“ชื่อแผ่นดินเ้าจะเรียกนายว่านายดินเฉยๆก็ได้เ้า นายเป็เ้าของบ้านและเ้าของไร่ส้มศิธากุลแห่งนี้เ้า ความจริงนายเปิ้นมีน้องชายคนหนึ่งชื่อคุณไผทแต่เธอเสียไปแล้วเมื่อเร็วๆนี้เองเ้า ป้าละสงสารนายเหลือเกินเพราะนายฮักคุณไทมาก โธ่...จะบ่หื้อนายฮักน้องชายมากได้จะไดละเ้าก็มีกันอยู่แค่สองคนพี่น้องเพราะพวกคุณท่านเสียไปนานแล้วแถมนายกับคุณไทอายุก็ห่างกันตั้งสิบปีจะเรียกว่านายฮักคุณไทเหมือนลูกก็ได้นะเ้า เฮ้อ...พูดแล้วป้าก็สงสารนายเหลือเกินนายเป็คนดีทำไมต้องมาเจอเื่แบบนี้ด้วยก็บ่ฮู้”
เอื้องพูดไปก็ซับน้ำตาไปด้วยถึงแม้เธอจะไม่ได้สนิทชิดเชื้อกับไผทเหมือนแผ่นดินมากนัก แต่ก็รักชายหนุ่มเหมือนลูกหลานคนหนึ่งเมื่อเสียชีวิตไปแล้วก็อดเศร้าเสียใจไม่ได้
อรปรียากำช้อนทานข้าวไว้แน่น ริมฝีปากถูกขบเม้มเอาไว้น้ำตาที่พยายามกั้นเอาไว้ไหลออกมาจนได้ หญิงสาวจึงรีบก้มหน้าลง เพราะไม่อยากให้คนที่กำลังพูดเจื้อยแจ้วสังเกตเห็นว่าเธอร้องไห้เขาคงโกรธแทบอยากจะฆ่าเธอให้ตายตามไผทไปด้วยเลยสินะ เพราะเธอเป็คนทำให้คนที่เขารักมากที่สุดและเป็ครอบครัวคนสุดท้ายต้องตายไป
“ป้าก็บ่ฮู้หรอกนะเ้าว่าคุณไทตายเพราะอะหยังเอ่อ...อย่าหาว่าป้าเสียมารยาทเลยนะเ้าถ้าจะถามว่าทำไมดูคุณบ่ค่อยฮู้เื่นายเลยละเ้า”
หญิงสาววางช้อนลงในจานข้าวแล้วหันหน้าไปทางอื่นเพื่อเช็ดน้ำตาก่อนจะหันกลับมายิ้มอ่อนๆ ให้เอื้องที่ทำหน้าสงสัยในความสัมพันธ์ของเธอและเ้านายตนเองอย่างไม่ปิดบัง
“เอ่อ...คุณเป็เพื่อนของนายหรือเ้า” เอื้องเอ่ยถามอีกอย่างอดไม่อยู่ก็จะไม่ให้สงสัยได้ยังไงในเมื่อเธออยู่ที่นี่มาหลายสิบปีั้แ่แผ่นดินยังตัวเล็กๆรับใช้พ่อแม่ของชายหนุ่มมาจนกระทั่งเขาโตเป็หนุ่มใหญ่เธอยังไม่เคยเห็นเขาพาผู้หญิงคนไหนมานอนค้างอ้างแรมที่บ้านนี่สักคนเดียวถ้าจะมีผู้หญิงมาหาก็แค่มาแล้วกลับไปเท่านั้น หญิงสาวแสนสวยตรงหน้าเธอนี้นับว่าเป็คนแรกเลยทีเดียว
“เปล่าค่ะ เอ่อคือ...หนูเป็เพื่อนของไทค่ะ”คำท้ายเธอพูดเสียงแ่ละอายใจจนเกินกว่าจะพูดคำว่าเพื่อนออกมาได้เต็มปากเต็มคำ
“อ๋อ...หรือเ้า”
“ค่ะ ป้าจะไปทำความสะอาดครัวไม่ใช่เหรอไปเถอะค่ะ” อรปรียารีบตัดบท เพราะตอนนี้อยากอยู่คนเดียวเหลือเกินเอื้องยิ้มรับก่อนจะเดินจากไปหญิงสาวถอนหายใจยาวนั่งมองอาหารที่วางอยู่ตรงหน้านิ่งไม่คิดที่จะทานแม้แต่น้อยความเ็ปและความรู้สึกผิดมันขจัดความรู้สึกหิวออกไปจนหมด ลำคอเธอตีบตันเสียจนกลืนอะไรไม่ลงแม้แต่น้ำลายของตนเอง
ไท...ช่วยบอกอรหน่อยได้ไหมว่าอรควรทำยังไงดีอรควรทำอะไรที่จะสามารถชดใช้ความผิดที่อรได้ทำไว้กับไทอรควรทำยังไงที่จะทำให้พี่ชายของไทหายโกรธและยกโทษให้อรหญิงสาวเฝ้าร้องถามกับคนที่ไม่สามารถให้คำตอบได้ในใจ
ตอนนี้สมองเริ่มอ่อนล้าคิดอะไรไม่ออกอยากจะนอนเสียเหลือเกินแล้วเธอก็ลุกขึ้นทันทีไม่คิดจะแตะต้องอาหารที่วางอยู่บนโต๊ะเลยแม้แต่น้อยแต่ยังไม่ทันได้ก้าวเท้าออกไปไหนก็เจอกับเด็กสาวผิวขาวหน้าตาเกลี้ยงเกลาเสียก่อนคะเนอายุจากสายตาแล้วน่าจะประมาณสิบแปดสิบเก้าปีและถ้าเดาไม่ผิดคงจะเป็ลูกสาวป้าเอื้องแน่ๆ
เด็กสาวที่เข้ามาใหม่ยิ้มให้อย่างสดใสแล้วหันไปมองอาหารที่วางอยู่บนโต๊ะซึ่งมันไม่ได้พร่องลงไปบ้างเลยจากนั้นสายตาของเด็กสาวก็วนกลับมาหาเธอใหม่อีกรอบแววตาสดใสแสนซื่อนั้นมีแววห่วงใยชัดเจน
“คุณไม่ได้ทานข้าวเลยเหรอคะหรือว่ากับข้าวไม่ถูกปากถ้าเป็อย่างนั้นคุณบอกหนูมาเถอะค่ะว่าอยากจะทานอะไรหนูจะไปบอกให้แม่ทำให้คุณทานใหม่”
“ไม่ต้องหรอกจ้ะขอบใจนะคือว่าฉัน...ไม่หิวน่ะ” อรปรียารีบห้าม เพราะไม่้ารบกวนใครให้วุ่นวายและเธอรู้ว่าตนเองไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะเรียกร้องอะไรได้อีกอย่างเธอไม่อยากให้เ้าของบ้านไม่พอใจมากไปกว่านี้
“ถ้าคุณไม่ทานร่างกายคุณจะแย่เอานะคะแม่บอกหนูว่าั้แ่เช้าคุณยังไม่ได้ทานอะไรเลย”
“ฉันกินไม่ลงจริงๆตอนนี้รู้สึกอยากจะนอนเท่านั้น”
“ถ้าอย่างนั้นหนูไปเอานมมาให้คุณทานก่อนนอนดีกว่านะคะคุณไม่ทานข้าวแต่ก็น่าจะดื่มนมเสียหน่อย”
อรปรียายิ้มอ่อนๆให้กับคนปรารถนาดี เธอพยักหน้าตกลง “ก็ได้จ้ะไปเอามาสิ”
“ค่ะอืม...คุณจะขึ้นไปรอบนห้องก่อนก็ได้นะคะเดี๋ยวหนูขอเก็บจานก่อนแล้วจะเอาไปให้”
“งั้นมาฉันช่วย” หญิงสาวปรี่เข้าไปหวังจะช่วยแต่ถูกเด็กสาวร้องปฏิเสธเสียงหลง
“อุ๊ย! ไม่ต้องช่วยหนูหรอกค่ะ คุณเป็แขกของนายไม่ต้องช่วยหรอกคุณไปพักผ่อนเถอะนะคะเดี๋ยวหนูยกนมไปให้ดื่มก่อนนอน”
อรปรียาถอยห่างออกมา สีหน้าเศร้าลงกับคำว่า‘แขกของนาย’ ของเด็กสาวเธออยากจะบอกเหลือเกินว่าเธอไม่ได้อยู่ที่นี่ในฐานะแขกอย่างที่ทุกคนเข้าใจ แต่เธออยู่ที่นี่ในฐานะนักโทษที่ทำผิดและกำลังรอรับการลงทัณฑ์ในไม่ช้านี้ต่างหากหญิงสาวกลับเข้าห้องไม่ถึงสิบนาทีเด็กสาวก็เข้ามาในห้องพร้อมนมแก้วหนึ่งในมือ
“ขอบใจจ้ะ” เธอรับมาดื่มจนหมดแก้ว ก่อนจะส่งคืนกลับพร้อมเอ่ยถาม เมื่อเห็นเด็กสาวเอาแต่จ้องเธอแล้วก็อมยิ้ม“มีอะไรเหรอจ๊ะ หน้าฉันมีอะไรติดเหรอ” ถามพร้อมยกมือลูบหน้าตัวเองเด็กสาวหัวเราะคิกคักก่อนตอบว่า
“ไม่มีอะไรติดหน้าคุณหรอกค่ะแต่คุณสวยจังเลยเหมือนตุ๊กตาเลยค่ะ”
หญิงสาวยิ้มรับกับคำชมใสซื่อของเด็กสาว
“ขอบใจจ้ะเธอเองก็น่ารักเหมือนตุ๊กตาเหมือนกันว่าแต่เธอชื่ออะไรเหรอจ๊ะ”
“หนูชื่อน้ำอ้อยค่ะ เป็ลูกของแม่เอื้อง”
“ฉันชื่ออรปรียาเรียกฉันว่าอรเฉยๆก็ได้นะ น้ำอ้อยล่ะอายุเท่าไรแล้วยังเรียนอยู่ไหม”
“หนูอายุสิบเก้าแล้วค่ะหนูเรียนสายอาชีพทางด้านบัญชีค่ะ เพราะจบมาแล้วจะได้มาทำงานกับนายเลย”
“ดีจ้ะ ตั้งใจเรียนนะ ฉันเป็กำลังใจให้ว่าแต่น้ำอ้อยไม่พูดเหนือเหรอ”
“อ๋อ...ปกติหนูพูดค่ะแต่หนูรู้ว่าคุณไม่ใช่คนเหนือก็เลยพูดภาษากลางกับคุณ”
“เหรอน้ำอ้อยพูดภาษากลางได้ชัดมากเลยนะ”
“ก็พ่อของหนูเป็คนกรุงเทพนี่คะพ่อหนูไม่พูดภาษาเหนือแต่ก็ฟังออก ไม่งั้นจะตอบโต้ตอนแม่ด่าไม่ได้ค่ะ” จบคำน้ำอ้อยก็หัวเราะคิกคัก
อรปรียาหัวเราะออกมา รู้สึกถูกชะตากับเด็กสาวคนนี้เหลือเกินความสดใสของเด็กสาวทำให้เธอคลายทุกข์ไปได้บ้าง
“เอ่อ...น้ำอ้อยจ๊ะที่นี่มันจังหวัดอะไรเหรอ” หญิงสาวถาม เพราะอย่างน้อยจะได้รู้ว่าตัวเองอยู่ที่จังหวัดไหนของประเทศไทย
น้ำอ้อยมองหน้าคนถามด้วยความแปลกใจเอ...เพื่อนนายคนนี้แปลกแฮะมาอยู่ที่นี่กับนายแต่กับไม่รู้ว่าอยู่จังหวัดไหนเป็เพื่อนกันแบบไหนเนี่ยถึงไม่รู้อะไรเลย ถึงน้ำอ้อยจะสงสัยแค่ไหนแต่ก็ยอมตอบคำถามแต่โดยดี
“เชียงรายค่ะ”
“เชียงราย! เหนือสุดของประเทศไทยอย่างนั้นเหรอ” คำสุดท้ายเธอพึมพำกับตนเองเบาๆอรปรียาเห็นสายตาของเด็กสาวก็ส่งยิ้มให้ก่อนจะตัดบทว่า
“ฉันรู้สึกง่วงแล้ว น้ำอ้อยเอาแก้วไปเก็บเถอะจ้ะ”
“ค่ะ”น้ำอ้อยรับคำแล้วออกจากห้องไปทันที โดยไม่ต้องให้ไล่ซ้ำสองและไม่ลืมที่จะปิดประตูห้องให้
หญิงสาวถอนหายใจเฮือกใหญ่ ล้มตัวลงนอนแต่ยังไม่หลับเพราะสมองยังคงมีความคิดต่างๆนานา อยู่ตลอดเวลา ว่าพรุ่งนี้และวันต่อๆ ไปเธอจะต้องเจอกับอะไรบ้าง ที่สำคัญเธอคิดถึงพ่อกับแม่ไม่รู้ว่าป่านนี้พวกท่านจะเป็ยังไงบ้างเธอคิดไปเรื่อยจนกระทั่งผล็อยหลับไป
“เพื่อนนายคนนี้แปลกนะอี่แม่เป็เพื่อนกันจะไดถึงบ่ฮู้อะหยังเกี่ยวกับนายเลยแม้แต่ตอนนี้ตัวเองอยู่จังหวัดอะหยังยังบ่ฮู้เลยนะอี่แม่ แปลกมากเหมือนกับโดนนายลักพาตัวมาอย่างนั้นแหละ” น้ำอ้อยพูดกับมารดาขณะที่กำลังเดินกลับบ้านด้วยกันหลังจากทำงานทุกอย่างเสร็จหมดเรียบร้อยแล้ว
“นี่แน่ะอู้อะหยังก็บ่ฮู้ ไผได้ยินเข้านายจะเสียหายเอา” เอื้องเขกหัวบุตรสาวเสียหนึ่งที น้ำอ้อยร้องลั่นยกมือลูบศีรษะตนเองค้อนมารดาขวับหนึ่ง
“เจ็บนะอี่แม่”
“ก็อู้อะหยังบ่คิดนายเปิ้นน่ะบ่มีวันทำแบบนั้นหรอก”
“เอ้า...บ่แน่นะอี่แม่คุณเธอสวยออกจะตายไปนายอาจอดใจไว้บ่ไหวก็ได้”เอื้องทำท่าจะเขกหัวลูกสาวอีกทีแต่คราวนี้น้ำอ้อยหลบทันแถมยังส่งยิ้มทะเล้นให้อีกด้วย
“อี่น้องนี่มันน่าตีจริงๆ”
“อี่แม่ว่ามันแปลกไหมล่ะที่น้องบอกน่ะ” น้ำอ้อยวกเข้าเื่เดิมอีกครั้ง
“แม่ก็คิดเหมือนกันแหละแต่คุณเปิ้นว่าบ่ได้เป็เพื่อนนายแต่เป็เพื่อนคุณไท”
“อ๋ออย่างนี้นี่เองว่าแต่เปิ้นมาทำอะหยังที่นี่เหรออี่แม่”น้ำอ้อยถามตามประสาคนอยากรู้
“บ๊ะ...แม่จะไปฮู้ได้จะได อยากฮู้ก็ถามเปิ้นดูสิหรือบ่ถามนายเอา”
“แหมอี่แม่...” น้ำอ้อยลากเสียงยาวพร้อมทำหน้ายู่ใส่มารดา “ไผจะกล้าล่ะ”
“ถ้างั้นก็สงสัยต่อไปก็แล้วกันเอ๊ะ! อี่น้องทำไมไฟในเฮือนเราเปิดป้อแกกลับมาแล้วรึ” เอื้องถามลูกสาวด้วยความสงสัย
“คงงั้นมั้งอี่แม่แต่ทำไมอี่ป้อกลับมาแล้วล่ะนายยังบ่กลับเลยนี่นา” แล้วสองแม่ลูกก็เดินปรี่เข้าบ้านจึงเห็นสมคิดนั่งดูทีวีอยู่เอื้องเดินเข้าไปนั่งข้างๆ ถามสามีอย่างแปลกใจ
“อ้าวอ้ายคิดทำไมกลับไวจังล่ะฉันคิดว่าอ้ายจะกลับสามสี่ทุ่มเสียอีกเอ...แต่ฉันยังบ่เห็นนายกลับเฮือนเลยนะแล้วอ้ายกลับมาก่อนได้จะได”
“นายให้พี่กลับบ้านมาก่อนน่ะส่วนนายยังไม่กลับอยู่ก๊งเหล้ากับพวกคนงานก่อนดึกๆ คงจะกลับ”
“เอ...แปลกแฮะนายน่าจะกลับมาได้แล้วนะอ้ายคิดบ่น่าปล่อยหื้อเพื่อนอยู่คนเดียวแบบนี้” เอื้องพูดก่อนจะกระแซะเข้าหาสามีถามอย่างอยากรู้ว่า “นี่อ้ายคิดแล้วเพื่อนที่มาพักกับนายน่ะเปิ้นเป็อะหยังกับนายเหรอ”
สมคิดเงียบไม่ตอบ เพราะมันเป็เื่ของเ้านายทั้งๆที่เขาก็รู้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างหนุ่มสาวทั้งสองนั้นเป็เช่นไรเพราะแผ่นดินเล่าเื่ทั้งหมดให้ฟังแล้ว ได้ฟังครั้งแรกเขาใมากและเตือนสติชายหนุ่มที่เขารักเอ็นดูเหมือนลูกหลานคนหนึ่งให้ทบทวนการกระทำเสียใหม่แต่ก็ไม่เป็ผลเพราะตอนนี้แผ่นดินมีแต่ความแค้นบังตาในเมื่อเขาห้ามไม่ได้ก็คงต้องคอยดูแลไม่ให้แผ่นดินทำอะไรรุนแรงกับผู้หญิงคนนั้นจนถึงขั้นเสียชีวิตสมคิดมองภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากที่ยังเซ้าซี้ไม่เลิกจึงแสร้งเอ็ดใส่ว่า
“เอ๊ะ! เอ็งจะอยากรู้ไปทำไมเื่ของเ้านายอย่าไปยุ่ง ไปๆหาข้าวหาปลามาให้กินได้แล้วหิวจะแย่แล้วเนี่ย”
เอื้องค้อนสามีขวับหนึ่งก่อนจะลุกถือปิ่นโตที่แบ่งกับข้าวมาจากเรือนใหญ่เดินกระแทกส้นเท้าเข้าครัวไปสมคิดมองตามพลางส่ายหน้าอย่างอ่อนใจกับความเ้าแสนงอนของภรรยาที่ั้แ่สาวยันแก่ก็ยังไม่จางหายหรือเบาบางลงไปเลยน้ำอ้อยมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วหัวเราะคิกคักเพราะรู้ว่าบิดาแกล้งเอ็ดมารดาไปอย่างนั้นเองพ่อกับแม่เธอทะเลาะกันอย่างไม่จริงจังนัก ส่วนมากจะเป็เื่เล็กๆ น้อยๆ และต้นเหตุก็มักจะเป็แม่เธอที่งอนเสียมากกว่าแต่ผลสุดท้ายก็ดีกันเหมือนเดิม
ฟูกเตียงที่อ่อนยวบลงทำให้ร่างบางที่นอนอยู่ผุดลุกขึ้นนั่งทันทีดวงตาคู่สวยเบิกกว้างเมื่อเห็นคนที่นั่งอยู่ปลายเตียงถนัดตา
“ไท! ไทจริงๆด้วย” เธอคว้ามือหนาของคนที่นั่งอยู่ไม่ไกลมากุมไว้ด้วยความดีใจ“ไท...รู้ไหมว่าอรคิดถึงไทมากแค่ไหนไทหายไปไหนมาเหรอทำไมไม่ไปหาอรหรือติดต่ออรบ้างเลยล่ะ”ถามออกไปเป็ชุดแต่คนที่นั่งอยู่ตรงหน้ากลับไม่พูดอะไรเลยแถมใบหน้าที่เคยมีแต่รอยยิ้มอ่อนโยนให้เธอเสมอกลับหมองเศร้าลงแล้วเธอก็ต้องใเมื่อเห็นดวงตาคมมีน้ำใสๆ ไหลออกมาแววตาที่มองเธอดูทุกข์ทนเสียเหลือเกินจนเธอรู้สึกเ็ปหัวใจแล้วเธอก็ต้องผวาไขว่คว้าข้อมือของเพื่อนรักเอาไว้เมื่อเขาลุกเดินจากไป แต่ไม่ทันจึงได้แต่ร้องเรียกเท่านั้น
“ไท!” อรปรียาลืมตาพรวด หอบหายใจแรง หน้าผากมนมีเหงื่อเม็ดเล็กๆเกาะเต็มไปหมด หญิงสาวลุกขึ้นนั่งกวาดสายตามองไปรอบๆ ห้องด้วยความหวังอันริบหรี่ว่าจะเจอใครบางคนที่้าแต่ก็พบเพียงความว่างเปล่าเท่านั้น
ฝัน...นี่เราฝันไปงั้นเหรอก็ใช่สินะมันจะเป็ความจริงไปได้ยังไงในเมื่อ...ไทจากเราไปแล้ว
หญิงสาวลูบหน้า ก่อนจะยกมือทั้งสองข้างปิดหน้าร้องไห้ออกมาอย่างกลั้นไว้ไม่อยู่ยิ่งคิดถึงความฝันเมื่อครู่แล้วยิ่งปวดใจเหลือเกิน ภาพไผทร้องไห้ติดตาไม่เลือนหาย มันบีบคั้นหัวใจสร้างความเ็ปเจียนตายให้เธอเหลือแสนจนเธอแทบจะทนไม่ไหวอยู่แล้ว
“ไท...ที่ไทร้องไห้เพราะเสียใจกับสิ่งที่อรทำใช่ไหมไทเ็ปผิดหวังและโกรธเกลียดอรมากใช่ไหม อรขอโทษนะไทยกโทษให้อรด้วยฮือๆๆ”อรปรียาพูดปนสะอื้นความรู้สึกผิดที่มีต่อไผทเพิ่มขึ้นเป็ทวีคูณจากความฝันเมื่อครู่นี้มันก่อความรู้สึกราวกับว่าเธอเป็ผู้ลงมือฆ่าเพื่อนเสียเองและความรู้สึกนี้คงจะไม่จางหายไปตลอดชีวิต เพราะมันเปรียบเสมือนตราบาปไปเสียแล้ว
เสียงเคาะประตูห้องหนักๆรัวเร็วดังขึ้นแต่เช้ามืดทำให้ร่างที่นอนอยู่บนเตียง ซึ่งเพิ่งจะได้หลับสนิทเมื่อตอนตีสามต้องสะดุ้งใตื่นขึ้นมาเสียงเคาะประตูยังดังต่อไปก่อนจะแทรกด้วยเสียงห้วนห้าว
“อรปรียา! ตื่นได้แล้วเปิดประตูห้องเดี๋ยวนี้!”
“คุณดิน!” หญิงสาวจำเสียงของเขาได้ดี ร่างบางเริ่มสั่นเทา สีหน้าหวาดหวั่นเพราะกลัวว่าชายหนุ่มจะเข้ามาทำร้ายตนเองเพื่อแก้แค้นให้น้องชายเขาจะฆ่าเราทิ้งไหมนะ อรปรียากลัวจับใจยิ่งคิดถึงใบหน้าดุดันแววตาโกรธแค้นของเขาเมื่อวานนี้ยิ่งรู้สึกกลัวเข้าไปใหญ่มือบางขยุ้มผ้าห่มผืนหนาเอาไว้แน่นสายตาจ้องมองประตูเขม็ง ขณะที่เธอกำลังทำใจรวบรวมความกล้าที่จะเผชิญหน้ากับอีกฝ่ายเสียงเคาะประตูและเสียงเรียกก็หยุดลง
ความเงียบที่เกิดขึ้นทำให้คนในห้องขมวดคิ้วมุ่นด้วยความสงสัยแล้วก็ต้องสะดุ้งใเป็รอบที่สองเมื่อประตูห้องที่ปิดสนิทและล็อกเอาไว้อยู่ถูกเปิดออกอย่างแรงพร้อมปรากฏร่างสูงใหญ่ใบหน้าถมึงทึงยืนอยู่หน้าประตู จากนั้นก็สาวเท้าก้าวเข้ามาในห้องอย่างถือสิทธิ์เป็เ้าของ
ตั้งสติได้เธอก็รีบลุกจากเตียงนอนไปยืนอีกด้านหนึ่งของเตียงทันทีแล้วมองเขาด้วยความหวาดระแวง แผ่นดินมองอีกฝ่ายอย่างโมโห ยกมือขึ้นกอดอกพูดกับหญิงสาวด้วยน้ำเสียงกราดเกรี้ยว
“ฉันเรียกตั้งนานทำไมไม่เปิดประตูคิดจะลองดีกับฉันใช่ไหมอรปรียา!”
“ปละ..เปล่านะคะ” เธอปฏิเสธเสียงหลง ยืนตัวสั่นอยู่ข้างเตียงมองเขาอย่างระแวดระวังภัย
“โกหก! เธอนี่มันโกหกหน้าด้านๆ เลยนะ ทั้งที่เห็นอยู่ว่าเธอตื่นแล้วแต่กลับยังนั่งอยู่บนเตียงไม่ลุกมาเปิดประตูให้ฉัน” แผ่นดินตวาดใส่
“ฉะ...ฉัน...ขอโทษค่ะ”เธอเอ่ยขอโทษทันทีเพราะจะว่าไปแล้วเธอก็ผิดเหมือนกันที่ไม่เปิดประตูให้เขาั้แ่ทีแรก“เอ่อ คุณมีธุระอะไรกับฉันหรือเปล่าคะ”
“ถ้าฉันไม่มีธุระจะเข้ามาในห้องนี้ไม่ได้หรือไงในเมื่อที่นี่มันเป็บ้านของฉัน”
“ฉันรู้ค่ะว่าที่นี่บ้านของคุณแต่ว่า...ห้องนี้คุณให้ฉันพักแล้ว”
“แล้วไง” เขาย้อนถามเหมือนไม่รู้ความหมายที่เธอบอก อรปรียาถอนใจไม่เอ่ยอะไรอีกเพราะรู้ว่าพูดไปก็เท่านั้นและไม่มีทางที่จะเอาชนะเขาได้อย่างแน่นอน
“เอาเถอะค่ะ คุณมีธุระอะไรกับฉันั้แ่เช้ามืดแบบนี้กันคะ?”
“ไปอาบน้ำซะ แล้วแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าที่มิดชิดทะมัดทะแมงด้วย” พูดแค่นั้นชายหนุ่มก็เดินออกไปจากห้องทันที แต่ไม่วายปิดประตูห้องตามหลังเสียงดังสนั่นเล่นเอาคนในห้องตกอกใแทบสิ้นสติหญิงสาวยังยืนอยู่ที่เดิมมองประตูห้องนิ่ง ก่อนจะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ
อย่าบอกนะว่าที่เขาทุบประตูห้องโครมๆะโเรียกเธอเสียงดังลั่นบ้านแต่เช้ามืดแบบนี้ เพียงเพื่อจะสั่งให้เธอลุกไปอาบน้ำเท่านั้นบ้าน่า คงไม่ใช่หรอก ตาั์ใจร้ายนั่นคงไม่ได้คิดจะทำเพียงแค่นี้แน่ๆ อรปรียาครุ่นคิดก่อนจะเดินไปเปิดตู้เสื้อผ้าก็พบว่าเสื้อผ้าที่เธอจัดใส่กระเป๋าเดินทางไว้ ถูกนำออกมาแขวนไว้ในตู้เรียบร้อยแล้วและกระเป๋าถือใบเล็กที่ไว้ใส่สิ่งของก็วางอยู่ในนั้นด้วย
เธอหยิบมันออกมาตรวจสอบทรัพย์สินที่อยู่ภายในกระเป๋าก็พบว่ากระเป๋าสตางค์และโทรศัพท์มือถือหายไป ต้องเป็เขาแน่ๆ ที่เอาของเธอไป คงกลัวว่าเธอจะหนีล่ะสิหนีอย่างนั้นเหรอเธอจะหนีไปไหนได้ในเมื่อไม่รู้จักที่นี่เลย แถมความรู้สึกผิดยังเกาะกุมจิตใจบีบคั้นความรู้สึกนึกคิดว่าเธอต้องอยู่ที่นี่เพื่อไถ่โทษให้กับตนเอง