อีกฝ่ายกำลังเตรียมหลบหนี ทว่าหยู่เหวินเซิ่งซินจะยอมปล่อยให้เป็นเช่นนั้นหรือ?
คำตอบย่อมชัดเจนอยู่แล้ว
เมื่อคิดเช่นนั้น นางก็สะบัดฝ่ามือออกไป ทำให้คนของสำนักดาบสัตโลหะที่พากันหลบหนีกลายเป็นละอองเลือดไปในทันที
การกลับชาติมาเกิดของมหาปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่หาได้มีดีแค่ชื่อ
ไม่ได้พูดเกินจริงเลยหากจะบอกว่าคนทั้งสำนักดาบสัตโลหะไม่เพียงพอต่อการออกกำลังของนางด้วยซ้ำ
เหตุผลที่นางไม่ได้แสดงพลังที่แท้จริงออกมาทั้งหมด เหตุผลหลัก ๆ ก็เพื่อความสนุกสนานเท่านั้น หากนางใช้พลังออกมาทั้งหมดแล้วเก็บเรียบในคราเดียว แบบนั้นก็คงน่าเบื่อเกินไปไม่ใช่หรือ?
ยิ่งไปกว่านั้น พวกมดปลวกเหล่านี้กล้ามาดูถูกเหยียดหยามเจ้านิกายของพวกนางอีก การปล่อยให้พวกมันตายอย่างสิ้นหวังทรมานยังไม่ถือว่าสาสมเลยด้วยซ้ำ
“บัดซบ!”
“หากรู้เช่นนี้แต่แรกคงไม่มาที่นี่”
เซวี่ยหลิงอวิ๋นที่กำลังหลบการโจมตีอย่างยากลำบาก พลางมองไปยังจางสง
คนคนนี้เป็นคนที่ยุยงให้บุกมายังนิกายเทพกระบี่ ไม่เพียงแต่จะนำเหล่าอาวุโสมาเท่านั้น ทว่ายังขนเหล่าศิษย์ชั้นยอดที่เป็นต้นกล้าชั้นดีของสำนักมาด้วย
เขาแทบจะรอไม่ไหวที่จะบดขยี้ตาเฒ่านี้ให้ตายคามือ
จางสงสัมผัสได้ถึงจิตสังหารจากเจ้าสำนักอย่างชัดเจน
ในขณะเดียวกันเขาก็สับสนเป็นอย่างยิ่ง เขาอยากจะบอกกับเจ้าสำนักว่านี่เป็นแค่เรื่องเข้าใจผิด ใครจะไปคาดคิดว่านิกายเทพกระบี่จะแสร้งทำเป็นหมูในอวยมาตลอด
เมื่อเซวี่ยหลิงอวิ๋นตระหนักได้ว่าอย่างไรก็ไม่มีทางหลบหนีไปได้ จึงทำได้แต่กัดฟันต้านทานไปเรื่อย ๆ
เหล่าอาวุโสและศิษย์ชั้นยอดที่เหลือต่างก็งัดไพ่ตายในมือทั้งหมดออกมาอย่างไม่คิดชีวิตอีกต่อไป
ทุกคนประสานกลมเกลียวจนกระทั่งห่าฝนสีฟ้ายุติลง ทำให้เวลานี้หลายคนต่างพากันถอนหายใจด้วยความอ่อนแรง
แต่ทว่า
ฉากต่อไปทำให้เซวี่ยหลิงอวิ๋นและคนอื่น ๆ ถึงกับชะงักงันในทันที
เนื่องจากจู่ ๆ ร่างกายของทุกคนก็ไม่สามารถขยับเขยื้อนได้เลยแม้แต่น้อย ไม่ว่าพวกเขาจะกระตุ้นพลังจากห้วงสมุทรปราณแล้วก็ตาม ราวกับมีพลังลึกลับบางอย่างที่กำลังผนึกพวกเขาเอาไว้
ในเวลาเดียวกัน กระบี่ยักษ์สีทองก็ได้คืบคลานเข้ามาฟาดฟันจนผู้ที่โดนกลายเป็นความว่างเปล่าโดยไม่อาจหลีกเลี่ยง
พวกเขาทำได้เพียงเฝ้าดูร่างกายของตนเองกลายเป็นความว่างเปล่า...
“อา...”
“ข้ามิอาจยอมรับ!!”
“ข้าเป็นยอดฝีมือขั้นสวรรค์กำเนิด อนาคตของข้าไร้ขีดจำกัด”
“ข้าจะมาตายที่นี่ไม่...”
ก่อนที่เขาจะพูดจบ กระบี่ยักษ์สีทองก็ได้กวาดผ่านทุก ๆ คนจนกลายเป็นความว่างเปล่า
ส่วนกระบี่ที่เย่เสวียนปลดปล่อยออกไปนั้น เรียกว่าไม่มีบทบาทอะไรเลย
เย่เสวียนจึงทำได้เพียงอ้าปากค้าง “...”
ในไม่ช้าซวนหยวนชิงเทียนก็เก็บกระบี่เข้าฝัก หยู่เหยินเซิ่งซินเรียกกระจกกลับคืน ทำให้แรงกดดันอันมหาศาลพลันสลายไปพร้อมกับผืนฟ้าที่กลับมาเป็นปกติเฉกเช่นเดิม
ไม่หลงเหลือร่องรอยคนจากสำนักดาบสัตโลหะ ราวกับที่แห่งนี้ไม่เคยเกิดการต่อสู้อันดุเดือดขึ้นมาก่อน
................
“เอาล่ะ วันนี้ทำได้ดีมาก ทุกคนนับว่ามีคุณสมบัติในการเป็นคนของนิกายเทพกระบี่อย่างแท้จริง” หลินเฟิงนำมือไพล่หลัง พลางพยักหน้าเล็กน้อยพร้อมกับมองไปยังหยู่เหวินเซิ่งซิน ซวนหยวนชิงเทียน เย่จิงอวิ๋น และ เย่เสวียน ด้วยความชื่นชม
หลังจากนั้นเงาร่างของเขาก็ค่อย ๆ จางหายไปต่อหน้าทุกคน
โอ้แม่เจ้า?
มาตรฐานสูงอะไรขนาดนี้?
นี่มันสุดยอดเกินไปแล้ว!!
แต่ก็อย่างว่าล่ะนะ ในฐานะเจ้านิกายจะให้ลดตัวลงไปต่อสู้กับมดปลวกได้อย่างไร
แบบนั้นคนอื่นคงคิดว่าเราเอาตัวไปเกลือกกลั้วกับโคลนเสียมากกว่า
เพราะถึงอย่างไรสำนักดาบสัตโลหะก็ถูกทำลายลงภายในไม่กี่ลมหายใจด้วยฝีมืออาวุโสกับเหล่าศิษย์ฝึกหัดล่ะนะ
.................
ทางด้านซวนหยวนชิงเทียนและอีกสามคนต่างปลาบปลื้มใจจนแสดงออกมาผ่านสีหน้า เนื่องจากเมื่อครู่พวกเขาได้รับคำชมจากเจ้านิกาย
เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับการยอมรับจากท่านเจ้านิกาย
“อาวุโสซวนหยวน ศิษย์พี่ทั้งสอง”
“พวกท่านต้องการติดตามข้าไปเพื่อกวาดล้างสำนักดาบสัตโลหะด้วยหรือไม่?”
หยู่เหวินเซิ่งซินเอ่ยชักชวนขึ้น
ถึงภายนอกนางจะเป็นสตรีที่ดูใสซื่อ ทว่านางหาได้เกรงกลัวฟ้าดินแม้แต่น้อย
สำนักดาบสัตโลหะก็แค่สำนักเล็ก ๆ ไม่ใช่หรือ? แค่โบกสะบัดทีเดียวก็พินาศสิ้นแล้ว
ทว่าสำนักเล็ก ๆ เช่นนี้กล้าดีอย่างไรมาบุกรุกนิกายเทพกระบี่ของนางถึงถิ่น ช่างไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง
ไอ้พวกไร้สมอง กล้ามาทำตัวหยาบคายต่อเจ้านิกายของเรา
เช่นนี้ก็อย่าหาว่าโหดร้าย จะต้องล้างบางพวกมันให้หมดเพื่อชดใช้ในสิ่งที่กระทำลงไป!!
ไม่เช่นนั้นหากไม่แสดงให้เห็นเป็นตัวอย่าง ภายภาคหน้าจะต้องมีพวกสวะแบบนี้โผล่มาอีกอย่างแน่นอน แล้วเช่นนั้นความยิ่งใหญ่ของนิกายเทพกระบี่จะเก็บไว้ที่ไหน? คงได้เอาเวลาออกมาต้อนรับคนแบบนี้ทุกวันไม่ต้องฝึกฝนกันแล้วกระมัง?
“ต้องทำลายให้สิ้นซาก!!” เย่จิงอวิ๋น พยักหน้าอย่างไม่ลังเล การแสดงออกของเขาช่างหนักแน่นยิ่ง
สำหรับเย่จิงอวิ๋นใครก็ตามที่กล้าดูหมิ่นเจ้านิกายของเขา คนผู้นั้นนับว่ามีความผิดมหันต์สมควรต้องประหารหมื่นครั้ง!!
“ข้าเอาด้วย” ซวนหยวนชิงเทียนเองก็พยักหน้ารับเช่นกัน
เหตุผลของนางนั้นค่อนข้างแปลกสักเล็กน้อย เพราะเพียงแค่ใครพูดไม่ดีต่อเจ้านิกายของนาง นางก็อยากจะฟันอีกฝ่ายให้เป็นชิ้น ๆ ด้วยกระบี่แล้ว
“ศิษย์น้องเล็ก เกรงว่าข้าจะช่วยเหลืออะไรได้ไม่มาก”
“ก่อนหน้านี้ข้าพยายามหนีจากอาวุโสสำนักดาบสัตโลหะ ข้าจึงใช้กระบวนท่าที่สอง คลื่นกระทบฝั่งไป และเมื่อครู่ข้าก็ใช้ไปอีกครั้ง ทำให้ข้าต้องพักฟื้นอีกสักระยะ”
เย่เสวียนก้มหน้าลงด้วยความละอายใจ
“เจ้าเป็นศิษย์พี่รองจริง ๆ อย่างนั้นหรือ? เหตุใดจึงอ่อนแอถึงเพียงนี้?”
“กระทั่งอาวุโสของสำนักดาบสัตโลหะก็ยังจัดการมิได้?”
หยู่เหวินเซิ่งซินเอ่ยขึ้นด้วยความฉุนเฉียว จากนั้นนางก็โบกมือออกไป พริบตาแสงเก้าสีก็พุ่งทะยานเข้าสู่ร่างของเย่เสวียนอย่างรวดเร็ว
แสงเก้าสีพุ่งเข้าสู่ตัวเย่เสวียนและจางหายไปในพริบตา จากนั้นกลิ่นอายของเขาก็เพิ่มพูนขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนกลับมาสู่สภาพสมบูรณ์เต็มร้อยอีกครั้ง
การกระทำนี้ทำให้เย่เสวียน เย่จิงอวิ๋น และ ซวนหยวนชิงเทียน ถึงกับตกตะลึงในทันที
นะ...นี่มันยาประเภทไหนกัน?
....................
หลังจากตกลงกันเสร็จสิ้นแล้ว ทุกคนก็มุ่งหน้าไปยังที่ตั้งสำนักดาบสัตโลหะโดยไม่รอช้า
อีกด้านหนึ่ง
ณ ยอดเขาเทียมสวรรค์
เมื่อหลินเฟิงเห็นหยู่เหวินเซิ่งซินและคนอื่น ๆ มุ่งหน้าไปยังสำนักดาบสัตโลหะพร้อมกัน เขาก็พยักหน้าอย่างโล่งอกพลางพึมพำขึ้น “อืม อาวุโสกับศิษย์กลุ่มนี้นับว่าไม่เลวจริง ๆ”
สำหรับเรื่องภัยอันตรายนั้น เขาไม่ได้กังวลเลยเมื่อมีหยู่เหวินเซิ่งซินไปด้วย
โดยเฉพาะวาสนาของทั้งสี่คนยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึง ส่วนด้านความแข็งแกร่งของหยู่เหวินเซิ่งซินก็ยิ่งแล้วใหญ่
................
สามวันต่อมา
ทั้งสี่คนก็ได้กลับมาถึงนิกายเทพกระบี่ โดยแต่ละคนล้วนปราศจากร่องรอยบาดแผล มีเพียงอย่างเดียวที่เห็นอย่างเด่นชัดนั่นก็คือรอยยิ้มที่พึงพอใจ
ในเวลาเดียวกันก็ได้มีข่าวที่สั่นสะเทือนไปทั่วทั้งแผ่นดิน ซึ่งหลายคนถึงกับไม่อยากจะเชื่อหูตนเอง
“ว่าอย่างไรนะ สำนักดาบสัตโลหะอันเลื่องชื่อถูกทำลายลงในชั่วข้ามคืน?”
“จุ๊ ๆ สำนักดาบสัตโลหะที่มียอดฝีมือขั้นสวรรค์กำเนิดคุ้มกะลาหัวอยู่ยังถูกทำลายลงเช่นนั้นหรือนี่...”
“ใช่แล้ว ไม่รู้ว่าสำนักดาบสัตโลหะไปเหยียบเท้าเทพองค์ใดเข้าจึงได้พบจุดจบเช่นนี้”
“ข้าได้ยินมาว่าคนที่ลงมือเป็นศิษย์ของนิกายเทพกระบี่”
“นอกจากนี้หนึ่งในศิษย์ฝึกหัดของนิกายเทพกระบี่ยังใช้กระบี่เล่มหนึ่งผ่าสำนักดาบสัตโลหะออกเป็นสองส่วน ส่วนอีกคนเพียงสะบัดคราเดียวก็ทำให้ภูเขาที่ตั้งของสำนักถูกทำลาย ซ้ำยังมี...”