ตอนที่ 44
ลิขิตฟ้าบัญชาสวรรค์
“เรียนต่อเหล่าจอมยุทธ์ผู้กล้าทั้งหลายเรื่องนี้ข้าพเจ้ามู่ชิวป้าสามารถอธิบายได้ ถูกต้องในค่ำคืนนั้นที่เกิดเหตุมีเพียงข้าพเจ้าเป็นแขกของหมู่ตึกกระเรียนฟ้าลูกผู้ชายกล้าทำย่อมกล้ารับในเมื่อมิใช่ฝีมือของข้าพเจ้าจะให้ยอมรับได้เช่นไร ส่วนเรื่องที่ลามะรูปนี้กล่าวว่ามีหลักฐานมัดตัวชัดเจนจนบัดนี้ข้าพเจ้ายังมิทราบว่าเศษชิ้นเสื้อผ้าไปตกอยู่ในมือของผู้ตายได้เช่นไร? แต่เรื่องนี้ความจริงต้องมีการสืบเรื่องราวให้ชัดเจนก่อนแต่หมู่ตึกกระเรียนฟ้านอกจากมิฟังคำแก้ตัวใด ๆ แล้ว กลับใช้กำลังกลุ้มรุมทำร้ายหมายเอาชีวิตข้าพเจ้าโดยพลันคล้ายมีเบื้องหน้าเบื้องหลังบางประการ”
เมื่อได้ยินเจ้าหุบเขาผาพยัคฆ์ขาวมู่ชิวป้ากล่าววาจาเช่นนั้นทุกคนภายในงานต่างสนใจรับฟังโดยสงบส่วนใหญ่แล้วเหล่าบรรดาชาวยุทธ์ต่างทราบประวัติของเจ้าหุบเขาผาพยัคฆ์ขาวเป็นอย่างดีตลอดมาท่านกระทำแต่เรื่องราวเปิดเผยช่วยเหลือเรื่องราวยุทธภพมาโดยตลอดจนกระทั่งชื่อเสียงสำนักถูกยกให้เป็นหนึ่งในสามสำนักใหญ่ฝ่ายธัมมะซึ่งไม่นับรวมวัดเส้าหลินเมื่อเห็นว่าทุกคนตั้งใจฟังเจ้าหุบเขาผาพยัคฆ์ขาวจึงกล่าววาจาต่อทันทีว่า
“เรื่องราวเหตุการณ์ในวันนั้นความจริงสามารถเรียกสำนักต่างๆมาร่วมตัดสินหาคนผิดแต่หมู่ตึกกระเรียนฟ้ากระทำโดยรวบรัดป้ายความผิดมาให้อย่างเห็นได้ชัดอีกประการหนึ่งหัวหน้าตึกคชสีห์เกาฉวนกับหุบเขาผาพยัคฆ์ขาวคุ้นเคยกันมานานอีกทั้งไม่เคยมีเรื่องบาดหมางกันมาก่อนจากร่องรอยที่พบสาเหตุการเสียชีวิตอวัยวะภายในแหลกสลายซึ่งมิใช่แนวทางวิชาของหุบเขาผาพยัคฆ์ขาวก่อนหน้านั้นเมื่อห้าปีก่อนเคยมีคนถูกสังหารตายในลักษณะเช่นนี้จนป่านนี้ยังมิมีผู้ใดสืบแน่ชัดว่าเป็นฝีมือของบุคคลใด? แล้วไฉนยังมิทันสอบสวนป้ายความผิดทั้งหมดมาให้แก่ข้าพเจ้ามู่ชิวป้า”
บัดนี้ภายในงานเริ่มมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์เกิดขึ้นอีกครั้งส่วนใหญ่รู้สึกเห็นด้วยต่อคำพูดของเจ้าหุบเขาผาพยัคฆ์ขาวมู่ชิวป้าเจ้าอาวาสแห่งเส้าหลินต้าทงไต้ซือท่านรู้จักกับเจ้าหุบเขามาช้านานจึงยกมือบอกให้ทุกคนเงียบเสียงลงก่อนพร้อมกับกล่าวขึ้นว่า
“ทุกท่านโปรดอยู่ในความสงบก่อนเถิดอาตมาต้าทงไต้ซือรู้จักกับเจ้าหุบเขามู่มาช้านาน อุปนิสัยเป็นเช่นไรอาตมาพอทราบเมื่อเกิดเรื่องราวที่ว่าจะต้องสืบหาข้อเท็จจริงให้กระจ่างเสียก่อนผิดค่อยว่าไปตามผิดถูกก็ว่าไปตามถูกเพื่อเป็นการให้ท่านหุบเขามู่ได้กล่าวแก้ต่างต่อเหล่าผู้กล้าทั้งหลายหลังจากนั้นค่อยปรึกษาหารือกันเกี่ยวกับการหาตัวคนทำผิดตัวจริงมาลงโทษในภายหลังมิทราบว่าประสกมู่มีคำพูดใดจะกล่าวอีกหรือไม่?”
เจ้าหุบเขาผาพยัคฆ์ขาวมู่ชิวป้าประสานมือต่อต้าทงไต้ซือจากนั้นส่งเสียงกล่าวต่อว่า
“ขอบคุณท่านไต้ซือที่เข้าใจอุปนิสัยของข้าพเจ้า ในวันนั้นหมู่ตึกกระเรียนฟ้านอกจากมิสืบหาความจริงให้กระจ่างแล้วใช้คนมากกลุ้มรุมทำร้ายมิเพียงแต่ตัวข้าพเจ้ายังคิดจะสังหารศิษย์สตรีทั้งสองให้ตกตายไปพร้อมกันอีกด้วยหากหมู่ตึกกระเรียนฟ้ามิมีเบื้องหน้าเบื้องหลังไฉนคิดจะฆ่าปิดปากทั้งศิษย์อาจารย์ไปพร้อมกันยังนับว่าสวรรค์มีตาในวันนั้นขณะเหตุการณ์คับขันพอดีได้จอมยุทธ์น้อยสามคนยื่นมือเข้าช่วยเหลือเอาไว้มิเช่นนั้นแล้วป่านนี้ข้าพเจ้ามู่ชิวป้ากับศิษย์ทั้งสองคงมิอาจมาร่วมงานในวันนี้ได้”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นนางชีเทวราชชิ้วโส่วจึงก้าวเดินเข้ามาหลังจากปลีกตัวออกไปเก็บตัวอยู่ฟากหนึ่งเมื่อหยุดเท้าลงนางส่งเสียงกล่าวขึ้นว่า
“ข้าพเจ้านางชีเทวราชชิ้วโส่วแม้ไม่ยุ่งเกี่ยวเรื่องราวยุทธภพเนิ่นนานแล้วแต่เมื่อครู่ได้รับฟังเรื่องราวทั้งสองฝ่ายมีความเห็นว่ามิถูกต้องอยู่หลายส่วนไต้ซือท่านกล่าวได้ถูกต้อง ผิดก็ว่าไปตามผิดถูกก็ว่าไปตามถูก เรื่องราวที่ถูกผู้อื่นป้ายสียัดเยียดความบัดสีมาให้ข้าพเจ้าย่อมเข้าใจเป็นอย่างดีว่ารู้สึกเป็นเช่นไร? ในเมื่อประสกมู่กล่าวว่าในเหตุการณ์วันนั้นมีจอมยุทธ์น้อยสามคนยื่นมือเข้าช่วยเหลือเอาไว้ผู้ที่กระทำความดีย่อมได้รับการยกย่องสรรเสริญ ดังนั้นขอประสกมู่จงรีบกล่าวแนะนำจอมยุทธ์น้อยทั้งสามให้แก่เหล่าผู้กล้าในที่นี้ได้รับทราบด้วย”
เจ้าหุบเขาผาพยัคฆ์ขาวมู่ชิวป้าประสานมือต่อนางชีเทวราชชิ้วโส่วคราหนึ่งจากนั้นหันมองสำรวจว่าเฮียม่วยแซ่เฟิ่นนั่งอยู่บริเวณใด เมื่อท่านมองจึงเห็นทั้งสองนั่งอยู่ไม่ไกลนักจะขาดไปก็เพียงแต่จ่านจือซึ่งบัดนี้ยังไม่ปรากฏตัวออกมาเมื่อเห็นเพียงมู่เหอกับไป่ชิงเจ้าหุบเขามู่ชิวป้าจึงส่งเสียงกล่าวว่า
“จอมยุทธ์น้อยสามคนในขณะนี้ข้าพเจ้าเห็นเพียงสองคนดังนั้นจึงขอกล่าวแนะนำให้แก่ทุกได้รับทราบถึงความมีน้ำใจของเด็กน้อยทั้งสองถึงแม้ข้าพเจ้าเองยังมิทราบว่าเด็กน้อยทั้งสองเป็นศิษย์ของสำนักใด? แต่ก็อดที่จะชื่นชมยินดีไปถึงผู้เป็นอาจารย์ที่อบรมศิษย์ได้ดีถึงเพียงนี้มิได้คนแรกมีชื่อว่าเฟิ่นมู่เหอกับอีกคนมีชื่อว่าเฟิ่นไป่ชิงทั้งสองเป็นเฮียม่วยกันในวันนั้นหากมิได้สองคนนี้กับจอมยุทธ์น้อยอีกผู้หนึ่งข้าพเจ้าคงเสียชีวิตไปพร้อมกับศิษย์ทั้งสองแล้ว”
เจ้าหุบเขาผาพยัคฆ์ขาวกล่าววาจาแนะนำชื่อสองเฮียม่วยออกมาพร้อมกับผายมือไปยังมู่เหอกับไป่ชิงทั้งสองรีบลุกขึ้นยืนแสดงตัวพร้อมกับประสานมือแสดงการคารวะแก่เหล่าชาวยุทธ์ทั้งหลายภายในงานมู่เหอในฐานะเป็นพี่ชายจึงส่งเสียงกล่าวแนะนำตัวเองกับน้องสาวว่า
“ข้าพเจ้ามีนามว่าเฟิ่นมู่เหอส่วนน้องสาวของข้าพเจ้ามีชื่อว่าเฟิ่นไป่ชิงขอคารวะเหล่าอาวุโสและบรรดาชาวยุทธ์ทั้งหลายเราทั้งสองในวันนั้นมิอาจเปิดเผยชื่อสำนักและอาจารย์ให้แก่ท่านอาวุโสมู่ได้รับทราบได้ความจริงในวันนั้นเราสองพี่น้องมิได้ลำบากออกแรงแม้แต่น้อยอย่าได้ถือว่าเป็นบุญคุณใหญ่หลวงนักวันนี้เราสองพี่น้องได้รับอนุญาตจากอาจารย์ให้บอกกล่าวชื่อเสียงสำนักออกไปได้ข้าพเจ้ามู่เหอจึงขอเรียนแก่ทุกท่านว่าเราทั้งสองเป็นศิษย์ของท่านเจ้าผาแห่งสายลมนามเกาทิเหว่ยซึ่งเราทั้งสองเพิ่งทราบว่าแท้จริงท่านคือศิษย์คนที่สี่ของสำนักตำหนักหมื่นเทพนั่นเอง”
พอมู่เหอพี่ชายกล่าวจบไป่ชิงน้องสาวจึงส่งเสียงกล่าวต่อบ้างว่า
“ข้าพเจ้าเฟิ่นไป่ชิงความจริงมิได้ออกแรงกระไรนัก แต่เมื่อได้รับคำชมจากท่านอาวุโสมู่ก็ยินดีน้อมรับเอาไว้ความจริงเหตุการณ์ในวันนั้นยังมีสหายอีกผู้หนึ่งที่น่ายกย่องก่อนหน้านั้นเขาได้ยื่นมือเข้าช่วยเหลือศิษย์ทั้งสองของท่านอาวุโสมู่เอาไว้จากคนร้ายชุดดำห้าคนต่อมายังได้ช่วยเหลือนางทั้งสองจากน้ำมือของหมู่ตึกกระเรียนฟ้าไว้ได้ก่อนที่เราพี่น้องจะไปช่วยเหลืออีกแรงหนึ่งแต่น่าเสียดายวันนี้สหายผู้นี้มิได้มาร่วมงานด้วยมิเช่นนั้นแล้วเราพี่น้องจะได้กล่าวแนะนำให้แก่ทุกท่านได้รู้จัก”
เสียงเหล่าชาวยุทธ์ที่มาชุมนำต่างส่งเสียงยกย่องชมเชยต่อพี่น้องแซ่เฟิ่นอีกทั้งยังส่งเสียงกล่าวชมต่อสหายของคนทั้งสอง ต่างส่งเสียงเป็นเสียงเดียวกันว่าน่าเสียดายจอมยุทธ์น้อยอีกผู้หนึ่งน่าจะมาร่วมงานด้วยในวันนี้
เมื่อเป็นเช่นนั้นพอเสียงทุกคนสงบลงเจ้าอาวาสแห่งเส้าหลินต้าทงไต้ซือจึงกล่าวว่าให้ทุกคนกลับไปนั่งที่เดิมก่อนส่วนเรื่องราวบาดหมางใด ๆ ให้เก็บเอาไว้ก่อนหลังจากเสร็จสิ้นงานชุมนุมแล้วค่อยสะสางกันอีกที
สรุปได้ว่าในตอนนี้มีผู้ที่ถูกเสนอชื่อออกมาทั้งหมดมีด้วยกันสี่คนดั่งที่ได้ทราบไปเมื่อครู่ส่วนทางฝั่งของฝ่ายธัมมะผู้ที่ถูกเสนอชื่อขึ้นมามีด้วยกันสี่คนเช่นกันคนแรกเจ้าอาวาสวัดเส้าหลินต้าทงไต้ซือ คนที่สองเป็นท่านขอทานพเนจรหวงเกาฉือคนที่สามเจ้าโอสถสายรุ้งเส้าเยี๊ยะเทียน คนที่สี่เจ้าผาแห่งสายลมเกาทิเหว่ยส่วนนางชีเทวราชชิ้วโส่วนางกล่าวว่าขอดูเหตุการณ์ไปก่อนไม่แน่นักนางอาจเข้าร่วมชิงตำแหน่งในครั้งนี้ด้วยเมื่อเห็นว่าไม่มีผู้ใดเสนอชื่อขึ้นมาอีก เจ้าอาวาสวัดเส้าหลินจึงกล่าวขึ้นว่า
“เมื่อไม่มีผู้ใดเสนอชื่อขึ้นมาอีกอาตมาก็จะให้ทุกท่านออกเสียงสนับสนุนโดยให้แต่ละสำนักสนับสนุนได้เพียงเสียงเดียวหากว่าผู้ใดได้รับได้รับการสนับสนุนมากที่สุดผู้นั้นก็จะมาทำหน้าที่ผู้นำในครั้งนี้ทุกท่านเห็นด้วยหรือไม่?”
หลายสำนักต่างส่งเสียงเห็นด้วย บ้างไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของเจ้าอาวาสต้าทงไต้ซือฝ่ายที่เห็นด้วยย่อมเป็นฝ่ายสำนักมารอธรรมเพราะหากใช้วิธีการนี้ฝ่ายตนย่อมได้เปรียบเนื่องจากนางมารเยือกเย็นได้วางสาขาไว้เป็นจำนวนมากอีกทั้งยังได้กวาดต้อนสำนักเล็ก ๆ เอาไว้เป็นฝ่ายตนหากใช้จำนวนเสียงผู้สนับสนุนสำนักละหนึ่งเสียงแน่นอนสำนักมารสวรรค์จะต้องเป็นฝ่ายมีชัยอย่างแน่นอนในตอนแรกนางคิดเอาไว้ว่าจะต้องใช้การประลองฝีมือในการตัดสินในครั้งนี้แต่ถึงแม้ว่าจะใช้การประลองฝีมือนางก็มิได้หนักใจเท่าใดนักคล้ายกับมั่นอกมั่นใจต่อฝีมือของตนว่าสามารถสยบเหล่ายอดฝีมือฝ่ายธัมมะได้
ฝ่ายเจ้าอาวาสต้าทงไต้ซือหาทราบเกี่ยวกับเรื่องราวเหล่านี้เพียงแต่คาดการณ์เอาไว้ว่าฝ่ายธัมมะย่อมมีจำนวนมากกว่าซึ่งความจริงการประลองยุทธ์เลือกผู้นำถือว่าเป็นกฎกติกาปฏิบัติกันมายาวนานแต่ครั้งนี้ท่านเห็นว่ามิต้องการให้มีการนองเลือดเกิดขึ้นอีกจึงเสนอวิธีการนี้ขึ้นมาแต่ทั้งนี้ทั้งนั้นหากมีผู้คัดค้านและต้องการให้มีการประลองยุทธ์ก็ต้องตกลงกันใหม่อีกทีเมื่อไม่มีผู้ใดคัดค้านดังนั้นเจ้าอาวาสวัดเส้าหลินต้าทงไต้ซือจึงก้าวออกมาแต่ก่อนที่จะกล่าววาจาใดออกมาเสียงหนึ่งดังสอดขึ้นมาเสียก่อนว่า
“ช้าก่อน ข้าพเจ้าผู้หนึ่งไม่เห็นด้วย”
ทุกคนหันไปมองตามเสียงโดยพร้อมเพรียงผู้ที่กล่าววาจาเป็นนางชีเทวราชชิ้วโส่วนางพอกล่าววาจาจบก้าวออกมาตรงกลางลานกว้างแล้วหยุดร่างลงไม่ไกลกับเจ้าอาวาสต้าทงไต้ซือเท่าใดนักเจ้าอาวาสเส้าหลินได้ยินเช่นนั้นจึงส่งเสียงกล่าวถามไปว่า
“ซือไท่ท่านไม่เห็นด้วยมิทราบว่ามีข้อเสนอใดนอกเหนือจากนี้โปรดบอกกล่าวออกมาหรือว่าซือไท่จะเสนอตัวเองเป็นผู้นำในครั้งนี้ หากเป็นเช่นนั้นซือไท่ก็สามารถกระทำได้”
นางชีเทวราชชิ้วโส่วใช้สายตาสำรวจมองไปจนทั่วบริเวณก่อนที่จะหยุดสายตาอยู่ที่กลุ่มของนางมารเยือกเย็นเหยาเยี๊ยะเหยียนจากนั้นส่งเสียงกล่าวออกมาว่า
“เรียนท่านไต้ซือข้าพเจ้านางชีเทวราชชิ้วโส่วความจริงด้านคุณสมบัติและฝีมือย่อมคู่ควรเข้าชิงตำแหน่งในครั้งนี้แต่ในอดีตข้าพเจ้าต้องทนอัปยศเก็บตัวมาถึงยี่สิบปีด้วยสาเหตุอันใด พวกท่านทั้งหลายในที่นี้ย่อมจดจำได้เพื่อคลายข้อสงสัยและล้างมลทินของข้าพเจ้าให้หมดไปดังนั้นในครั้งนี้ข้าพเจ้าจึงไม่อาจจะผิดพลาดได้อีกข้าพเจ้ามีคนผู้หนึ่งแต่มิใช่ตัวข้าพเจ้าซึ่งจะเสนอเข้าเป็นผู้นำชาวยุทธ์ในครั้งนี้”
นางชีเทวราชชิ้วโส่วหยุดช่วงจังหวะพลางหมุนกายมองไปโดยรอบจากนั้นส่งเสียงกล่าวต่อในทันทีว่า
“ในอดีตท่านทั้งหลายกล่าวหาว่าข้าพเจ้าทำนายเรื่องราวผิดพลาดจนเป็นเหตุให้เกิดโศกนาฏกรรมในครั้งนั้นซึ่งกระทั่งบัดนี้ข้าพเจ้าเองยังมิทราบสาเหตุครั้งนี้ข้าพเจ้าจะขอทำนายอีกสักครั้งว่าคนที่ข้าพเจ้าจะเสนอชื่อเข้าชิงตำแหน่งเขาผู้นี้จะเป็นจอมยุทธ์ผู้กล้ามากล้นด้วยคุณธรรมน้ำใจอีกทั้งยังจะเป็นจอมยุทธ์ที่มีฝีมือเป็นที่หนึ่งในแผ่นดินในอนาคตหากครั้งนี้ข้าพเจ้านางชีเทวราชชิ้วโส่วทำนายผิดพลาดอีกก็จะยอมรับว่าในอดีตข้าพเจ้าเป็นผู้ผิดโดยไร้ข้อโต้แย้งใดๆอีก หากทว่าเป็นไปตามที่ข้าพเจ้ากล่าวไว้เมื่อครู่แล้วละก็ทุกท่านที่มีส่วนเกี่ยวข้องในเหตุการณ์ในอดีตจะต้องชดใช้ต่อข้าพเจ้าอย่าได้ติดค้างอีกเป็นอันขาด”
ทุกคนต่างนั่งนิ่งเงียบงันรับฟังนางชีเทวราชชิ้วโส่วกล่าวทุกคนต่างให้ความสนใจจนหันมองเป็นจุดเดียวกันมู่เหอกับไป่ชิงสองเฮียม่วยเมื่อมองดูนางชีตรงหน้าต่างต้องแสดงอาการแปลกใจเมื่อพบว่าแม่ชีที่ตนพบพานสองครั้งมิใช่นางชีที่ยืนอยู่ในขณะนี้แสดงว่านางชีที่ตนพบและประมือด้วยจะต้องเป็นตัวปลอมอย่างแน่นอนดังนั้นทั้งสองจึงรอฟังว่านางจะกล่าวกระไรต่อไป
เจ้าอาวาสวัดเส้าหลินต้าทงไต้ซือเมื่อได้ยินนางชีเทวราชชิ้วโส่วกล่าวเช่นนั้นจึงส่งเสียงกล่าวถามทันทีว่า
“ซือไท่หากมิใช่ท่านแล้วเป็นผู้ใด? เท่าที่เห็นอยู่ในที่นี้ก็ไม่มีผู้ใดที่ท่านน่าจะเสนอชื่อออกมาได้อีก”
นางชีเทวราชชิ้วโส่วแสดงสีหน้าเรียบเฉยแต่เต็มไปด้วยความมั่นอกมั่นใจจากนั้นกล่าววาจาต่อเหล่าชาวยุทธ์ทั้งหมดว่า
“ผู้ที่ข้าพเจ้านางชีเทวราชชิ้วโส่วจะเสนอชื่อเข้าชิงตำแหน่งในครั้งนี้ข้าพเจ้าเองมิเคยรู้จักกับคนผู้นี้มาก่อนบอกตามตรงข้าพเจ้าเคยพบพานคนผู้นี้เพียงหนเดียวแม้แต่หน้าตารูปร่างลักษณะข้าพเจ้าก็มิเคยเห็นในความมืดข้าพเจ้าเพียงรับรู้ได้เท่านั้นเองส่วนชื่อแซ่ของเขาข้าพเจ้าได้ยินเขากล่าวแนะนำต่อข้าพเจ้าก่อนจากไปจึงยังไม่ขอเอ่ยในตอนนี้แต่เพื่อพิสูจน์ว่าวิชาทำนายของข้าพเจ้ามีความแม่นยำเพียงใดในอดีตพวกท่านเคยกล่าวหาว่าข้าพเจ้าทำนายผิดพลาดมาแล้วหนหนึ่งครั้งนี้ข้าพเจ้าจะพิสูจน์ให้ทุกท่านได้ทราบว่าข้าพเจ้าทำนายผิดพลาดอีกหรือไม่?”
เมื่อนางชีเทวราชชิ้วโส่วกล่าวจบยายเฒ่าหมื่นพิษเนี๊ยะซิ้วส่งเสียงกล่าวดังออกมาว่า
“ซือไท่ในอดีตท่านทำนายผิดพลาดยังมิเข็ดหลาบอีกรึ? เหตุการณ์ครั้งนั้นเป็นเหตุให้ตัวท่านถูกอาจารย์ขับไล่ออกจากสำนักครานี้ท่านยังกล้าทำนายทายทักอีกมิเกรงว่าเหตุการณ์ในอดีตจะกลับมาซ้ำรอยอีกคราวกระมัง?”
นางชีเทวราชชิ้วโส่วได้ยินเช่นนั้นมิรอช้ารีบกล่าววาจาสวนกลับไปโดยทันทีว่า
“ยายเฒ่าหมื่นพิษเนี๊ยะซิ้วจงรีบหุบปากสุนัขของท่านวันนี้ข้าพเจ้านางชีเทวราชชิ้วโส่วยังมิต้องการสร้างความวุ่นวายให้เกิดขึ้นความจริงข้าพเจ้าสมควรคิดบัญชีกับท่านตั้งแต่ค่ำคืนนั้นทางที่ดีท่านควรหุบปากแล้วเก็บวาจาเหล่านั้นไว้ในอดีตสำนักของท่านก่อกรรมทำเข็ญมากมายอย่าให้ข้าพเจ้าต้องนำมากล่าวในที่นี้ให้บรรดาชาวยุทธ์ทั้งหลายได้รับรู้เลยเอาไว้ถึงเวลาแล้วท่านก็จะทราบเองว่าที่ข้าพเจ้ากล่าวมาเป็นความจริงหรือไม่?”
นางมารเยือกเย็นนั่งฟังเรื่องราวอยู่เนิ่นนานแล้วชักรู้สึกรำคาญด้วยเห็นว่านางชีเทวราชชิ้วโส่วพูดจาเพ้อเจ้อเลอะเลือน ถึงกับกล้าเสนอชื่อคนที่ยังไม่เคยรู้จักเข้าชิงตำแหน่งชาวยุทธ์ในครั้งนี้จึงส่งเสียงกล่าวสอดขึ้นว่า
“ข้าพเจ้านางมารเยือกเย็นเหยาเยี๊ยะเหยียนนั่งฟังมาก็ยังไม่เห็นว่าจะมีผู้ใด? ที่ท่านจะเสนอชื่อเข้าชิงในครั้งนี้แม้แต่ประวัติท่านยังมิรู้จักหน้าตารูปร่างเป็นเช่นใด ท่านก็มิทราบแล้วเช่นนี้ท่านยังกล้าที่จะเสนอชื่อคนผู้นั้นอยู่อีกรึ? คนที่ท่านกล่าวถึงจะมีตัวตนอยู่จริงหรือไม่?ยังมิอาจทราบชัด ความจริงท่านอย่าเพิ่งด่วนบอกกล่าวสรุปข้าพเจ้าว่าพี่สามอย่าเพิ่งมั่นใจจนเกินไปหากผิดพลาดขึ้นมาเกรงว่า...”
ยังไม่ทันที่นางมารเยือกเย็นเหยาเยี๊ยะเหยียนจะกล่าววาจาจบนางชีเทวราชชิ้วโส่วพลันส่งเสียงสอดขึ้นมาก่อนว่า
“ท่านยังกล้าเรียกข้าพเจ้าเป็นพี่สามอยู่อีกรึ? ตั้งแต่ข้าพเจ้าออกจากสำนักก็ไม่เคยคิดว่ามีน้องร่วมสำนักเยี่ยงท่านดังนั้นจงอย่าได้เรียกข้าพเจ้าเป็นพี่สามของท่านอีกเป็นอันขาด”
เมื่อนางชีเทวราชชิ้วโส่วกล่าวจบทุกคนต่างนิ่งเงียบเพื่อรอฟังว่าที่แท้นางจะเสนอชื่อผู้ใดกันแน่?แต่มีคนผู้หนึ่งซึ่งลอบสังเกตและเก็บรายละเอียดเรื่องราวทั้งหมดอย่างเงียบๆ ใบหน้ายังคงแสดงกิริยาปกติโดยไม่มีใครสังเกตเห็น ดังนั้นเจ้าอาวาสวัดเส้าหลินต้าทงไต้ซือจึงเอ่ยกล่าวต่อนางว่า
“ซือไท่ในเมื่อท่านไม่รู้จักของคนผู้นี้อีกทั้งหน้าตาลักษณะท่านก็ยังมิเคยพบเห็นแล้วท่านยังคิดจะเสนอคนผู้นี้อีกเช่นนั้นรึ?”
นางชีเทวราชชิ้วโส่วยกมือข้างขวาขึ้นมาพร้อมกับนับนิ้วในมือท่าทางใช้ความคิดก่อนจะปรากฏรอยยิ้มขึ้นที่มุมปากแล้วกล่าวต่อทุกคนว่า
“คนผู้นี้กำลังเดินทางขึ้นมาอีกเพียงไม่ถึงครึ่งก้านธูปมอดก็จะบรรลุถึงดังนั้นข้าพเจ้านางชีเทวราชชิ้วโส่วจึงมีข้อเสนอว่าผู้นำชาวยุทธ์นอกจากมีความสามารถแล้วจะต้องเต็มเปี่ยมไปด้วยน้ำใจและคุณธรรมและที่สำคัญข้าพเจ้าเห็นว่าพวกท่านและข้าพเจ้าต่างผ่านเรื่องราวในชีวิตมามากมายเรื่องราวในอนาคตสมควรให้คนรุ่นหลังได้สะสางคลื่นลูกหลังย่อมแรงกว่าคลื่นลูกแรกเสมอคลื่นลูกหลังแซงคลื่นลูกแรกฉันใดคนรุ่นใหม่ก็ย่อมฉันนั้นดังนั้นข้าพเจ้าจึงขอเสนอว่าในการคัดเลือกผู้นำในครั้งนี้ ทุกท่านควรคัดเลือกศิษย์ของแต่ท่านออกมาแล้วทำการประลองยุทธ์หากศิษย์ของท่านใดสามารถผ่านด่านสุดท้ายได้ก็สมควรให้เป็นผู้นำยุทธจักรทุกท่านมีความเห็นว่าเช่นใด?”
พอนางชีเทวราชชิ้วโส่วกล่าวจบทุกคนส่งเสียงกันดังอื้ออึงอีกครั้งไต้ซือต้าทงแห่งวัดเส้าหลินเพ่งมองนางท่าทางเลื่อมใสต่อความคิดของนางดังนั้นท่านจึงรีบกล่าวเสริมขึ้นทันทีว่า
“ทุกท่านที่ซือไท่ชิ้วโส่วเสนอมาเป็นความคิดที่ยอดเยี่ยมวิเศษนักอาตมาเห็นด้วยกับความคิดนี้มิทราบว่าท่านใด ไม่เห็นด้วยก็จงรีบกล่าวออกมา”
“ข้าพเจ้าขอทานพเนจรหวงเกาฉือเห็นด้วยต่อความคิดของซือไท่ชิ้วโส่ว”
ขอทานพเนจรหวงเกาฉือกล่าวขึ้นก่อนเป็นคนแรกเจ้าสำนักทั้งสามอันได้แก่สำนักเมฆฟ้าพิรุณ หุบเขาผาพยัคฆ์ขาวพรรคไผ่หลิวต่างต่างกล่าวพร้อมกันว่าเห็นด้วยเช่นกันเจ้าผาแห่งสายลมเกาทิเหว่ยก็ส่งเสียงออกมาว่าเห็นด้วยเช่นกัน แล้วหันไปกล่าวต่อเจ้าโอสถสายรุ้งเส้าเยี๊ยะเทียนว่า
“พี่ใหญ่เห็นท่านนั่งนิ่งเงียบงันมิแสดงความคิดเห็นมิทราบว่าเป็นเพราะศิษย์ของท่านยังเดินทางมาไม่ถึงหรือเพราะว่าท่านไม่เห็นด้วยกับวิธีการนี้”
“น้องสี่ข้าพเจ้าเองก็รู้สึกเป็นห่วงศิษย์ข้าพเจ้าเช่นกันจนป่านนี้แล้วยังเดินทางมาไม่ถึงมิทราบว่าติดปัญหาใดหรือเกิดอะไรขึ้น ถึงแม้ศิษย์ข้าพเจ้าจะเดินทางมาถึงแล้วข้าพเจ้าคิดว่าศิษย์ข้าพเจ้าคงมิมีความสามารถถึงขั้นนั้นข้าพเจ้าเห็นด้วยกับวิธีการนี้เสียดายที่ตอนนั้นข้าพเจ้ามิได้...”
“มิได้กระไรหรือพี่ใหญ่? ดูคล้ายท่านมีความนัย ท่านอย่าได้ดูแคลนความสามารถของศิษย์ท่านถึงเพียงนั้นนอกจากความสามารถแล้วหากฟ้ากำหนดให้เป็นผู้นำแล้วก็มิมีผู้ใดจะฝืนโชคชะตาได้”
เจ้าโอสถสายรุ้งเส้าเยี๊ยะเทียนเงียบงันอย่างใช้ความคิดเจ้าผาแห่งสายลมเกาทิเหว่ยเห็นเช่นนั้นจึงไม่ซักถามต่อ หันไปทางเจ้าอาวาสต้าทงไต้ซือเห็นว่าในขณะนี้ทุกสำนักต่างเริ่มเห็นด้วยต่อความคิดของนางชีเทวราชชิ้วโส่วโดยเฉพาะเจ้าอสูรโลกันตร์หม่าถิงอันยิ่งเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งทราบว่าศิษย์ของตนแม้แต่เจ้าสำนักใหญ่ฝ่ายธัมมะทั้งสามยังต้องพายแพ้มาแล้วและวันนี้ยังมองไม่เห็นศิษย์ของผู้ใดที่มีฝีมือทัดเทียมเสมอกับศิษย์ตนได้ในสายตาดังนั้นจึงหันไปกล่าวกับนางมารเยือกเย็นเหยาเยี๊ยะเหยียนและสำนักฝ่ายอธรรมว่า
“เห็นทีครานี้สวรรค์จะเข้าข้างฝ่ายเราคิดไม่ถึงว่าความคิดของน้องสามจะประเสริฐเยี่ยงนี้มิทราบว่านางจะส่งศิษย์คนใด ลงแข่งขัน หนนี้หากนางทำผิดพลาดอีกเห็นทีคงมิกล้าสู้หน้าชาวยุทธ์ได้อีกข้าพเจ้าคิดดูแล้วมีเพียงศิษย์ของเจ้าอาวาสต้าทงไต้ซือที่น่าจะมีฝีมือกล้าแข็งที่สุดหากเทียบกับหว่อถิงคิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาทุกท่านคิดเห็นว่าเช่นไร?”
ทุกคนต่างเห็นด้วยต่อคำพูดของเจ้าอสูรโลกันตร์หม่าถิงอันนางมารเยือกเย็นนางก็เห็นด้วยเพราะเชื่อในฝีมือของเยี่ยนผิงบุตรีเช่นกันหากสุดท้ายต้องต่อสู้กันเองในรอบสุดท้ายกับเยิ่นหว่อถิงหากต่อสู้กันแล้วเยิ่นหว่อถิงมีฝีมือสูงกว่าก็ไม่น่าวิตกเพราะถึงอย่างไรเหยิ่นหว่อถิงจะต้องออมมือยินยอมให้เยี่ยนผิงเป็นผู้ชนะอยู่ดีหากมิเช่นนั้นแล้วการพูดคุยเรื่องสู่ขอนางให้แก่มันคงมิเกิดขึ้นนั่นเอง
ดังนั้นจึงมีผู้ที่ถูกเสนอชื่อเข้าประลองทั้งหมดคือหนึ่งเยี่ยนผิงแห่งสำนักมารสวรรค์ สองเยิ่นหว่อถิงแห่งสำนักอสูรโลกันตร์สามซื่อเหมี่ยนแห่งหุบเขาผาพยัคฆ์ขาว สี่หนานตี้แห่งสำนักเมฆฟ้าพิรุณห้าเทียนจิ้งแห่งพรรคไผ่หลิวซึ่งเป็นศิษย์คนที่สามแต่ทว่ามีพรสวรรค์และฝีมือสูงเยี่ยมกว่าศิษย์พี่ทั้งสองนักหกเฟิ่นมู่เหอแห่งผาแห่งสายลม เจ็ดถู่ฝูแห่งวัดเส้าหลิน
ทางด้านขอทานพเนจรท่านมิได้รับศิษย์ที่ถ่ายทอดวิชาให้มาก่อนจะมีก็แต่เพียงขอทานระดับอาวุโสที่ได้รับการชี้แนะ ดังนั้นจึงไม่ขอส่งผู้ใดลงประลองด้วยแต่ก็อดมิได้ที่จะหันมากล่าวเบา ๆ กับผู้เฒ่าเก้าทิกว่อว่า
“ผู้เฒ่าเก้าท่านคิดเห็นเหมือนข้าพเจ้าหรือไม่? ศิษย์ของทั้งหมดในที่นี่หากเปรียบเทียบกับเจ้าเด็กหนุ่มจ่านจือทั้งด้านฝีมือน้ำใจและคุณธรรมเจ้าหนุ่มผู้นี้ย่อมมีคุณสมบัติคู่ควรที่สุดเสียดายว่าจนป่านนี้ข้าพเจ้ายังไม่อาจทราบได้ว่าเจ้าหนุ่มผู้นี้เป็นศิษย์ของผู้ใดกันแน่แถมในงานนี้กลับไม่มาเข้าร่วมงานชุมนุมอีกด้วยหากไม่เช่นนั้นข้าพเจ้าจะเสนอชื่อเจ้าหนุ่มผู้นี้ไม่ว่าเจ้าหนุ่มผู้นี้จะเป็นศิษย์ของสำนักใดก็ตาม”
ผู้เฒ่าเก้าทิกว่อเห็นด้วยต่อคำพูดของขอทานพเนจรหวงเกาฉือหากว่าจ่านจืออยู่ในงานชุมนุมท่านเองก็จะสนับสนุนให้เขาเข้าแข่งขันในครั้งนี้เสียดายมิทราบว่าป่านนี้ไปอยู่สถานที่ใด?
เมื่อทุกสำนักต่างส่งรายชื่อเป็นที่เรียบร้อยแล้วเจ้าอาวาสวัดเส้าหลินต้าทงไต้ซือเรียกให้ทุกคนที่มีชื่อก้าวออกมาด้านหน้าเพื่อที่จะให้แต่ละคนกล่าวแนะนำตัวให้ทุกคนในงานได้รู้จักชื่อแซ่และสำนักพร้อมทั้งผู้ที่เป็นอาจารย์ทุกคนที่มีชื่อต่างก้าวออกมาแล้วกล่าวแนะนำตัวทีละคนเมื่อคนสุดท้ายแนะนำตัวเรียบร้อยแล้วเจ้าอาวาสต้าทงไต้ซือแห่งวัดเส้าหลินหันมากล่าวกับนางชีเทวราชชิ้วโส่วว่า
“ซือไท่ทุกคนก็แนะนำตัวหมดสิ้นนี่ก็ผ่านไปครึ่งก้านธุปมอดแล้วคนที่ท่านจะเสนอชื่อมิทราบว่ามาถึงแล้วหรือไม่? เพราะเดี๋ยวจะต้องมากำหนดกติกาในการประลองอีกหากคนที่ท่านกล่าวยังไม่มาก็จะถือว่าสละสิทธิ์ไป”
นางชีเทวราชชิ้วโส่วแสดงสีหน้ามั่นอกมั่นใจก่อนจะกล่าววาจาตอบกลับมาว่า
“ในเมื่อฟ้ากำหนดผู้ใดก็มิอาจขัดขวางไต้ซือมิต้องกังวลไปคนผู้นั้นมาถึงแล้วเชิญไต้ซือพิจารณาดูเอาเองเถิด”
นางชีเทวราชชิ้วโส่วกล่าวจบ ไต้ซือต้าทงแห่งวัดเส้าหลินรวมถึงทุกคนภายในงานชุมนุมต่างหันไปมองยังบริเวณด้านหน้าซึ่งเป็นบันไดทางขึ้นทุกคนคล้ายกับไม่เชื่อถือในคำพูดของนางนั่นเอง ภาพที่ปรากฏตรงหน้า...
หยกเหินลม/ชลชโลทร