เทพอสูรทำเป็นไม่ได้ยินมองนู่นมองนี่ไปเรื่อยแทนช่างเถอะ อย่างไรนางก็ได้ผลประโยชน์จากป่ามาไม่น้อยถือเสียว่าเป็นค่าใช้จ่ายของเขาก็แล้วกัน
“แล้วเรียกข้ามามีเรื่องอะไร?”เทพเสวี่ยอู่ถามขึ้น
“ได้ยินว่าเร็วๆนี้จะมีสุสานบรรพกาลปรากฏขึ้นแถวป่าอาถรรพ์ท่านรู้เรื่องนี้หรือไม่เจ้าคะ?”
“ไม่รู้สิ ข้าไม่สนใจสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นหรอกทำไม เจ้าอยากจะเข้าไปในสุสานที่ว่านั่นหรือ?”
“เจ้าค่ะ ข้าจะเข้าไปในสุสานบรรพกาลสำหรับมนุษย์เช่นข้าแล้วถือเป็นโชคครั้งใหญ่ ประตูอาจปรากฏขึ้นใกล้กับหมู่บ้านหากปรากฏขึ้นใกล้มากเกินไป ข้าขอพาคนในหมู่บ้านไปหลบแถวๆถ้ำของท่านจะได้หรือไม่เจ้าคะ?”
“แล้วแต่เจ้า แต่คงไม่สามารถเข้าไปข้างในได้หรอกนะข้าร่ายมนตร์เอาไว้ แต่ถ้าเป็นรอบๆไม่มีปัญหา ประเดี๋ยวข้าจะสั่งการแปดอสูรไว้ให้”เทพเสวี่ยอู่อนุญาต
“ขอบคุณเจ้าค่ะ พี่เสวี่ยข้ามีเรื่องจะถามท่านเรื่องหนึ่ง”ซูเจินพูดขึ้น
“หืม? ว่ามาสิ”
“องค์ชายกวนผู้นั้นยังมีชีวิตตั้งแต่วันนั้นเลยหรือเจ้าคะ?”
“เจ้าเจอเขาแล้วหรือ!”เทพอสูรถามกลับอย่างตกใจ
“เจอก่อนหน้านี้สักหนึ่งเดือนได้เขาสวมหน้ากากเอาไว้ตลอดเวลาแม้จะรู้สึกคุ้นเคยกับปราณของเขาทว่าก็ไม่ได้เอะใจอันใด มารู้ก็ตอนเขามอบดอกไม้ที่เขาเคยมอบให้ในกาลก่อนในตอนนั้นซูซูออกมาครั้งหนึ่งแต่หลังจากนั้นข้าเรียกหาอย่างไรนางก็ไม่ยอมปรากฏตัวออกมาอีกพอข้าเซ้าซี้เข้าก็เอ่ยมาเพียงประโยคหนึ่งเท่านั้น”
“นางว่าอย่างไรเล่า?”
“นางบอกว่านางทำได้เพียงให้มันกลับไปสู่จุดเริ่มต้น บอกตามตรงว่าข้าไม่เข้าใจ หรือมันจะเกี่ยวกับการถอนคำสาปเจ้าคะ?”
“...” เทพอสูรหลุบตาลงเงียบไปพักใหญ่ก่อนจะถอนหายใจเฮือกใหญ่
“พี่เสวี่ย เพราะคำสาปที่ซูซูได้ร่ายไว้ทำให้เขามีชีวิตยืนยาวหรือเจ้าคะ?” แม้นางจะรู้สึกเกลียดเขาแต่ก็อดเวทนาเขาไม่ได้เช่นกัน
“เฮ้อ...โจวฉีกวนเป็นผู้มากพรสวรรค์บ่มเพาะพลังไปจนถึงขั้นปลายสีน้ำเงินได้ทั้งที่อายุยังน้อยทว่าหลังจากเหตุการณ์ของเจ้า เขาก็ตรอมตรมหมดสิ้นกำลังใจในการบ่มเพาะจอมยุทธ์ขั้นสีน้ำเงินแม้มีอายุยืนยาวกว่าคนทั่วไปแต่ก็ไม่ได้ยาวนานนัก เพียงสองร้อยปีก็สิ้นอายุขัยที่เขายังมีชีวิตอยู่ก็เพราะต้องรับผิดชอบบ้านเมืองที่ต้องคำสาปที่มีราชวงศ์เป็นต้นเหตุเท่านั้น”
เทพอสูรเสวี่ยอู่เล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้นางฟังแม้เขาจะไม่ได้ยื่นมือเข้าไปยุ่งแต่เขาก็ยืนมองเหตุการณ์ที่ลานประหารในวันนั้นเห็นองค์ชายผู้สง่างามท้อแท้สิ้นหวังและความวิบัติจากผลของคำสาปได้อย่างชัดเจน
“คำสาปที่ร่ายใส่องค์ชายกวนคือให้มีอายุยืนยาวไม่ใช่หรือเจ้าคะ?”
“เจ้าสาปให้เขาไม่สมหวังในรักไม่ใช่หรือที่เจ้าบอกให้เขาอายุยืนยาวเพราะต้องการให้เขาทุกข์ทรมานก็เท่านั้นเองการจะสาปแช่งผู้อื่นจำเป็นต้องมีสิ่งแลกเปลี่ยนที่สมน้ำสมเนื้อ ลำพังคำสาปอีกสองอย่างก็มากเกินกว่าดวงวิญญาณของเจ้าที่สังเวยแล้วคำสาปของเขาจึงนับว่าเบา อีกทั้งตอนนั้นเจ้าก็สาปเขาด้วยใจลังเลไม่ใช่หรืออย่างไร?”
“...” ก็จริงที่ตอนนั้นที่ตอนนั้นคำสาปที่สาปแช่งเขาเป็นการประชดประชันทั้งยังมีใจอาลัยอาวรณ์
“เรื่องอื่นข้าบอกเจ้าไม่ได้มาก แต่ข้าเคยไปของดูกระจกชาติภพเพื่อมองดูวิญญาณอีกเสี้ยวของเจ้าที่ล่องลอยไปอยู่ครั้งหนึ่งองค์ชายผู้นั้นได้เกิดใหม่สามชาติแล้วในภพอื่นก่อนจะกลับมาเกิดยังโลกเดิมเมื่อไม่นาน”
ซูเจินได้ฟังแล้วก็ขมวดคิ้ว“แต่เขาทำราวกับว่ารู้จักข้า”
“คงมีเหตุผลบางประการที่ทำให้เขาระลึกชาติได้กระมัง”
ซูเจินยังคงข้องใจทว่าก็ไม่ได้พูดออกไปจะบอกว่าเขาระลึกชาติได้อย่างนั้นหรือแต่ดูจากพฤติกรรมของเขาแล้วก็น่าจะเป็นไปได้อยู่ที่แท้แล้วคนผู้นั้นก็ไม่ได้มีชีวิตอยู่มาจนบัดนี้ถือว่าไขข้อข้องใจไปได้อย่างหนึ่ง
คนพูดประโยคหนึ่งที่ซูซูพูดก่อนหน้านี้ลอยเข้ามาในหัวแล้วนึกย้อนกลับไปยังตอนที่ร่ายคำสาป คำสาปที่ถูกร่ายมีอยู่สามข้อหากซูซูจะหลุดพ้นก็ต้องตามถอนคำสาปให้ครบทั้งหมดพวกนางได้ถอนคำสาปของราชวงศ์ที่เกี่ยวเนื่องกับบ้านเมืองไปแล้วถือเป็นหนึ่งข้ออย่างนั้นนางก็ต้องถอนคำสาปอีกสองข้อสินะ
“ข้ากับซูซูตั้งใจจะถอนคำสาปเพื่อหลุดพ้นจากพันธนาการหมายความว่าพวกข้าต้องถอนคำสาปขององค์ชายกวนกับคำสาปอีกอย่างสินะจะเป็นไปได้อย่างไร?”
ยังไม่ต้องพูดถึงอารมณ์รุนแรงเมื่อนึกถึงคนผู้นั้นแต่คำสาปข้อหลังนี่จะเป็นไปได้อย่างไร...
“คำสาปอีกข้อก็สามารถถอนได้นะ” เทพอสูรพูดขึ้นซูเจินเงยหน้ามองอีกฝ่ายทันที
“ท่านหมายความว่า...”
“หลังสกุลหลี่ล่มสลายไปแล้ว ก็มีผู้มีพลังแก่กล้ามาสะกดวิญญาณอันถูกจองจำไว้ในภพนี้แต่ข้าไม่รู้หรอกว่าคนผู้นั้นเป็นใครและนำวิญญาณเหล่านั้นไปไว้ที่ไหน”
“เหตุใดท่านจึงไม่บอกข้าตั้งแต่แรก?”
“ในตอนนั้นพวกเจ้าตั้งใจที่ถอนคำสาปจริงจังหรือไม่ข้าก็ยังไม่รู้แน่ชัดเลยข้ากลัวว่าแรงอาฆาตที่ฝังลึกอยู่ในใจพวกเจ้าจะส่งผลให้เรื่องมันเลวร้ายยิ่งกว่าแต่เมื่อพวกเจ้าถอนคำสาปของแคว้นโจวแล้วข้าถึงได้แน่ใจและรอจังหวะเหมาะๆที่จะบอกเจ้าอยู่นี่อย่างไร” เทพอสูรชี้แจง
หนทางของนางนับว่ายาวไกลแล้ว…
“ข้าเข้าใจแล้ว แล้วนี่ซูซูเป็นอันใดหรือไม่?นางไม่ยอมออกมาจากปิ่นเลย” ซูเจินถามอย่างรู้สึกห่วง
เทพอสูรเอียงคอมองปิ่นที่อยู่ด้านหลัง“ไม่เป็นอันใดหรอก เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงนักก็ได้”
ให้เดา คิดว่าคงหลีกเลี่ยงที่จะออกมาเจอสตรีขี้สงสัยนางนี้นี่แหละ
“อ่อพี่เสวี่ยตอนที่ข้าไม่อยู่ข้าฝากท่านดูแลพวกคนในหมู่บ้านแทนข้าทีนะเจ้าคะ”
“ทำไมข้าจะต้องทำด้วยแค่ทุกวันนี้ก็มากเกินพออยู่แล้ว!” เทพอสูรทำหน้ายู่อย่างรำคาญใจเขาไม่ได้มีหน้าที่ต้องคอยดูแลพวกมนุษย์สักหน่อย
“คิดเสียว่าตอบแทนที่พวกเขาหาเงินให้พวกท่านใช้จ่ายก็ได้นะเจ้าคะ”ซูเจินหรี่ตาพูด
สองนายบ่าวกระแอมไออย่างช่วยไม่ได้ “ก็ได้ๆเรียกข้ามามีเท่านี้หรือ?”
“เท่านี้แหละเจ้าค่ะน้องสาวก็อยากจะเจอพี่ชายบ้างไม่ได้หรือเจ้าคะ?”
“หึ!” เทพอสูรส่งเสียงขึ้นจมูก ไม่เชื่ออย่างยิ่งอย่างนางรึจะอยากเจอเขาเฉยๆ? เป็นไปไม่ได้!
ซูเจินหยิบโอสถกดพลังที่เหลืออีกเม็ดโยนเข้าปากครั้งก่อนเหลียงจือหลอมโอสถให้นางได้สองเม็ด นับว่ามีฝีมือมากระดับพลังค่อยๆลดระดับลงเรื่อย จนหยุดอยู่ที่ระดับสีเขียวขั้นสูง ฤทธิ์ของมันมีจำกัดสามารถกดพลังมากที่สุดเท่านี้
“พี่เสวี่ยท่านกับเฒ่ามารจะอยู่ที่นี่กับข้าหรือไม่เจ้าคะ?”
“ไม่ ข้าไม่ชอบเอาเป็นว่ามีเรื่องอะไรก็เรียกก็แล้วกัน ข้ายังเที่ยวไม่ทั่วเลย อ่อหากมีอันตรายให้เรียกข้าผ่านเสี่ยวไป๋ดังๆ ข้าจะไม่ยอมให้ใครรังแกเจ้าแน่”เทพอสูรพูดแล้วก็หายแวบไปพร้อมเฒ่ามาร ซูเจินได้แต่ยิ้มอย่างอบอุ่น
ใจจริงก็อยากจะชวนให้เขาอยู่ด้วยกันจนกว่าสุสานบรรพกาลจะปรากฏแต่ดูเหมือนว่าพี่ชายบุญธรรมของนางจะยังเที่ยวเล่นไม่เต็มอิ่ม
“ซูซู เจ้าปิดบังเรื่องพวกนี้เอาไว้สินะใช่หรือไม่?” ซูเจินดึงปิ่นออกมาเขย่าๆถาม ตัวปิ่นสว่างวาบครู่หนึ่งแล้วก็ดับไปจนแล้วจนรอดซูซูก็ไม่ยอมออกมา คงไม่คิดจะออกมาตอนถอนคำสาปเท่านั้นอย่างที่บอกไว้จริงๆหรอกนะ
คิดดูอีกทีไม่ใช่ว่านางมีงานเพิ่มขึ้นมาหรอกหรือ?
.....................................................ตำนานยอดหญิงซูเจิน เล่ม 1 มีวางจำหน่ายใน MEB แล้ว ตามลิงค์ด้านล่างเลยค่ะhttps://www.mebmarket.com/web/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NzoiMTE3MTE5MyI7czo3OiJib29rX2lkIjtzOjY6IjEyMzk2MSI7fQ