อาการของคุณพ่อโจวเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆความวิตกกังวลที่มีก็เริ่มจางหายไปนอกจากจะต้องไปทำงานและไปเรียนแล้วทุกเย็นสวีอี้ถงก็มักจะแวะเวียนไปที่โรงพยาบาลเพื่อเฝ้าคุณพ่อโจวพอคุณพ่อโจวอาการดีขึ้นจนสามารถกลับบ้านได้แล้วเธอก็มักจะแวะเวียนไปที่บ้านเพื่อคอยดูแลคุณพ่อโจวและช่วยคุณแม่โจวในการทำอาหารและทำงานบ้าน
“อีกไม่กี่วันพ่อก็จะสามารถกลับไปทำงานในไร่ชาได้แล้วลูกก็ไม่ต้องมาที่นี่ทุกวันหรอกกลับบ้านไปทำหน้าที่ลูกสะใภ้ที่ดีคอยดูแลบ้านของแม่สามีและคอยดูแลสามีของลูกให้ดีเถิด”คุณพ่อโจวพูดกับลูกสาวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเอ็นดูตั้งแต่ตอนที่โจวเสี่ยวถงตัดสินใจว่าจะแต่งงานนิสัยของลูกสาวก็เริ่มจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นจนเดี๋ยวนี้ลูกสาวของเขากลายเป็นความภาคภูมิใจของทั้งเขาและภรรยาไปแล้ว
“นั่นน่ะสิวันๆ เอาแต่ทำงานเรียนแล้วก็มาขลุกอยู่ที่นี่แล้วเมื่อไหร่แกจะมีลูกมีเต้ากับเขาได้เสียทีเล่าเสี่ยวถงแต่งงานมานานถึงขนาดนี้แกควรจะมีลูกเอาไว้สักคนได้แล้วแม่สามีของแกเขาไม่ได้ถามถึงเรื่องนี้บ้างเลยหรือ”คุณแม่โจวพูดออกมาด้วยน้ำเสียงเป็นห่วงทำให้สวีอี้ถงได้แต่หัวเราะออกมาเบาๆเพียงเท่านั้น
“พอพูดเรื่องลูกขึ้นมาก็ทำราวกับว่าฉันพูดเรื่องเหลวไหลอีกแล้วระวังเถิดไม่มีลูกเสียทีไม่ใช่แม่สามีของแกหรอกที่จะเอาใจออกหากระวังสามีของแกนั่นแหละที่จะเอาใจออกหาก”เมื่อคุณแม่โจวพูดเช่นนี้สวีอี้ถงก็พลันส่ายหน้าในทันที
“ไม่หรอกค่ะแม่สามีของหนูเขาไม่ใช่คนหัวเก่ามีพูดถึงบ้างตามประสาคนอยากจะเลี้ยงหลานแต่ก็ไม่ได้กดดันให้มีให้ได้ส่วนสามีของหนูเขาพูดแล้วว่าจะมีก็ได้ไม่มีก็ได้เขาไม่ได้ยึดติดเกี่ยวกับเรื่องนี้”เมื่อสวีอี้ถงพูดเช่นนี้คุณแม่โจวก็ได้แต่ส่ายหน้า
“แกน่ะไม่รู้อะไรมีลูกก็เหมือนมีโซ่ทองคอยคล้องใจช่วยทำให้แกกับเขามีบางสิ่งบางอย่างให้รับผิดชอบร่วมกันช่วยทำให้แกกับเขามีความสัมพันธ์ที่ยากจะแยกจาก”คำพูดของคุณแม่โจวทำให้สวีอี้ถงพลันส่ายหน้าในทันที
“ก็ไม่เสมอไปหรอกค่ะคุณแม่คู่แต่งงานบางคู่ต่อให้มีลูกด้วยกันแล้วหากคิดจะทอดทิ้งกันกเสามารถทำได้อยู่ดีแถมบางคู่ยังทำให้เด็กที่ไม่ได้รู้เรื่องอะไรต้องคอยอึดอัดกับความสัมพันธ์ที่ต้องแยกจากของพวกเขาอีกด้วย”สวีอี้ถงพูดพลางคิดถึงคุณพ่อสวีกับคุณแม่ของเธอในโลกแห่งความเป็นจริง
ก่อนหน้าที่พวกท่านจะหย่าขาดจากกันทะเลาะกันให้เธอเห็นแทบจะทุกวันแถมบางครั้งยังพาลมาใส่อารมณ์กับเด็กที่ได้รู้เรื่องรู้ราวอย่างเธออีกด้วยตอนที่พวกท่านหย่าขาดเธอก็รู้สึกเสียใจอยู่บ้างที่ต้องกลายเป็นเด็กบ้านแตกแต่พอเธอได้อยู่กับคุณแม่แค่เพียงสองคนโดยไร้ซึ่งเสียงทะเลาะเบาะแว้งเธอก็พลันรู้สึกดีขึ้นมาเพราะไม่ต้องใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางสภาวะกดดันยามที่ผู้ใหญ่ที่เธอรักทั้งสองคนทะเลาะกันอีกต่อไปแถมเธอยังรู้สึกว่าพอไม่มีคุณพ่อสวีแล้วคุณแม่ของเธอดูเหมือนว่าจะรักเธอมากยิ่งขึ้นอีกด้วย
“แม่แค่พูดถึงเรื่องมีลูกแกจะคิดถึงเรื่องความสัมพันธ์ที่ต้องแยกจากทำไม เอ๋ หรือว่าแกกับอาจิ่วกับแกมีเรื่องที่ไม่ลงรอยกันแล้วก็ทะเลาะกันบ่อยครั้งเช่นนั้นหรือ”เมื่อได้ยินคำถามประโยคนี้สวีอี้ถงก็รีบส่ายหน้าปฏิเสธในทันที
“ไม่ใช่เสียหน่อยหนูก็แค่พูดถึงครอบครัวอื่น ส่วนหนูกับสามีพวกเราแทบจะไม่มีปากเสียงกันเลยค่ะถ้าจะมีส่วนใหญ่เขาก็จะไม่ได้โต้เถียงหนูแต่มักจะใช้ความเงียบมาต่อสู้กับหนูอยู่อย่างเดียว”เมื่อสวีอี้ถงพูดเช่นนี้หยางจิ่วที่เดินเข้าบ้านมาพอดีก็พลันส่งเสียงโต้กลับในทันที
“ลองผมกล้าส่งเสียงโต้ตอบสิครับคนอย่างเสี่ยวถงน่าจะไม่ยอมปล่อยผมไปง่ายๆแน่” คำพูดของเขาทำให้คุณพ่อโจวพยักหน้าในทันที
“เสี่ยวถงน่ะมีนิสัยเหมือนแม่ไม่มีผิดอย่าได้คิดว่าจะเถียงชนะวิธีที่ดีที่สุดก็คือห้ามโต้เถียงยอมแพ้ไปซะเดี๋ยวเรื่องก็เงียบไปเอง”เมื่อคุณพ่อโจวพูดเช่นนี้หยางจิ่วก็พยักหน้าอย่างเห็นด้วยทำให้เขาได้รับสายตาขุ่นค้อนจากภรรยาในทันที
“วันนี้ผมเอาอาหารที่ร้านมาอีกแล้วคุณแม่จะได้ไม่ต้องทำอาหารอีก”หยางจิ่วรีบเปลี่ยนเรื่องชูถุงใส่กล่องอาหารให้ทุกคนดูในทันที
“โธ่เอ๋ยอาจิ่วของซื้อของขายในร้านแต่กลับเอามาให้พวกเรากินทุกวันเช่นนี้ผลประกอบการที่ร้านก็ทุนหายกำไรหดไปหมดพอดีกัน”เมื่อคุณแม่โจวพูดเช่นนี้หยางจิ่วก็พลันส่ายหน้าในทันที
“ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกครับคุณแม่ก็แค่ของกินเพียงไม่กี่จานไม่ถึงกับกระทบกับต้นทุนและผลกำไรของร้านหรอกครับ”หยางจิ่วพูดพลางส่งถุงใส่กล่องอาหารให้สวีอี้ถงซึ่งเธอก็รับไปเพื่อนำไปเตรียมจัดใส่จานในห้องครัว
“ผมขอตัวไปช่วยเสี่ยวถงก่อนนะครับ”เมื่อพูดจบหยางจิ่วก็พลันเดินเข้าไปในห้องครัวเพื่อช่วยภรรยาจัดอาหารใส่จาน
“อี๋คุณเอาอะไรมาคะ ทำไมถึงได้มีกลิ่นแรงเช่นนี้ล่ะ”สวีอี้ถงพูดพลางรีบปิดกล่องอาหารที่พึ่งจะเปิดออกมาในทันทีท่าทีของเธอทำให้หยางจิ่วรีบดึงกล่องอาหารไปเปิดแล้วก็สำรวจความผิดปกติของอาหารในทันที
“ก็แค่ปลาเปรี้ยวหวานธรรมดาปลาก็ปกติดีไม่เห็นว่าจะมีกลิ่นแปลกปลอมอะไรที่ผิดปกติ”พูดพลางเปิดฝากล่องอาหารออกแล้วเทปลาเปรี้ยวหวานใส่จาน
“นี่เสี่ยวถง!ปลาเปรี้ยวหวานนี่ก็ไม่ได้มีกลิ่นรุนแรงมากถึงขนาดนั้นเสียหน่อย”หยางจิ่วพูดออกมาเมื่อเห็นว่าภรรยาของเขาวิ่งออกไปอาเจียนทางประตูหลังของครัวแล้ว เขาจึงได้วางปลาเปรี้ยวหวานเอาไว้แล้วรีบเดินออกไปช่วยลูบหลังให้ภรรยาในทันที
“คุณเป็นยังไงบ้าง”หยางจิ่วพูดพลางช่วยลูบหลังให้ส่วนคุณพ่อโจวและคุณแม่โจวที่ได้ยินเสียงผิดปกติก็พากันเดิมตามมาดูอาการของลูกสาวด้วยความเป็นห่วงเช่นเดียวกัน
“เกิดอะไรขึ้น”คุณแม่โจวส่งเสียงถามด้วยความเป็นห่วงสวีอี้ถงจึงรีบส่ายหน้าเพื่อที่จะบอกว่าไม่ได้เป็นอะไรมากแต่กลิ่นคาวปลาที่ยังติดจมูกอยู่ทำให้เธอพูดอะไรออกมาไม่ได้
“เสี่ยวถงเขาบอกว่าปลาเปรี้ยวหวานที่ผมนำมามีกลิ่นแรงแล้วเธอก็วิ่งมาอาเจียนอยู่ตรงนี้ครับ”เมื่อหยางจิ่วพูดเช่นนี้คุณพ่อโจวก็เดินกลับเข้าไปในครัวแล้วยกจานที่ใส่ปลาเปรี้ยวหวานมาให้คุณแม่โจวดูในทันที
“ไม่เห็นมีอะไรที่ผิดปกติปลาเปรี้ยวหวานนี่ก็มีกลิ่นหอมน่ากินดี”เมื่อคุณพ่อโจวพูดเช่นนี้สวีอี้ถงก็ยิ่งอาเจียนหนักขึ้นคุณแม่โจวจึงได้โบกมือให้คุณพ่อโจวนำปลาเปรี้ยวหวานจานนั้นเข้าไปเก็บแล้วเธอจึงได้พูดกับลูกเขยและลูกสาวด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความยินดีในทันที
“อาการแบบนี้ดูเหมือนแม่จะเคยเป็นนะเพียงแต่ที่แม่รู้สึกเหม็นไม่ใช่ปลาเปรี้ยวหวานแต่เป็นหน้าของพ่อแกต่างหาก”คำพูดของคุณแม่โจวทำให้สวีอี้ถงพลันชะงักไปในทันทีส่วนหยางจิ่วพลันมีสีหน้าที่เต็มไปด้วยความงุนงงเป็นอย่างยิ่ง
“พาเสี่ยวถงไปตรวจที่โรงพยาบาลดูก็คงจะรู้แล้วอาเจียนเพราะเหม็นปลาเปรี้ยวหวานจริงๆ หรือว่าอาเจียนเพราะแพ้ท้องกันแน่”คำพูดของคุณพ่อโจวทำให้ใบหน้าของหยางจิ่วพลันมีรอยยิ้มปรากฏขึ้นมาในทันทีพอเห็นว่าสวีอี้ถงระงับความอยากอาเจียนได้แล้วเขาก็หันไปบอกกับคุณพ่อโจวและคุณแม่โจวด้วยความยินดี
“ผมจะพาเสี่ยวถงไปตรวจดูสักหน่อยมีคลินิกเปิดใหม่อยู่ในตัวเมืองพอดี คุณพ่อกับคุณแม่กินข้าวก่อนได้เลยนะครับพอผลตรวจออกมาแล้วผมจะส่งคนมาแจ้งข่าวให้ทราบนะครับ”เมื่อพูดจบเขาก็อุ้มสวีอี้ถงขึ้นมาในทันที จนเธอต้องรีบส่งเสียงห้ามปราม
“ฉันเดินเองได้”
“ให้ผมอุ้มเถิดน่าคุณจะได้ไม่ต้องเดินมากอาเจียนมากเช่นนี้ถ้าวิงเวียนจนเป็นลมล้มลงไปคงไม่ดี”เมื่อเขาพูดจบก็อุ้มเธอไปที่รถในทันทีสีหน้าที่เต็มไปด้วยความยินดีของเขาทำให้สวีอี้ถงได้แต่ส่ายหน้าแล้วคิดอยู่ในใจว่า ‘ไหนเคยพูดว่ามีก็ได้ไม่มีก็ได้ไม่ใช่หรือแล้วท่าทางดีอกดีใจเช่นนี้มันคืออะไร…’