“ เสด็จพ่อ พวกเหล่าองครักษ์เหล่านี้พวกมันลบหลู่หม่อมฉันเท่ากับพวกมันลบหลู่เสด็จแม่ และ เสด็จพ่ออีกด้วย เพื่อไม่ให้เสด็จพ่อเสื่อมเสียพระเกียรติ หม่อมฉันเลยลงโทษพวกมัน ส่วนเรื่องแอบอ้างหม่อมฉันไม่ได้พูดพะยะค่ะ” องค์ชายสาธิตพูดตามที่อาอู่สั่งไว้
“ องค์ชายสาธิตพูดหนักไปแล้ว ทหารองครักษ์เพียงแค่บอกไม่ให้พวกท่านนำอาวุธเข้ามาเขตพระราชวัง ท่านถึงกับทำร้ายพวกเขาเลยเชียวหรือแล้วที่สำคัญคือตัดแขนพวกเขาทั้งสิบห้าคน ไม่เกินไปหน่อยกระมัง” เสียงแม่ทัพใหญ่พูดออกมาบ้าง แต่มีน้ำหนักน่าเชื่อถือยิ่งนัก
“ เสด็จพ่อ หมิ่นเกียรติลูกไม่เป็นไร แต่พวกมันหมิ่นพระเกียรติของเสด็จพ่อหม่อมฉันยอมไม่ได้ ยิ่งพวกมันชักดาบต่อหน้ากระหม่อมด้วย พวกมันสมควรตายด้วยซ้ำ”องค์ชายสาธิตตอบแบบไม่กลัวเช่นกัน ทำให้ราชากับสนมเอกรู้สึกว่าองค์ชายสาธิตนั้นเปลี่ยนไป
“ องค์ชายสาธิต เรื่องแอบอ้างรัชทายาทนี่สำคัญ ถึงแม้ว่าท่านไม่ได้เป็นคนพูดแต่ก็เป็นเพื่อนของท่านเป็นคนพูด แล้วท่านจะให้คำตอบเรื่องนี้อย่างไร” แม่ทัพใหญ่ยังไม่ยอม
“ เรื่องนี้ข้าไม่ได้พูดจะให้ตอบแทนคนพูดได้อย่างไร ท่านต้องถามคนพูดเอง”องค์ชายสาธิตโยนให้อาอู่เป็นคนพูดเองตามที่อาอู่สั่งไว้
“ ใครได้ยินว่าข้าเป็นคนพูด “ อาอู่ยืนเด่นเป็นสง่าอยู่กลางท้องพระโรง
ฝ่ายแม่ทัพใหญ่ก็ให้หัวหน้าองครักษ์ ที่ฟื้นแล้ว ออกมายืนด้านข้างอาอู่
“ กระหม่อมได้ยินมากับหูตัวเองเลยพะยะค่ะ” แล้วชี้ตัวว่าอาอู่เป็นคนพูดขึ้นมา
“ ข้าขอถามท่านราชาไชยแสน หากมีคนนำอาวุธจ่อไปที่องค์รัชทายาทของท่านมันสมควรได้รับโทษเช่นไร” อาอู่มองหน้าราชาไชยแสนเพื่อดูให้ชัดนี่หรือคือพ่อของเขา
“ เจ้าบังอาจนัก กล้าขานนามของราชาของเราโดยตรงได้อย่างไร” ท่านแม่ทัพใหญ่ไม่พอใจที่อาอู่ทำท่าเหมือนไม่เคารพราชาไชยแสน แต่ว่าราชากลับยกมือห้าม เพราะว่าใบหน้าของอาอู่นั้นมีส่วนคล้ายคนที่ราชาคิดถึงอยู่ตลอดเวลาทั้งพระสนมรอง และพระสนมเอกก็เช่นเดียวกัน ต่างตกตะลึงที่ได้เห็นหน้าของอาอู่
“ ผู้ที่กล้าใช้ดาบหรืออาวุธข่มขู่รัชทายาทของเรา โทษนั้นคือ ตายสถานเดียว แม้แต่คนแอบอ้างก็เช่นเดียวกัน” ราชาไชยแสนตอบยิ้มๆ คิดว่าจะขู่เด็กคนนี้ให้กลัวสักหน่อย อาอู่ยิ้มออกมาน้อยๆ จ้องมองหน้าของราชาไชยแสน แล้วเหวี่ยงมือออกมาพร้อมดาบที่รวดเร็วแทบมองไม่เห็นตัดหัวของหัวหน้าองครักษ์ที่ยืนอยู่ด้านข้าง จนหัวกระเด็นเลือดนองพื้นท้องพระโรงไปหมด
สร้างความแตกตื่นตกใจ ให้กับผู้คนทั้งหมดที่ยืนอยู่ในที่แห่งนี้ องค์ชายสาธิตตกใจแทบสิ้นสติ ส่วนเพื่อนๆที่เหลือยืนนึ่งทำอะไรไม่ถูก แม่ทัพใหญ่ตาเหลือกถลนทันที เพราะคนที่ตายคือ ลูกชายของเขานั่นเอง ราชาไชยแสนถึงกับลุกขึ้นมองด้วยความโกรธ กำลังจะมีคำสั่งให้จับตัวอาอู่ไปตัดหัวเช่นกันแต่ว่าอาอู่กลับยกเหรียญทองคำเหรียญหนึ่งชูขึ้นมา
“ ข้าคงจะเป็นรัชทายาทที่สูญหายไปของเมืองศรีวิชัยซินะ” อาอู่พูดด้วยน้ำเสียงที่เรียบๆ แต่คนฟังนั้นยิ่งตื่นตะลึงยิ่งกว่า เห็นหัวหน้าองครักษ์ ถูกตัดหัวเสียอีก โดยเฉพาะสนมรองต่างลุกขึ้นมองด้วยความตกใจ แม่ทัพใหญ่พอหายตกใจก็ไม่ยอมรับ ให้ตายก็ไม่ยอม
“ เจ้าอย่างมาโกหก เจ้าไปเก็บเหรียญทองคำนี้ได้จากที่ใด เจ้าจะรับสมอ้างเป็นรัชทายาท ไม่มีทางไม่มีใครเชื่อเจ้าหรอก” แม่ทัพใหญ่ไม่ยอมรับเด็ดขาด
“ เฮอะ เรื่องภายในราชวงศ์ เจ้าจะไปรู้อะไร ต้องถามท่านราชาไชยแสน ทำไมต้องทำเหรียญทองคำขึ้นมา แล้วสร้างมาเพื่อใคร มีแต่สามคนพ่อแม่ลูกเท่านั้นที่รู้ พวกเจ้าคนนอกจะไปรู้เรื่องแบบนี้ได้อย่างไร เจ้าโง่” อาอู่ด่ากราด
“ ข้าขอดูเหรียญของเจ้าหน่อยซิ” เสียงราชาไชยแสนอ่อนลง แล้วถึงกับเดินลงมาหาอาอู่ข้างล่างทันที โดยไม่สนคำทัดทานของคนอื่นๆ อาอู่เลยยื่นให้ดู
“ ใช่ ใช่จริงๆด้วย เจ้าคือลูกของข้าจริง แล้วแม่ของเจ้าสบายดีไหม ทำไมไม่ส่งข่าวมาหาข้าบ้างเลย” ราชาไชยแสนไม่รู้ว่า แม่ของอาอู่นั้นตายไปแล้ว
“ แม่ตายไปแล้ว ตั้งแต่ข้ายังเล็ก” อาอู่พูดสั้นๆ
“ หา นางตายแล้วจริงหรือ ข้าเฝ้าแต่รอหวังว่าสักวันนางจะกลับมา” น้ำตาของราชาไชยแสนไหลออกมาจริงๆ อาอู่เห็นแล้วก็สงสารแต่ไม่รู้จะปลอบอย่างไร
“ ไหนดูซิ นี่เจ้าอายุ 14 ปีเองหรือนี่ ทำไมร่างกายเจ้าสูงใหญ่ขนาดนี้ ข้าเห็นหน้าเจ้าครังแรกก็อดนึกสงสัยไม่ได้ ทำไมเจ้าถึงได้มีส่วนคล้ายแม่เจ้ามาก” ราชาไชยแสนยืนคุยกับอาอู่ท่ามกลางขุนนาง และทหารที่ยืนมองด้วยสายตาที่แตกต่างกันออกไป ยิ่งกลุ่มของอาอู่ทั้งหมดล้วนตกตะลึงไม่รู้กี่ครั้งแล้วกับเรื่องของอาอู่
“ เสด็จพี่มีเรื่องดีเช่นนี้หม่อมฉัน ว่าพวกเราจัดงานเลี้ยงต้อนรับองค์รัชทายาทคืนนี้เลยดีไหมเพคะ” สนมเอกเข้ามาแสดงความยินดีด้วยความจริงใจ อาอู่สัมผัสได้
“ ดี วันนี้เลิกประชุม คืนนี้เลี้ยงต้อนรับ องค์รัชทายาท ไปพวกเราไปคุยข้างในกันต่อ พวกเจ้าก็มาด้วย” ราชาไชยแสนเรียกองค์ชายสาธิตกับเพื่อนๆ เข้าไปคุยที่ห้องส่วนตัวด้านใน โดยไม่สนใจหัวหน้าองครักษ์ที่นอนคอขาดกระเด็นอยู่ที่พื้น
ณ ตำหนักพระสนมรอง เพล้ง... เสียถ้วยชาแตก กระจาย
“ มันยังไม่ตาย ท่านพี่มันยังไม่ตาย” เสียงพระสนมรองเอ่ยด้วยอารมณ์ที่โกรธแค้นสุดขีด
“ มันจะต้องตาย มันบังอาจตัดหัวลูกชายของข้า “ แม่ทัพใหญ่ก็แค้นเช่นเดียวกัน
“ เสด็จแม่ อาอู่คนนี้มันมีฝีมือทางด้านหมัดมวยมากแถมมันมีไม้วิเศษอีกด้วย ตอนยังเล็กมันเคยใช้ไม้วิเศษไล่ตีลูก จนเจ็บระบมไปหมด ขนาดไปอยู่สำนักตักศิลา ส่งคนไปฆ่ามันมันยังรอดกลับมาได้ และมันยังเป็นนักดาบอันดับหนึ่งของสำนักตักศิลาปีนี้อีกด้วยท่านลุงกับท่านแม่ ต้องระมัดระวังด้วย” องค์ชายสันติเอ่ยเตือนเพราะเคยเจอมากับตัวแล้ว
“ มันเก่งขนาดนั้นเลยหรือ” สนมรองเอ่ยด้วยความตกใจ
“ ไม่ต้องห่วง ข้าจะให้มือสังหารของกองทัพของเราลอบสังหารมันเอง ” แม่ทัพใหญ่เอ่ยด้วยความแค้น
“ ใจเย็นๆ ก่อนหากทำอะไรมันเวลานี้ ฝ่าบาทจะสงสัยพวกเราแน่” สนมรองเอ่ยเตือน
“ อย่าได้ห่วงไป มือสังหารกลุ่มนี้มันอยู่ชายแดนพวกมันมีหน้าที่ทำตามคำสั่งเท่านั้น ข้าฝึกพวกมันเอาไว้เพื่อลอบสังหารอย่างเดียว และพวกมันก็ไม่รู้ว่าข้าเป็นใครอีกด้วย” แม่ทัพใหญ่มั่นใจมากสำหรับเรื่องนี้
“ เพื่อความไม่ประมาท ท่านลุงหาคนที่มีคาถาอาคมแกร่งกล้า มาช่วยด้วยเพราะข้ารู้ว่ามันมีไม้วิเศษลงอาคม ทหารธรรมดากลัวว่าจะสู้อาคมไม่ไหว” องค์ชายสันติเอ่ยเตือนผู้เป็นลุง
“ ถ้าเป็นจริงอย่างเจ้าว่า ข้าคงต้องขอให้อาจารย์ดำ ช่วยเหลืออีกแรงแล้ว”
“ ถ้าท่านอาจารย์ดำช่วยเหลือ ข้าก็เบาใจ” สนมรองค่อยสบายใจขึ้น
“ อีก 3 วันมีงานฉลองเจดีย์ใหญ่ข้าว่าพวกมันต้องไปแน่ พวกเราถือโอกาสนั้นจัดการกับพวกมัน” องค์ชายสันติแนะนำ ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วย
หลังจากงานเลี้ยง อาอู่ก็รู้ว่าราชาไชยแสนนั้นยังคงรักและห่วงใยท่านแม่ของอาอู่อยู่เสมอ ถึงแม้จะผ่านมานานแล้วก็ตาม ส่วนเรื่องการสืบหานั้น ราชาไชยแสนคงถูกกำลังทหารของแม่ทัพใหญ่ คอยสะกัดกั้นเอาไว้ตลอด ฟังจากคำของพระองค์ที่อึดอัดกับสนมรองและแม่ทัพใหญ่ แต่ว่าไม่สามารถทำอะไรได้ เพราะว่าอำนาจของแม่ทัพใหญ่ในกองทัพนั้น มากมายเป็นเครือ ข่ายที่ใหญ่ ตัดทิ้งไป ก็มีคนใหม่เข้ามา เหมือนกับ หัวหน้าองครักษ์วังหลวงคนใหม่ ก็ถูกบีบให้รับบุตรชายอีกคนของท่านแม่ทัพใหญ่ให้เข้ามารับตำแหน่งนี้
“ เสด็จพ่อไว้พุ่งนี้ต่อหน้าขุนนางทั้งหลายท่านยังไม่ต้องแต่งตั้งตามที่แม่ทัพใหญ่ขอมา ข้าจะให้เพื่อนของข้าเป็นหัวหน้าองครักษ์วังหลวงคนใหม่แทน” อาอู่บอกไปแบบนั้นราชาไชยแสนก็สงสัยว่าอาอู่นั้นมีแผนอะไร
“ เจ้าคิดจะทำอะไรกันแน่” ราชาไชยแสนเอ่ยถามตามตรง
“ เสด็จพ่อข้าอยากรู้เวลาเคลื่อนทัพที่เมืองของท่านใครเป็นคนสั่งการ” อาอู่ยังไม่ตอบ แต่ย้อนถาม
“ ก็มีตราคำสั่งของราชาเท่านั้นที่สั่งเคลื่อนกำลังได้ เจ้าถามทำไม”
“ เวลานี้ยังอยู่กับเสด็จพ่อหรือไม่” อาอูพูดจบ ราชาไชยแสนก็หยิบตราคำสั่งโยนให้อาอู่ได้ดู
“ ถ้าสมมติว่า มีคนทำตราปลอมแล้วสั่งย้ายกองทัพ เราควรทำอย่างไร” อาอู่ถาม
“ ต้องโทษประหารอยู่แล้ว เจ้าคิดหรือว่าใครมันจะกล้า”
“ ก็ไม่แน่ “ อาอู่คืนตราคำสั่งให้ราชาไชยแสนแล้วทำท่าจะเดินออกไป
“ เดี๋ยวก่อน เจ้ารู้หรือไม่ว่าตอนที่เจ้าเกิด ข้ากับแม่เจ้าตั้งชื่อเจ้าไว้ว่าอย่างไร”องค์ราชาเอ่ยแล้วยิ้ม
“ ชื่อหรือ ท่านแม่ไม่ทันได้บอก”
“ เจ้าชื่อว่า เจ้าชายวรชิต ต่อไปก็เลิกใช้อาอู่อะไรนั่นซะ ฟังแล้วไม่เหมือนเป็นลูกของข้าเลย” ราชาไชยแสนบ่นออกมา
“ ชื่ออาอู่นี่พ่อบุญธรรมตั้งให้ เสด็จพ่ออย่าให้ข้าต้องเปลี่ยนเลย ข้าไม่อยากให้ท่านพ่อซ่งอี้ไม่สบายใจ” อาอู่ไม่อยากเปลี่ยนเวลานี้ เพราะชื่อ วรชิตนี้ไปซ้ำกับชื่อที่ท่านฤาษีตั้งไว้ให้อีก หรือว่าท่านจะรู้จักชื่อจริงข้าอยู่แล้ว
“ ไม่ได้ยังไงชื่อตำแหน่งรัชทายาทก็ต้องใช้ชื่อนี้ จะไปเรียก รัชทายาทอาอู่ มันยังไงก็ไม่รู้ ชื่อนั้นเจ้าไว้เรียกขานกับหมู่เพื่อน และพ่อบุญธรรมของเจ้าก็แล้วกัน” ราชาไชยแสนไม่ยอมเปลี่ยนใจ แต่ก็ยอมให้อาอู่ใช้เป็นชื่อเล่นต่อไปได้
“ ขอบพระทัยเสด็จพ่อ “ อาอู่กลับเข้ามาในที่พักเห็นเพื่อนๆ รออยู่พร้อมหน้ากันทั้งหมด
“ รัชทายาท ท่านมีแผนที่จะทำอย่างไรต่อ” องค์ชายสาธิต เริ่มเปลี่ยนสรรมพนามของอาอู่ทันที
“ เรียกข้าอาอู่ เหมือนเดิมเถอะ ข้าไม่ค่อยชิน พรุ่งนี้ข้าอยากจะให้ให้พี่เดชช่วยตัดหัวคน ให้ข้าคนหนึ่ง “