ทันทีที่รู้สึกตัวเทียนอี้ก็กลับมาตั้งสติได้อย่างรวดเร็ว ก่อนที่จะเบนสายตาออกจากดวงตาคู่นั้นทันที ดวงตาของนางคู่นั้นช่างน่าพิศวงยิ่งนัก เพียงแรกสบตาก็สามารถทำให้เทียนอี้ที่มีห้วงจิตมังกรหยิน-หยางตกอยู่ในภวังค์ได้ หากเป็นผู้อื่นคงไม่สามารถหลุดออกจากภวังค์นั้นได้เร็วเช่นนี้
นางไม่รู้สึกแปลกใจกับอาการของเทียนอี้เลยแม้แต่น้อย เพราะต่อให้เป็นผู้ที่อยู่ขอบเขตเซียนก็จะมีอาการไม่ต่างจากที่เทียนอี้เป็นอยู่เมื่อได้จ้องมองดวงตาแห่งปัญญาคู่นี้ของนาง แต่ที่ทำให้นางแปลกใจก็คือเทียนอี้กลับสามารถหลุดออกจากห้วงภวังค์ได้อย่างรวดเร็วกว่าที่ควรจะเป็น
สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าผู้สืบทอดของมันเป็นผู้ที่มีห้วงจิตที่ทรงพลังยิ่งกว่าทุกคนที่มันเคยพบเจอ! ทำให้นางยิ่งรู้สึกถูกใจเทียนอี้มากขึ้นไปอีก
“ขออภัยที่ผู้เยาว์เสียมารยาท” เมื่อรู้ว่าตัวเองทำตัวเสียมารยาทเทียนอี้ก็ทำการกล่าวขอโทษออกมาทันที
“จงเงยหน้าขึ้นเถิดผู้สืบทอดของข้า” นางพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลกว่าเดิม ก่อนที่นางจะโบกมือเบาๆครั้งหนึ่งทำให้พื้นที่ทั้งหมดในมิติปัจเจกแต่เดิมเปลี่ยนแปลงไปเป็นห้องตำราขนาดใหญ่สุดลูกหูลูกตา เทียนอี้ที่เห็นว่าพื้นที่มิติทั้งหมดได้เปลี่ยนไปนั้นถึงกับตกตลึงเป็นอย่างมาก ต้องมีพลังมากขนาดไหนกันถึงสามารถเปลี่ยนแปลงมิติทั้งหมดได้ด้วยการโบกมือเพียงครั้งเดียว ตอนนี้ในหัวของเทียนอี้มีคำถามมากมายเต็มไปหมด
เมื่อเห็นปฏิกิริยาการตอบสนองของเทียนอี้แล้วสตรีนางนั้นก็ยิ้มออกมาเล็กน้อย “ตอนนี้เจ้าคงมีคำถามมากมายที่ต้องการจะถามข้าใช่หรอไม่ แต่ข้าคงตอบคำถามของเจ้าทั้งหมดไม่ได้ เพราะเวลาที่จิตเทพของข้าอยู่ในโลกใบนี้ได้ใกล้จะถึงขีดจำกัดแล้ว หากข้าฝืนให้ดวงจิตเทพอยู่ในโลกใบนี้นานเกินไปอาจจะทำให้ปราการป้องกันเทพของโลกทำงานขึ้นมา....ต่อไปนี้เจ้าจะต้องเป็นผู้สืบทอดของข้าเทพเหยียนจิงผู้นี้ และหลังจากนี้มิติปัจเจกของข้าแห่งนี้จะหลอมเป็นหนึ่งเข้ากับมิติอนันต์ในร่างของเจ้า ตำราทุกเล่มในนี้คือองค์ความรู้ทั้งหมดที่ข้ารวบรวมมาทั้งชีวิต..”
นางหยุดพูดไปชั่วขณะก่อนที่ตำราทองคำเล่มใหญ่ยักษ์เล่มหนึ่งจะปรากฏขึ้นมาตรงหน้าของเทียนอี้ เทียนอี้จ้องมองตำราทองคำที่เปล่งประกายเล่มนั้นด้วยความสนใจถึงที่สุด เพราะเทียนอี้รู้สึกได้ถึงพลังที่ยิ่งใหญ่บางชนิดที่แผ่ออกมาจากตัวตำราได้
“นี้คือครึ่งแรกของศาสตร์วิชาค่ายกลเทวะของข้าเจ้าจงศึกษาและฝึกฝนมันให้ชำนาญ และเมื่อไดที่เจ้าได้ก้าวขึ้นมายังโลกเซียนจงมาหาข้าที่หุบเขาเทวะปัญญา เมื่อถึงวันนั้นข้าจะทดสอบเจ้าอีกครั้งว่าเจ้าจะคู่ควรกับตำราทองคำส่วนสุดท้ายหรือไม่..” พูดถึงตรงนี้ร่างดวงจิตเทพของนางเริ่มกลายเป็นโปร่งแสงขึ้นทุกทีนี่แสดงให้เห็นว่าใกล้ถึงขีดจำกัดของนางแล้ว
“ข้าไม่สนใจว่าเจ้าจะฝึกวิชามากมายหลายแขนงเพียงได แต่จงจำไว้เมื่อเจ้าได้ขึ้นไปยังโลกเซียนแล้ว จงอย่าได้แสดงตนเป็นผู้เดินบนวิถีกระบี่จนกว่าเจ้าจะมั่นใจว่าเจ้ามีความแข็งแกร่งเพียงพอแล้ว...” สิ้นเสียงร่างดวงจิตเทพของนางก็กลายเป็นกลุ่มก้อนแสงพุ่งไปล้อมรอบตัวของเทียนอี้แล้วค่อยๆซึมลงไปบนร่างของเทียนอี้อย่างรวดเร็ว
ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเทียนอี้ไม่สามารถตั้งตัวได้ทันเทียนอี้จึงได้แต่ยืนนิ่งงงงวยอยู่อย่างนั้น ความจริงแล้วเขามีคำถามมากมายที่ต้องการถาม แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสม ด้วยขอบเขตพลังที่ต่างกันมากจนเกินไป ต่อให้เหยียนจิ่งต้องการยึดร่างของเทียนอี้เขาก็ไม่มีปัญญาต่อต้านได้เลยแม้แต่น้อยเทียนอี้จึงได้แต่ปล่อยตัวให้ก้อนแสงกลุ่มนั้นเข้ามาในร่างโดยที่ไม่แสดงอาการขัดขืน
ที่เป็นเช่นนี้เพราะเทพเหยียนจิ่งต้องทำการผสานมิติทั้งสองให้เป็นหนึ่ง และอาศัยจังหวะนี้ในการใช้พลังเทพส่วนหนึ่งในการรักษาอาการบาดเจ็บให้เทียนอี้ไปในตัวด้วย ตั้งแต่ที่เทียนอี้ก้าวเข้ามาภายในมิติของนางนางก็รู้แล้วว่าเทียนอี้ได้รับบาดเจ็บ และเมื่อเทียนอี้ได้เป็นผู้สืบทอดของนางแล้วนางจึงอยากให้เทียนอี้มีสภาพที่สมบูรณ์พร้อมที่สุด
แต่ในขณะที่พลังดวงจิตเทพของนางได้แผ่ไปทั่วร่างของเทียนอี้และกำลังจะมอดดับไปนั้นเองนั้นเอง นางก็สัมผัสได้ถึงบางสิ่งที่ซ้อนอยู่ในส่วนลึกของร่างกายเทียนอี้ นางจึงใช่พลังเสี้ยวสุดท้ายในการดูว่ามันคือสิ่งไดที่ได้แอบซ้อนอยู่ในส่วนลึกของร่างกายเทียนอี้เช่นนี้ แต่ทันไดนั้นเองสิ่งที่เทพเหยี่นจิ่งเห็นก็ทำให้นางถึงกับตกตะลึง!
“กายาต้นกำเนิด!...” นี้คือสิ่งสุดท้ายที่ดวงจิตเทพนางได้อุทานออกมาด้วยความตกตะลึงถึงขีดสุดก่อนที่ดวงจิตนางจะหายไปจากโลกเบื้อนล่างนี้ ในโลกเซียนตำแหน่งเทพเหยียนจิ่งของนางนับเป็นผู้ที่อยู่บนจุดสูงของโลกคนหนึ่ง ดังนั้นสิ่งที่ทำให้นางตื่นตกใจได้ย่อมไม่ใช่เรื่องปกติทัวไปแน่นอน...
หลังจากที่ร่างของเทพเหยียนจิ่งหายไปตอนนี้เทียนอี้ก็ยังคนยืนอยู่ที่เดิม โดยที่มีตำราทองคำวางอยู่เบื้องหน้าเช่นเดิม แต่สิ่งที่ต่างออกไปก็คือ ตอนนี้ห้องตำราขนาดใหญ่แห่งนี้ได้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับมิติอนันต์ของเทียนอี้อย่างสมบูรณ์แล้ว โดยที่ห้องตำรานี้ได้กลายเป็นสิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่เพิ่มขึ้นมาภายในมิติอนันต์
“เกิดอะไรขึ้น....?” เทียนอี้ยังคงสับสนกับสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด แต่เรื่องนี้จะโทษเทียนอี้ก็ไม่ได้เพราะทุกอย่างนั้นเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเกินไป หลังจากพยายามทำความเข้าใจกับสิ่งที่พึ่งเกิดขึ้นกับตัวเองอยู่พักใหญ่แล้ว เทียนอี้ได้เข้าใจเรื่องราวทั้งหมดคร่าวๆแล้ว ก่อนที่จะเดินเข้าไปหาตำราทองคำแล้วเปิดมันขึ้นมา หลังจากที่อ่านเนื้อหาที่อยู่บนตำราทองคำอยู่พักใหญ่ดวงตาของเทียนอี้ก็ส่องประกายระยิบระยับด้วยความตื่นเต้น
“สมแล้วกับที่เป็นตำราค่ายกลเทวะช่างลึกล้ำและทรงพลังอย่างแท้จริง” ด้วยความเข้าใจในศาสตร์แห่งค่ายกลของเทียนอี้ในตอนนี้นั้นเพียงแค่สามารถทำความเข้าใจเกี่ยวกับเนื้อหาขั้นพื้นฐานของศาสตร์ค่ายกลเทวะได้ก็นับว่าเป็นขีดจำกัดสูงสุดของมันแล้ว แต่เพียงแค่นั้นก็เพียงพอแล้วที่เทียนอี้จะรับรู้ถึงพลังที่ลึกล้ำของศาสตร์ค่ายกลเทวะที่แท้จริง
เทียนอี้ได้ปิดตำราทองคำเล่มนั้นลงก่อนที่ตำราทองคำจะหายไป ตอนแรกทียนอี้รู้สึกตกใจเป็นอย่างมาก แต่หลังจากที่พยายามหาอยู่นานก็พบว่าแท้จริงแล้ว ตำราทองคำได้ย้ายเข้าไปอยู่ในห้วงจิตของเทียนอี้แทนแล้ว ตำราทองคำได้ล่องลอยอยู่เคียงข้างกับจิตกระบี่ราชันย์ภายในห้วงจิตของเทียนอี้ สิ่งนี้ทำให้เทียนอี้สามารถเรียกตำราทองคำออกมาได้ตลอดเวลาและยังมั่นใจได้ว่าจะไม่มีผู้ไดแย่งชิงมันไปได้อย่างแน่นอน
มิติส่วนตัวนั้นสามารถถูกบังคับเปิดออกได้ โดยผู้ที่เข้าใจพลังแห่งมิติที่มีขอบเขตพลังสูงกว่า แต่ภายในห้วงจิตวิญญาณนั้นแตกต่างออกไปสิ่งที่อยู่ภายในห้วงจิตวิญญาณจะไม่ถูกช่วงชิงไปแม้แต่ผู้ที่พยายามจะช่วงชิงจะอยู่ในขอบเขตเทพก็ตาม การฝืนเปิดดวงจิตวิญญาณจะเป็นการทำลายห้วงจิตวิญญาณ ทำให้สิ่งที่อยู่ด้านภายในห้วงจิตวิญญาณจะอันตรธานหายไปในความว่างเปล่าตลอดกาล แต่ถึงกระนั้นสิ่งที่จะสามารถเข้าไปอาศัยอยู่ในห้วงจิตวิญญาณได้นั้น จะต้องเป็นของวิเศษชนิดพิเศษหรือสิ่งที่กำเนิดมาจากห่วงจิตวิญญาณเช่นเดียวกันเท่านั้น จึงจะสามารถเข้าไปอาศัยอยู่ในห้วงจิตวิญญาณได้
หลังจากนั้นเทียนอี้ได้เดินสำรวจห้องตำราอยู่พักหนึ่ง เทียนอี้พบว่าภายในห้องตำรานี้ เต็มไปด้วยตำราระดับสูงมากมายทั้ง เคล็ดวิชา และความรู้ต่างๆ ในนี้ล้วนแต่ไม่สามารถหาได้บนโลกใบเล็กนี้ ไม่สิต้องพูดว่า สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เกินขอบเขตความเข้าใจของโลกใบนี้ไปแล้วอย่างสิ้นเชิงต่างหาก ส่วนการใช้งานห้องตำราแห่งนี้นั้นก็พิเศษไม่แพ้กัน เพียงแค่หนึ่งความคิดตำราที่ต้องการก็จะมาปรากฏขึ้นตรงหน้าของเทียนอี้ช่างสะดวกเป็นอย่างมาก
“สมแล้วที่เป็นสมบัติองค์ความรู้ที่เทพแห่งปัญญาสั่งสมมาทั้งชีวิตความรู้ที่เซียนกระบี่ได้ถ่ายถอดมาเทียบไม่ได้เลยแม้แต่น้อย.. แต่ด้วยองค์ความรู้มากมายขนาดนี้คงใช้เวลาไม่น้อยในการเรียนรู้และทำความเข้าใจกับพวกมันทั้งหมด อาจจะหลายร้อยปีถึงหลายพันปีก็ได้...” เทียนอี้ถอนหายใจออกมา
หากมีคนในโลกเซียนรู้ว่าเทียนอี้เป็นผู้ครอบครองคลังแห่งความรู้ของเทพแห่งปัญญาแล้วล่ะก็เทียนอี้คงถูกไล่ล่าไปจนสุดขอบโลกเป็นแน่ องค์ความรู้เหล่านี้สามารถทำให้เกิดสงครามแย่งชิงอันบ้าคลั่งขึ้นมาได้แม้แต่ภายในกลุ่มของเหล่าทวยเทพด้วยกัน แม้แต่ตัวของเทพเหยียนจิ่งเองหลายครั้งหลายคลาก็ได้ถูกกดดัน และไล่ล่าเพื่อช่วงชิงองค์ความรู้เหล่านี้เช่นกัน....
หลังจากที่เวลาผ่านไปครบหกชั่วยามในที่สุดประตูแห่งแสงก็ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง และเทียนอี้ได้ก้าวเดินออกมาจากประตูแสงในที่สุด ~[เปรี้ยย!...เพร่ง!]~ ทันทีที่เทียนอี้ ได้ปรากฏตัวออกมาหยกที่เป็นกุญแจมิติทั้งสามชิ้นก็แตกเป็นผุยผงทันที
“นี่มันเกิดอะไรขึ้น....!” ผู้อาวุโสสูงสุดทั้งสามคนต่างร้องออกมาด้วยความตกใจ สิ่งนี้ไม่ควรเกิดขึ้นและไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน! แต่ในเมื่อมันเกิดขึ้นแล้วพวกเขาก็ทำได้เพียงทำใจยอมรับึวามจริงเท่านั้น เจ้าตำหนักไป๋เจี้ยนเหรินเองก็ตกใจไม่น้อยเช่นกัน แต่แล้วความคิดหนึ่งก็แวปผ่านเข้ามาในหัวของนาง
“เมื่อสมบัติสืบทอดได้ทำตามหน้าที่ของมันจนสำเร็จลุร่วงมันก็จะแตกดับ..ถือเป็นเรื่องปกติ”
เมื่อได้ยินสิ่งที่เจ้าตำหนักของพวกมันพูดเหล่าผู้อาวุโสและผู้อาวุโสสูงสุดทั้งสามคนต่างก็พยักหน้าเห็นด้วยเช่นกัน สิ่งนี้แสดงว่าเทียนอี้สามารถผ่านบททดสอบของส่วนลึกที่สุดได้แล้วเช่นกัน เรื่องนี้ทำให้พวกมันพอที่จะทำใจยอมรับได้อยู่บ้าง เมื่อการสืบทอดจบลงก็ควรมีสิ่งสืบทอด ไป๋เจี้ยนเหรินจึงอดไม่ได้ที่จะถามเทียนอี้ออกไปว่า “ในเมื่อคุณชายเทียนอี้เป็นผู้ที่มีความสามารถที่จะสืบทอดมรดกชิ้นนี้ เช่นนั้นเราขอถามได้หรือไม่ว่ามรดกที่ท่านได้รับมาคือสิ่งได”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ทุกคนต่างก็หันไปมองเทียนอี้พร้อมกันเป็นตาเดียวพร้อมกันทันทีด้วยความคาดหวัง เป็นความจริงที่ว่าเทียนอี้เป็นผู้ผ่านบททดสอบจึงมีสิทธิ์ในการครอบครองสิ่งสืบทอดนั้น แต่ด้วยข้อตกลงในตอนแรกที่ว่าเทียนอี้ต้องแสดงสิ่งที่ได้รับออกมาจากมาจากส่วนในสุดออกมาด้วยเช่นกัน
เทียนอี้เองก็ได้คิดเอาไว้แล้วว่าเหตุการณ์เช่นนี้ต้องเกิดขึ้น จึงได้นำตำราวรยุทธ์ระดับเซียนขั้นสูงออกมาจากห้องตำราถึง 3 เล่ม ถึงจะบอกว่าเป็นตำรายุทธระดับเซียนขั้นสูงก็ตามแต่ภายในห้องตำรานั้นตำรายุทธ์ทั้ง 3 เล่มนี้ก็เป็นเพียงตำราระดับทั่วไปที่มีอยู่มากมายเท่านั้น แต่ภายในโลกแห่งนี้นั้นตำราวรยุทธ์ทั้ง 3 เล่มนี้กลับสามารถทำให้เกิดความความโกลาหลขึ้นมาได้ไม่ยากดังนั้นเพื่อป้องกันความวุ่นวายที่จะเกิดขึ้นเทียนอี้จึงต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ
“เรื่องนี้ข้าคิดว่าควรคุยกันเป็นการส่วนตัวจะเป็นการเหมาะสมที่สุด” เทียนอี้พูดขึ้นมาขณะมองไปที่ไป๋เจี้ยนเหริน แน่นอนว่าไป๋เจี้ยนเหรินย่อมเข้าใจความหมายที่เทียนอี้ต้องการสื่อออกมาอยู่แล้ว ไป๋เจี้ยนเหรินหันไปพยักหน้าให้กับผู้อาวุโสสูงสุดมั้งสามท่านครั้งหนึ่ง และแน่นอนว่าผู้อาวุโสสูงสุดทั้ง 3 ท่านก็เข้าใจตรงกัน
“การทดสอบรอบแรกคุณชายเทียนอี้ผ่านการทดสอบแล้ว บททดสอบที่สองจะเริ่มขึ้นในวันพรุ่งนี้ทุกคนแยกย้ายกันไปพักผ่อนได้” ผู้อาวุโสสุงสุดท่านหนึ่งกล่าวออกมา และแน่นอนว่าหากคนเหล่านั้นไม่โง่จนเกินไปก็จะเข้าใจว่าในตอนนี้ควรทำเช่นไร ทุกคนจึงแยกย้ายกันกลับที่พัก
ตอนนี้ภายในห้องลับมีเพียง 6 คนเท่านั้นที่นั่งอยู่ด้วยกัน เจ้าตำหนักไป๋เจี้ยนเหริน ผู้อาวุโสสูงสุดทั้งสามท่าน หลานปิงปิง และเทียนอี้ ทุกคนต่างกำลังนั่งมองตำรายุทธ์ทั้งสามเล่มที่กำลังวางอยู่บนโต๊ะด้วยสายตาที่แตกต่างกันออกไป
“นี่คือตำราวรยุทธ์ระดับเซียนขั้นสูงทั้งสามเล่มที่ข้าได้รับมาจากส่วนลึกสุดของการทดสอบ เพลงกระบี่เซียนพิฆาตเหมันต์ ฝ่ามือเหมันต์กำราบเซียน และท่าร่างเซียนซ่อนเหมันต์” เทียนอี้กล่าวถึงตำราวรยุทธ์ทั้งสามเล่มให้ทุกคนฟัง
“ตำราวรยุทธ์ระดับเซียนขั้นสูง!..” ไป๋เจี้ยนเหรินและผู้อาวุโสสุดทั้งสามท่านต่างก็ตะโกนออกมาพร้อมกันด้วยความตื่นตะลึง จะโทษพวกเขาก็ไม่ได้เพราะสิ่งนี้ล่ำค่าจนเกินไปจริงๆ เพราะขนาดสิ่งที่ประถมบรรพบุรุษผู้ก่อตั้งของพวกมันได้รับสืบทอด ยังเป็นเพียงเพลงกระบี่ระดับเซียนขั้นกลางเพียงเล่มเดียวเท่านั้น แต่ตอนนี้กลับมีตำราวรยุทธ์ระดับเซียนขั้นสูงถึง 3 เล่มกำลังวางอยู่ตรงหน้าพวกเขาพร้อมกัน!
นี่ออกจะทำให้ผู้คนตกใจอย่างแท้จริง ตอนนี้คางของทั้ง 4 คนแทบจะตกลงกระแทกพื้นจนทำให้พื้นแตกออกเป็นเสี่ยงๆ นี่เรียกได้ว่าตกตะลึงจนเสียอาการอย่างแท้จริง ถึงแม้จะคิดเอาไว้ก่อนแล้วว่าสิ่งที่รับจากส่วนลึกสุดจะต้องไม่ธรรมดาเป็นแน่แต่สิ่งนี้ก็ออกจะเกินคาดไปมาก สิ่งนี้หากปรากฎขึ้นด้านนอกอาจจะทำให้เกิดสงครามนองเลือดแย่งชิงขึ้นได้ไม่ยาก
และถ้าหากว่าตำหนักกระบี่เหมันต์ของพวกเขาได้ครอบครองตำราทั้งสามเล่มนี้ คาดว่าอีกเพียงไม่กี่ปีตำหนักกระบี่เหมันต์คงก้าวขึ้นมารุ่งเรืองเหมือนเช่นในอดีตอีกครั้ง ไม่สิคงต้องพูดว่าอาจจะรุ่งเรืองกว่าในอดีตก็เป็นได้