ไม่นานนัก เวลาภายในห้องบ่มเพาะก็ได้ผ่านไปเกือบสองชั่วยาม
ท่ามกลางอุณหภูมิที่เร่าร้อนจากพลังปราณซึ่งแผ่กระจายจากจุดศูนย์กลางของแท่นหินและค่ายกลที่เรืองรองอย่างต่อเนื่อง
หลัวหยางยังคงนั่งนิ่งทำสมาธิอยู่บนแท่นหินด้วยท่วงท่าสงบนิ่งประหนึ่งรูปสลักจากยุคโบราณ
ร่างของเขาในยามนี้แทบไม่มีการเคลื่อนไหวแม้แต่น้อย กลิ่นอายของจิตที่หลุดพ้นจากภพภูมิภายนอก ปกคลุมทั่วร่างเหมือนกับมีม่านพลังลี้ลับกั้นขวางตัวตนของเขาให้แยกขาดจากสรรพสิ่งโดยสิ้นเชิง
เพราะตัวของเขาในตอนนี้ได้เข้าสู่สภาวะแห่งการบำเพ็ญเพียรโดยสมบูรณ์ มันคือสภาวะพิเศษที่น้อยคนนักจะสามารถเข้าถึงได้
กระบวนการโคจรคัมภีร์จักรพรรดิแห่งความโกลาหลดำเนินไปอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย ปราณที่ไหลวนในร่างไม่เพียงแต่หมุนเวียนอย่างมีระเบียบ หากมันได้กลายสภาพเป็นพลังที่เหมือนสายน้ำหมื่นสายหลอมรวมกลายเป็นแม่น้ำใหญ่ พัดผ่านเส้นชีพจรทั้งสิบสองสายในร่างของหลัวหยางอย่างรุนแรง ทุกส่วนนั้นกำลังถูกหลอมกลั่นและขยายขอบเขตให้รับพลังได้มากยิ่งขึ้นอย่างไร้ขีดจำกัด
ทุกการหายใจเข้าออกของเขาในเวลานี้คือการกลืนกินปราณสวรรค์และโลก
ค่ายกลนั้นทำหน้าที่ดึงดูดพลังจากแก่นกลางของหอคอยโดยตรง และผ่านการกรองอีกชั้นก่อนจะถ่ายเทเข้าสู่เบาะศิลาที่หลัวหยางนั่งอยู่
เมื่อพลังบริสุทธิ์เหล่านั้นไหลเข้าสู่ร่างกายของเขา มันก็ถูกคัมภีร์จักรพรรดิแห่งความโกลาหลกลั่นกรองอีกครั้งจนเหลือเพียงแก่นแท้ของพลังที่เปล่งประกายออกมาเป็นแสงสีทอง ไหลรวมเข้าไปในเส้นชีพจรทั้งหมด
โคจรขึ้นสู่ศีรษะ แล้วไหลย้อนกลับลงมายังหัวใจ ลำคอ ช่องท้องและจุดสำคัญอีกนับสิบ
ก่อนจะหลอมรวมกับแก่นปราณดั้งเดิมที่เปรียบเสมือนแหล่งพลังใจกลางร่างกายของเขา
ในขณะเดียวกัน ระบบสังหารโชคชะตาที่ซ่อนตัวอยู่ในส่วนลึกของจิตใจหลัวหยางก็ได้เริ่มดำเนินการบางสิ่งอย่างเงียบงัน
【เร็วชะมัดยาด ฤทธิ์ยาที่เจ้าเด็กโง่คนนี่กลืนกินไปก็ใกล้หมดลงแล้วด้วย!】
【ร่างกายซึมซับเม็ดยาได้รวดเร็วอะไรเช่นนี้ ราวกับเป็นหลุมดำยังไงยังงั้น】
【แต่ก็ไม่น่าแปลกใจอะไร ในเมื่อหลัวหยางมีรากฐานทั้งหมดมาจากเจตจำนงกระบี่แห่งความโกลาหลนี่เนอะ】
ช่วงกำลังบ่น ระบบได้เริ่มใช้อำนาจของตนบางส่วนแทรกผ่านแหวนมิติที่หลัวหยางสวมใส่อยู่บนนิ้วมือข้างขวา
“พรึ่บ! พรึ่บ! พรึ่บ!”
ในพริบตาเดียว หินปราณระดับต่ำจำนวนหนึ่งร้อยก้อนก็ถูกดึงออกมาจากช่องเก็บภายในของแหวน
พวกมันปรากฏขึ้นอย่างเงียบงันตรงบริเวณรอบกายของหลัวหยางโดยไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆมาก่อน
หินแต่ละก้อนนั้นมีขนาดประมาณกำมือ สีขาวขุ่นเรืองรองด้วยประกายพลังงานภายในที่ยังไม่ถูกใช้
ระบบไม่สนใจว่าการกระทำของตนจะละเมิดสิทธิ์เจ้าเด็กโง่คนนี้หรือไม่ แต่กลับดำเนินการด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม
ตัวของมันจัดเรียงหินปราณเหล่านั้นเป็นวงกลมล้อมรอบร่างของหลัวหยางอย่างรวดเร็ว ประกายเส้นแสงจางๆได้เชื่อมโยงหินแต่ละก้อนเข้าหากัน เหมือนเส้นทางค่ายกลลี้ลับที่กำลังร่างขึ้นภายใต้พื้นห้องอย่างไร้เสียง
กระทั่งในที่สุด หินปราณจำนวนหนึ่งร้อยก้อนก็ถูกจัดวางครบสมบูรณ์โดยใช้เวลาเพียงลมหายใจเดียว
เมื่อเห็นผลสำเร็จ ระบบก็แสยะยิ้มออกมาด้วยความภาคภูมิใจ มันจ้องมองการกระทำของตนเองอย่างภาคภูมิประหนึ่งศิลปินที่เพิ่งรังสรรค์ผลงานชิ้นเอกขึ้นมา ขณะนั้นเอง บรรยากาศภายในห้องบ่มเพาะก็เปลี่ยนแปลงอีกครั้งอย่างกะทันหัน
ปราณภายในห้องที่เดิมทีก็หนาแน่นมากอยู่แล้ว บัดนี้กลับหนาแน่นยิ่งขึ้นไปอีกอย่างไม่เคยมีมาก่อน มันก่อตัวเป็นระลอกคลื่นสีขาวจางๆที่ลอยฟุ้งในอากาศรอบกายหลัวหยาง กลายเป็นหมอกปราณหนาทึบที่แผ่ขยายออกไปทั่วห้อง
ปราณเหล่านี้ต่างหลั่งไหลออกมาจากหินปราณบริสุทธิ์ซึ่งกำลังคายพลังภายในของมันอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลง
“ครืนนนนนนนน!”
คัมภีร์จักรพรรดิแห่งความโกลาหลที่โคจรอยู่ภายในร่างของหลัวหยางในยามนี้ตอบสนองต่อพลังปราณที่ทะลักเข้ามาทันที
กลไกภายในจิตและกายของเขาเปิดออกพร้อมกันอย่างสมบูรณ์
ช่องทางพลังที่แฝงอยู่ในร่างทั้งหมดต่างเปิดรับอย่างพร้อมเพรียง ปราณที่หลั่งไหลมาจากหินร้อยก้อนรวมกับพลังของแท่นหิน กลายเป็นพลังอันมหาศาลที่หลั่งไหลเข้าสู่ร่างของเขา ไม่ต่างจากการเทสายน้ำนับสิบสายเข้าสู่ภาชนะใบเดียวในเวลาเดียวกัน
ประกายแสงสีขาวที่เกิดจากการกลั่นกรองพลังงานระดับต่ำจำนวนมหาศาลนั้นเริ่มปรากฏขึ้นรอบกายของหลัวหยางอย่างชัดเจน
พลังอันบริสุทธิ์เหล่านั้นไม่เพียงแค่เปล่งแสงธรรมดา หากมันกลั่นตัวเป็นริ้วแสงที่ไหลลื่นคล้ายกับสายน้ำ ม้วนตัวเข้าไปตามจุดเปิดทั้งหมดของร่างกาย กระแสปราณอันหนาแน่นไหลเข้าสู่เขาในอัตราที่แม้แต่ผู้มีประสบการณ์ก็ยังต้องตกตะลึง
ร่างกายของหลัวหยางสั่นไหวเล็กน้อย กล้ามเนื้อทั่วทั้งร่างเกิดปฏิกิริยาจากภายใน เส้นเอ็นทั่วร่างเริ่มขยายตัวก่อนจะกระชับแน่นขึ้น
ความเจ็บปวดระดับต่ำแล่นผ่านจุดชีพจรทั่วร่าง แต่ชายหนุ่มกลับไม่รับรู้ถึงมันเลยแม้แต่น้อย
จิตของเขายังคงจดจ่อกับการบ่มเพาะอย่างแน่วแน่ ตันเถียนที่เคยนิ่งสงบบัดนี้กลับหมุนวนรุนแรงดั่งพายุใหญ่ที่ก่อตัวขึ้นใจกลางสมุทร พลังปราณในร่างของเขากำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อ งจากระดับหลอมกายาขั้นสี่ ได้เข้าสู่ระดับหลอมกายาขั้นห้าโดยไม่มีสิ่งใดขวางกั้น
ทุกครั้งที่พลังไหลเข้าสู่ร่าง กระแสของเจตจำนงก็จะสว่างวาบขึ้นทีละชั้น เปรียบได้กับแสงแห่งจักรวาลที่ตื่นขึ้นจากห้วงนิทรายาวนาน
ช่วงเวลานั้นเอง จุดตันเถียนที่เป็นเสมือนแกนกลางของร่างกายก็บังเกิดการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง
รูปแบบของมันที่เดิมทีเป็นเพียงกลุ่มกลมลอยนิ่ง บัดนี้เริ่มแปรเปลี่ยนรูปร่างกลายเป็นก้อนพลังคล้ายแกนกระบี่ที่มีความพิเศษ
การดูดกลืนที่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ทำให้ระบบที่เห็นและสัมผัสได้อยู่ตลอดเวลา ยังต้องเอ่ยขึ้นในจิตใจของหลัวหยางอย่างอดไม่ได้
【เฮ้! เจ้าเด็กบ้า ดูเหมือนเจตจำนงแห่งกระบี่โกลาหลและคัมภีร์จักรพรรดิแห่งความโกลาหลจะเผาผลาญทรัพยากรเกินไปแล้ว】
【ตัวของเจ้าใช้เวลาน้อยกว่าครึ่งชั่วยามแต่กลับเผาผลาญทรัพยากรไปเกือบหมดหนึ่งร้อยก้อนแล้วเนี่ยนะ!?】
【นี่พวกเจ้าบำเพ็ญเพียรหรือกำลังกลืนกินพลังงานของทวีปนี้กันแน่เนี่ย!?】
【มาถึงระดับหลอมกายาขั้นที่เจ็ดได้เร็วก็จริงอยู่ แต่ทรัพยากรในการสร้างรากฐานก็ต้องใช้เยอะควบคู่กันไป ต้องมากกว่านี้อีกนับร้อยนับพันเท่าเห็นจะได้ เพราะโดยปกติด้วยทรัพยากรระดับนี้ มันคงทำให้ผู้บำเพ็ญเพียรคนอื่นมีระดับไปที่หลอมกายาขั้นสิบกันแล้ว!】