แม่ลูกสวิงรัก

    แม่ลูกสวิงรัก บทที่ 97 อดีตอันหวานขม [IV]

            ปลายฤดูฝนต้นฤดูหนาวในกรุงเทพฯมักไม่ต่างอะไรจากหน้าฝนปกติ ลมเย็นเพียงระเรื่อส่วนใหญ่ถูกกลบด้วยไอร้อนจากถนนยางมะตอยที่เปียกน้ำ บรรยากาศยามเช้าที่ควรชวนฝันกลับหนาแน่นไปด้วยความเหนื่อยล้าและกลิ่นน้ำมันทอดจากร้านข้าวแกงริมฟุตบาทที่เปิดขายตั้งแต่ตีห้า

            เสียงแตรรถเมล์เบียดเสียดกับเสียงหัวเราะของนักเรียนมัธยมต้นที่พากันแวะซื้อขนมปังไส้กรอกหน้าปากซอยห่างออกไปเพียงสองช่วงตึกห้องเช่าเก่าบนชั้นสามของตึกแถวสีซีดซึ่งตั้งอยู่ท้ายซอยเงียบ ๆก็เริ่มมีชีวิตอีกวันหนึ่ง

            ร่างของหญิงสาวคนหนึ่งขยับตัวอย่างแผ่วเบาใต้ผ้าห่มผืนเก่ากลิ่นสบู่ราคาถูกปนกลิ่นฝุ่นของผ้าม่านปลิวเข้ามาทางหน้าต่าง เธอลืมตาช้า ๆในความสลัวของแสงเช้าที่ยังอ้อยอิ่ง กชกร อินทวัฒน์ หรืออดีตคุณหนูจากตระกูลใหญ่ผุดลุกขึ้นจากฟูกบาง ๆ

            เรือนผมดำยาวของเธอยุ่งเล็กน้อยจากการนอนดิ้นใบหน้ายังเปลือยเปล่าไร้เครื่องสำอางแต่ในแววตาคู่นั้นกลับหนักแน่นมากกว่าครั้งใดในชีวิต

            ช่วงปลายปีสามต่อเนื่องสู่ปีสี่ของชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยสำหรับคนอื่นอาจเป็นช่วงเตรียมตัวหางาน สมัครฝึกงาน หรือเตรียมทำทีสิสแต่สำหรับกชกรมันคือช่วงชีวิตที่ต้องเอาตัวรอด

            เธอไม่มีเงินสนับสนุนจากทางบ้านอีกแล้วไม่มีบัญชีที่พ่อโอนให้ ไม่มีแม้แต่คำปรึกษา ไม่แม้แต่จะยอมรับสายโทรศัพท์จากแม่ของเธอที่พยายามแอบโทรหาเธอไม่อยากให้แม่มีปัญหากับพ่อแล้วเดือดร้อนถึงชีวิตของพี่น้องคนอื่น ๆ

            เธอย้ายมาอยู่กับนพอย่างเต็มตัวแล้วตั้งแต่ช่วงปลายเทอมนั้นพวกเขาแบ่งปันทุกอย่าง ตั้งแต่ห้องแคบ ๆ เตียงเดียวกัน ผ้าห่มผืนเดียวกัน จานชามเสื้อผ้า ตลอดจนแชมพูขวดเดียวในห้องน้ำที่ใช้จนแทบหมดหลอด

            ไม่มีอะไรที่เรียกได้ว่าเป็นของเธอจากบ้านหลังเก่าอีกแล้วเธอไม่เอาอะไรติดตัวมาเลย ไม่แม้แต่ตุ๊กตาเซรามิกบนหัวเตียงหรือกระเป๋าแบรนด์เนมหรูที่เคยได้จากแม่ในวันเกิดเธอปฏิเสธทุกอย่างที่พ่อเคยซื้อให้ เธออยากเริ่มใหม่ทุกอย่างจากศูนย์

            สิ่งเดียวที่ยังคงอยู่คือรถยนต์คันหนึ่งรถมือสองที่เธอเก็บเงินซื้อเองจากงานสอนพิเศษช่วงปีก่อน มันไม่ได้ใหม่ไม่มีระบบออโต้หรูหรา แอร์เย็นบ้างไม่เย็นบ้าง แต่ก็พาเธอไปทุกที่ตั้งแต่ตอนนั้นทั้งยังจดทะเบียนไว้ในชื่อนพ เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาทางบ้านและเพื่อให้เขาใช้ได้หากเกิดอะไรกับเธอ

            ทุกเช้าเธอจะลุกขึ้นมาหุงข้าวในหม้อหุงข้าวเก่าๆ ที่เสียงดังเหมือนจะระเบิด เดินไปล้างหน้าที่อ่างซิงค์เล็ก ๆซึ่งอยู่ติดกับระเบียงที่แคบจนวางตะกร้าเสื้อผ้ายังเบียดกันแทบไม่ไหวแล้วค่อยยืนปลุกนพที่ยังนอนกรนคร่อกอยู่บนฟูกอีกฝั่งหนึ่ง

            ตอนเย็นพวกเขาจะแยกย้ายกันไปทำงานเธอไปรับติวเด็กตามบ้าน พิมพ์ลภัสคอยช่วยหาลูกค้าให้เด็กที่เธอสอนมักเป็นลูกคนมีฐานะ จ่ายค่าเรียนสูงพอสมควรแต่ก็เต็มไปด้วยความกดดันจากครอบครัวไม่ต่างจากที่เธอเคยเจอในอดีต

            บางคืนเธอก็ไปทำงานพิเศษเช่นล้างจานที่ร้านอาหารทำความสะอาดโต๊ะ เปลี่ยนถังขยะ และยังต้องพยายามอดทนปฏิเสธลูกค้าที่พยายามเข้ามาจีบด้วยน้ำเสียงอ่อนน้อม

            ‘ทำไมพี่ต้องทำเพื่อผมขนาดนี้’

            นพเคยตั้งคำถามกับเธอหลังจากที่ต้องทนเห็นเธอทำงานหนักอย่างที่ไม่เคยทำ

            ‘อย่าเข้าใจผิดไป... พี่ไม่ได้ทำเพื่อเธอเลยสักนิด แต่ทำเพื่อตัวเองต่างหากพี่ถูกตีกรอบมาทั้งชีวิต และนี่เป็นครั้งแรกที่พี่ได้เลือกเส้นทางเดินของตัวเองพี่ไม่เสียใจภายหลังหรอกนะ’

            ชีวิตของกชกรถูกครอบครัวชี้นำมาตั้งแต่เด็กนี่จึงนับเป็นครั้งแรกที่เธอได้ยืนด้วยลำแข้งของตัวเองและมีอิสระอย่างแท้จริงเธอไม่ได้ทำเพื่อใครทั้งนั้นนอกจากตัวเอง

            เธอต้องรับบทบาททั้งนิสิตเต็มเวลาและพนักงานพาร์ตไทม์ที่แทบไม่มีวันหยุดพักหายใจ ชีวิตในคอนโดห้องเล็ก ๆที่เธอแชร์อยู่กับนพนิธิอาจดูเรียบง่าย ทว่าก็เต็มไปด้วยกลิ่นอายของความรักและความหวังของวัยหนุ่มสาว

            แม้จะมีพื้นที่จำกัดแต่กชกรก็จัดสรรทุกตารางนิ้วของคอนโดให้เป็นสัดส่วน ทั้งมุมครัวเล็ก ๆที่มีเพียงหม้อหุงข้าวและเตาไฟฟ้า มุมทำงานที่ใช้ร่วมกันและราวตากผ้าซึ่งตั้งชิดริมระเบียงแคบ ๆ ที่มักเปียกชื้นจากฝนสาดเสียงรถยนต์ที่วิ่งผ่านไปมาด้านล่างแทบจะกลายเป็นเสียงกล่อมประจำค่ำคืนของทั้งสองคน

            ด้วยความที่ตารางเรียนของกชกรมักจะเริ่มเช้าและจบเย็นขณะที่นพนิธิตอนนี้ได้รับจ๊อบกลายเป็นลูกมือช่วยงานถ่ายภาพให้กับอาจารย์วิทยาจนดึกทำให้ทั้งสองมีเวลาที่จะได้นั่งกินข้าวด้วยกันน้อยลงทุกที

            ชีวิตที่ต้องประหยัดแทบทุกฝีก้าวทำให้กชกรกลายเป็นคนที่รอบคอบและคิดทุกอย่างอย่างมีระบบ เธอรู้ดีว่าเงินเก็บเริ่มร่อยหรอลงเรื่อยๆ หลังจากเธอตัดขาดจากบ้านอินทวัฒน์อย่างสิ้นเชิง ทุกบาทที่ใช้จึงต้องมีเหตุผลเงินที่ได้จากงานพิเศษในการติวหนังสือ หรือล้างจานตามร้านอาหาร แทบเลี้ยงเธอได้แบบเดือนชนเดือนแต่กชกรไม่เคยบ่น ไม่เคยแม้แต่จะปริปากให้ใครสงสาร

            พวกเขาอยู่ได้ด้วยความรักความเข้าใจ และความอดทน แม้จะต้องกินมาม่าแทบทุกวันต้องเดินแทนขึ้นรถเมล์เพื่อลดค่าใช้จ่ายหรือแม้กระทั่งต้องซื้อผักจากตลาดตอนใกล้ปิดเพราะราคาถูกกว่า

            ทว่า...ช่วงเวลาเหล่านั้นก็ถูกทดสอบอย่างหนักอีกครั้ง เมื่อครอบครัวที่เลี้ยงดูนพนิธิมากำลังประสบปัญหาทางการเงินอย่างเฉียบพลันนพนิธิต้องโอนเงินกลับไปช่วยทางบ้านเป็นจำนวนมากจนเงินเดือนจากงานพาร์ตไทม์ของเขาแทบไม่หลงเหลือไว้ใช้ส่วนตัวเลยสักบาท

            กชกรมองใบหน้าหมองเศร้าของคนรักขณะเขานั่งจ้องโทรศัพท์เงียบๆ ไม่พูดอะไรอยู่นานสองนาน เธอรับรู้ถึงความเครียด ความกดดันและความรู้สึกผิดที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวเขาโดยไม่ต้องมีคำพูดใด ๆ

            สุดท้ายแล้ว...เธอก็เลือกที่จะเปิดลิ้นชักใต้โต๊ะ หยิบกระปุกที่มีเงินเก็บก้อนสุดท้ายในชีวิตนักศึกษาของเธอส่งให้เขาโดยไม่พูดอะไรเช่นกัน

            มันไม่ใช่จำนวนมากมายอะไรแต่เป็นเงินที่เธออุตส่าห์สะสมมาหลายเดือนจากการทำงานแทบไม่ได้หลับได้นอนมันอาจจะเป็นเงินสำรองยามฉุกเฉิน หรือเป็นทุนจ่ายค่าเทอมที่กำลังจะมาถึงแต่ในตอนนั้น สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่านั้น... คือการยืนอยู่ข้างคนที่เธอรัก

             

            เธอจำได้แม่นยำถึงเช้าวันหนึ่งในช่วงปลายเทอมฤดูร้อนของปีสามวันที่แสงแดดสาดลงมาผ่านกระจกหน้าต่างบานใหญ่ในห้องเช่าชั้นสี่ที่เธออาศัยอยู่ตามลำพังเสียงรถเมล์สายประจำหน้าปากซอยยังดังวึ่มมาไม่ขาดสายแต่ภายในห้องกลับเงียบงันจนน่าประหลาดราวกับทุกเสียงรอบข้างถูกดูดกลืนไปพร้อมกับความกลุ้มใจในใจเธอ

            กชกรนั่งนิ่งอยู่ข้างโต๊ะเขียนหนังสือดวงตาคู่สวยแฝงรอยหม่นเศร้าเธอเพิ่งตัดสินใจนำเงินเก็บก้อนสุดท้ายที่สะสมจากการรับจ้างนอกเวลาไปให้นพนิธิใช้จ่ายกับเรื่องที่เขาจำเป็นเร่งด่วนกว่า แม้เขาจะไม่ได้ร้องขอแต่เธอกลับรู้สึกว่ามันคือสิ่งที่เธอควรทำ

            การกระทำนั้นทำให้เธอมีเงินเก็บเหลืออยู่ไม่พ้นเดือนขณะที่กำหนดวันชำระค่าเทอมกลางปีกำลังใกล้เข้ามาอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยงราวกับเส้นขีดเส้นตายค่อย ๆ ลากเข้าหาเธอด้วยปลายปากกาที่เย็นเฉียบ

            ในที่สุด เธอก็ตัดสินใจลุกขึ้นหยิบกระเป๋าสะพายใบเก่าและเดินตรงไปยังคณะสถาปัตย์ในช่วงบ่ายวันหนึ่ง

            การตัดสินใจไปหาอาจารย์วิทยาไม่ใช่เรื่องง่ายแต่มันคือทางเลือกสุดท้ายที่เธอเหลืออยู่ หากข้อเสนอที่เขาเคยพูดไว้ยังคงมีผลเธอก็อยากลองดู

            เมื่อประตูห้องทำงานเลื่อนเปิดออกเธอก็พบเขานั่งอยู่หลังโต๊ะไม้สีเข้ม เขากำลังจัดเรียงภาพถ่ายนางแบบนิสิตจำนวนหนึ่งลงในแฟ้มโดยไม่ทันได้เงยหน้ามองแต่เพียงไม่กี่อึดใจที่สายตาเขาเหลือบขึ้นเห็นเธอดวงตาของเขาก็เบิกขึ้นเล็กน้อยอย่างชัดเจนความแปลกใจแสดงออกบนใบหน้าอย่างไม่ปิดบัง

            กชกรยืนนิ่งในวินาทีนั้นเธอไม่อยากพูดอ้อมค้อมหรือเสแสร้งปฏิเสธความจริงใด ๆ อีกแล้ว เธอบอกเขาตรง ๆว่ากำลังลำบากเรื่องเงิน และต้องการทราบว่าถ้าเธอตกลงรับงานถ่ายแบบในเวิร์กช็อปของเขา เธอจะได้ค่าจ้างเท่าไหร่

            แต่สิ่งที่เธอได้รับกลับมาไม่ใช่คำตอบตรงๆ เขากลับตอบคำถามเธอด้วยคำถาม ผ่านน้ำเสียงเรียบง่ายว่า เธออยากได้เท่าไหร่?

            คำถามนั้นทำให้เธอชะงักมันไม่ใช่กับดักหรือคำพูดล่อหลอกแต่เป็นคำถามตรงไปตรงมาที่เปิดให้เธอเป็นผู้ตัดสินใจอย่างแท้จริงเธอสูดลมหายใจอย่างหนักหน่วงก่อนจะบอกตัวเลขออกไป จำนวนที่มากพอให้เธอจ่ายค่าเทอมแล้วยังพอหลงเหลือไว้สำหรับใช้จ่ายในชีวิตประจำวันอีกสักเดือนหรือสองเดือน

            เธอเฝ้ารอดูปฏิกิริยาเขาในใจด้วยความกังวลว่าจะถูกต่อรองหรืออย่างน้อยที่สุดคือสีหน้าแสดงความลังเล แต่เขากลับเงียบไปเพียงครู่เดียวก่อนจะเปิดลิ้นชัก หยิบสมุดเช็คขึ้นมาเซ็นและฉีกออกมาส่งให้เธอโดยไม่พูดอะไรแม้แต่น้อย

            มือนั้นมั่นคงน้ำเสียงนั้นเรียบเฉย สายตาไม่กะพริบและไม่ลังเลเลยสักนิด

            กชกรมองเช็คนั้นค้างอยู่ในมือครู่หนึ่งไม่ใช่เพราะตกใจเรื่องจำนวนเงินแต่เป็นเพราะเธอรู้ว่ามันคือการแลกเปลี่ยนระหว่างสิ่งที่มองเห็นและสิ่งที่ไม่อาจคืนกลับมาได้ง่ายๆ

            เธอเงยหน้าขึ้นอย่างช้าๆ แล้วถามเขาด้วยเสียงแผ่วเบา แม้จะไม่ได้คาดหวังคำตอบแต่คำถามนั้นหลุดออกมาเองจากก้นบึ้งหัวใจ ว่าทำไมเขาถึงอยากได้เธอเป็นนางแบบนัก

            คำตอบที่เธอได้รับไม่ใช่คำชมเชยแบบไร้เนื้อหาไม่ใช่การพูดเพื่อเกี้ยวพาหรือชักจูงเขาพูดถึงแนวคิดในงานศิลปะของเขาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยแพสชันเขาอธิบายว่าเขามองร่างกายมนุษย์ไม่ใช่แค่กายภาพ แต่คือพื้นที่ของการเล่าเรื่อง กล้ามเนื้อผิวพรรณ เส้นโค้งที่ทอดผ่านไหล่และสะโพกคือประวัติศาสตร์ชีวิตของบุคคลหนึ่ง

            เขาเล่าว่าเคยเฝ้าดูเธอมาตลอดไม่ใช่ด้วยสายตาผู้ชาย แต่ในฐานะศิลปินที่กำลังมองหาวัตถุแห่งแรงบันดาลใจ

            สำหรับเขาร่างกายของกชกรเหมือนสิ่งที่ถูกสรรค์สร้างขึ้นมาด้วยมือของบางสิ่งที่อยู่นอกเหนือธรรมชาติโครงร่างเรียวยาวที่สมดุล คอระหง ใบหน้าคมเข้มแต่นุ่มนวลสายตาเข้มลึกที่เหมือนซ่อนความลับมากกว่าคำพูด ทั้งหมดนั้นทำให้เธอเหมือนผลงานที่เขาตามหา

            กชกรที่ได้ฟังคำพูดนั้นกลับไม่รู้จะวางมือไว้ที่ไหนเธอรู้สึกหน้าร้อนวูบขึ้นมาโดยไม่รู้ตัวแต่ก็พยายามข่มอารมณ์และรับฟังเขาอย่างตั้งใจ แม้ใจจะเต้นรัวไม่เป็นจังหวะเธอเข้าใจแล้วว่า สำหรับเขา งานศิลปะคือทุกสิ่งทุกอย่าง และเธอในตอนนั้นคือรูปปั้นเคารพที่เขาเลือกจะสรรสร้างมันด้วยแสงเงา

            จากนั้นเธอก็ขอตัวกลับด้วยจิตใจอันว้าวุ่นเมื่อต้องคิดหาคำอธิบายให้กับแฟนหนุ่ม

             

            ลมจากหน้าต่างห้องเช่าชั้นสี่พัดเข้ามาเรื่อยๆ จนผ้าม่านพลิ้วไหวราวกับเต้นรำอย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อยเธอเพิ่งกลับจากคณะได้ไม่นาน และยังไม่ได้เปลี่ยนเสื้อผ้ากระโปรงทรงเอที่ยับย่นตรงปลายชายยังคงเปื้อนฝุ่นบางจุดจากการเดินเท้ากลับห้องขณะที่เสื้อเชิ้ตสีขาวก็แนบแน่นไปกับลำตัวเพราะเหงื่อซึม

            นพนิธินั่งอยู่ตรงปลายเตียงใบหน้าเคร่งเครียดไม่ต่างจากแสงอาทิตย์ที่กำลังจะลับฟ้า เขายังอยู่ในชุดนักศึกษาผูกเนคไทหลวม ๆ และเปิดกระดุมคอเม็ดบนออก ราวกับความอึดอัดในใจเริ่มสุมขึ้นเรื่อยๆ เขามองเธออย่างไม่เข้าใจ ทั้งผิดหวังและโกรธในคราเดียวกัน

            เมื่อเธอเอ่ยปากบอกเขาว่าเธอได้ตกลงรับข้อเสนอจากอาจารย์วิทยาในการเป็นนางแบบให้กับเวิร์กช็อปของเขาสิ่งแรกที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความเงียบ แต่มันคือเสียงถอนหายใจแรง ๆที่แผ่ซ่านไปทั่วห้อง ตามมาด้วยคำถามสั้น ๆ แต่คมกริบ

            ‘พี่ตุ๊กรู้ดีใช่ไหมว่ามันหมายถึงอะไรบ้าง?’

            น้ำเสียงของนพนิธิไม่ได้ดังแต่เต็มไปด้วยความสับสนและตื่นตระหนก เธอเห็นมือเขากำแน่นกับชายเสื้อของตัวเองแล้วเอ่ยต่อทันทีโดยไม่ปล่อยให้เธออธิบาย

            ‘การเป็นนางแบบให้กับเวิร์กช็อปของอาจารย์วิทยา ไม่ใช่แค่ยืนโพสเฉย ๆ นะ...พี่ต้องเปลือย ต่อหน้าคนหลายสิบคน หลายชั่วโมง เพื่อให้คนเหล่านั้นได้ฝึกฝนถ่ายภาพได้สเก็ต ได้จดจำทุกส่วนของร่างพี่ผ่านสายตาและปลายนิ้วของพวกเขา แล้วพี่จะรับได้เหรอ?’

            เธอไม่ได้หลบสายตาเขาแม้แต่นิดความรู้สึกหลากหลายประดังเข้ามาในใจ ทั้งอาย ทั้งกลัว และเจ็บลึกแต่เหนือสิ่งอื่นใดคือความเหนื่อยล้า เธอตอบเขาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแต่มั่นคง

            ‘มันไม่ใช่ว่าพี่รับได้... แต่เพราะพี่ไม่มีทางเลือกเหลืออีกแล้วต่างหาก’

            คำพูดนั้นทำให้นพนิธิเหมือนถูกตบหน้าด้วยความจริงเขาเบือนหน้าหนี กัดฟันแน่น ก่อนจะเอ่ยด้วยเสียงที่สั่นเล็กน้อย

            ‘มันเป็นความผิดของผมสินะ... ที่ทำให้พี่ต้องมารับข้อเสนอแบบนี้... ถ้าผมไม่เอาแต่ดึงพี่ไว้ข้างๆ ถ้าผมมีเงินมากกว่านี้ พี่คงไม่ต้องแบกอะไรทั้งหมดไว้คนเดียว’

            เธอก้าวเข้าไปใกล้เขาอย่างช้าๆ ก่อนจะนั่งลงข้าง ๆ ปลายเตียง มือเรียววางลงบนหลังมือเขาที่กำลังสั่นอยู่เบา ๆแล้วบีบอย่างแผ่วเบา

            ‘หยุดคิดแบบนั้นเด็ดขาดเลยนะ... นพคือส่วนหนึ่งในชีวิตของพี่แล้ว ปัญหาของนพมันก็กลายเป็นปัญหาของพี่ด้วยเหมือนกัน เพราะฉะนั้นถ้ารักกันก็อย่าปฏิเสธความหวังดีของพี่’

            มันไม่ใช่การเสียสละแต่มันคือการดิ้นรนอย่างสุดชีวิตเพื่อรักษาทุกอย่างไว้ให้ได้

            แม้เธอจะต้องทนอับอายแม้เขาจะเสียใจ แต่ทั้งคู่ต่างก็ยังนั่งอยู่เคียงข้างกันในความเงียบที่มีเพียงเสียงลมหายใจอุ่น ๆ และผ้าม่านที่ยังคงพลิ้วไหว...เป็นพยานให้กับการตัดสินใจอันหนักแน่นของกชกร

             

            ถึงเวลาจะผ่านมาเป็นสิบๆ ปีแต่ความทรงจำในบ่ายวันนั้นกลับยังคงชัดเจนในใจของกชกรราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานมันคือวันที่เธอต้องเข้าร่วมการซ้อมก่อนวันจริงของเวิร์คช็อปถ่ายภาพ ‘ศิลปะร่างกายมนุษย์’ที่อาจารย์วิทยาเป็นผู้รับผิดชอบและจัดขึ้นภายในคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์

            สตูดิโอที่ใช้ในการฝึกซ้อมตั้งอยู่บนชั้นสี่ของอาคารฝั่งตะวันตกถูกออกแบบมาเพื่อการวาดและถ่ายแบบโดยเฉพาะ เพดานสูงโปร่งมีหน้าต่างบานใหญ่ติดม่านสีเทาอมฟ้าระบายแสงเป็นริ้วบางเบาแสงธรรมชาติในตอนบ่ายคลี่ตัวลงมาตามแนวองศาของพระอาทิตย์พอดีกับไฟสตูดิโอที่ถูกติดตั้งล้อมรอบไว้เป็นวงกลมทำให้พื้นที่กลางห้องกลายเป็นจุดสนใจเพียงหนึ่งเดียว

            ภายในห้องเงียบกริบมีเพียงเสียงอุปกรณ์ถูกขยับเบา ๆและเสียงฝีเท้าของใครบางคนที่เดินย่ำพื้นไม้ลั่นเอี๊ยดอยู่ห่างออกไปทุกอย่างถูกจัดวางอย่างเรียบร้อย มีขาตั้งกล้องสามตัวในมุมต่างกันโต๊ะวาดภาพด้านหลังมีกระดาษร่างผลงานและถ่านวาดวางอยู่ พร้อมผ้าคลุมโต๊ะลายขาวดำเก่าๆ ที่ดูเหมือนผ่านการใช้งานมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน

    ตรงกลางห้องบนพื้นไม้ที่สะอาดเอี่ยมและมีพรมผืนบางสีครีมขึงไว้ใต้จุดยืนแบบคือที่ที่เธอถูกขอให้ยืนตรงกลาง

            กชกรยังจำได้ถึงสัมผัสแรกของอากาศที่โอบไล้ร่างกายเมื่อเธอก้าวเข้ามาในเสื้อเชิ้ตคลุมบางใสที่อาจารย์วิทยาจัดเตรียมไว้มันโปร่งแสงจนเห็นผิวเนื้อเรื่อ ๆ ใต้แสงสตูดิโอได้ชัดเจนทุกส่วนสายบ่าบางเฉียบและชายผ้าที่ผ่าหน้าเล็กน้อยทำให้เมื่อเธอขยับเดินมันจะเผยเรือนร่างอย่างไม่อาจหลบเลี่ยง

             



          

            ไหล่ของเธอเรียบเนียนแผ่นหลังขาวผ่องรับกับความโค้งเว้าอย่างเป็นธรรมชาติทรวงอกอวบอิ่มตั้งตระหง่านภายใต้ผืนผ้า หัวนมสีอ่อนอมชมพูปรากฏลาง ๆ เมื่อเสื้อแนบชิดกับผิวกายลมหายใจของเธอทำให้เนื้อผ้าขยับตามจังหวะอกที่กระเพื่อม

            หน้าท้องแบนราบมีแนวเอวคอดคอดเข้าจนเห็นสัดส่วนชัดเจนสะโพกกลมกลึงและแน่นกระชับ พอขยับร่างเล็กน้อยชายผ้าก็เผยให้เห็นเรียวขาเรียวยาวที่ได้รูปทุกการเคลื่อนไหวแม้เพียงเล็กน้อยกลับยิ่งเน้นให้เห็นสัดส่วนอันงดงามอย่างไม่น่าเชื่อ

            บริเวณหว่างขาจุดซ่อนเร้นของเธอ ถูกบดบังด้วยกางเกงในสีเนื้อบางเบาที่แทบไม่อาจอำพรางขนหมอยที่แพลมออกมาได้เลยเงาแนบของกลีบร่องเนื้อปรากฏอย่างแผ่วเบาภายใต้แสงไฟ มันไม่โจ่งแจ้งแต่กลับยิ่งเร้าใจด้วยความไม่ชัดเจนนั้น

            กชกรยืนนิ่งอยู่ตรงกลางห้องสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด แล้วหลับตาลงเพียงชั่วครู่เพื่อควบคุมอาการสั่นไหวในร่างความร้อนวูบวาบผสมกับความรู้สึกอายและไม่คุ้นชินไหลทะลักเข้ามาอย่างห้ามไม่อยู่แต่เธอไม่มีทางเลือก เธอจำเป็นต้องเข้มแข็ง

            ในห้องตอนนั้นมีเพียงสามคนวิทยา ผู้เป็นอาจารย์เวิร์คช็อป กำลังปรับตำแหน่งแสงอย่างใจเย็นและละเอียดลออนพนิธิ ที่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาช่วยเป็นลูกมือช่างภาพคอยจัดสายไฟและเช็คมุมกล้องอย่างเงียบงัน และเธอผู้ยืนอยู่ตรงกลางเปลือยกายไม่ใช่ในฐานะหญิงสาว แต่ในฐานะวัตถุทางสุนทรียะที่ต้องแสดงให้เห็นทั้งรูปทรงความกลัว และความกล้าภายในเวลาเดียวกัน

            ความเงียบของห้องไม่ได้ว่างเปล่ามันกลับเต็มไปด้วยแรงกดดันที่มองไม่เห็นสายตาของวิทยาไม่เคยแตะต้องเธอด้วยความใคร่เขามองเธอเหมือนประติมากรรมที่ยังไม่เสร็จ มองด้วยความเคารพและวิจารณญาณของศิลปินมือเขาขยับกล้องแล้วหยุด มองมุมข้างไหล่เธอ แล้วขยับอีกครั้งเพื่อปรับแสงให้ตกกระทบแนวกระดูกไหปลาร้าได้เด่นชัด

            นพนิธิเองที่มาในฐานะผู้ช่วยช่างภาพก็เงียบงันตลอดเวลาแต่กชกรสัมผัสได้ถึงบางสิ่งในอากาศ บางอย่างที่อึดอัดและซับซ้อนมันไม่ใช่ความรังเกียจ หรือความปรารถนา แต่เป็นความสั่นคลอนความรู้สึกผิดที่ถูกกลืนไปกับแสงและเงา

            และเธอคือศูนย์กลางของทั้งหมดนั้นคือหญิงสาวในวัยยี่สิบต้น ที่ยืนเปลือยเปล่าอยู่ท่ามกลางโลกที่หมุนรอบศิลปะ

            ไม่มีเสียงใดในห้องสตูดิโอมีเพียงจังหวะของลมหายใจที่แผ่วเบา ความเงียบที่เหมือนจะกลืนกินทุกความรู้สึก และแสงไฟสตูดิโอที่ยังคงทอดเงายาวลงบนร่างของเธออย่างไม่ละสาย

            แล้วคำสั่งแรกก็ดังขึ้น

            เสียงของอาจารย์วิทยานั้นมั่นคงนุ่มนวล ไม่เร่งเร้าแต่หนักแน่นพอจะบอกถึงจุดประสงค์

            ‘...เริ่มถอดเสื้อออกได้เลย’

            กชกรสะอึกในใจแต่ไม่ตอบโต้ เธอค่อย ๆ หายใจเข้าดึงความกล้าจากข้างในแล้วขยับปลายนิ้วที่ยังสั่นไหวไปรั้งชายเสื้อขึ้นอย่างช้า ๆ ผืนผ้าอันบางเฉียบถูกเลื่อนออกจากหัวไหล่ร่วงลงผ่านแขน จนเนื้อผ้าโปร่งใสทั้งผืนร่วงกราวลงกับพื้นอย่างเงียบงัน...ท่ามกลางสายตาและแสงไฟ เธอเหลือเพียงกางเกงชั้นในตัวเดียว

            เต้านมอวบอิ่มใหญ่โตเกินวัย และยังคงรูปทรงตึงแน่นรับกับแสงที่สะท้อนเรือนร่าง เว้านูนของเนื้ออกตั้งรับกับแรงโน้มถ่วงอย่างนุ่มนวลจุกนมสีชมพูอ่อนชูชันเล็กน้อยเพราะความตื่นเต้นภายในห้อง

            เสียงของวิทยาดังขึ้นอีกครั้งเขาไม่ได้เพียงแต่ขอให้เธอยืนเฉย ๆ แต่เริ่มต้นคำสั่งอย่างละเอียด ท่วงท่าโพสแรกให้เธอหันข้างเล็กน้อย ยกมือขวาทาบกับไหล่ซ้ายปล่อยชายเส้นผมตกลงแนวหลังบิดตัวเล็กน้อยให้แนวสะโพกรับกับเส้นของแผ่นหลังที่โค้งได้รูป เธอทำตามช้า ๆ อย่างมีสติรู้สึกถึงสายตาของวิทยาที่ไม่ได้มองแบบชายหนุ่ม แต่มองเหมือนช่างแกะสลักมองก้อนหิน

            ท่าต่อมาเธอถูกขอให้นั่งลงกับพื้นพรม ชันเข่าข้างหนึ่งขึ้นวางแขนทาบบนเข่าในขณะที่อีกข้างพิงพื้นไว้เบื้องหลังเธอรู้สึกได้ถึงความโค้งของสะโพกที่ยกสูงกับความแผ่วเบาของแสงที่สะท้อนแนวท้องน้อยขณะที่เส้นผมระย้ายาวของเธอไหลลงแนบแนวคอ บรรยากาศเต็มไปด้วยแรงดึงดูดแปลกประหลาด

            เสียงกล้องกดชัตเตอร์ดังเบาๆ หลายครั้ง วิทยาขยับกล้องจากมุมซ้ายไปมุมขวา ก่อนจะขอให้เธอลุกขึ้นอีกครั้งคราวนี้เขาขอให้เธอหมุนตัวช้า ๆ ด้วยการพับแขนไขว้ไว้ด้านหลังแหงนหน้ามองเพดานเล็กน้อย มันคือท่วงท่าที่เปลือยทั้งร่างและจิตใจเผยให้เห็นทั้งแนวของทรวงอก หัวไหล่ที่เปลือยเปล่าและหน้าท้องที่หายใจขึ้นลงตามจังหวะหัวใจของเธอ

            แล้วในที่สุดคำสั่งสุดท้ายก็มาถึง... เสียงของวิทยาไม่ดังขึ้นในทันที แต่เงียบไปชั่วขณะราวกับต้องการให้ทุกอย่างสงบนิ่งพอ ก่อนจะกล่าวอย่างชัดเจน

            ‘...ช่วยถอดกางเกงในออกด้วย’

            โลกของกชกรพลันเงียบลงเธอไม่ได้ตอบ ไม่ได้ขยับตัวในทันที แต่ความรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบหยุดหมุนไปชั่วขณะเสียงในหัวตีกันยุ่งเหยิง เธอกัดฟันแน่น สูดหายใจเข้าแล้วหลุบตาลงช้า ๆ

            เสียงหายใจของทุกคนในห้องดูจะกลืนหายไปพร้อมกับจังหวะที่ปลายนิ้วของกชกรแตะลงบนขอบกางเกงชั้นในของตัวเองลมหายใจของเธอแม้จะดูเรียบเฉยจากภายนอก ทว่าในอกกลับแน่นหนึบหัวใจเต้นหนักไม่ต่างจากเสียงระฆังวัดที่ดังสะท้อนในอกอย่างชัดเจน

            นิ้วมือเรียวยาวเกี่ยวชายผ้าบางเบาไว้ที่ขอบสะโพกช้าๆ แต่ขณะที่เธอกำลังจะเลื่อนมันลงสายตากลับเหลือบไปเห็นภาพของนพนิธิที่ยืนอยู่ในมุมห้อง สายตาเต็มไปด้วยความหวงแหน แต่เขาก็ทำอะไรไม่ได้

            แต่ก่อนที่ความลังเลนั้นจะกัดกินจิตใจอาจารย์วิทยาก็เอ่ยเสียงนุ่ม

            เขาไม่ได้พูดปลอบโยนหากแต่ใช้เหตุผล ใช้คำของศิลปิน ใช้แนวคิดของผู้สร้างงานศิลปะมามอบเป็นแสงไฟนำทาง เขาบอกกับเธอว่าเธอไม่ได้เสียศักดิ์ศรีอะไรเลย เธอไม่ได้ทำสิ่งใดที่ต่ำต้อยหรือยอมศิโรราบให้กับกิเลสใด ๆ ทั้งสิ้น ในทางกลับกัน เธอกำลังทำหน้าที่ในฐานะ ‘นางแบบ’ หญิงสาวผู้กล้าเปลือยเปล่าเรือนร่าง เพื่อนำเสนอรูปลักษณ์ของมนุษย์ในความบริสุทธิ์งดงาม และจริงแท้

            กชกรยืนนิ่งสัมผัสของคำพูดเหล่านั้นยังคงกระเพื่อมในใจ

            เขาบอกว่าความเปลือยเปล่าในฐานะศิลปะนั้นเป็นสิ่งที่สูงส่งยิ่งกว่าเสื้อผ้าหลายชั้นที่มนุษย์ใช้ปกปิดความเปลือยเปล่าไม่ได้เกี่ยวกับราคะหรือเร้าอารมณ์ หากแต่เป็นการเผยให้เห็นรูปทรงความสมดุล ความไม่สมบูรณ์อันแท้จริงของร่างกาย ซึ่งกลายเป็นภาษาหนึ่งของมนุษยชาติที่ใช้พูดคุยแทนคำพูดและภาษานี้ก็สำคัญพอให้เผ่าพันธุ์มนุษย์ดำรงอยู่มาจนถึงทุกวันนี้

            ความอับอายแปรเปลี่ยนเป็นความสงบความลังเลกลายเป็นความกล้ามากขึ้น และความตะขิดตะขวงในใจของหญิงสาวเมื่อครู่กลับถูกเยียวยาด้วยเหตุผลอันบริสุทธิ์นั้น

            เธอสูดลมหายใจเข้าลึกขอบกางเกงในในมือค่อย ๆ ถูกเลื่อนลงด้วยความมั่นใจที่เพิ่มขึ้นทีละเสี้ยววินาทีแม้หัวใจจะยังเต้นแรงอยู่ก็ตาม

            ไม่ใช่เพราะเธอไม่กลัวไม่ใช่เพราะเธอไร้ความรู้สึก หากแต่เป็นเพราะเธอเริ่มเข้าใจแล้วว่า บางครั้ง...การก้าวข้ามขีดจำกัดของความกลัว ก็คือการเปิดประตูไปสู่ความเป็นตัวเองในอีกขั้น

            และในวันนั้นบนแท่นไม้กลางห้องที่สาดแสงนั้น กชกร อินทวัฒน์ได้ยืนอยู่ตรงนั้นด้วยหัวใจที่เริ่มกล้าเปลือยเปล่าพอ ๆ กับเรือนร่างของเธอ

             

            หลังจากวันซ้อมครั้งแรกผ่านพ้นไปเวิร์กช็อปศิลปะของอาจารย์วิทยาก็ดำเนินต่อไปอย่างเป็นระบบและเป็นระเบียบ เฉกเช่นเครื่องจักรชิ้นหนึ่งที่ถูกออกแบบมาให้ทำงานอย่างต่อเนื่องไม่มีสะดุดทุกอย่างเป๊ะทุกนาที เป๊ะทุกอุณหภูมิของแสงและเป๊ะทุกอารมณ์ของผู้สร้างสรรค์งานศิลป์

            ห้องสตูดิโอที่เคยอบอวลด้วยความลังเลในวันแรกบัดนี้กลายเป็นพื้นที่ที่กชกรเริ่มคุ้นเคย แม้จะยังเต็มไปด้วยแสงไฟจ้า และสายตาของผู้คนที่มากขึ้นแต่หญิงสาวกลับยืนอยู่กลางเวทีไม้ด้วยจิตใจที่มั่นคงกว่าเดิมมาก

            หัวใจของเธอเต้นระรัวตั้งแต่ก้าวเข้ามาในสตูดิโอวิทยายืนอยู่หน้าแบ็กดรอปสีเทาอ่อน เขาสวมเสื้อเชิ้ตลินินแขนยาวสีขาวปล่อยชายเสื้อคลุมทับกางเกงผ้าเรียบ มือข้างหนึ่งถือกล้องอีกข้างชี้แสงไฟและปรับฉากอย่างรวดเร็ว มืออาชีพจนไม่มีช่องว่างให้ตั้งคำถาม

            เสียงของเขานุ่มทุ้มและมั่นคงอธิบายแนวคิดการใช้แสงด้านข้างเพื่อเน้นโครงร่างละมุนพอให้ผิวดูมีมิติแต่ไม่ทึบทึนเขาโชว์ภาพตัวอย่างจากฟิล์มเมื่อครู่ก่อนที่กชกรจะขึ้นแท่นสาธิตมุมเอียงของแสงนั้นกระทบเข้ากับแนวลาดของไหล่สะท้อนแนวโค้งจากต้นแขนเข้าสู่ทรวงอกที่ทิ้งเงาจาง ๆ ซ้อนทับบนผิวขาวเนียนของเธอเธอรู้ตัวว่ากำลังถูกทำให้กลายเป็นสื่อกลาง ไม่ใช่แค่นางแบบแต่เป็นเส้นสายที่เคลื่อนไหวเพื่อสะกดสายตาและอารมณ์ของผู้มอง

            เธอถูกสั่งให้หมุนตัวเล็กน้อยเงยหน้า แล้วปล่อยแขนลงข้างลำตัวสะโพกเบี่ยงรับกับแนวสายตาของนักศึกษาที่ยืนเรียงกันเป็นครึ่งวงกลมสายตาเหล่านั้นจ้องมองผ่านเลนส์ บางคนพยายามปรับกล้องในมือด้วยอาการสั่นบางคนไม่ทันกลบเกลื่อนแววตาวูบไหวแห่งแรงปรารถนาเอาไว้ได้

            เมื่อถึงเวลาที่นักศึกษาเริ่มลงมือถ่ายจริงห้องทั้งห้องเต็มไปด้วยเสียงชัตเตอร์กระทบกันรัวราวฝนโปรยกชกรต้องเปลี่ยนท่าทางตามการแนะนำของวิทยา—เธอนั่งพับเพียบบนผืนผ้าใบขาเรียวยื่นไปข้างหนึ่ง มือยันกับพื้นเพื่อดันทรวงอกให้เชิดขึ้นเล็กน้อยปลายนิ้วเท้าแตะเบา ๆ บนพื้นไม้ขัดมันแผ่นหลังที่โค้งรับแนวสะโพกสร้างเงาลึกอันเย้ายวนที่แม้แต่เธอเองยังรู้สึกถึงแรงสะเทือนในอากาศ

            สายตาเธอไล่มองไปยังนักศึกษาหนุ่มบางคนที่เริ่มหน้าแดงบางคนกลืนน้ำลาย และบางคนแม้จะพยายามควบคุมอารมณ์แต่เป้ากางเกงที่โป่งพองกลับฟ้องความรู้สึกภายในอย่างชัดเจนมันไม่ใช่สิ่งที่กชกรเคยคาดหวังหรือเตรียมใจ แต่เธอกลับไม่รู้สึกต่อต้าน มีเพียงความรู้สึกที่ว่าเธอกำลังอยู่ในบทบาทของ‘ผลงาน’ที่มีอิทธิพลต่อความปรารถนาและจินตนาการของผู้อื่นอย่างลึกซึ้ง

            เธอค่อย ๆหันหลังให้กล้อง ยกแขนทั้งสองข้างขึ้นเสยผมเหนือศีรษะเผยแผ่นหลังขาวที่รับแสงจากโคมไฟกลมใหญ่ด้านบนจนเป็นแนวเส้นโค้งขาวนวลสะโพกกลมกลึงยังคงตรึงสายตานับสิบคู่ให้อยู่กับที่ บรรยากาศในห้องไม่มีคำพูดใด ๆแต่กลับเต็มไปด้วยแรงดึงดูดและการสื่อสารที่ไม่จำเป็นต้องมีถ้อยคำ

            ในสายตาของเธอณ วันนั้น เธอกำลังเป็นภาพ ภาพที่บันทึกไว้ไม่ใช่แค่ลงบนฟิล์ม แต่ถูกจารึกในอารมณ์ความต้องการ และความทรงจำของผู้ชายมากกว่าหนึ่งคน

            และเมื่อเสียงแฟลชสุดท้ายดับลงพร้อมแสงไฟที่ถูกปิดกชกรก็ลุกขึ้นอย่างช้า ๆ นพนิธิรีบเข้ามากางเสื้อคลุมห่มร่างให้เธอ ก่อนกชกรจะหันไปสบตากับวิทยาด้วยความเข้าใจว่าเธอได้ให้อะไรบางอย่างกับโลกใบนี้ไปอีกหนึ่งส่วนแล้ว

             

            ในแต่ละวันเวิร์กช็อปถูกแบ่งออกเป็นสามรอบหลัก — รอบเช้า 9 โมงถึงเที่ยงรอบบ่าย 1 โมงถึง 4 โมงและรอบเย็นพิเศษซึ่งจัดสำหรับนิสิตที่มีตารางเรียนชน ช่วงเวลา 5 โมงเย็นถึงทุ่มตรง ทุก ๆ รอบจะมีนิสิตเข้าร่วมประมาณ 25–30 คน และแทบไม่มีใครหน้าเดิมเลยในแต่ละรอบเพราะมีการเปิดให้ลงทะเบียนแบบแยกเฉพาะรอบอย่างละเอียดล่วงหน้า

            ในฐานะนางแบบหลักกชกรจำต้องขึ้นแท่นกลางห้องวันละสามครั้ง และแต่ละครั้งใช้เวลาร่วม 3 ชั่วโมง ซึ่งหมายความว่าเธอจะต้องเปลือยเปล่าอยู่ท่ามกลางสายตาของนักศึกษารวมแล้ววันละเกือบ 90 คน

            แม้แต่แรกเธอจะรู้สึกตึงเครียดจนแทบยืนไม่ไหวแต่เมื่อวันเวลาผ่านไป ความกลัวค่อย ๆ ถูกกลืนไปด้วยความชินชาผสมปนเปกับความเข้าใจในตัวเองมากขึ้นเรื่อย ๆ ทุกครั้งที่เธอเปลือยกายเธอเรียนรู้ที่จะไม่เปลือยใจ ทุกครั้งที่เธอยืนนิ่งเธอเรียนรู้ที่จะไม่สะท้านต่อสายตา

            อาจารย์วิทยาในฐานะผู้ควบคุมเวิร์กช็อปทำหน้าที่อย่างมืออาชีพอย่างถึงที่สุด เขาไม่เคยแตะต้องตัวเธอเลยแม้แต่ปลายนิ้วหากแต่ใช้คำพูด ท่าทางและการอธิบายอย่างละเอียดเพื่อสื่อสารถึงมุมของเรือนร่างที่เขาต้องการให้เธอถ่ายทอดต่อนิสิตคนอื่นๆ

            ในวันแรกเขาให้เธอยืนในท่ากึ่งหันข้าง แผ่นหลังเหยียดตรง แสดงแนวโค้งของสะโพกและช่วงเอวเขาอธิบายถึงความงดงามของ เส้นรูปตัว S ซึ่งเป็นแก่นขององค์ประกอบทางศิลปะของร่างกายมนุษย์โดยเน้นว่าเส้นสายเหล่านี้ คือสิ่งที่เล่าเรื่องได้โดยไม่ต้องมีคำพูด

            ในวันถัดมาท่าที่ใช้คือการนั่งบนแท่นไม้ในลักษณะกึ่งพับเพียบหันหน้าเฉียงพร้อมยกมือข้างหนึ่งปิดหน้าอกเล็กน้อย เพื่อเน้นเงาและจุดรวมสายตาความท้าทายคือการต้องนิ่งอยู่ในท่านั้นนานนับชั่วโมงโดยไม่ไหวติงซึ่งทำให้เธอได้ฝึกควบคุมร่างกายอย่างละเอียดจนเรียนรู้กล้ามเนื้อที่ตัวเองไม่เคยรู้จักมาก่อน

            ในวันต่อ ๆ มาท่าเปลี่ยนเป็นการนอนเอนลงกับพื้นแผ่นหลังแนบกับเบาะสีขาวที่ถูกจัดเตรียมไว้โดยเฉพาะท่อนขาถูกจัดให้งอขึ้นข้างหนึ่ง เพื่อสร้างมิติความลึกในผลงานภาพวาดนักศึกษาหลายคนเริ่มจับจับพู่กันด้วยมือที่สั่นเล็กน้อยสายตาที่ทอดลงมาบนร่างกายเธอเต็มไปด้วยทั้งแรงบันดาลใจ ความหลงใหลและบางคนก็แทบหยุดหายใจ

            แม้จะมีสายตาหื่นกระหายหลายคู่ที่ทำให้เธอหวั่นไหวแต่อาจารย์วิทยาก็ยังคงยืนอยู่ข้างเธอในทุกความรู้สึกเขาใช้คำพูดเพียงไม่กี่คำหลังแต่ละรอบเพื่อสะท้อนถึงความก้าวหน้าบางครั้งเขาจะพูดถึงแนวแสง บางครั้งเขาจะชี้ถึงการเกร็งกล้ามเนื้อหรือการเปลี่ยนองศาของศีรษะเพียงเล็กน้อย ก็สามารถเปลี่ยนความหมายของภาพทั้งภาพได้

            ภายหลังกชกรเริ่มรู้ทันเธอเริ่มแยกออกว่าใครมองด้วยสายตาแห่งการวิเคราะห์ ใครมองด้วยสายตาแห่งราคะและใครมองเธอในฐานะ ‘นางแบบ’ ไม่ใช่ ‘หญิงสาว’

            แต่ก็มีสิ่งที่เธอไม่รู้นั่นก็คือภาพร่างเปลือยเปล่าอันงดงามของเธอนั้น ตอนนี้ได้เข้าไปอยู่ในห้วงจินตนาการนิสิตชายหลายคนที่หลังออกจากสตูก็รีบมุ่งตรงเข้าห้องน้ำ กำกระเจี้ยวของตัวเองชักว่าวโดยจินตนาการว่าตัวเองได้กลายเป็นผู้ชายผู้โชคดียัดกระเจี้ยวแท่งนี้เข้าไปในร่องกลีบอันงดงามที่ได้จดจ้องนานนับชั่วโมงจนไม่อาจสลัดภาพออกจากหัวได้ ชักว่าวโดยเฝ้าฝันถึงเสียงครางของเธอ ที่กระเจี้ยวตัวเองได้ขับดันมันออกมามือขยับรูดควยรัว ๆ จนสุดท้ายทนไม่ไหวจินตนาการว่าได้น้ำแตกราดรดบนร่างกายที่เหมือนสุดยอดประติมากรรมนั่นจนหมดทุกหยาดหยดแข่งขันกับคนอื่น ๆ

            เวลาผ่านไปอีกหลายเดือนโดยไม่ทันรู้ตัวชีวิตในปีสุดท้ายของกชกรค่อย ๆ เข้าที่เข้าทางอย่างเงียบเชียบท่ามกลางบรรยากาศของการเรียนที่เข้มข้นขึ้น ความกดดันเรื่องอนาคตอันไม่แน่นอน

            แต่เธอกลับไม่รู้สึกว่าตัวเองกำลังจมหายไปในแรงกดทับเหล่านั้นอีกแล้วต่างจากเมื่อปีก่อนอย่างสิ้นเชิง

            ทุกอย่างเริ่มคลี่คลายจากจุดเล็กๆ และงานเล็ก ๆ ที่เธอรับมาเรื่อย ๆ อย่างงานนางแบบในเวิร์กช็อปของอาจารย์วิทแม้จะไม่ใช่รายได้ประจำแต่ก็พอเป็นเส้นเลือดเลี้ยงชีวิต เป็นทุนสำหรับค่าหนังสือค่าเดินทาง ค่าเช่าหอ และบางครั้งยังพอหลงเหลือให้นพนิธิส่งกลับบ้านได้บ้างเล็กน้อย

            เธอยังรับงานสอนพิเศษอย่างต่อเนื่องทั้งสอนเด็กม.ปลายที่เตรียมสอบเข้ามหาลัยกชกรค้นพบว่าตัวเองมีความสุขในบทบาทของพี่สาวคนโต มากกว่าที่คิด การได้พูดได้อธิบาย และได้เห็นแววตาของเด็ก ๆ เมื่อเข้าใจอะไรบางอย่างมันเติมเต็มบางอย่างในใจเธอ บางอย่างที่ไม่เกี่ยวกับเงินเลยแม้แต่น้อย

            ตารางของเธอแน่นไปด้วยการเรียนเป็นติวเตอร์ เป็นนางแบบ และเป็นพนักงานเสิร์ฟจนถึงล้างจานตามร้านอาหารช่วงกลางคืนจนแทบไม่มีเวลาว่าง ทว่าความเหน็ดเหนื่อยกลับไม่ใช่อุปสรรค ในทางกลับกันมันกลับหล่อหลอมให้เธอรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า และกำลังสร้างปราสาททรายของตัวเองให้เกิดขึ้นจริงผ่านมือคู่นี้

            นพนิธิเองก็มีชีวิตที่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดเด็กหนุ่มที่เคยเก็บกล้องไว้หลังเป้ วันนี้กลายเป็นลูกศิษย์มือขวาของอาจารย์วิทเขาเดินตามอาจารย์ไปแทบทุกเวที ทุกกองถ่าย ทุกนิตยสาร ทั้งเพื่อเรียนรู้ทั้งเพื่อพิสูจน์ตัวเอง นพนิธิเริ่มมีรายได้มากกว่าเดิมเล็กน้อยพอช่วยให้ดิ้นรนกันได้ในแต่ละวันมากขึ้น

            ซึ่งนั่นก็ยิ่งทำให้ทั้งนพนิธิและกชกรต่างทำงานจนแทบไม่มีเวลาให้แก่กันเท่าไหร่นัก ซึ่งกชกรก็เข้าใจในเรื่องนี้ดีไม่ได้เก็บมาเป็นปัญหาในชีวิตคู่ของพวกเขา

            อาจารย์วิทเองก็เปลี่ยนไปในสายตาเธอเขาไม่ได้เป็นเพียงอาจารย์อีกต่อไป หากแต่กลายเป็นผู้ชี้นำทางศิลป์ผู้ที่พาเธอและนพนิธิก้าวเข้าสู่โลกอีกโลกหนึ่งโลกที่ไม่มีขอบเขตของศีลธรรมมาบีบคั้นแต่ก็ยังคงไว้ซึ่งความเคารพและจรรยาบรรณที่ไม่เคยถดถอย

            มีอยู่หลายครั้งที่เขาพาทั้งกชกรและนพนิธิไปรับประทานอาหารกับครอบครัวและพบกับภรรยาของเขา ซึ่งเป็นผู้หญิงอายุสามสิบปลาย ๆ ที่งดงามจนกชกรต้องเหลียวมองอยู่บ่อยครั้งเธอสูงโปร่ง ผิวสีน้ำผึ้ง ผมสั้นประบ่า

            ภรรยาของอาจารย์วิทมีชื่อว่า‘อรดา’ ปัจจุบันเธอเป็นนางแบบให้กับนิตยสารประเภทพวกปลุกใจเสือป่างานบางชิ้นที่กชกรได้เห็นแม้จะวาบหวิวและโป๊เปลือย แต่กลับเต็มไปด้วยความงามทางศิลปะและพลังแบบที่ไม่อาจอธิบายเป็นคำพูด

            ในวงอาหารเล็กๆ ที่เธอนั่งร่วมกับครอบครัวของอาจารย์ครั้งแล้วครั้งเล่ากชกรสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่างที่เรียบง่าย อบอุ่น และจริงใจ ผู้หญิงคนนั้นมองเธอและนพนิธิด้วยแววตาเอ็นดูพูดคุยกับเธออย่างเท่าเทียม และไม่มีร่องรอยของการเปรียบเทียบหรือเชิงดูถูก

            มีอยู่วันหนึ่งหลังเวิร์กช็อปเธอนั่งอยู่กับอาจารย์วิทตรงระเบียงหลังห้องสตูดิโอ และถามอีกฝ่ายอย่างสังสัยว่าเขาไม่หึงหวงภรรยาตัวเองบ้างเลยอย่างไรที่ต้องไปถ่ายแบบโป๊เปลือยอย่างนั้น แถมบ้างครั้งยังต้องถ่ายคู่ สัมผัสร่างกายกับผู้ชายมากหน้าหลายตาอีกต่างหาก

            แต่คำตอบที่ได้กลับไม่ได้ทำให้เธอขบคิดในแง่ของความหึงหวงหรือศีลธรรมอย่างที่เธอเคยเข้าใจมาเลยหากแต่กลับเปลี่ยนวิธีที่เธอมองโลกไปตลอดกาล

            กชกรเคยคิดว่าความเปลือยเปล่าของผู้หญิงโดยเฉพาะเมื่อต้องอยู่ใต้สายตาของผู้ชาย เป็นสิ่งที่ควรถูกปิดบัง ควรอายและควรสงวนไว้เพื่อใครคนหนึ่งโดยเฉพาะเท่านั้นแต่คำพูดของอาจารย์วิทในวันนั้นกลับเปิดม่านความเข้าใจอีกชุดหนึ่งให้เธอได้มองเห็นความหมายของคำว่า‘ศิลปะ’ และ ‘เกียรติ’ ในมุมที่ต่างไป

            ในสายตาของเขาการที่ภรรยาของเขาเปลือยเรือนร่างต่อหน้ากล้อง ไม่ใช่การแลกเปลี่ยนเพื่อความใคร่แต่คือการใช้ร่างกายเป็นพาหนะนำพาความรู้สึก ความปรารถนา อารมณ์ ความฝันและแม้กระทั่งความทุกข์ของมนุษย์คนหนึ่งออกมาเป็นภาพ ที่เมื่อเผยแพร่ออกไปก็สามารถเชื่อมโยงกับจิตใจของใครอีกหลายคน

            และเขาก็ไม่ปฏิเสธเลยว่าหนึ่งในความเชื่อมโยงนั้นคือการช่วยปลดปล่อยอารมณ์ทางเพศสำหรับผู้ชายจำนวนมากภาพถ่ายของภรรยาเขาที่ลงตีพิมพ์ในนิตยสารแนวเฉพาะกลุ่มไม่ใช่เพียงแค่ถูกวางอยู่ในชั้นโชว์เท่านั้นแต่ยังกลายเป็นวัตถุทางอารมณ์ที่มีชายหนุ่มมากมายเก็บไว้ใต้หมอน ใต้เตียงหรือแม้แต่ซ่อนไว้ในลิ้นชักอย่างลับ ๆ เพื่อหยิบออกมากางดูล้วงมือเข้าไปในกางเกงเพื่อช่วยตัวเองสำเร็จความใคร่ในค่ำคืนอันเปล่าเปลี่ยว

            แทนที่เขาจะรู้สึกอับอายหรือไม่พอใจอาจารย์วิทกลับภูมิใจในภรรยาของตัวเอง เขาเล่าว่า ภรรยาของเขาได้มอบบางสิ่งให้กับชายหนุ่มเหล่านั้นไม่ใช่แค่ภาพลามก แต่เป็นความเข้าใจเป็นการยอมให้โลกภายนอกได้เข้าถึงสิ่งสวยงามอย่างจริงใจที่สุดร่างกายของภรรยาเขาไม่ใช่เพียงผิวพรรณและทรวดทรง หากแต่เป็น ‘เครื่องมือในการเยียวยา’สำหรับผู้คนที่อยู่ในห้วงเหงา ลำพัง และไร้การสัมผัสอย่างแท้จริง

            อาจเป็นชายแปลกหน้าคนหนึ่งในห้องแคบๆ ที่ไม่มีใครให้ระบาย อาจเป็นคนเหงาคนหนึ่งในคืนที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ลำพังหรืออาจเป็นใครสักคนที่ไม่กล้ารับรู้ความรู้สึกในใจตนเองจนได้พบกับภาพถ่ายเรือนร่างภรรยาของเขาที่ทำให้ผู้ชายเหล่านั้นได้สำเร็จความใคร่จนแตกคามือผ่านจินตนาการว่ากำลังได้เสพสังวาสกับภรรยาของเขา

            ภรรยาของเขาคือผู้ที่มาปลดปล่อยผู้ชายเหล่านั้นออกจากความทุกข์

            สำหรับกชกรนี่คือปรัชญาที่ลึกซึ้งกว่าความกล้า หรือการยอมเปลือยร่างกายเพื่อเงินเสียอีก นี่คือการให้การเสียสละ และการเข้าใจในธรรมชาติของมนุษย์อย่างแท้จริง

            และนั่นเป็นครั้งแรกที่เธอรู้สึกว่าความเปลือยเปล่าอาจไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือกระตุ้นราคะเพียงอย่างเดียวหากแต่สามารถเป็นสะพานที่เชื่อมระหว่างจิตใจของคนแปลกหน้าให้มาอยู่ในห้วงความรู้สึกร่วมเดียวกันได้จริงๆ

            กชกรยังจำสายตาของอาจารย์วิทได้ดีสายตาที่ไม่ได้เต็มไปด้วยราคะหรือครอบครอง แต่เป็นสายตาของคนที่เคารพและชื่นชมในตัวภรรยาของตนอย่างจริงใจ

            นั่นคือวันที่ความเข้าใจของเธอเปลี่ยนไปเธอเริ่มมองภาพถ่ายนู้ดไม่ใช่ด้วยแววตาของผู้หญิงที่กลัวการถูกตัดสินแต่เป็นสายตาของผู้ที่เริ่มเข้าใจว่าโลกนี้มีมุมมองมากมายที่เกิดขึ้นได้เพียงเพราะใครบางคนกล้าจะยอมรับมันเพื่อช่วยเหลือคนอีกมากมายให้ได้รับความสุขสมทางอารมณ์

            หลังคำพูดของอาจารย์วิทยาที่เต็มไปด้วยความชื่นชมและศรัทธาในศิลปะบทสนทนาได้วกกลับมายังตัวเธออีกครั้ง

            เมื่ออาจารย์วิทเสนอขึ้นว่าบางทีเธออาจลองรับงานถ่ายแบบให้กับนิตยสารผู้ใหญ่ที่เขาร่วมงานอยู่ดีไหมไม่ต้องถึงขั้นเปลือยหมดจดก็ได้ แค่เพียงให้ความรู้สึกเย้ายวนและงดงามในแบบของเธอเขามั่นใจเหลือเกินว่าเรือนร่างและแววตาของกชกรนั้นมีพลังดึงดูดบางอย่างที่เพียงแค่ถูกตีพิมพ์ลงบนหน้ากระดาษ ก็คงทำให้ยอดขายของเล่มนั้นถล่มทลายได้ไม่ยาก

            แต่ในขณะที่แสงแดดอ่อนๆ ยามเย็นทาบทอลงบนเรือนผมของเธอ กชกรกลับนิ่งงันอยู่ครู่หนึ่งเสียงลมที่พัดผ่านดูจะกลบความลังเลที่เกิดขึ้นในใจได้ชั่วคราว เธอสูดลมหายใจลึก ๆแล้วค่อย ๆ ส่ายหน้าอย่างแผ่วเบา แววตาไม่ได้ตื่นกลัวหากแต่เปี่ยมด้วยความมั่นคงและสติ

            เธอไม่ได้โกรธไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองถูกยัดเยียดหรือกดดันเพราะเธอเชื่อว่าอาจารย์วิทยาไม่ใช่คนเช่นนั้นเลยแม้แต่น้อย เขาเสนอด้วยความจริงใจด้วยสายตาของศิลปินที่มองเห็นคุณค่าของร่างกายมนุษย์อย่างหมดจดบริสุทธิ์

            แต่กชกรรู้ตัวดีว่าตัวเองยังไม่พร้อมจะก้าวไปถึงจุดนั้นแม้จะเริ่มคุ้นชินกับการยืนเปลือยกายต่อหน้ากล้องและต่อหน้ากลุ่มนิสิตหลายสิบชีวิตในเวิร์กช็อปนั้นแล้วก็ตามแต่การปรากฏตัวในฐานะนางแบบนู้ดของนิตยสาร มันไม่เหมือนกัน มันต่างออกไปมาก ต่างตรงที่ความตั้งใจของผู้เสพภาพเหล่านั้นจะไม่ใช่เพื่อศึกษาไม่ใช่เพื่อเข้าใจความงามของร่างกาย หากแต่เพื่อความใคร่และการปลดปล่อยของตัวเอง

            มันไม่ใช่ว่าเธอรังเกียจไม่ใช่ว่าเธอตัดสินใครที่เลือกจะเดินทางนั้นแต่เธอยังไม่พร้อมจะเห็นภาพของตัวเองปรากฏอยู่ในแผงหนังสือกลางตลาดยังไม่พร้อมจะให้สายตานับพันที่เธอไม่รู้จักจ้องมองร่างเปลือยของเธอผ่านเลนส์ของความปรารถนาเพียงอย่างเดียว

            กชกรไม่ได้ปฏิเสธด้วยคำพูดมากมายมีเพียงรอยยิ้มบาง ๆ ที่แฝงด้วยความเกรงใจ และบอกกับเขาว่ามันยังเร็วเกินไปสำหรับตอนนี้

            ในใจของเธอขณะนั้นไม่ปิดกั้นไม่ปฏิเสธความเป็นไปได้ในอนาคต แต่นั่นยังไม่ใช่เวลาของมัน และกชกรก็ยังมีนพนิธิที่เธอต้องแคร์ความรู้สึกของเขาอยู่

            กชกรสำรวจความคิดตัวเองกลับไปในช่วงวัยนั้นเธอมองว่ามันเป็นช่วงเวลาแห่งความเปลี่ยนผ่าน ความมั่นคงเริ่มปรากฏขึ้นทีละน้อยและเธอเริ่มเห็นเส้นทางชีวิตของตัวเองชัดเจนขึ้นทุกทีแม้หลังจากนี้จะมีเหตุการณ์ที่ทำให้เธอรู้สึกว่าทุกสิ่งอย่างที่ทำเพื่อผู้ชายคนนั้นมาทั้งหมดช่างสูญเปล่าก็ตาม

            แต่จนถึงวันนี้เธอกลับไม่เคยเสียใจในเส้นทางที่ตัวเองได้เลือกเลย แม้เส้นทางนั้นจะทำให้เธอต้องเศร้าโศกมากแค่ไหนก็ตาม

    คล้ายกับเรื่องแม่ลูกสวิงรัก ที่คุณอ่าน

    เมื่อที่รักของผมเป็นซีอีโอเจ้าเสน่ห์

    เมื่อที่รักของผมเป็นซีอีโอเจ้าเสน่ห์

    นิยาย อีโรติก
    2.40M 1665
    ไม่เป็นแล้วโสมพันปี เกิดใหม่ชาตินี้ขอเป็นคุณหนูหกที่ได้แต่งงาน! [จบ]

    ไม่เป็นแล้วโสมพันปี เกิดใหม่ชาตินี้ขอเป็นคุณหนูหกที่ได้แต่งงาน! [จบ]

    นิยาย รัก
    421K 828
    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    295K 786
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    อสูรข้ามฟ้า

    อสูรข้ามฟ้า

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    4.46M 2294
    ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง [แปลจบแล้ว]

    ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    485K 891
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    213K 1367
    เจ้าสำราญจอมป่วน [จบ]

    เจ้าสำราญจอมป่วน [จบ]

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    195K 399
    เกิดใหม่มาเป็นองค์หญิงตัวน้อยของตระกูลซู

    เกิดใหม่มาเป็นองค์หญิงตัวน้อยของตระกูลซู

    นิยาย รัก
    310K 841