ซากเทวะ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 3 บทที่ 69 แบ่งสมบัติลูกไม้วิเศษ

           ยามฉู่เฟิงเดินทางกลับ เขาระมัดระวังตัวตลอดทางผนึกกลิ่นอายมิดเม้น เปิดประสาทสัมผัสสัญชาตญาณ มั่นใจว่าไม่มีใครสะกดรอยตามมา

            แล้วนั่นมันใครกัน? เขากลั้นใจ เฝ้าสังเกตละเอียดลออ

            เงาร่างนั้นหันหลังให้ฉู่เฟิง แต่งตัวแปลกๆ ห่อคลุมทั้งร่างด้วยผ้าฝ้ายหยาบหนา

            ตอนแรกก็ก้มกราบไปทางเขาไท่หังซาน ต่อมาก็คุกเข่าลงขุดหาอะไรบางอย่าง

            ฉู่เฟิงหน้าเปลี่ยนสี ตรงนั้นมันแปลงดอกไม้นี่นาเมล็ดพันธุ์ทั้งสามที่เขาเก็บกลับมาจากเขาคุนหลุนถูกฝังอยู่ตรงนั้นทำไมถึงเกิดเรื่องเช่นนี้ได้

            เขาพุ่งออกจากบ้าน ใช้หมัดปีศาจวัวพุ่งเข้าโจมตี เสียงสายฟ้าพายุดังสนั่น

            ตึง!

            เงาร่างนั้นตอบโต้ว่องไว เพียงหมุนตัวก็โต้มาหนึ่งหมัดปะทะเข้ากับหมัดของฉู่เฟิง วินาทีนั้นดินทรายปลิวว่อน เสียงระเบิดดังสนั่น

            ฉู่เฟิงสะบัดมือที่รู้สึกชาเร่าๆ จับจ้องไปที่เงาร่างนั้น

            คนประหลาดจ้องกลับตาโตจากนั้นกระชากผ้าฝ้ายที่คลุมร่างออกเผยให้เห็นร่างจริง หวงหนิวนั่นเอง!

            “ทำไมนายยังไม่ตายหา?” หวงหนิวเขี่ยพื้นทันทีสีหน้าสีตาอย่างกับเห็นผี

            ฉู่เฟิงเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน ไอ้วัวบ้านี่ดันมาแช่งเขา อยากไปซื้อเนื้อแกะเสียบไม้ย่างหมดอายุมายัดใส่ปากมันจริงๆ

            หวงหนิวร้องมอมออีกหลายคำ ลงมือเขี่ยพื้นเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฉู่เฟิง

            วัวยักษ์สีดำไม่กล้าประมือกับงูขาว แต่สกิลเอาตัวรอดนับว่าเด็ดขาดมันพาหวงหนิวทะยานออกจากเขาไท่หังซานอย่างรวดเร็วปานสายฟ้า เผ่นหนีสำเร็จอย่างงดงาม

            หลังจากนั้น มันบอกหวงหนิวว่า ถ้าไม่ใช่เพราะมันเป็นตัวถ่วงเป็นได้ตัดสินแพ้ชนะกับงูขาวอย่างแน่นอน

            หวงหนิวเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แต่ก็ขอให้มันรีบไปช่วยฉู่เฟิงทันที

            วัวยักษ์สีดำตอบรับดิบดี หมุนตัวจากไป แบบว่าคุณธรรมเป็นเลิศ

            จากนั้นไม่นาน วัวยักษ์สีดำก็ย้อนกลับมาบอกหวงหนิวว่ามันไปถึงช้าไปก้าวเดียว ฉู่เฟิงตายไปแล้วมันบันดาลโทสะฟาดฟันกับงูขาวจนเขาทั้งเทือกทลายราบเป็นหน้ากลองแต่ก็ฆ่างูขาวไม่ได้ จึงได้แต่ล่าถอยอย่างจนปัญญา

            มันบอกให้หวงหนิวคลายความเศร้าเสียใจ ยังไงก็รู้จักกันไม่นานอย่าได้ไปโหยหาเลย

            ฉู่เฟิงฟังแล้วอ้าปากค้าง สุดท้ายอดด่าไม่ได้ “ไอ้วัวลวงโลกเล่นใหญ่เป็นบ้า ทำไมมันไม่ตายไปฟระ ฟาดฟันกับงูขาวอะไรกันตั้งแต่ต้นจนจบมันไม่โผล่หัวไปสักนิด!”

            หวงหนิวพอได้ฟังก็อึ้งไปทันที

            มันรู้สึกเสียหน้าอย่างยิ่ง วัวยักษ์สีดำหน้าหนายิ่งกว่ามันเสียอีกไม่ได้ทำอะไรสักนิด กลับได้หน้า ได้ชื่อว่าเป็นผู้ห้าวหาญชาญชัย

            “ตระกูลไม่เป็นมงคลเสียแล้ว มีตัวเสนียดจัญไรอย่างนี้” มันเขี่ยพื้นบอก

            “นายเองก็ไม่ได้เรื่อง พอกลับมาบ้านก็มาปล้นเมล็ดพันธุ์ของฉันจะร้องไห้ให้สักนิดก็ไม่มี” ฉู่เฟิงถลึงตาใส่มัน

            หวงหนิวไม่ยอมแพ้ บอกว่าก็กราบไปทางเขาไท่หังซานแล้วไงถือว่าส่งเขาไปสวรรค์แล้ว

            “เลิกพูดได้แล้ว เรื่องนี้ไม่มีประโยชน์แล้ว ลูกสนสีทองล่ะเอาสมบัติมาแบ่งเร็วเข้า!” ฉู่เฟิงวกกลับมาเข้าเรื่องประเมินหวงหนิวดูแล้ว เขาว่าวัวยักษ์สีดำกับหวงหนิวน่าจะเก็บเกี่ยวมาได้ไม่น้อย

            “ไม่มีแล้ว ลงพุงวัวแก่ลวงโลกไปหมดเลย!”หวงหนิวเขี่ยพื้น แล้วถอยฉากทันควัน มองฉู่เฟิงอย่างระแวง

            มองดูท่าทางมันแล้ว ฉู่เฟิงก็รู้ทันทีว่าไอ้หมอนี่ต้องอมเมล็ดสนไว้ไม่น้อยทีเดียวเขาพุ่งเข้าใส่มันทันที

            สุดท้าย หวงหนิวยอมแพ้ มันยอมแบ่งสมบัติให้

            ก็ไม่ใช่ว่ามันใจกว้างอะไร แต่เพราะมันรู้สึกว่ามันตัวเดียวยังไงก็ใช้เมล็ดสนมากมายอย่างนี้ไม่หมด

            ลูกสนลูกนี้ใหญ่ขนาดกำมือผู้ใหญ่ในลูกสนมีเมล็ดสนถึงหนึ่งร้อยยี่สิบกว่าเมล็ดมันกับวัวยักษ์สีดำแงะเก็บไว้ไม่ต่ำกว่าครึ่งหนึ่ง

            พ้นจากเขาไท่หังซานพอเข้าเขตปลอดภัยแล้วเจ้าวัวยักษ์สีดำทำตัวเป็นวัวเขมือบดอกโบตั๋นงับทีเดียวเขมือบเข้าไปตั้งสามสิบเมล็ด สุดท้ายมาดูดปากจ๊อบแจ๊บ รู้สึกว่ากินเข้าไปเยอะแล้วเรี่ยวแรงมามากโข

            จากนั้น มันก็ไปหาที่นอน เผื่อว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นอีกรอบ

            ส่วนหวงหนิวก็เผ่นกลับมา เตรียมจะขุดเมล็ดพันธุ์เขาคุนหลุนทั้งสามพกไปด้วย

            “นายคงไม่ได้บอกวัวยักษ์สีดำนั่นใช่ไหม?”ฉู่เฟิงรู้สึกกังวลไอ้ตัวลวงโลกนั่นจริงๆ นะ ขืนมันรู้เข้าเกรงว่าจะปกป้องเมล็ดพันธุ์ทั้งสามไว้ไม่ได้

            ห้ามบอกไอ้วัวลวงโลกนั่นเด็ดขาด!

            หวงหนิวตอบกลับ บอกเขาว่าวางใจได้

            จากนั้นก็แบ่งของกัน ในตัวหวงหนิวมีเมล็ดสนอยู่สามสิบหกเมล็ดล้วนแล้วใหญ่โตกว่าธรรมดา เมล็ดเต็มอิ่มแวววาว ประกายสีม่วงแพรวพราย

            เมล็ดสนพวกนี้โปร่งใส อย่างกับโมราสีม่วงเพียงมองดูก็รู้ว่าเป็นของที่ไม่ธรรมดาเลย

            ที่พิเศษก็คือมีกลิ่นหอมอบอวล แทรกซึมเข้าสู่จิตใจชวนให้รู้สึกสงบสุขในจิตวิญญาณ

            “ถ้าฉันกินเข้าไป จะมีหางหรือเขางอกออกมาหรือเปล่า?” ฉู่เฟิงสงสัย

            เขาอยากลองนะ แต่ก็ยังคิดไม่ตก

            ลูกไม้ลึกลับพวกนี้แอบแฝงไว้ซึ่งพลังอันไม่น่าเชื่อเพียงกินเข้าไปก็สามารถทำให้คนเปลี่ยนแปลงไปได้อย่างมาก แถมยังได้ครอบครองความสามารถบางอย่างที่ไม่ธรรมดาอีกด้วย

            หวงหนิวพยักหน้าหงึกหงักอยู่ด้านข้างครั้งนี้มันบอกฉู่เฟิงอย่างจริงจังว่าที่จริงแล้วส่วนที่ดีที่สุดคือเกสรดอกไม้ต่างหาก ไม่ใช่ลูกไม้

            ฉู่เฟิงพบว่า มันเคร่งเครียดจริงจังอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนน้อยครั้งนักที่จะเป็นเช่นนี้ เขาซักไซ้มันเอาจริงเอาจัง

            หวงหนิวเองก็ไม่รู้ตื้นลึกหนาบางสักเท่าไร แต่ว่า ณ ที่ที่มันจากมาในดินแดนศักดิ์สิทธิ์อันเป็นนิรันดร์บางแห่งจำเพาะเจาะจงอย่างยิ่งว่าศิษยานุศิษย์จะต้องใช้เกสรดอกไม้ในการเปลี่ยนแปลงเท่านั้น

            ส่วนลูกไม้นั้น พึงควรหลีกเลี่ยงอย่างถึงที่สุด

            มันเดาว่า เมื่อถึงระยะสุดท้ายอาจจะส่งผลเสียก็เป็นได้

            แน่นอน หวงหนิวเสริมอีกว่ายังมีคำถ่ายทอดแบบขั้นสูงสุดอย่างอื่นที่ไม่ได้มีข้อห้ามอย่างนี้ซึ่งก็น่าจะเป็นวิธีแก้

            ฉู่เฟิงอยากศึกษาให้มากกว่านี้แต่หวงหนิวเองก็ไม่ยอมพูดถึงเรื่องราวของโลกใบนั้นมากกว่านี้เช่นกัน

            มันทำให้เขาลำบากใจ เมล็ดสนสีม่วงทองวางอยู่ตรงหน้า เป็นของดีอย่างแน่นอนแต่ว่าเขาลังเลอย่างมาก ควรจะกินดีไหม?

            “งั่ม!”

            หวงหนิวกำลังเขมือบเมล็ดสน แม้แต่เปลือกก็เคี้ยวจนละเอียดแล้วกลืนลงไปด้วยมันฟาดทีเดียวห้าเมล็ด พลางเฝ้าติดตามดูความเปลี่ยนแปลงในร่างกาย

            พอฉู่เฟิงเห็นดังนั้น ก็รู้สึกว่าตัวเองถูกหลอกเข้าแล้วทำไมไอ้หมอนี่ไม่ยักกะกังวลใจอะไรเลย? อยู่ดีๆก็เขมือบเมล็ดสนสดๆ อย่างนี้!

            “หนิวหมัวหวัง!” เขาตะโกน

            หวงหนิวเกิดอาการวิงเวียน เมล็ดสนนี่ออกฤทธิ์รุนแรงชะมัดมันรู้สึกร้อนวูบไปทั้งตัว ตาค้างแข็ง

            เห็นดังนี้ ฉู่เฟิงก็รู้สึกว่าเป็นจังหวะดีที่จะเค้นถามความจริงจากมันไอ้หมอนี่ดูเหมือนอยู่ในภวังค์

            “นายกินเข้าไปอย่างนี้ไม่กลัวเหรอว่าอีกหน่อยถ้ากลายเป็นผลร้ายขึ้นมาจะทำยังไง?”

            ถึงแม้หวงหนิวจะมีปฏิกิริยาตอบโต้ช้าไปสักหน่อยหากยังเห็นแววหยิ่งได้ชัดเจน มันเขี่ยพื้นบอกฉู่เฟิงว่า มันไม่เหมือนคนอื่นไม่เห็นหรือไงว่าขนาดเขา ผิวหนังและขนยังเป็นสีทองเลย?

            “ทำไมมันมั่วซั่วอย่างนี้วะ!”ฉู่เฟิงอยากจะตบมันสักป้าบ

            “มีเพียงบางจิตวิญญาณเท่านั้น ที่จะได้รับความเมตตาจากเบื้องบน”พอหวงหนิวเขียนเช่นนี้เสร็จก็ปิดปาก ไม่เอ่ยอะไรอีก

            สุดท้าย มันกลืนเมล็ดสนอีกสิบสองเมล็ดรวดเดียว จากนั้นก็หยุด

            ที่จริงแล้ว ตอนที่หวงหนิวกินเมล็ดสนเมล็ดที่สิบเอ็ดก็รู้สึกว่าภายในร่างไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรแล้วฤทธิ์ของเมล็ดสนไม่ได้เพิ่มพูนขึ้นอีก

            ฉู่เฟิงยังคิดไม่ตก ตกลงจะกินหรือไม่กินดี?

            ขณะเดียวกัน เขาคิดไปถึงงูขาว หากมันจะสังหารคนล้างบางจริงๆ ละก็จะเริ่มจากเมืองที่ใกล้ที่สุดหรือไม่ อย่างนี้รีบเผ่นทันทีจะดีที่สุด

            “ไม่ต้องรีบร้อน” หวงหนิวเขี่ยพื้น บอกฉู่เฟิงว่างูขาวตัวนั้นพูดจริงทำจริง บอกว่าฆ่าล้างเมือง ไม่ฆ่าล้างหมู่บ้าน1แน่นอน

            “นายรู้ได้ไง?”

            มันสารภาพว่า วัวยักษ์สีดำบอกมัน ไม่อย่างนั้นคงไม่ปล่อยให้มันกลับมาเมืองชิงหยาง

            ฉู่เฟิงขมวดคิ้วหรือว่าต้องเป็นจ้าวแห่งสัตว์กลายพันธุ์เหมือนกันถึงจะรู้ไส้รู้พุงกันหว่าแต่ถึงอย่างนั้นก็ยังน่ากลัวอยู่ดี งูขาวจะฆ่าล้างเมืองจริงๆ หรือ?

            “โจวเฉวียนหนีออกมาได้ไหมหว่า?” เขารีบติดต่อทันที

            เครื่องมือสื่อสารดังอยู่หลายครั้ง สุดท้ายก็มีคนรับสายโจวเฉวียนยังมีชีวิตอยู่ อีกทั้งกลับไปยังอำเภอเมืองแล้ว

            ทว่า เขาได้รับบาดเจ็บ แต่ตอนที่คุยโทรศัพท์กับฉู่เฟิงกลับมีท่าทีผ่อนคลาย แม้จะประสบกับเหตุการณ์เลวร้ายแต่กลับไม่ส่งผลกระทบอะไรต่อเขา

            ฉู่เฟิงสงสัย พอซักไซ้ถึงได้เรื่อง เขาทั้งคู่ของโจวเฉวียนหักไปแล้วข้างหนึ่งถูกหินใหญ่กระแทกหัก อีกข้างถูกร่างมหึมาของงูขาวเฉี่ยวหักไป

            เขารอดมาได้ นับได้ว่าโชคดีอย่างมหาศาล

            “ฉันตกใจแทบตาย บนโลกนี้มีงูยักษ์อย่างนี้ด้วยต่อไปนี้ฉันจะไม่แส่หาเรื่องอีกแล้ว!” โจวเฉวียนกำลังดีใจแถมยังมีความสุขอย่างมาก ในที่สุดก็กำจัดสองเขานั้นไปได้เสียที

            “รีบหนีออกไปจากอำเภอเมืองซะ ดีไม่ดีงูขาวอาจเริ่มฆ่าล้างเมืองที่อำเภอเมืองนี้!” ฉู่เฟิงบอก

            “ฉันรู้แล้ว!” โจวเฉวียนกำลังกังวลอยู่เลย ถามว่าทางฉู่เฟิงปลอดภัยหรือไม่ครอบครัวของเขาเตรียมตัวอพยพหนีแล้ว เพราะว่าเขาเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์ด้วยตัวเองจึงรู้เรื่องที่งูขาวประกาศจะสังหารหมู่สองเมืองเป็นเครื่องเซ่นสังเวยสัตว์กลายพันธุ์ที่ตายไป

            “ได้ นายมาที่นี่เถอะ!” ฉู่เฟิงตอบอย่างยินดี

            โจวเฉวียนขับรถไปหาฉู่เฟิง รถของเขาแทบจะหลุดเป็นชิ้นๆด้วยสภาพถนนที่ย่ำแย่ แต่เขาก็ขับตะบึงมาตลอดเส้นทางจะไม่หนีก็ไม่ได้ด้วยหวาดเกรงว่างูขาวจะตามมาฆ่าล้างเมือง

            แน่นอนว่า เมื่อเขาทั้งสองหักไป ร่างกายของโจวเฉวียนพลันอ่อนแอได้รับบาดเจ็บไม่น้อย ทั่วร่างเต็มไปด้วยบาดแผล

            “นี่คือพ่อกับแม่ของฉัน” โจวเฉวียนแนะนำ ประคองผู้สูงวัยสองคนลงมาจากรถคนชราทั้งสองสีหน้าค่อนข้างซีด ด้วยอยู่ในอาการตกใจ อีกทั้งรถที่ขับมาอย่างเร็วทำให้ระหว่างทางพวกเขาอาเจียนกันไม่รู้กี่ครั้ง

            “คุณลุง คุณป้า สวัสดีครับ” ฉู่เฟิงทักทาย

            เห็นได้ว่าผู้สูงวัยทั้งสองสะโหลสะเหล ไม่อยู่ในสภาพที่พร้อมจะทักทาย

            ฉู่เฟิงกุลีกุจอจัดที่ทางให้ หลังบ้านของเขามีตึกว่างอยู่หลังครอบครัวที่อยู่ก่อนหน้าย้ายออกไปนานแล้วในช่วงเวลาคับขันอย่างนี้ก็ไม่ต้องเกรงใจอะไรกันหรอก

            เขาปลดล็อก นำครอบครัวของโจวเฉวียนเข้าไปด้านใน

            จะอย่างไร บ้านของเขามีหวงหนิวอยู่ตัวหนึ่งแล้วไหนจะวัวยักษ์สีดำที่ไม่รู้ว่าจะโผล่มาเมื่อไร หากไม่ทันระวังไปทำให้บิดามารดาของโจวเฉวียนตกใจเข้าคงไม่ดี ตอนนี้ทั้งสองสภาพจิตใจย่ำแย่ไม่ควรทำให้ตกใจมากไปกว่านี้

            “นายบาดเจ็บไม่น้อยเลยนะเนี่ย กระดูกหักด้วย” ฉู่เฟิงตะลึงโจวเฉวียนเองก็ทนทายาด กระดูกซี่โครงหักไปสองซี่ ไม่ส่งเสียงร้องสักแอะทั้งยังไม่ยอมบอกพ่อกับแม่ของเขาด้วย

            ฉู่เฟิงนิ่งคิด จากนั้นส่งเมล็ดสนสีม่วงทองระยิบระยับให้สองเมล็ด

            “นี่มัน...” โจวเฉวียนตะลึง เขาเดาได้ทันทีว่าอะไรเป็นอะไร

            “ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น รีบกินซะ!”ฉู่เฟิงหมุนตัวเดินจากไป

            กลับเข้าบ้าน เขาพบว่าหวงหนิวฟื้นแล้ว ดวงตาสาดแสงสีทองเรืองรองอย่างน่าตกใจ พลังที่แผ่ออกมาเพิ่มพูนขึ้นอย่างมากมาย!

            “เทพวัชระล่ะ ออกมาจากเขาไท่หังซานหรือเปล่า?ฉันคิดถึงเขาจัง!” หวงหนิวที่พลังเพิ่มขึ้นอย่างมากกลับคิดถึงเทพวัชระเป็นคนแรก

            หมายความว่าไง? ฉู่เฟิงไม่เข้าใจ

            สีหน้าหวงหนิวเต็มไปด้วยแววเย่อหยิ่ง มันอยากทดสอบสักหน่อยว่าคราวนี้ต้องกระแทกกี่กีบถึงจะน็อคเทพวัชระได้

            ฉู่เฟิงไร้ซึ่งคำพูด อะไรมันจะฝังใจปานนั้น มันจะใจดำไปหน่อยไหมดักตีหัวคนเขาไม่ได้ผล ยังมานั่งเจ้าคิดเจ้าแค้นอีกแน่ะ!

            หวงหนิวไม่ธรรมดาอย่างยิ่ง ร่างกายภายนอกของมันดูไม่เปลี่ยนแปลงอะไรไม่มีเกล็ดหรือปีกงอกออกมา ยังคงเหมือนก่อนหน้าไม่ผิดเพี้ยน

            ขณะเดียวกัน มันบอกฉู่เฟิงว่า ต้นสนเองนั้นก็ไม่ใช่ต้นไม้ธรรมดาอยู่แล้วเขียวชอุ่มตลอดปี ไม่เกรงกลัวลมหนาว ต้นไม้ชนิดนี้เมื่อกลายพันธุ์แล้วลูกไม้ที่ออกมาย่อมพิสดารอย่างยิ่ง

            ฉู่เฟิงเข้าใจในทันที ลูกสนหนึ่งลูกที่ภายในมีเมล็ดสนมากมายอย่างนี้สามารถแจกจ่ายให้ผู้คนกลายเป็นมนุษย์พิเศษได้เท่าไรต่อเท่าไร!

            “ดินใต้ต้นสนจะมีก้อนดินพิเศษไหมนะ?”ฉู่เฟิงห่วงเรื่องนี้อย่างมาก

            หวงหนิวผงกหัว สีหน้าเต็มไปด้วยความเชื่อมั่นครั้งนี้รับรองว่าทำให้เมล็ดพันธุ์ทั้งสามจากเขาคุนหลุนงอกได้แน่!

            “เยี่ยม!”

            ฉู่เฟิงยินดีอย่างยิ่ง!

    *****************

    1 เมืองชิงหยางที่ฉู่เฟิงอยู่ในภาษาจีนใช้ตัว镇 เจิน ซึ่งหมายถึงเมืองขนาดเล็กหรือหมู่บ้าน แต่城 เฉิงจะหมายถึงเมืองที่มีขนาดใหญ่กว่า 镇

    คล้ายกับเรื่องซากเทวะ [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน