จักรพรรดิมารนอกรีต

    ตอนที่ 52 : หว่านล้อม

    หลังจากไป๋เฉินถอดหน้ากากไหมออก เขาก้าวย่างกำลังจะเข้าไปในกระโจม แต่จู่ๆเขากลับหยุดฝีเท้าอย่างกะทันหัน สีหน้าปรากฏร่องรอยของการตริตรองอย่างหนัก

    'ดูเหมือนจะมิใช่เรื่องดีหากข้าเข้าไปในกระโจมในเวลานี้' 

    สมองของเขาหัวมึนงงไร้ซึ่งการกลั่นกรองคำพูดที่จะกล่าว

    ผลสุดท้ายเขาทำได้เพียงหันหลังและไปนั่งอยู่ใต้ต้นโพธิ์พร้อมกับอาภรณ์สีดำของบิดาคลุมร่างไว้และเอนหลังพักผ่อนในมุมมืดที่แสงจันทร์มิอาจสาดส่อง ก่อนจะข่มตาหลับขับตานอนโดยมีมือทั้งสองไพล่ไว้หลังคอ

    ดวงจันทร์ลอยอยู่สูงเหนือท้องฟ้าที่ไร้เมฆ สายลมอ่อมๆพัดผ่านผมสีน้ำตาลของไป๋เฉินปลิวไสวดุจเทพบุตรจุติ

    ผสมผสานเข้ากับอากาศที่มีหมอกเล็กน้อย ราวกับว่าบังเกิดทัศนียภาพที่งดงามดุจดั่งความฝัน

    ฉางเอ๋อร์ยืนอยู่ภายในกระโจมด้วยความรู้สึกโดดเดี่ยวและสับสนเมื่อมองไปยังไป๋เฉินจากทางหน้าต่าง 

    หัวใจของนางเปี่ยมไปด้วยความคิดและความรู้สึกที่ไม่รู้จัก

    ด้วยเหตุผลบางอย่างสภาพจิตใจของนางกลับปั่นป่วนประดุจดั่งมหาสมุทรระลอกแล้วระลอกเล่า

    อนึ่งก็รู้สึกเคียดแค้นและเกลียดชัง อยากจะหันร่างของไป๋เฉินเป็นหมื่นๆชิ้น 

    แต่อนึ่งก็รู้สึกแปลกประหลาดพลันสัมผัสได้ถึงอัตราการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติ

    "ไป๋เฉิน..." ฉางเอ๋อร์ส่งเสียงเรียกเบาๆจนแทบจะไม่ได้ยิน 

    นางยังคงยืนอยู่ที่เดิมเป็นเวลานานในขณะมือหนึ่งข้างคำกับขอบหน้าต่างเพื่อมิให้ขาสั่นเทา นัยน์ตาที่น่าหลงใหลมีหยาดน้ำตาหยดลงราวกับหยาดน้ำค้าง

    'เกิดอะไรขึ้นกับข้า?'

    'ความรู้สึกนี้มันคืออะไรกัน?'

    'ข้าควรจะเกลียดชังเขามิใช่หรือ?'

    'ข้าควรจะทำอย่างไรต่อไปดี?'

    คำถามที่น่าฉงนและลำบากใจวนเวียนอยู่ในจิตใต้สำนึกอย่างมิอาจลบเลือน

    นางปาดน้ำตาและลอบหัวเราะกับตนเองอย่างขมขื่น "เขาเพียงต้องการใช้ข้าเป็นหมากที่ใช้งานแล้วทิ้ง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้เป็นเพียงอุบัติเหตุที่ข้าไม่ยอมเชื่อฟังคำพูดของเขา" 

    "เขามิได้สนใจข้าตั้งแต่แรก..."

    ฉางเอ๋อร์สูดลมหายใจเข้าลึกๆ นางเดินกระเผลกออกมาอย่างยากลำบาก พร้อมกับผ้าห่มผืนหนาในอ้อมแขน พร้อมทั้งห่มร่างของไป๋เฉินไว้ราวกับว่าเป็นปฏิกิริยาตอบสนองด้วยตนเอง ก่อนจะจัดแจงตำแหน่งที่อบอุ่นที่สุด

    ร่างของไป๋เฉินยังคงหลับตาไร้การตอบสนองใดๆ ฉางเอ๋อร์ถอนหายใจอย่างโล่งอกและกำลังจะพุ่งออกไปทางกำแพงด้านหลังกระโจม

    นางจำต้องกลับไปที่จุดนัดพบกับชิงเอ๋อร์ มิเช่นนั้นจะกลับกลายเป็นปัญหาใหญ่ 

    แต่ทว่าเมื่อกำลังนางหันหลังออกจากหลังกระโจม กลับมีมืออุ่นๆจับแขนของนางไว้อย่างกะทันหัน ดวงตาของไป๋เฉินเบิกขึ้นครึ่งหนึ่งเหล่มองไปยังนางพลันกล่าวถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "เจ้าจะไปไหน?"

    ฉางเอ๋อร์สะดุ้งตัวโหยงอย่างกระวนกระวาย "เจ้าตื่นแล้วหรือ?"

    "ข้ายังไม่หลับต่างหาก" คำตอบของไป๋เฉินทำให้ใบหน้าของฉางเอ๋อร์แดงก่ำอย่างเหนียมอาย

    'เขารู้หมดแล้ว'

    'เขาได้ยินหมดแล้ว'

    ไป๋เฉินยังคงถามต่อในลักษณะยิ้มจางๆ "ข้ายังไม่รู้จักชื่อของเจ้าเลย เจ้าชื่ออะไร?"

    "ฉาง...เอ๋อร์" ฉางเอ๋อร์พึมพำก้มหน้าลงไม่กล้าสบตา แต่ทว่านางกลับตอบคำถามของเขาแต่โดยดี

    ไป๋เฉินอดไม่ได้ที่จะชื่นชม "ช่างเป็นชื่อที่งดงามยิ่งนัก เหมาะสมกับเจ้าจริงๆ" 

    สกิลในการจีบสาวของไป๋เฉินก็มิใช่น้อย ฉางเอ๋อร์หน้าแดงแจ๋ยิ่งกว่าเก่า 

    นี่เป็นวิธีการที่จะตัดปัญหาของความขัดแย้งให้ง่ายดายที่สุดหลังจากเห็นว่าฉางเอ๋อร์รู้สึกดีกับตน ไป๋เฉินไม่ลังเลเลยที่จะใช้คำอ่อนหวานละมุนในค่ำคืนนี้

    ไป๋เฉินจึงกล่าวต่อด้วยเสียงนุ่มนวล "ต่อจากนี้ข้าต้องการความช่วยเหลือจากเจ้า หลังจากเสร็จสิ้นงานแล้ว หากเจ้าต้องการจะจากไป ข้าจะไม่รั้งเจ้าไว้" 

    สีหน้าของฉางเอ๋อร์แลดูโศกเศร้าเมื่อได้ยินคำกล่าวเช่นนั้น นางจึงถามด้วยเสียงแผ่ว "เจ้าไม่ต้องการข้าแล้วหรือ?"

    ไม่รู้ว่าด้วยเหตุอันใดนางจึงได้พลั้งเผลอกล่าวเช่นนั้นออกมา หัวใจของนางรู้สึกเจ็บปวดราวกับว่าถูกฉีกกระชากออกเป็นชิ้นๆ

    ไป๋เฉินตกตะลึงเล็กน้อย ก่อนจะรีบสงบสติอารมณ์ "นั่นขึ้นอยู่กับเจ้า หากเจ้าต้องการจากไปข้าไม่ว่า แต่หากเจ้าต้องการอยู่ต่อ...ข้าก็ยินดี" 

    คำหว่านล้อมของไป๋เฉิน ส่งผลให้ฉางเอ๋อร์กระมิดกระเมี้ยนบิดตัวอย่างขวยเขิน

    จิตสังหารและความเกลียดชังต่อไป๋เฉินหายไปโดยปริยายโดยที่ไม่รู้ว่าความรู้สึกเช่นนั้นหายไปเมื่อใด

    สถานการณ์ในยามนี้เปรียบได้ดั่งฤดูใบไม้ผลิ เมื่อบรรยากาศพาไป ไป๋เฉินจึงตัดสินใจกล่าวต่อ "ฉางเอ๋อร์ ข้ามีงานอยากจะให้เจ้าช่วยเหลือ"

    "หืม?" ฉางเอ๋อร์หลุดจากภวังค์ และเปล่งเสียงเบาๆในลำคอในขณะสายตายังคงจดจ้องใบหน้าหล่อเหลาอยู่ทุกขณะ

    ไป๋เฉินเพียงเอ่ยตอบสั้นๆ "ข้าต้องการพิษคร่าหัวใจและข้อมูลทั้งหมดรวมถึงวิธีการแก้และรักษาพิษคร่าหัวใจ"

    "พิษคร่าหัวใจ?" ฉางเอ๋อร์กล่าวย้ำอย่างตกตะลึง "เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้ามีวิธีการแก้?"

    ในประวัติศาสตร์ของตระกูลฉางมีการกล่าวถึงความน่าสะพรึงกลัวของพิษคร่าหัวใจไว้ราวกับว่าเป็นสิ่งต้องห้ามในทวีปโดยกล่าวว่าไม่มีวิธีแก้พิษ 

    แต่ทว่าไม่มีพิษใดที่รักษาไม่ได้ นอกเสียจากยังไม่ค้นพบวิธีการรักษาเท่านั้น

    ต่อให้เป็นพิษคร่าหัวใจที่ใครหลายๆคนต่างหวาดกลัวก็จำต้องมีวิธีการแก้พิษอยู่เป็นแน่ แต่วิธีการแก้จะสืบทอดองค์ความรู้กันมาจากรุ่นสู่รุ่นโดยปกปิดการมีอยู่ของยาแก้พิษไว้เพื่อให้ชื่อเสียงด้านพิษของบุคคลนั้นพุ่งกระฉูดและได้รับความนิยมมากขึ้น

    ไป๋เฉินยืดหลังตึงก่อนจะกล่าวอธิบาย "ผู้ฝึกฝนที่เชี่ยวชาญวิชาแขนงของพิษจะมีหนึ่งสิ่งสำคัญที่ขาดไปหายไม่ได้คือยาแก้พิษ การที่จะสร้างพิษขึ้นมาหนึ่งชนิดนั้นจะเริ่มต้นจากการสร้างยาแก้พิษขึ้นมาก่อนแล้วค่อยๆทดลองกับพิษที่ชนิดนั้นที่สร้างตามมาทีหลังเพื่อเป็นการทดสอบว่าพิษที่สร้างขึ้นสามารถแก้ไขได้ด้วยยาแก้พิษหรือไม่"

    "หากยาพิษยังมีประสิทธิผลไม่เพียงพอ ผู้สร้างจะค่อยๆพัฒนาและทวีความรุนแรงของพิษมากยิ่งขึ้นในเท่ากันกับยาแก้พิษที่สร้างเป็นอันดับแรกเพื่อตรวจสอบและถ่วงดุลระหว่างกันและกัน" ไป๋เฉินกล่าวอธิบายตรรกะและวิธีคิดของผู้สร้างพิษได้อย่างเชี่ยวชาญ ทั้งหมดนี้ต่างก็เป็นทฤษฎีที่ศตวรรษที่ 21 ใช้กันอย่างแพร่หลายในหมู่นักฆ่าที่บ่มพิษด้วยตนเอง

    ฉางเอ๋อร์อดไม่ได้ที่จะอ้าปากค้าง "เจ้าค่อนข้างมีความรู้เกี่ยวกับยาพิษพอสมควร แม้แต่ข้าเองก็เพิ่งรู้เรื่องนี้เมื่อไม่กี่ปีก่อนเท่านั้น" 

    ไป๋เฉินเพียงยิ้มเล็กยิ้มน้อยก่อนจะสนทนาเกี่ยวกับวิธีการและระดับความรุนแรงของพิษคร่าหัวใจอย่างหมดเปลือก นางคิดเพียงแค่ว่าหากไป๋เฉินเป็นคนรักของนางก็คงไม่มีสิ่งใดต้องปิดบัง

    แน่นอนว่าชายแรกที่รับเอาความบริสุทธิ์ของฉางเอ๋อร์ไปก็คือไป๋เฉิน นางย่อมจะเชื่อฟังเป็นธรรมดาเมื่อเห็นว่าไป๋เฉินมิได้เมินเฉยต่อนางถึงเพียงนั้น

    ไป๋เฉินพยักหน้าอย่างเข้าใจหลังจากฟังรายละเอียดทั้งหมด "เอาล่ะ ข้าต้องการให้เจ้าทำสิ่งหนึ่งให้แก่ข้า"

    ฉางเอ๋อร์ตั้งใจฟังโดยมิได้ถามอันใด

    "ข้าต้องการให้เจ้าวางยาพิษคร่าหัวใจแก่ฉินเหยียน ข้าต้องการระยะเวลาในการออกฤทธิ์สูงสุดหนึ่งวันก่อนจะอาการทรุดลงอย่างเห็นได้ชัดในวันต่อมา" ไป๋เฉินยิ้มอย่างเลศนัยในขณะกล่าวออกมาเช่นนี้

    ฉางเอ๋อร์ตกตะลึงและสับสนในเวลาเดียวกัน "เจ้าต้องการให้ข้าวางยาพิษแก่ฉินเหยียนงั้นหรือ?"

    สีหน้าของไป๋เฉินยังคงสุขุมนุ่มลึกไร้ระลอกคลื่นใดๆ "ถูกต้อง ข้ารู้มาว่าพิษคร่าหัวใจเป็นพิษที่ไร้สีและไร้กลิ่น หากมิใช่บุคคลที่มีความรู้ทางแขนงนี้อย่างแท้จริงจะไม่มีทางบอกได้ว่าตนโดนวางยาพิษเข้าให้แล้ว ต่อให้เป็นลุงฉินก็มิอาจรับรู้ได้เนื่องจากเขายังไม่มีประสบการณ์เกี่ยวกับแขนงพิษเพียงพอ เพราะฉะนั้นนี่คือสิ่งที่ข้าต้องการจะให้เป็น"

    แม้นฉางเอ๋อร์จะตกตะลึง แต่นางก็พยักหน้าหนึ่งคราเป็นอันตกลงโดยไม่เอ่ยถามเหตุผลเบื้องหลัง นางรู้ดีว่าไป๋เฉินมิใช่คนที่จะทำอะไรโง่เขลา แม้นจะรู้จักไป๋เฉินแค่ชั่วครู่ แต่บุคลิกและนิสัยของไป๋เฉินได้บ่งบอกออกมาเช่นนั้น

    จู่ๆนางกลับหวนนึกบางอย่างขึ้นได้จึงรีบกล่าวออกมา "หลังจากนี้ข้าจำต้องกลับไปหาพี่สาวของข้า-"

    ไป๋เฉินกล่าวแทรกในขณะยืนขึ้นพลางปัดฝุ่นอย่างเรียบง่าย "เมื่องานของเจ้าเสร็จสิ้นแล้ว เจ้าสามารถกลับไปได้ ไม่ว่าเจ้าจะอยู่ที่ใด ข้าย่อมตามหาเจ้าเจอเป็นธรรมดา"

    ฉางเอ๋อร์ในอาภรณ์สีชมพูพริ้วไหวผงกศีรษะอย่างเขินอาย

    โดยที่นางไม่ทันได้สังเกตว่าไป๋เฉินยื่นมือเพรียวบางดึงคางของนางเข้ามาก่อนจะประกบริมฝีปากเข้าหากันอย่างนุ่มนวล 

    รูม่านตาของฉางเอ๋อร์เบิกโพลงอย่างตกตะลึง

    เมื่อแยกริมฝีปากจากกัน ไป๋เฉินเลียริมฝีปากอย่างพราวเสน่ห์ ก่อนกล่าวถามด้วยแววตาที่กังวล "เจ้ายังเจ็บอยู่หรือไม่?"

    ฉางเอ๋อร์หลงอยู่ในภวังค์เมื่อมองไปยังดวงตาสีโลหิตที่จริงใจคู่นั้นจนนางเผลอส่ายหน้าโดยไม่รู้ตัว "ข้าไม่เป็นไร"

    ไป๋เฉินเพียงยิ้มเบาๆพลางยื่นมือลูบหัวนางอย่างอ่อนโยน "เจ้ากลับไปเถิด หากมีเวลาว่างพรุ่งนี้ข้าจะไปหาเจ้า" 

    เมื่อกล่าวจบไป๋เฉินหันหลังกลับไปในกระโจมอย่างอ่อนเพลีย ทิ้งให้ฉางเอ๋อร์ยืนหน้าแดงราวกับแอปเปิ้ลอยู่ท่ามกลางความหนาวเย็นในยามราตรีที่มืดมิด 

    บัดนี้จิตใจของฉางเอ๋อร์กลับเปี่ยมไปด้วยระลอกคลื่นแห่งความอ่อนหวาน ความรู้สึกอ่อนโยนของสตรีนางเพิ่งจะรับรู้เป็นครั้งแรกเพราะครานี้

    แต่แตกต่างกันกับไป๋เฉินที่แทบจะสำรอกออกมาจากความเลี่ยน 'ตรูพูดเช่นนั้นไปจริงๆหรือ แทบอยากจะอาเจียนเลยจริงๆ'