บทที่ 15 ไม่ธรรมดา
ทันใดนั้น ผู้ส่งสารถูกเหวี่ยงกระเด็นออกไปราวสี่ห้าเมตร
"ทำไมนายถึงแซ่จางล่ะ?"
หลี่เซี่ยวเฟยหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดมือ แล้วพูดเสียงเย็น "ชีวิตนี้ ฉันเกลียดคนแซ่จางที่สุด"
ผู้ส่งสารมึนงง
ไอ้หมอนี่แค่หาเื่ตีเขาเท่านั้น
แต่ก็ยังหาเหตุผลมาอ้างอีก
"คอยดูเถอะ อีกสองวันจะเป็วันตายของแก"
ผู้ส่งสารใช้มือปิดหน้า แค้นจนตัวสั่น สบถคำหยาบคายออกมา แล้วรีบหนีไปทันที
หลี่เซี่ยวเฟยหันไปมองฉู่อวิ๋นเทียนและบรรดายอดฝีมือในกองกำลังเมฆา "่นี้ให้พี่น้องทุกคนระวังตัวให้ดี หากกองกำลังโลหิตทมิฬมาหาเื่ จำไว้รักษาชีวิตไว้ก่อน"
พวกนักรบจากกองกำลังเมฆาจำนวนมากได้ยินดังนั้นก็โล่งอก
พวกเขามองหลี่เซี่ยวเฟยด้วยสายตาที่เปี่ยมด้วยความขอบคุณ
ที่ไม่ได้ปล่อยให้พวกเขาไปตายฟรี
หัวหน้าสามฉู่อวิ๋นเทียนพูดอย่างลังเล "แต่ถ้าเราเสียที่มั่นและทรัพย์สิน กองกำลังก็จะอยู่ไม่ได้ พวกเราทุกคนคงต้องอดตาย"
หลี่เซี่ยวเฟยกล่าว "ไม่เป็ไร ฉันจะรับผิดชอบทุกอย่างเอง"
แล้วยังพูดสำทับอีกว่า "ใช่แล้ว ส่งคนไปเฝ้าที่ชุมชนก่วงอานไว้ หากมีอะไรเกิดขึ้น ให้รีบมาบอกฉัน"
จากนั้นก็หันหลังเดินไปที่ห้องทำงาน แล้วปิดประตูฝึกฝนต่อไป
…
สองวันต่อมา
จัตุรัสรำลึก
การต่อสู้บนเวทีเทพยุทธ์กำลังจะเริ่มขึ้น
หัวหน้ากองกำลังทั้งเจ็ดแห่งสลัม ทยอยเดินเข้ามา
กองกำลังเมฆา กองกำลังโลหิตทมิฬ หมู่บ้านจันทรา โรงงานบำบัดน้ำเสีย พันธมิตรมีดสั้น คลับสายฟ้าเพลิงและแก๊งเขี้ยวั หัวหน้าของแต่ละกองกำลังมารวมตัวกันครบแล้ว
โดยหมู่บ้านจันทรา โรงงานบำบัดน้ำเสียและพันธมิตรมีดสั้นเลือกที่จะยอมจำนนต่อตู๋กูเชวียไปั้แ่แรก และถูกกองกำลังโลหิตทมิฬผนวกรวมไปแล้วเช่นกัน
ขณะนี้ หัวหน้ากองกำลังของสลัมในอดีตอย่าง หงจิ่วเซิงแห่งหมู่บ้านจันทรา เซี่ยจิ้งแห่งโรงงานบำบัดน้ำเสียและจวงฮุ่ยหยวนแห่งพันธมิตรมีดสั้น ทุกคนต่างสวมเครื่องแบบสีดำของกองกำลังโลหิตทมิฬ พาลูกน้องคนสนิทมายืนเรียงกันอย่างสงบอยู่ข้างหลังตู๋กูอี้หลง
สีหน้าของทั้งสามคนเรียบเฉย ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่
"ฮ่า ๆ ๆ คุณเฉิน แผลของคุณหายดีแล้วหรือยังครับ"
ตู๋กูอี้หลงหันไปมองที่ผู้นำของคลับสายฟ้าเพลิงอย่างเฉินเหวินเสียน เขาหัวเราะเสียงดัง "หากยืนไม่ไหวก็อย่าฝืนนักเลย นั่งรถเข็นก็ได้"
"ไม่ต้องลำบากผู้นำตู๋กูหรอก ผมยืนไหว"
เฉินเหวินเสียนมองขาซ้ายของตนที่ถูกเปลี่ยนเป็ขาเทียม แววตาเต็มไปด้วยความเกลียดชัง
การต่อสู้เมื่อสามวันก่อน ทำให้ขาซ้ายของเขาถูกตู๋กูเชวียฟันจนขาด
สำหรับผู้ฝึกยุทธ์โบราณแล้ว ขาที่ขาดก็ไม่ต่างกับการตัดหนทางการฝึกฝน
ตู๋กูอี้หลงยิ่งได้ใจมากขึ้น "ลูกชายฉันบอกว่า หากไม่ยอมจำนนภายในสามวัน ก็จะกำจัดทิ้ง คุณเฉิน ตอนนี้เหลือเวลาน้อยกว่าสองชั่วโมงก่อนเส้นตายจะมาถึง คุณไม่คิดถึงพี่น้องหลายร้อยคนในคลับสายฟ้าเพลิงบ้างเลยเหรอ?"
เฉินเหวินเสียนพูดอย่างไม่แยแส "สองชั่วโมงก็มากพอที่เกิดเื่ราวต่าง ๆ อีกมากมาย ผู้นำตู๋กูไม่ต้องรีบร้อนหรอก"
"ฮ่า ๆ ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา"
ตู๋กูอี้หลงกล่าวเสียงเย็น "ไหน ๆ คุณก็ดื้อดึงขนาดนี้แล้ว อย่ามาโทษฉันที่โเี้ในภายหลังแล้วกัน"
ทันใดนั้น ก็เกิดเสียงโหวกเหวกโวยวายดังขึ้นมาจากฝูงชน
แก๊งเขี้ยวัมาถึงแล้ว
ผู้นำเป็ชายชรา วัยประมาณหกสิบปี สูงประมาณหนึ่งเมตรเจ็ดสิบ ผอมแห้ง ใบหน้ายาว แก้มตอบ โหนกแก้มสูง และมีเคราแพะสามแฉก
ยากนักที่จะเชื่อมโยงภาพลักษณ์นี้กับอันดับหนึ่งบนอันดับยอดฝีมือในสลัม
ชื่อของเขาคือ อู่พั่วเทียน
ผู้ครองอันดับหนึ่งบนอันดับยอดฝีมือในสลัมมาตลอดสิบปี
ชายฉกรรจ์กว่ายี่สิบคนรายล้อมอู่พั่วเทียน ซึ่งส่วนใหญ่สวมหน้ากาก ล้วนเป็สมาชิกคนสำคัญของแก๊งเขี้ยวั
แก๊งเขี้ยวัเป็กองกำลังอันธพาลที่ค่อนข้างพิเศษในสลัม
สมาชิกส่วนใหญ่เป็พวกไม่มีทะเบียน
พวกไม่มีทะเบียน ส่วนใหญ่เป็คนที่ทำผิดกฎหมายหรือมีประวัติอาชญากรรม พวกโจรไม่มีแผ่นดิน คนเหล่านี้ไม่อาจอยู่ในพื้นที่ปกติของฐานได้ตามกฎหมาย จึงต้องซ่อนตัวอยู่ในสลัมที่ไร้กฎหมายแห่งนี้
ผู้คนเช่นนี้มักมีพละกำลังที่แข็งแกร่งมาก
ด้วยเหตุนี้ แม้แก๊งเขี้ยวัจะมีสมาชิกน้อย แต่พละกำลังโดยรวมนั้นกลับแข็งแกร่งมาก
"ฮ่า ๆ คุณอู่ ในที่สุดคุณก็มาเสียที"
เฉินเหวินเสียนดวงตาเป็ประกาย พาลูกน้องคนสนิทของตัวเองออกมาต้อนรับ "ถึงแม้คลับสายฟ้าเพลิงจะต้องพินาศในวันนี้ ผมก็ยังจะร่วมสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับแก๊งเขี้ยวัครับ"
"คุณเฉินโปรดวางใจเถอะ วันนี้พ่อของผมจะต้องชนะแน่นอน"
ในกลุ่มแก๊งเขี้ยวั มีชายหนุ่มคนหนึ่งสวมหน้ากากอสูร กำลังหัวเราะอยู่
เขาชื่อว่า อู่เถิงคง เป็ลูกชายของอู่พั่วเทียน
เขาเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจในพลังของพ่อตัวเอง
เฉินเหวินเสียนหัวเราะ "เหมือนลูกวัวเพิ่งเกิดไม่กลัวเสือ ดีมาก... ท่านอู่ วันนี้ท่านมั่นใจกี่เปอร์เซ็นต์"
"ต้องสู้กันก่อนถึงจะรู้"
อู่พั่วเทียนเผยรอยยิ้มแล้วกล่าว
กลุ่มยอดฝีมือของแก๊งเขี้ยวัและคลับสายฟ้าเพลิงรวมตัวกัน ทำให้เกิดบรรยากาศที่คึกคัก
เมื่อสองวันก่อน สองกองกำลังได้สร้างพันธมิตรลับขึ้นและสนับสนุนซึ่งกันและกัน เพื่อต่อต้านกองกำลังโลหิตทมิฬ
แต่คนจากกองกำลังอื่นกลับพากันหลีกทางถอยออกไปไกล
เพราะเกรงว่าจะถูกกองกำลังโลหิตทมิฬเข้าใจผิด คิดว่าพวกเขามีความสัมพันธ์อันดีกับแก๊งเขี้ยวั
“หึ”
อู่เถิงคงกัดฟันกรอด “พวกหน้าตัวเมีย”
เมื่อก่อน ไม่ว่าอู่พั่วเทียนจะไปที่ไหนก็จะมีคนมากมายมาประจบประแจง
แต่ตอนนี้กลับหลีกเลี่ยงราวกับเป็งูพิษ
“ใจเย็น ๆ”
อู่พั่วเทียนพูดเนิบ ๆ
เขาอายุหกสิบกว่าแล้ว เห็นอะไรมามากมาย อารมณ์จึงผ่านการฝึกฝนจนมั่นคงราวกับสายน้ำที่ไม่ะเืด้วยระลอกคลื่น
ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนขึ้นอยู่กับความแข็งแกร่ง
“หือ?”
อู่พั่วเทียนเปล่งเสียงเบา ๆ
“พ่อ เป็อะไรไป?”
อู่เถิงคงถาม
“ลูกรู้จักเด็กคนนั้นไหม”
อู่พั่วเทียนชี้ไปทางด้านหน้า
อู่เถิงคงเงยหน้ามอง เห็นคนกลุ่มหนึ่งที่อยู่โดดเดี่ยวเช่นกัน มีคนเพียงแปดเก้าคน
คนที่นำหน้าเป็เด็กหนุ่ม ดูเหมือนอายุประมาณสิบเจ็ดหรือสิบแปด รูปร่างสูงเพรียว ใบหน้าหล่อเหลา คิ้วคมดุจดาบ ดวงตาดั่งดวงดาว แววตาเฉียบคม เป็คนที่หน้าตาดีที่หาได้ยากในสลัม
เมื่อพิจารณาอย่างละเอียด อู่เถิงคงก็แปลกใจ “อ้าว ไม่ใช่คนของกองกำลังเมฆาเหรอ? หนุ่มน้อยคนนี้ เหมือนจะชื่อหลี่เซี่ยวเฟย ผมเคยได้ยินมาว่าเป็ลูกศิษย์ของจงหยวนซานแห่งกองกำลังเมฆา และยังเป็ว่าที่ลูกเขยด้วย แต่ไอ้นี่เป็คนไร้ประโยชน์ ฝึกฝนมาหลายปีแล้วยังอยู่แค่ขั้นหนึ่ง ตอนนี้จงหยวนซานตายแล้ว กองกำลังเมฆาก็คงถึงคราวจบสิ้นแล้ว”
อู่พั่วเทียนส่ายหน้า "ลูกพูดผิดแล้ว หลี่เซี่ยวเฟยคนนี้ไม่ธรรมดา"