"ตื่นได้แล้ว ี้เีเช่นนี้ผู้ใดจะอยากได้ไปเป็สะใภ้กัน! " เสียงตบประตูหน้าห้องพร้อมกับการแหกปากะโปลุกให้หนิงเฟิ่งตื่นจากฝันอันยาวนาน ดวงตาปรือมองออกไปนอกหน้าต่าง ท้องฟ้ายังคงมืดสนิท ไม่มีทีท่าว่าจะใกล้รุ่งแม้แต่น้อย
หลังจากฟื้นขึ้นมาหนิงเฟิ่งได้พักอยู่ห้าวันก็ต้องหอบร่างไร้เรี่ยวแรงออกไปซักผ้าที่ริมลำธารแต่เช้ามืด ความจริงแล้วคนรับใช้ในบ้านมีเพียงพอต่องานจิปาถะ เพียงแต่ก่อนหน้านี้เด็กสาวผู้หนึ่งถูกไถ่ตัวออกไปพร้อมกับมารดาของนาง นั่นทำให้งานบ้านที่พวกเขารับผิดชอบไม่มีผู้ใดทำต่อ ฮุ่ยจิ่นเหิงไม่วุ่นวายเื่งานในบ้าน เื่เหล่านี้จะถูกจัดการโดยหลี่จางผู้เป็แม่ใหญ่ของบ้าน นางที่ไม่มีผู้ใดคอยช่วยเหลือจึงตกเป็เป้าหมาย
"เ้ามาซักผ้าอีกแล้วหรือ" เสี่ยวซีรู้สึกปวดใจ บ้านนั้นโหดร้ายเกินไปแล้ว ให้เด็กสาวที่พึ่งฟื้นจากอาการป่วยไข้ซักผ้าให้คนทั้งบ้านเพียงลำพัง นางแย่งถังใส่ผ้าไปก่อนจะวางมันลงกับพื้น มือเรียวเล็กยัดหมั่นโถวใส่มือที่เหี่ยวย่นเพราะถูกน้ำนาน
"เร่งกินเข้า เ้ากลับไปเวลานี้ก็ไม่มีอะไรให้กินแล้ว"
หนิงเฟิ่งอยากจะจัดการดูแลร่างนี้ให้แข็งแรงขึ้น แต่เื่นี้ค่อนข้างลำบากอยู่สักนิด เพราะทุกๆ วันอาหารที่นางได้รับมีเพียงแผ่นแป้งแข็งๆ กับเศษผัก ส่วนเนื้ออย่าได้ถามถึง
แม้ว่าครอบครัวของฮุ่ยจิ่นเหิงจะดูมีฐานะที่สุดในหมู่บ้าน แต่การทานเนื้อทุกวันก็สิ้นเปลืองเกินไป ดังนั้นแต่ละอาทิตย์จะมีเพียงหนึ่งถึงสองวันเท่านั้นที่ทุกคนจะได้ัักับเนื้อที่แสนอร่อย แม้จะเป็เช่นนั้นแต่น้อยครั้งที่จะมีชิ้นเนื้อหลุดรอดมาถึงกระเพาะนาง หนิงเฟิ่งอดคิดไม่ได้ว่าก่อนที่นางจะแข็งแรงจนมีแรงกลับไปทวงแค้น นางอาจจะแห้งเหี่ยวตายไปเสียก่อน
เสี่ยวซีมองท่าทางจนใจของสหาย ทั้งคนยังยึกยักไม่ยอมกินเสียที นางจึงจับมือของหลิงซือที่ถือหมั่นโถวก่อนจะเอาไปจ่อไว้ที่ริมฝีปากเล็ก รับรองได้ว่าไม่มีทางที่นางจะทนกลิ่นหอมยั่วยวนใจนี้ได้หรอก ฮิฮิ
ผู้ถูกกระทำได้สติกลับคืนมา รับรู้ได้ถึงดวงตากระจ่างใสที่จ้องนางด้วยความคาดหวัง ริมฝีปากซีดบิดโค้งขึ้นเล็กน้อยยอมอ้าปากกัดลงไปคำโต เนื้อนุ่มๆ ละมุนในปากช่างแตกต่างจากแป้งแข็งๆ ที่นางกินเป็ประจำเหลือเกิน ่นี้ใกล้ถึง่เวลาเก็บเกี่ยวข้าวแล้ว ก็ได้แต่หวังว่าแผ่นแป้งแข็งๆ จะเปลี่ยนเป็เม็ดข้าวสีขาวโดยไว....กว่าจะรู้สึกตัวอีกทีหมั่นโถวทั้งลูกก็ลงไปอยู่ในท้องของนางหมดแล้ว เสี่ยวซียิ้มกริ่มด้วยความพึงพอใจ
"นั่นพี่หลี่นี่..... พี่ชายหลี่จะไปดักสัตว์หรือ" เสี่ยวซีโบกมือให้เขาก่อนที่ร่างเด็กหนุ่มผู้หนึ่งจะเดินเข้ามาหาพวกนาง หนิงเฟิ่งมองใบหน้าสะอาดสะอ้านทั้งยังหล่อเหลาด้วยความประหลาดใจ ที่หมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้สร้างเด็กหนุ่มหน้าตาดีออกมาได้
"ข้าวางกับดักทิ้งไว้ กำลังจะไปตรวจดู ว่าแต่นี่คงเป็น้องหลิงซือกระมัง" หลี่อวิ้นซื่อมองเด็กสาวที่มีดวงตากลมโตลุ่มลึกตรงหน้า หางตาที่ชี้ขึ้นของนางทำให้ใบหน้าดูมีเสน่ห์แล้วก็เต็มเปี่ยมไปด้วยความมีชีวิตชีวา
ครอบครัวหลี่อพยพเข้ามาอยู่ในหมู่บ้านเมื่อหลายปีก่อน พวกเขาหาเลี้ยงชีพด้วยการล่าสัตว์กับเก็บสมุนไพรป่าส่งขายในเมืองเล็กๆ น้อยๆ ผู้คนในหมู่บ้านจึงไม่ได้มองพวกเขาเป็ภัยคุกคามและยอมให้อาศัยอยู่ร่วมในหมู่บ้านได้ หนิงเฟิ่งทักทายเขาเล็กน้อย สิ่งที่นางสนใจที่สุดในเวลานี้คงเป็การวางกับดักสัตว์ของเขา หากนางสามารถดักสัตว์ได้ มันอาจจะช่วยให้นางมีชีวิตที่ดีขึ้น
"ท่าน...พี่หลี่ ช่วยสอนข้าดักสัตว์บ้างจะได้หรือไม่" หนิงเฟิ่งไม่เสียเวลาขบคิด แม้จะกระดากใจที่ต้องเรียกเด็กหนุ่มว่าพี่ แต่นางก็ต้องกัดฟันเรียกเขาดังที่ได้ยินเสี่ยวซีเรียกขาน หลี่อวิ้นซื่อชะงักไปครู่ก่อนจะระบายยิ้มออกมา
"ได้สิ" มองดูใบหน้าซีดขาวของนางระบายยิ้ม เขารู้สึกยินดีที่นางดีใจกับแค่เื่สอนดักสัตว์ แม้ว่าครอบครัวของเขาจะเข้ามาอาศัยอยู่ที่หมู่บ้านนี้ไม่นาน แต่เื่ราวต่างๆ ในหมู่บ้านย่อมรับรู้เป็อย่างดี รวมถึงเื่ชีวิตความเป็อยู่ของหลิงซือในครอบครัว
ทุกคนรู้ดีว่าหลี่จางรังเกียจลูกเลี้ยงคนนี้ของนาง ทั้งหลิงซือเองมีพร์เพียงแค่ขั้นหนึ่ง ฮุ่ยจิ่นเหิงจึงไม่สนใจดูดีดูดำนาง ดังนั้นหลิงซือจึงต้องทำงานเป็วัวเป็ม้าไม่ได้พัก ร่างกายของเด็กสาวจึงบอบบางและเล็กกว่าเด็กสาววัยเดียวกัน ทั้งยังไม่สดใสร่าเริงดังเด็กคนอื่นๆ ในหมู่บ้าน มาวันนี้เห็นนางมีชีวิตชีวาก็พลอยยินดีไปด้วย จะอย่างไรนางก็เป็เพียงเด็กสาวที่ไร้ที่พึ่งพิง........
หลังจากหนิงเฟิ่งกลับไปตากผ้าเสร็จ นางก็ทำทีออกมาเก็บฟืนในยามบ่ายดังเช่นปกติ นางตรงไปยังจุดนัดหมายกับหลี่อวิ้นซื่อแล้วก็เสี่ยวซี
"เ้ามาแล้ว" หนิงเฟิ่งปาดเหงื่อออกจากใบหน้า เพียงแค่เดินมาถึงตีนเขานางก็แทบจะหมดแรงเดินเสียแล้ว ไม่คิดว่าร่างนี้จะอ่อนปวกเปียกถึงเพียงนี้
"ขออภัยที่ข้ามาช้า"
"ไม่หรอก พวกเราพึ่งมาถึงกันเอง"
หลี่อวิ้นซื่อปล่อยให้นางนั่งพักสักครู่ก่อนทั้งหมดจะเดินเข้าป่า เขาให้คำแนะนำถึงการดูเส้นทางของสัตว์ รวมถึงวิธีการสร้างกับดักอย่างง่ายจากเชือกและไม้ หลิงซือจดจำและทดลองทำไปตลอดทาง และนางพบว่ามันก็ไม่ได้ยากเย็นเท่าใดนัก ทันใดนั้นนางก็เหลือบไปเห็นสัญลักษณ์บางอย่างบนพื้น จึงร้องเตือนเสี่ยวซีด้วยเสียงอันดัง
"ระวัง! " หนิงเฟิ่งจับคอเสื้อข้างหลังของเสี่ยวซีไว้เมื่อเหลือบไปเห็นว่านางกำลังจะก้าวลงหลุมกับดัก โชคร้ายที่นางมีแรงน้อยเกินไป กลายเป็ว่าร่างกายที่เสียหลักของเสี่ยวซีฉุดรั้งให้ร่างของนางปลิวตามไปด้วย
"พวกเ้าเล่นอะไรกันหรือ" หลี่อวิ้นซื่อรวดเร็วกว่ามาก เขาเข้ามาฉุดรั้งทั้งสองร่างคืนกลับมาก่อนที่จะร่วงหล่นลงไปบนหลุมพราง เขาพรูลมหายใจออกมาเมื่อพบว่าทั้งสองปลอดภัยดี
ลองคิดภาพหากเขาช่วยทั้งสองเอาไว้ไม่ทัน เกรงว่าอาจมีคนเืตกยางออก เพราะก้นหลุมดักสัตว์เหล่านี้เต็มไปด้วยไม้ปลายแหลม เหงื่อเย็นผุดขึ้นเต็มแผ่นหลังในใจร่ำร้องแต่คำว่าเกือบไปแล้ว
"ดูเหมือนว่าข้าจะลืมสิ่งสำคัญไป" เครื่องหมายที่เหล่านายพรานวางไว้เป็สิ่งที่ไม่สามารถมองข้ามไปได้ เพราะเมื่อใดที่ประมาทย่อมหมายถึงอันตรายและชีวิต เมื่อปล่อยให้พวกนางนั่งพักเรียกสติคืนกลับมา เขาจึงเพิ่มบทเรียนให้กับทั้งสอง
"เ้านี่นะหรือคือเครื่องหมาย" เสี่ยวซีชี้ไปยังเส้นหญ้าที่ผูกเอาไว้เหนือกับดัก กับรอยบากบนต้นไม้ที่อยู่ไม่ไกล หากไม่มองให้ดีเกรงว่าคงได้ไปนอนเล่นอยู่ก้นหลุมดักสัตว์ใหญ่เสียแล้ว
"ถูกแล้ว เราคงเข้ามาลึกพอสมควร แถวนี้นอกจากนายพรานก็ไม่มีผู้ใดกล้าเข้ามาอีก" หลี่อวิ้นซื่อบอกกับทั้งสองคน เสี่ยวซีมองรอบกายอย่างหวาดระแวง หากมีสัตวร้ายคิดจะเล่นงานพวกนาง พี่หลี่คงพอจัดการได้ แต่พวกนางสองคนคงเป็ได้เพียงตัวถ่วงเสียมากกว่า
ต่างกันกับเสี่ยวซี หนิงเฟิ่งกวาดตามองไปรอบๆ ก่อนดวงตาจะไปสะดุดเข้ากับพืชต้นเล็กที่มีใบสีเขียวไม่ได้แตกต่างกับต้นหญ้าอื่นๆ เท่าใดนัก หากละแวกนี้มีเพียงนายพรานไม่กี่คนที่เข้ามา เช่นนั้นก็ต้องมีสิ่งล้ำค่าที่มากกว่าชายป่าอยู่มากนะสิ
"เราเดินดูแถวนี้สักครู่ได้ไหม" หนิ่งเฟิ่งดวงตาเป็ประกาย ก่อนจะหันไปถามความคิดเห็นของสหายร่วมทางทั้งสอง หลี่อวิ้นซื่อตั้งใจจะพาพวกนางเดินกลับเส้นทางเดิม แต่เมื่อมองดูดวงอาทิตย์แล้วมันยังพอมีเวลา
"ได้สิ แต่พวกเ้าต้องระมัดระวังตัวให้ดี" หนิงเฟิ่งผงกศีรษะรับก่อนจะมุ่งตรงไปยังต้นสมุนไพรที่เห็น บรรจงใช้ขวานเล็กในมือขุดดินรอบๆ ออก เสี่ยวซีขบขันกับสิ่งที่เห็น นางจึงหยิบมีดของนางส่งให้ ก็คงจะดีกว่าที่ปล่อยให้คนใช้ขวานขุดกระมัง
"ข้าจะให้ส่วนแบ่งเ้าด้วย" หลิงซือลงมือขุดด้วยความประณีต ใช้เวลาสักครู่นางก็ขุดมันขึ้นมาได้ รากของมันอยู่ครบสมบูรณ์สวยงามมาก
"นี่มันโสมป่า" หลี่อวิ้นซื่อจ้องมองด้วยความประหลาดใจ นางรู้จักสมุนไพรทั้งยังสามารถขุดมันขึ้นมาได้อย่างถูกวิธีอีกด้วย แต่ก็คงไม่แปลกนักในเมื่อหมู่บ้านแห่งนี้ผู้คนพอมีความรู้ในเื่สมุนไพรกันพอสมควร
ทั้งสามคนเดินวนเพื่อเก็บสมุนไพรอีกครู่ก่อนจะวนกลับไปตามเส้นทางเดิมของพวกเขา เสี่ยวซีช่วยสหายเก็บฟืนไปด้วยตามรายทาง ในขณะที่หนิงเฟิ่งกับหลี่อวิ้นซื่อคอยจัดการกับสัตว์ที่ติดกับดัก
"พักกันสักครู่เถิด" เด็กหนุ่มมองดูร่างที่แทบจะไร้พลังทั้งสอง เมื่อมาถึงริมลำธารจึงพาพวกนางหยุดพัก เขาเลือกกระต่ายป่าอวบอ้วนที่จับได้ออกมาตัวหนึ่ง จัดการถลกหนังและควักเครื่องในออก ล้างด้วยน้ำในลำธารจนสะอาด โรยเครื่องปรุงลงไป ก่อนจะย่างกระต่ายป่าเหนือกองไฟที่ขอให้ทั้งสองคนก่อไว้ ใช้เวลาไม่นานเสียงน้ำมันตกบนถ่านสีแดงก็ดังออกมาพร้อมกับกลิ่นหอมของเนื้อย่าง
"เป็อย่างไรบ้าง" หลี่อวิ้นซื่อเอ่ยถามกับทั้งสองคนด้วยความสนใจ เขาอยากรู้ว่าเด็กสาวเหล่านี้หลังออกมาจากป่าจะรู้สึกต่างจากตอนเข้าไปหรือไม่
"สนุกมาก หลิงซือยังได้ทั้งสมุนไพรแล้วก็สัตว์กลับมาด้วย" เสี่ยวซีตอบหลี่อวิ้นซื่อด้วยรอยยิ้มเต็มใบหน้า ก่อนที่รอยยิ้มของนางจะจางหายไปเมื่อนึกภาพหลิงซือนำกระต่ายสองตัวกับไก่ฟ้ากลับไปด้วย
"เ้าจะทำเช่นไรกับพวกมัน หากนำมันกลับไปด้วยเกรงว่าคนพวกนั้นคงยึดพวกมันไปหมด" เป็ดังเสี่ยวซีว่า หากนางนำเนื้อเหล่านี้กลับไปเกรงว่าแม้แต่ขนของพวกมัน นางอาจจะไม่ได้เห็นแม้แต่เส้นเดียว ยังไม่มีทางออกสำหรับเื่นี้ เสียงบุรุษหนึ่งเดียวก็ดังขึ้น
"พรุ่งนี้ข้ากับท่านพ่อจะเข้าไปขายสัตว์ในเมือง หากเ้าไม่อยากเก็บมันไว้ ขายเป็เงินก็เป็ทางเลือกที่ดี" ใบหน้าของเด็กหนุ่มเต็มไปด้วยรอยยิ้มสุภาพ เขารู้แล้วว่าความเหนื่อยไม่ได้ทำให้ความสนุกของพวกนางลดลง การรับฝากนำไปขายให้พวกนางก็ไม่ได้ลำบากอะไร
"ขอบคุณพี่หลี่" เป็ทางเลือกที่ดี หนิงเฟิ่งเอ่ยขอบคุณจากใจจริง เช่นนั้นนางจะขายทั้งสมุนไพรแล้วก็สัตว์ นางยกตัวหนึ่งให้กับเสี่ยวซีนำกลับไปที่บ้าน แม้ว่าเสี่ยวซีจะปฏิเสธแต่สุดท้ายเด็กสาวตัวเล็กๆ จะหนีพ้นลูกล่อของนางได้อย่างไร หลังจากที่หลี่อวิ้นซื่อแจกจ่ายเนื้อกระต่ายย่างให้พวกนางกิน เขาก็กลายเป็ผู้มีพระคุณคนที่สองต่อจากลุงหวังอย่างเต็มตัว เพราะเขาช่วยเพิ่มเส้นทางการเติมเต็มกระเพาะให้กับนาง
"ฟ้าไม่มืดคงไม่โผล่หัวมากระมัง นี่อะไร ได้ฟืนแค่หาบเดียว หากหนาวนี้ฟืนไม่พอใช้เ้าเจอดีแน่"
หลี่จางหงุดหงิดกับนางเซียงจื่อที่มาขอเงินไปซื้อข้าวของให้กับบุตรทั้งสอง ทั้งฮุ่ยจิ่นเหิงยังช่วยพูดสำทับขึ้นมาอีก นางจึงต้องยอมควักเงินออกจากกระเป๋าอย่างจำใจ การได้จิกกัดลูกเลี้ยงไร้ค่าเป็เพียงทางเดียวที่ทำให้นางได้ระบายความอัดอั้นตันใจ หนิงเฟิ่งไม่ตอบโต้ ยืนฟังนางบ่นอยู่พักใหญ่จนเมื่อหลี่จางพอใจจึงเดินจากไป
เมื่อหาบฟืนไปเก็บเรียบร้อยแล้ว หนิงเฟิ่งจึงเดินเข้าไปหาอาหารในครัวกิน วันนี้เป็ข้าวต้ม กระนั้นในหม้อก็เหลือข้าวเพียงไม่กี่เม็ด มือเรียวบรรจงตักข้าวต้มใส่ถ้วยก่อนจะยกพวกมันซดรวดเดียว
"ลูกหลิง"