ฉี


            ปัง


            เสียงดังเกิดขึ้นหลังจากนั้นไม่นาน  ทุกคนต่างหันไปทางเสียงนั้น  สิ่งที่พวกเขาเห็นคือ ชายคนที่โยนส้มใส่ไป่ฉีตอนนี้นอนหงายอยู่กับพื้น  ในปากมีผลส้มอยู่ภายใน  ด้านบนนั้นคือรองเท้าผ้าใบที่ไป่ฉีกำลังใส่อยู่  ภาพที่เห็นทำให้ทุกคนเบิกตากว้าง


            “ความเร็วเมื่อกี้มันอะไรกัน  ข้ามองไม่ทันแม้แต่น้อย”


            “เจ้านี่ใช้ความสามารถทางร่างกายงั้นเหรอ  บ้าน่า  ข้าจับพลังปราณไม่ได้เลย  มันมีร่างกายพิเศษงั้นรึ”


            “พวกแกทุกคนจงฟัง” ไป่ฉีตะโกนขึ้นพร้อมกับชี้ไปที่ชายคนที่อยู่ใต้ฝ่าเท้าของเขา


            “เมื่อข้าถอยแล้วยังตอแยไม่เลิก  ก็อย่าหาว่าข้าโหดร้าย  ข้าไม่เหมือนพ่อของข้าที่จะยอมให้พวกท่านกดขี่ข่มเห่งกัน  จำเอาไว้” สิ้นคำพูดไป่ฉีกดเท้าของตนลงไปส่งผลให้เกิดเสียงเหมือนกระดูกแตกดังขึ้น  ชายคนที่ถูกเหยียบใบหน้าดิ้นพล่านไปมา  สองมือพยายามยกขาของไป่ฉีขึ้น  แต่ราวกับว่าเท้าที่กดลงมานั้นเป็นภูเขาลูกใหญ่ที่แทบไม่ขยับ  แถมยังกดทับมากขึ้นเรื่อย ๆ ด้วย


            “จำเอาไว้  การกระทำเช่นนี้อย่าเอามาใช้กับข้า” ไป่ฉียกเท้าขึ้นก่อนจะเตะไปที่ต้นคอของชายคนที่เขาเพิ่งเหยียบหน้าไปจนมันสลบทันที และจะหันตัวกลับเตรียมจะเดินออกไปอีกครั้ง


            “บังอาจทำลูกข้า  ตายซะ” ชายมีอายุจากชั้น 3 พุ่งเข้าใส่ไป่ฉีที่หันหลังให้  ซึ่งครั้งนี้ไป่ฉียืนหันหลังนิ่งไม่ได้หลบแม้แต่น้อย


            กร็อบ


            “อ๊ากกกกก มือ ๆ ของข้า” ชายมีอายุคนนั้นร้องขึ้นพร้อมกับใช้มืออีกข้างจับไปที่แขนข้างที่โจมตีไป่ฉีเมื่อครู่  สายตาทุกคู่เบิกกว้างอีกครั้ง  เพราะชายคนนี้มีระดับปราณชั้นราชันย์  ส่วนไป่ฉีนั้นไม่ใช่ผู้ฝึกยุทธด้วยซ้ำ  แต่มือของชายคนนี้กลับได้รับบาดเจ็บจากการชกไปที่หลังของไป่ฉี  ผู้อาวุโสลำดับที่ 1 ซึ่งนั่งดูเหตุการณ์อยู่นานยังถึงกับยืนขึ้นด้วยความตกใจ


            สาเหตุที่เป็นแบบนี้มาจากการฝึกรากฐานกายโพธิสัตว์  ทำให้ร่างกายของไป่ฉีนั้นแข็งแกร่งขนาดรับการโจมตีของผู้ฝึกยุทธ์ชั้นปราณจักรพรรดิได้โดยไม่ต้องโคจรพลังปราณมาป้องกันตัวแม้แต่น้อย


            “ยังไม่จบสินะ” ไป่ฉีหันกลับมาก่อนจะปลดปล่อยพลังจิตวิญญาณเข้ากดชายคนนั้นให้ต้องทรุดลงกับพื้น


            “เจ้าไม่ได้ยินที่ข้าเตือนใช่หรือไม่” ไป่ฉียกเท้าขึ้นก่อนจะเหยียบไปที่หัวชายคนนั้นจนติดพื้น


            กร็อบ  เสียงเหมือนกระดูกส่วนไหนสักแห่งกำลังร้าว


            “หากคิดหาเรื่องข้า  พวกเจ้านับว่ารนหาที่” ไป่ฉียกเท้าขึ้นแล้วกระทืบหัวของชายคนนั้นอีกครั้ง


            แคร็ก


            “อั๊ก” ชายคนนั้นกระอักเลือดออกมาทันที


            “พอได้แล้ว  ไป่ฉี  เจ้ากลับไปก่อนได้เลย” ไป่ชิงหยางกล่าวขึ้น  เพราะดูเหมือนเหตุการณ์ชักจะบานปลายขึ้นทุกที


            “ถ้ารู้ว่ามีปัญหาแบบนี้  คราหน้าอย่าได้คิดเชิญแขกมาร่วมมื้ออาหารอีก  กฎชั่ว ๆ ของตระกูลจะทำให้ขายหน้าผู้อื่นเสียเปล่า” ไป่ฉีเดินออกจากประตูหอ 7 ดารา  ก่อนจะหันหลังกลับแล้วโยนบางสิ่งไปหาไป่ชิงหยาง


            “ข้าไม่กินของสกปรกพวกนี้หรอก  ข้ากินแต่สิ่งนั้นเท่านั้น” ไป่ฉีชี้ไปที่อาหารที่วางบนโต๊ะข้างนอกกล่าวจบเขาก็เดินจากไปทันที


            หลังไป่ฉีจากไปแล้ว  ภายในหอ 7 ดาราพลันเกิดความเงียบขึ้นทันที  สายตาทุกคู่มองไปยังสิ่งที่อยู่ในมือของผู้นำตระกูล  มันเป็นวัตถุทรงกลมค่อนข้างใส  มีแสงเรืองรองที่เข้มข้นเปล่งออกมา  ส่วนไป่ชิกับไป่เชอะตอนนี้ทั้ง 2 ยิ่งเทอดทูนไป่ฉีขึ้นไปอีก


            'นายน้อยไป่ฉี ท่านช่างแข็งแกร่งยิ่งนัก  ข้าอยากขอท่านผู้นำตระกูลให้ข้าติดตามนายน้อยออกไปโลกภายนอกด้วยจัง  นายน้อยน่าจะสามารถทำให้ข้าแข็งแกร่งขึ้นได้อีก' ไป่ชิกับไป่เชอะคิด


            “นี่คืออันใดกัน” ผู้อาวุโสลำดับที่ 1 ถามขึ้น  ไป่ชิงหยางสัมผัสได้ถึงกลิ่นของอาหารจาง ๆ จึงลองกินเข้าไปดู


            เขาคิดว่าคงเป็นโอสถชนิดหนึ่ง  จึงได้โคจรลมปราณดูดซับมันดู  เพียงครู่เดียวไป่ชิงหยางก็ตาเบิกโพลงขึ้น  มือไม้สั่นระรัว


            “นี่มัน.....” เสียงของไป่ชิงหยางพูดขึ้นแล้วหยุดลง


            “ท่านผู้นำ หรือว่านั่นเป็นยาพิษ” ผู้อาวุโสลำดับ 5 ลุกขึ้นถาม


            “ไม่ใช่  มันคือ….อาหารลมปราณ  ความบริสุทธิ์ 10 ส่วน  พวกเจ้าก็เคยเห็นในตำรา  แต่ไม่เคยมีใครคิดจะศึกษาและปรุงมันอย่างจริงจัง  จากที่ข้าได้ลิ้มลองไปเมื่อครู่  มันคืออาหารสวรรค์สำหรับผู้ฝึกยุทธ์โดยแท้  ไม่มีสิ่งสกปรกเจือปนแม้แต่น้อย” ไป่ชิงหยางกล่าว  ตัวของเขาตื่นเต้นอย่างมาก


            “จะเป็นไปได้ยังไงกัน  เจ้าเด็กนั่นไม่เคยฝึกยุทธ์มาก่อน  แถมไป่ชิงหยุนเองก็ถูกทำลายตันเถียนจนไม่สามารถฝึกยุทธ์ได้แล้ว  ใครจะเป็นคนปรุงมันให้เจ้าเด็กนี่กัน” ผู้อาวุโสลำดับ 3 กล่าว


            “พวกเจ้าทำกิริยาต่ำช้ากับเขาไปเมื่อครู่  คิดว่าเขาจะยอมบอกงั้นรึ” ผู้อาวุโสลำดับที่ 1 กล่าวกระทบทันที  โดยส่วนตัวเขาคิดว่าไป่ฉีอาจจะได้ฝากตัวเป็นศิษย์ของเซียนโอสถจากโลกภายนอก  จึงได้มีอาหารลมปราณเช่นนี้ติดตัว  หากเป็นเช่นนั้นก็น่าคิดว่าอาจารย์ของไป่ฉีน่าจะแอบติดตามไป่ฉีมาด้วย  และเหตุการณ์เมื่อครู่อาจทำให้ความสัมพันธ์ของตระกูลไป่กับเซียนโอสถผู้นั้นขาดสะบั้นลงตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มก็เป็นได้


            จากนั้นก็เป็นการทะเลาะกันของผู้อาวุโส  ส่วนไป่ฉีนั้นกลับมาที่เรือน  เขานั่งลงบนเตียง และยกยิ้มขึ้นเมื่อคิดถึงแผนปั่นหัวพวกเด็กน้อยเหล่านั้นก่อนที่เขาจะจากมา


            'หึหึ วันนี้ข้าได้เหยียบย่ำเกียรติของพวกเจ้าที่หอ 7 ดารา  ในอีก 3 วันหลังจากนี้  ข้าจะเหยียบทั้งตระกูลให้จมอยู่ใต้ฝ่าเท้าของข้า  จนพวกมันต้องร้องขอให้ข้าไว้ชีวิตพวกมันเลยทีเดียว' ไป่ฉีคิด  ก่อนจะเผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมา

    ________________________________

    ฝากติดตามเพจด้วยนะครับ เจอคำผิด ทวงนิยาย ในนั้นได้เลย แหะ ๆ


    คล้ายกับเรื่องจอมยุทธ์ซุปตาร์ ที่คุณอ่าน