สำนักเทพเปย์ศิษย์

    สำนักเทพเปย์ศิษย์_47_สำนักดาบสัตโลหะถูกทำลาย นิกายเทพกระบี่เลื่องชื่อ

    อีกฝ่ายกำลังเตรียมหลบหนี ทว่าหยู่เหวินเซิ่งซินจะยอมปล่อยให้เป็นเช่นนั้นหรือ?


    คำตอบย่อมชัดเจนอยู่แล้ว


    เมื่อคิดเช่นนั้น นางก็สะบัดฝ่ามือออกไป ทำให้คนของสำนักดาบสัตโลหะที่พากันหลบหนีกลายเป็นละอองเลือดไปในทันที


    การกลับชาติมาเกิดของมหาปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่หาได้มีดีแค่ชื่อ


    ไม่ได้พูดเกินจริงเลยหากจะบอกว่าคนทั้งสำนักดาบสัตโลหะไม่เพียงพอต่อการออกกำลังของนางด้วยซ้ำ


    เหตุผลที่นางไม่ได้แสดงพลังที่แท้จริงออกมาทั้งหมด เหตุผลหลัก ๆ ก็เพื่อความสนุกสนานเท่านั้น หากนางใช้พลังออกมาทั้งหมดแล้วเก็บเรียบในคราเดียว แบบนั้นก็คงน่าเบื่อเกินไปไม่ใช่หรือ?


    ยิ่งไปกว่านั้น พวกมดปลวกเหล่านี้กล้ามาดูถูกเหยียดหยามเจ้านิกายของพวกนางอีก การปล่อยให้พวกมันตายอย่างสิ้นหวังทรมานยังไม่ถือว่าสาสมเลยด้วยซ้ำ


    “บัดซบ!”


    “หากรู้เช่นนี้แต่แรกคงไม่มาที่นี่”


    เซวี่ยหลิงอวิ๋นที่กำลังหลบการโจมตีอย่างยากลำบาก พลางมองไปยังจางสง


    คนคนนี้เป็นคนที่ยุยงให้บุกมายังนิกายเทพกระบี่ ไม่เพียงแต่จะนำเหล่าอาวุโสมาเท่านั้น ทว่ายังขนเหล่าศิษย์ชั้นยอดที่เป็นต้นกล้าชั้นดีของสำนักมาด้วย


    เขาแทบจะรอไม่ไหวที่จะบดขยี้ตาเฒ่านี้ให้ตายคามือ


    จางสงสัมผัสได้ถึงจิตสังหารจากเจ้าสำนักอย่างชัดเจน


    ในขณะเดียวกันเขาก็สับสนเป็นอย่างยิ่ง เขาอยากจะบอกกับเจ้าสำนักว่านี่เป็นแค่เรื่องเข้าใจผิด ใครจะไปคาดคิดว่านิกายเทพกระบี่จะแสร้งทำเป็นหมูในอวยมาตลอด


    เมื่อเซวี่ยหลิงอวิ๋นตระหนักได้ว่าอย่างไรก็ไม่มีทางหลบหนีไปได้ จึงทำได้แต่กัดฟันต้านทานไปเรื่อย ๆ


    เหล่าอาวุโสและศิษย์ชั้นยอดที่เหลือต่างก็งัดไพ่ตายในมือทั้งหมดออกมาอย่างไม่คิดชีวิตอีกต่อไป


    ทุกคนประสานกลมเกลียวจนกระทั่งห่าฝนสีฟ้ายุติลง ทำให้เวลานี้หลายคนต่างพากันถอนหายใจด้วยความอ่อนแรง


    แต่ทว่า


    ฉากต่อไปทำให้เซวี่ยหลิงอวิ๋นและคนอื่น ๆ ถึงกับชะงักงันในทันที


    เนื่องจากจู่ ๆ ร่างกายของทุกคนก็ไม่สามารถขยับเขยื้อนได้เลยแม้แต่น้อย ไม่ว่าพวกเขาจะกระตุ้นพลังจากห้วงสมุทรปราณแล้วก็ตาม ราวกับมีพลังลึกลับบางอย่างที่กำลังผนึกพวกเขาเอาไว้


    ในเวลาเดียวกัน กระบี่ยักษ์สีทองก็ได้คืบคลานเข้ามาฟาดฟันจนผู้ที่โดนกลายเป็นความว่างเปล่าโดยไม่อาจหลีกเลี่ยง


    พวกเขาทำได้เพียงเฝ้าดูร่างกายของตนเองกลายเป็นความว่างเปล่า...


    “อา...”


    “ข้ามิอาจยอมรับ!!”


    “ข้าเป็นยอดฝีมือขั้นสวรรค์กำเนิด อนาคตของข้าไร้ขีดจำกัด”


    “ข้าจะมาตายที่นี่ไม่...”


    ก่อนที่เขาจะพูดจบ กระบี่ยักษ์สีทองก็ได้กวาดผ่านทุก ๆ คนจนกลายเป็นความว่างเปล่า


    ส่วนกระบี่ที่เย่เสวียนปลดปล่อยออกไปนั้น เรียกว่าไม่มีบทบาทอะไรเลย


    เย่เสวียนจึงทำได้เพียงอ้าปากค้าง “...”


    ในไม่ช้าซวนหยวนชิงเทียนก็เก็บกระบี่เข้าฝัก หยู่เหยินเซิ่งซินเรียกกระจกกลับคืน ทำให้แรงกดดันอันมหาศาลพลันสลายไปพร้อมกับผืนฟ้าที่กลับมาเป็นปกติเฉกเช่นเดิม


    ไม่หลงเหลือร่องรอยคนจากสำนักดาบสัตโลหะ ราวกับที่แห่งนี้ไม่เคยเกิดการต่อสู้อันดุเดือดขึ้นมาก่อน


    ................


    “เอาล่ะ วันนี้ทำได้ดีมาก ทุกคนนับว่ามีคุณสมบัติในการเป็นคนของนิกายเทพกระบี่อย่างแท้จริง” หลินเฟิงนำมือไพล่หลัง พลางพยักหน้าเล็กน้อยพร้อมกับมองไปยังหยู่เหวินเซิ่งซิน ซวนหยวนชิงเทียน เย่จิงอวิ๋น และ เย่เสวียน ด้วยความชื่นชม


    หลังจากนั้นเงาร่างของเขาก็ค่อย ๆ จางหายไปต่อหน้าทุกคน


    โอ้แม่เจ้า?


    มาตรฐานสูงอะไรขนาดนี้?


    นี่มันสุดยอดเกินไปแล้ว!!


    แต่ก็อย่างว่าล่ะนะ ในฐานะเจ้านิกายจะให้ลดตัวลงไปต่อสู้กับมดปลวกได้อย่างไร


    แบบนั้นคนอื่นคงคิดว่าเราเอาตัวไปเกลือกกลั้วกับโคลนเสียมากกว่า


    เพราะถึงอย่างไรสำนักดาบสัตโลหะก็ถูกทำลายลงภายในไม่กี่ลมหายใจด้วยฝีมืออาวุโสกับเหล่าศิษย์ฝึกหัดล่ะนะ


    .................


    ทางด้านซวนหยวนชิงเทียนและอีกสามคนต่างปลาบปลื้มใจจนแสดงออกมาผ่านสีหน้า เนื่องจากเมื่อครู่พวกเขาได้รับคำชมจากเจ้านิกาย


    เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับการยอมรับจากท่านเจ้านิกาย


    “อาวุโสซวนหยวน ศิษย์พี่ทั้งสอง”


    “พวกท่านต้องการติดตามข้าไปเพื่อกวาดล้างสำนักดาบสัตโลหะด้วยหรือไม่?”


    หยู่เหวินเซิ่งซินเอ่ยชักชวนขึ้น


    ถึงภายนอกนางจะเป็นสตรีที่ดูใสซื่อ ทว่านางหาได้เกรงกลัวฟ้าดินแม้แต่น้อย


    สำนักดาบสัตโลหะก็แค่สำนักเล็ก ๆ ไม่ใช่หรือ? แค่โบกสะบัดทีเดียวก็พินาศสิ้นแล้ว


    ทว่าสำนักเล็ก ๆ เช่นนี้กล้าดีอย่างไรมาบุกรุกนิกายเทพกระบี่ของนางถึงถิ่น ช่างไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง


    ไอ้พวกไร้สมอง กล้ามาทำตัวหยาบคายต่อเจ้านิกายของเรา


    เช่นนี้ก็อย่าหาว่าโหดร้าย จะต้องล้างบางพวกมันให้หมดเพื่อชดใช้ในสิ่งที่กระทำลงไป!!


    ไม่เช่นนั้นหากไม่แสดงให้เห็นเป็นตัวอย่าง ภายภาคหน้าจะต้องมีพวกสวะแบบนี้โผล่มาอีกอย่างแน่นอน แล้วเช่นนั้นความยิ่งใหญ่ของนิกายเทพกระบี่จะเก็บไว้ที่ไหน? คงได้เอาเวลาออกมาต้อนรับคนแบบนี้ทุกวันไม่ต้องฝึกฝนกันแล้วกระมัง?


    “ต้องทำลายให้สิ้นซาก!!” เย่จิงอวิ๋น พยักหน้าอย่างไม่ลังเล การแสดงออกของเขาช่างหนักแน่นยิ่ง


    สำหรับเย่จิงอวิ๋นใครก็ตามที่กล้าดูหมิ่นเจ้านิกายของเขา คนผู้นั้นนับว่ามีความผิดมหันต์สมควรต้องประหารหมื่นครั้ง!!


    “ข้าเอาด้วย” ซวนหยวนชิงเทียนเองก็พยักหน้ารับเช่นกัน


    เหตุผลของนางนั้นค่อนข้างแปลกสักเล็กน้อย เพราะเพียงแค่ใครพูดไม่ดีต่อเจ้านิกายของนาง นางก็อยากจะฟันอีกฝ่ายให้เป็นชิ้น ๆ ด้วยกระบี่แล้ว


    “ศิษย์น้องเล็ก เกรงว่าข้าจะช่วยเหลืออะไรได้ไม่มาก”


    “ก่อนหน้านี้ข้าพยายามหนีจากอาวุโสสำนักดาบสัตโลหะ ข้าจึงใช้กระบวนท่าที่สอง คลื่นกระทบฝั่งไป และเมื่อครู่ข้าก็ใช้ไปอีกครั้ง ทำให้ข้าต้องพักฟื้นอีกสักระยะ”


    เย่เสวียนก้มหน้าลงด้วยความละอายใจ


    “เจ้าเป็นศิษย์พี่รองจริง ๆ อย่างนั้นหรือ? เหตุใดจึงอ่อนแอถึงเพียงนี้?”


    “กระทั่งอาวุโสของสำนักดาบสัตโลหะก็ยังจัดการมิได้?”


    หยู่เหวินเซิ่งซินเอ่ยขึ้นด้วยความฉุนเฉียว จากนั้นนางก็โบกมือออกไป พริบตาแสงเก้าสีก็พุ่งทะยานเข้าสู่ร่างของเย่เสวียนอย่างรวดเร็ว


    แสงเก้าสีพุ่งเข้าสู่ตัวเย่เสวียนและจางหายไปในพริบตา จากนั้นกลิ่นอายของเขาก็เพิ่มพูนขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนกลับมาสู่สภาพสมบูรณ์เต็มร้อยอีกครั้ง


    การกระทำนี้ทำให้เย่เสวียน เย่จิงอวิ๋น และ ซวนหยวนชิงเทียน ถึงกับตกตะลึงในทันที


    นะ...นี่มันยาประเภทไหนกัน?


    ....................


    หลังจากตกลงกันเสร็จสิ้นแล้ว ทุกคนก็มุ่งหน้าไปยังที่ตั้งสำนักดาบสัตโลหะโดยไม่รอช้า


    อีกด้านหนึ่ง


    ณ ยอดเขาเทียมสวรรค์


    เมื่อหลินเฟิงเห็นหยู่เหวินเซิ่งซินและคนอื่น ๆ มุ่งหน้าไปยังสำนักดาบสัตโลหะพร้อมกัน เขาก็พยักหน้าอย่างโล่งอกพลางพึมพำขึ้น “อืม อาวุโสกับศิษย์กลุ่มนี้นับว่าไม่เลวจริง ๆ”


    สำหรับเรื่องภัยอันตรายนั้น เขาไม่ได้กังวลเลยเมื่อมีหยู่เหวินเซิ่งซินไปด้วย


    โดยเฉพาะวาสนาของทั้งสี่คนยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึง ส่วนด้านความแข็งแกร่งของหยู่เหวินเซิ่งซินก็ยิ่งแล้วใหญ่


    ................


    สามวันต่อมา


    ทั้งสี่คนก็ได้กลับมาถึงนิกายเทพกระบี่ โดยแต่ละคนล้วนปราศจากร่องรอยบาดแผล มีเพียงอย่างเดียวที่เห็นอย่างเด่นชัดนั่นก็คือรอยยิ้มที่พึงพอใจ


    ในเวลาเดียวกันก็ได้มีข่าวที่สั่นสะเทือนไปทั่วทั้งแผ่นดิน ซึ่งหลายคนถึงกับไม่อยากจะเชื่อหูตนเอง


    “ว่าอย่างไรนะ สำนักดาบสัตโลหะอันเลื่องชื่อถูกทำลายลงในชั่วข้ามคืน?”


    “จุ๊ ๆ สำนักดาบสัตโลหะที่มียอดฝีมือขั้นสวรรค์กำเนิดคุ้มกะลาหัวอยู่ยังถูกทำลายลงเช่นนั้นหรือนี่...”


    “ใช่แล้ว ไม่รู้ว่าสำนักดาบสัตโลหะไปเหยียบเท้าเทพองค์ใดเข้าจึงได้พบจุดจบเช่นนี้”


    “ข้าได้ยินมาว่าคนที่ลงมือเป็นศิษย์ของนิกายเทพกระบี่”


    “นอกจากนี้หนึ่งในศิษย์ฝึกหัดของนิกายเทพกระบี่ยังใช้กระบี่เล่มหนึ่งผ่าสำนักดาบสัตโลหะออกเป็นสองส่วน ส่วนอีกคนเพียงสะบัดคราเดียวก็ทำให้ภูเขาที่ตั้งของสำนักถูกทำลาย ซ้ำยังมี...”

    คล้ายกับเรื่องสำนักเทพเปย์ศิษย์ ที่คุณอ่าน