ลมปราณคือแก่นแท้แห่งสรรพชีวิต
ทักษะลมปราณ คือเครื่องมือในการปลูกฝังแก่นแท้แห่งชีวิต
การเข้าสู่จุดสูงสุดของการบ่มเพาะนำมาซึ่งความสามารถที่แปลกประหลาด และ น่าอัศจรรย์.
ผู้เชี่ยวชาญทักษะลมปราณสามารถทำลายกำแพงด้วยมือเปล่า ได้ยินเสียงฝีเท้ามดที่แ่เบา เดินเหินเหนือน้ำ หายใจเป็เปลวเพลิง สรรพอาวุธไม่สามารถเยื้องกาย รวมพลังงานเข้ากับมวลเมฆา ดูดซับลมปราณแทนการกินอาหาร แม้กระทั่งค้นหาศัตรูโดยการสืบหาิญญาของอีกฝ่าย.
____
ทวีป อณูขจี-นครหยาน
เป็สถานที่ที่มีประชากรมากมายและเต็มไปด้วยความมั่งคั่ง แม้จะเป็ในยามค่ำคืนก็สามารถมองเห็นม้าและรถม้าสัญจรไปมาบนถนนและทุกหนทุกแห่งของเมืองถูกอาบไปด้วยแสงตะเกียง
กลางฤดูร้อน เมฆครึ้มบดบังราตรี เสียงฟ้าร้องดังก้องผ่านระยะทาง และจากความชื้นหนาแน่นในอากาศดูเหมือนว่าฝนจะเริ่มตกในไม่ช้า.
ในมุมหนึ่งที่ห่างไกลของเมือง ผืนดินสั่นอย่างกระทันทันจากนั้นก็ะเิเผยหลุมออกมา.
ชายหนุ่มคนหนึ่งปีนออกมาจากหลุมราวกับแมว อายุประมาณ สิบเจ็ด สิบแปด หัวจรดเท้าปกคลุมด้วยชุดดำ และพกกล่องที่สร้างขึ้นอย่างประณีต.
ชายหนุ่มคนนี้คือหยางฉี เช่นเดียวกับคนอื่นๆ เป็ผู้บ่มเพาะลมปราณ.
เขาเป็นายน้อยจากตระกูลหยาง ซึ่งเป็ตระกูลขุนนางแห่งนครหยาน นอกจากนี้เขายังมีชื่อเสียงในเมืองในฐานะชายเ้าสำราญ เขาไม่ได้ดูแก่ ไม่สูงมากและหุ่นดี แต่ละท่าทางและการเคลื่อนไหว เห็นได้ชัดว่าลมปราณลึกลับที่ไหลผ่านเขาพร้อมที่จะปะทุในเวลาใดก็ได้
ในขณะที่เขายืนอยู่ตรงนั้นที่ขอบของหลุม เขาก็หมุนเวียนลมปราณของเขาและเกิดเสียงที่ดังกึกก้องที่ได้ยินจนทำให้ใจนสุดขีด
“ข้าเดาว่าคงไม่นานนัก ก่อนที่ข้าจะไปถึงขึ้นที่ห้าของขั้นการประทุของลมปราณ. จากนั้นข้าจะสามารถส่งลมปราณแท้จริงออกไปภายนอกร่างกายได้ นั่นจะทำให้ข้าเป็ผู้เชียวชาญอย่างแท้จริง! ความก้าวหน้าของข้าไวอย่างไม่น่าเชื่อ!” .
เขาเหลือบมองไปทางหอคอยกำแพงเมือง ดูยินดีเป็อย่างยิ่งกับวิธีการหลีกเลี่ยงของเขา จากนั้นการเคลื่อนไหวของเขาก็กลายเป็ภาพเบลอ ราวกับเสือดำพุ่งเข้าไปในป่ารอบๆตัวเมือง
หยางฉีได้ฝึกฝนทักษะลมปราณของเขามาถึงระยะที่สี่ซึ่งเป็ระดับการปรับแต่งลมปราณ.
ในทวีป อณูขจี ผู้เชี่ยวชาญที่ฝึกฝนทักษะลมปราณแบ่งออกเป็เก้าขั้นตอน.
ขั้นแรกคือการเพิ่มลมปราณซึ่งเป็การสร้างลมปราณในร่างกาย
ขั้นที่สองคือการไหลเวียนลมปราณซึ่งหนึ่งส่งลมปราณไหลผ่านเส้นชีพจร
ขั้นที่สามคือการรวมลมปราณเมื่อแก่นแท้ลมปราณถูกรวบรวมในบริเวณแกนกลาง เป็ทะเลแห่งลมปราณ
ขั้นที่สี่คือการปรับแต่งลมปราณซึ่งลมปราณที่รวบรวมมาได้จะถูกกลั่นและทำให้บริสุทธิ์
ขั้นที่ห้าคือการขั้นปะทุลมปราณ ในระยะนั้นเราสามารถใช้ทักษะลมปราณเพื่อทำร้ายศัตรู
สี่ขั้นแรก 'การดูดซับ การไหลเวียน การรวบรวมและการปรับแต่ง' เป็สิ่งที่อยู่ภายในร่างกาย และถึงแม้ว่าพวกเขาสามารถใช้เพื่อเสริมสร้างร่างกาย
เมื่อถึงขั้นตอนที่ห้า ประทุลมปราณ ซึ่งร่างกายจะได้รับการเปลี่ยนแปลงอย่างสมบูรณ์ ทำให้สามารถที่จะปลดปล่อยทักษะลมปราณในการต่อสู้
เมื่อถึงระดับขั้นปะทุลมปราณ เท่านั้นที่จะถูกพิจารณาว่าเป็ผู้เชี่ยวชาญที่ทรงพลังอย่างแท้จริง
ดังนั้นระยะที่ห้าจึงถือเป็จุดเริ่มต้นที่สำคัญในการศึกษาทักษะลมปราณ
ในระดับนั้น จะสามารถใช้ หมัดเทวะร้อยก้าว ซึ่งเป็ทักษะที่สามารถสร้างความเสียหายให้กับศัตรูในระยะหนึ่งร้อยก้าวแม้กระทั่งทำลายต้นไม้ได้ ทักษะในการต่อสู้เช่นนี้ ช่างพิเศษมากจนกระทั่งสามารถเอาชนะคนที่ไม่สามารถปล่อยลมปราณภายนอกได้ร้อยคน.
ขั้นที่หกเรียกว่าระดับขั้นอาวุธลมปราณ ซึ่งสามารถใช้ลมปราณในการสร้างอาวุธแบบกายภาพ
ขั้นที่เจ็ดคือระดับขั้นก่อรูปลมปราณ. ในขั้นนี้ ทักษะลมปราณจะสามารถใช้เพื่อเรียก สัตว์ดุร้าย, หรือสร้างปีกเพื่อโบยบินเหนือนภา
ขั้นที่แปดคือ ขั้นแปรสภาพลมปราณ ซึ่งอนุญาติให้ใช้ความสามารถที่เรียกว่า เกราะลมปราณ ซึ่งผู้ฝึกฝนสามารถสร้างกำแพงลมปราณที่แข็งแกร่งจนไม่สามารถเจาะทะลุได้
ขั้นที่เก้าเรียกว่า ปรมจารย์ลมปราณ น่าเสียดายที่หยางฉีมีความเป็ไปได้มากจะไม่สามารถฝ่าไปถึงขั้นปรมจารย์ลมปราณ
ตามข่าวลือผู้เชี่ยวชาญในระดับปรมจารย์ลมปราณ สามารถคว้าชีวิตจาก์และทำให้ถึงระดับ ่ชิงชีวิต โดยพื้นฐานแล้ว ผู้่ชิงชีวิต ส่งผลเสมือนการเกิดใหม่และจะมีอายุขัยยาวนานกว่าผู้ฝึกฝนลมปราณทั่วไปหลายเท่า หยางฉี ไม่เคยเห็นใครแบบนั้นมาก่อน
หลังจากวิ่งผ่านป่ามาสักพักหยางฉีก็เห็นหญิงสาวคนหนึ่งสวมเสื้อคลุมสีน้ำเงินยืนอยู่ตรงนั้นอย่างภูมิใจ เธอหันหลังให้เขา
“หลานเอ๋อ” เขาะโเรียก “ข้าได้รับยาเม็ดัซ่อนมาแล้ว มันไม่ง่ายเลย แต่ด้วยเส้นสายของข้าในเมืองทำให้ข้าสามารถเข้าไปในคฤหาสน์ของเ้าเมือง บุกเข้าไปในศาลาสมบัติของมันและขโมยมาได้!”
เมื่อมองดูหญิงสาวอย่างตื่นเต้นเขาหยิบกล่องประดิษฐ์ที่ซึ่งติดตัวเขามาตลอดเวลาขึ้นมา
หญิงสาวหันกลับมา เผยให้เห็นใบหน้าที่สวยงามน่าประทับใจ
“เช่นนั้นแล้วรึหยางฉี ท่านทำสำเร็จแล้ว” เธอยื่นนิ้วมือที่สวยราวกับงาช้าง “ส่งมันออกมาเถอะ ให้ข้าได้ดูหน่อย”
“ได้สิ” หยางฉีส่งกล่องให้หญิงสาวโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
เธอหยิบกล่องแล้วเปิดมัน ก่อนที่จะเปิดเผยยาเม็ดสีแดงเพลิง กลิ่นหอมของยานั้นเต็มพื้นที่ทันที และเม็ดยาก็สั่นไหวราวกับมีเปลวไฟส่องแสงสีแดงบนใบหน้าของหญิงสาวทำให้เธอดูน่าดึงดูดยิ่งขึ้นกว่าแต่ก่อน
“ข้อตกลงละหลานเอ๋อ” หยางฉีพูด “ข้าได้มอบ ยาัซ่อนให้เ้าแล้ว ดังนั้นเราสามารถหนีตามกัน เหมือนที่ท่านสัญญาได้แล้วใช่ไหม? เร็วเข้า ไปกันเถอะ”
“ข้าขอโทษ หยางฉี” เธอเก็บกล่องไว้ในเสื้อผ้าของเธอ เมื่อมองดูมันอย่างเ็าเธอพูดต่อ“ ข้ามีเื่สำคัญที่ต้องเข้าร่วมดังนั้นข้าจะไม่หนีตามเ้าไป ในความเป็จริงข้าไม่เคยนำเื่มาคิดจริงจังด้วยซ้ำ”
คำพูดของนางนั้นกระแทกกระทั้นร่างของมัน เหมือนสายฟ้าฟาดมาจากท้องฟ้าสีคราม
หยางฉีโซเซไปข้างหลังหลายก้าว ใบหน้าแดงก่ำราวกับเื ก่อนแค่นเสียง “หลานเอ๋อ ข้าทำตัวเองตกในอันตรายอย่างใหญ่หลวงเพื่อเ้า! ข้าขโมยเม็ดยาัซ่อนมาจาก คฤหาสน์ของเ้าเมือง ทั้งหมดเพราะเ้ากล่าวว่าเราจะหนีไปด้วยกัน ตอนนี้ทำไมเ้าถึงเปลี่ยนใจ? ทำไม? ทำไมเ้าถึงต้องทำอะไรเช่นนี้?”
ทันใดนั้น เกิดเสียงกล่าวว่า “ให้ข้าอธิบายเป็ไง?” ครู่ต่อมาร่างหนึ่งโผล่ออกมาจากความมืดมิดของป่า เขาเป็ชายหนุ่มรูปงามตัวสูงและกำยำภายใต้ชุดเกราะ จากการที่เขา ดูถูกหยางฉีและท่างทาง เห็นได้ชัดว่าเขาเป็คนหยิ่งยโสและ จองหอง
“เ้าคิดว่า หลานเอ๋อ เ้าหญิงผู้สง่างามแห่งเมืองทะเลเมฆ จะสนใจอันธพาลตัวเล็กๆ จากตระกูลหยางงั้นรึ? ตระกูลของเ้ายิ่งใหญ่แค่เฉพาะในนครหยาน แต่ข้าขอบอกไว้ก่อน แม้แต่เ้าชายแห่งนครหยาน ก็ยังพยายามไล่ตาม หลานเอ๋อ เธอแค่หลอกใช้เ้า! เข้าใจมั้ย เ้าเคยได้ยินคำกล่าว คางคกอยากกินเนื้อหงส์ หรือไม่? นั่นแหละตัวเ้า!!”
“ทั้งหมดนั่นจริงรึ หลานเอ๋อ?” หยางฉีถามด้วยใบหน้าที่ขาวซีด แต่ยังคงมีความหวังในหัวใจของเขา
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่หลานเอ๋อพูดต่อมาได้ทำลายความหวังทั้งหมดของมัน.
เธอกล่าวด้วยใบหน้าเ็าอย่างไม่มีสิ่งใดเทียบได้ว่า “ถูกแล้ว ข้าใช้เ้าเพื่อเอายาัซ่อน. อย่างที่พูด ข้าไม่้าทำลายเ้า ทำไมเ้าไม่หนีไปเสีย”
“เ้า….” หยางฉีตัวสั่น มือและเท้าของเขาเย็นเยือนราวน้ำแข็ง “เป็แบบนี้ไปได้อย่างไร หลานเอ๋อ ไป ข้าจะไปไหนได้ล่ะ ขโมยยาัซ่อน ข้าไม่สามารถกลับบ้านได้ และยามนี้ในนครหยาน กำลังไล่ตามจับข้า อย่างน้อยเ้าก็มอบยาัซ่อนคืนให้ข้า และสำหรับเราให้มันจบไป”
ชายหนุ่มในชุดเกราะหัวเราะเยือกเย็น “ ส่งคืนให้เ้า? ตื่นจากฝันซะ ใครจะยอมคายเนื้อที่กัดไปแล้ว หากเ้าคิดจะก่อความรำคาญ ข้าก็จะทำให้เ้าเสียใจ”
“เ้า….” โดยไม่มีการเตือนล่วงหน้า หยางฉีะเิปราณในทันที ทรงพลังราวกับเสือ และอ่อนหยุ่นราวกับงูพุ่งเข้าใส่ชายหนุ่มสวมเกราะ มือเขาเหวี่ยงในอากาศเปรียบเสมือนขวานที่โหดร้าย
“พยัคฆ์ขาวกลืนซากศพ” หยางฉีะโ ทันใดนั้น ลมปราณที่ดุร้าย เคลื่อนที่ในแบบเฉพาะของตระกูลหยาง ในขั้นที่สูงที่สุด ลมปราณจะแปรสภาพเป็เสือขาว โหดหี้ยมและรุนแรงพอที่จะโค่นศัตรูใดๆ ให้กลานเป็ซากศพ แน่นอนว่าหยางฉีนั้นยังห่างไกลกับความสามารถนั้น.
“มองหาที่ตายรึ” ชายในชุดเกราะพูด ประกายในดวงตาแฝงไว้ด้วยความดูถูก
วูบบบบบบ
คลื่นพลังงานไร้รูปยิงออกมาจากมือของมันกระแทกเข้ากับหยางฉี ก่อนที่เขาจะสามารถใช้งาน พยัคฆ์ขาวกลืนซากศพได้อย่างสมบูรณ์ เขาถูกกระแทกเข้ากับพื้นซึ่งทำให้เขาทำให้กระอักเืออกมาเืเต็มปากเต็มคำ
หยางฉีจ้องด้วยความใเขาเงยหน้าขึ้นและพูดว่า "เ้าอยู่ใน่ที่ห้าของทักษะลมปราณระดับประทุลมปราณ "
“ถูกต้อง” ชายหนุ่มในชุดเกราะตอบ “สำหรับข้า เ้าไม่ต่างอะไรมากไปกว่ามด” พยัคฆ์ขาวกลืนซากศพนั้นเป็ท่าสังหาร แต่เมื่อใช้ออกมาดูเหมือนเด็กเล่นกับเพื่อนอย่างไงอย่างงั้น
หยางฉีพยายามพยุงตัวลุกขึ้น เขาส่องตาด้วยความเกลียดชังก่อนถามว่า“เ้าเป็ใคร”
“ข้า คือ ซ่งไห่ซาน ญาติผู้พี่ของหลานเอ๋อ ไม่กี่วันก่อน เธอได้รับเลือกเข้าไปเป็ศิษย์ของสถาบันอันดับหนึ่งแห่งทวีปอณูขจี สถาบันครึ่งเซียน เ้ารู้จักความยิ่งใหญ่ของนางรึปล่าว เ้าคิดจริงๆรึว่าเ้ามีหวังใกล้ชิดกับนาง เดี๋ยวก่อนนะเ้าถามว่าข้าเป็ใครเพราะ้ากลับมาแก้แค้น? หืมมม ตามคำกล่าว หากตัดหญ้าแต่เหลือรากไว้ มันจะเติบโตขึ้นอีกครั้ง ข้าเกรงว่าการปล่อยเ้าไปคงไม่ใช่ทางเลือกที่เหมาะ”
ในขณะที่กำลังพูดอยู่นั้น ลมปราณของซ่งไห่ซานกำลังสะสมอยู่ภายใน.
“ดังนั้น” หยางฉีเปล่งเสียง“ เ้าเป็คนที่พวกเขาเรียกอัจริยะอันดับหนึ่งแห่งเมืองทะเลเมฆสินะ ข้าจะฆ่าเ้า และสำหรับเ้า อวิ๋นไห่หลาน เ้าโกหกข้า และข้าสาบานว่าวันหนึ่งข้าจะให้เ้าชดใช้”
“ดูเหมือนว่าการปล่อยให้เ้ามีชีวิตอยู่ต่อจะเป็สิ่งผิด” ซ่งไห่ซานเปล่งเสียงดังและเตรียมพร้อมที่จะสังหาร
“พอได้แล้ว เปี่ยวเกอ” อวิ๋นไห่หลานพุ่งมาขวางไว้ เธอมองไปยังทิศของนครหยาน “ผู้พิทักษ์จะมาถึงเร็วๆนี้ ไม่มีความจำเป็ที่จะฆ่ามัน เร็วเข้าไปกันเถอะ” จากนั้นเธอก็หายไปในราตรี เหลือทิ้งไว้ประโยคเดียว “หลังจากที่ข้าเป็ศิษย์ของสถาบันครึ่งเซียน หยางฉี ข้าจะชดเชยให้ท่าน”
(เปี่ยวเกอ : ญาติผู้พี่ )
ซ่งไห่ซานมองหยางฉีด้วยเสียงหัวเราะ “ฮึ่ม ดูเหมือนว่าเ้าจะมีชีวิตอยู่อีกอีกหน่อยนะเ้าสารเลว หลานเอ๋อไม่้าให้เ้าตายเพราะนางไม่้าให้มือเปื้อนเื แต่เ้าเมืองนครหยานจะไม่ปล่อยเ้าไว้แน่ ดังนั้นเ้าจะไม่รอดอย่างแน่นอน”
ซ่งไห่ซานหัวเราะเบาๆ ในแบบที่น่ากลัว ก่อนที่จะตามอวิ๋นไห่หลานไป
“อวิ๋นไห่หลาน” หยางฉีพึมพำก่อนจะถุยเืบางส่วนในปากออกเขามองไปยังทิศที่ซ่งไห่ซานหายตัวไป ตระหนักดีว่ามันนั้นเหนือกว่าเขาในแง่ของทักษะลมปราณ.
ทันใดนั้นเขาก็นึกถึงทุกสิ่งที่นำมาถึงจุดนี้ ในระหว่างการช่วยเหลือธุรกิจของตระกูลเขาได้พบกับ อวิ๋นไห่หลาน ซึ่งเขาได้ตกหลุมรักั้แ่แรกเห็น เธอปฏิบัติต่อเขาด้วยความอ่อนโยนและความเห็นอกเห็นใจเป็เวลานาน หลังจากนั้นเธอขอความช่วยเหลือจากเขาเพื่อรับยาเม็ดัซ่อน เขาไตร่ตรองเื่นี้มาระยะหนึ่งก่อนตัดสินใจ และตอนนี้เขาได้มาอยู่จุดนี้
ณ จุดนี้ เขาพยายามตัดสินใจว่าจะทำอย่างไร เขารู้ว่าผู้พิทักษ์นครหยาน กำลังมาหาเขา เขานำความอัปยศมาสู่ตระกูลของเขาและแน่นอนว่าจะต้องถูกลงโทษอย่างรุนแรงหากเขาถูกจับได้
ในขณะที่เขาพยายามที่จะฟื้นตัว ทันใดนั้นเขาก็ได้ยินเสียง จากนั้นเพียงไม่นานก็มีคนหลายคนปรากฏตัวต่อหน้าเขา
หนึ่งในนั้นคือชายสวมชุดเกราะเหล็กทั้งตัวที่มีน้ำหนักไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยจินทำให้เขาดูเหมือนสัตว์ร้าย ทันทีที่หยางฉีเห็นชายผู้สวมเกราะนั้นหัวใจของเขาก็ทรุดฮวบลงอย่างสิ้นหวัง
(1จิน = 500 กรัม)
เขาคือหลัวหุน หนึ่งในผู้พิทักษ์พิเศษจากคฤหาสน์ของเ้าเมืองผู้โเี้และดุร้ายที่ฝึกฝนมานานนับั้แ่ผ่านระดับการลมปราณปะทุ
“ส่งยาัซ่อนที่เ้าขโมยไปกลับมาหยางฉี ถ้าทำเช่นนี้ ข้าจะไว้ชีวิตเ้า”
ดวงตาของหลัวหุน เปล่งประกายเหมือนสัตว์ร้ายไม่ใช่มนุษย์และเกราะเหล็กหล่อของเขาเปล่งประกายออร่าสังหารอันทรงพลัง โดยที่ไม่รอคำตอบเขาก้าวไปข้างหน้าและโจมตีตันเถียนของ หยางฉี ด้วยฝ่ามือโดยมีเป้าหมายโดยตรงที่ทะเลแห่งลมปราณ.
อีกครั้งที่เืพ่นออกมาจากปากของหยางฉีเนื่องจากทักษะลมปราณที่เขาฝึกฝนมาั้แ่อายุห้าขวบถึงสิบแปดปีนั้นถูกทำให้พิการ
“เ้า! ทำลายพลังบ่มเพาะของข้า” ภาพลักษณ์ที่สิ้นหวังเต็มไปด้วยใบหน้าของเขา เมื่อทะเลแห่งลมปราณในตันเถียนของเขาถูกทำลายมันจะเป็ไปไม่ได้ที่เขาจะรวมพลังงาน ต่อจากนี้ไปเขาจะถูกตัดสินว่าไม่มีอะไรมากไปกว่าบุคคลธรรมดา
“เ้ามีความกล้าพอที่จะขโมยเม็ดยาัซ่อน” หลัวหุนกล่าวอย่างเ็า “ทำลายทักษะลมปราณของเ้าจริงๆแล้วนั้นถือว่าเล็กน้อย เนื่องจากเ้าเป็นายน้อยของตระกูลหยางและเพื่อน้าของเ้า ข้าจึงไม่ฆ่าเ้าทันที ทหารมัดเขาไว้กับต้นไม้ต้นนั้น ข้าจะกลับไปที่เมืองเพื่อรายงานเ้าเมืองและรับคำสั่งใหม่ รอข้าอยู่ที่นี่และรักษาฉากของอาชญากรรมไว้ ข้าจะให้บางคนจากตระกูลหยางออกมาดูสถานการณ์”
“รับทราบ” ผู้พิทักษ์พิเศษคนอื่นตอบ พวกเขาผูกหยางฉีกับต้นไม้ใกล้เคียงและจากนั้นก็เริ่มลาดตระเวนในพื้นที่รอบๆ
สำหรับหลัวหุนนั้น ไม่สำคัญว่าเขาจะสวมชุดเกราะเหล็กหล่อที่หนักกว่าหนึ่งร้อยจิน เขาเร่งเคลื่อนไหวเหมือนนกกำลังบิน มุ่งหน้ากลับไปยังนครหยาน
ราวนั้นสายฟ้าหลายลูกก็เริ่มประทุในท้องฟ้าที่มืดมิด้า ฝนที่ได้รับการต้มตลอดเวลาดูเหมือนจะถึงจุดเดือดและเริ่มที่จะตกร่วมกับฟ้าผ่าซึ่งดูเหมือนงูสีเงินเฆี่ยนลงไปที่พื้น
ในบริเวณนั้น สายฟ้าจำนวณมากเริ่มที่จะประทุในฟากฟ้าเบื้องบน ฝนที่ได้รับการกักตุนในเมฆเริ่มที่จะถึงจุดเดือดเเละเริ่มจะร่วงลงมาพร้อมๆกับสายฟ้า ราวกับงูสีเงินเคลื่อนที่เลื้อยไปตามพื้นดิน
“ฝนคราวนี้ตกหนักจริงๆ” หนึ่งในผู้พิทักษ์กล่าวออกมาโดยมองไปบนฟ้าด้วยความกังวล “และมีฟ้าผ่าอีกด้วย”
ทันใดนั้นสายฟ้าก็ฟาดเข้าใส่ต้นไม้ที่อยู่ไกลออกไป ทำให้เกิดเปลวไฟแม้ฝนตกหนัก ภาพฟ้าผ่าที่ตกลงมาในสายฝนเป็ภาพที่น่ากลัวอย่างแท้จริง.
ผู้พิทักษ์อีกคนใกลัวอย่างสิ้นเชิง“สายฟ้านี้ดูเหมือนจะแปลกจริงๆ ข้าไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อน ข้าได้ยินมาว่าไม่มีแม้แต่คนในระดับปรมาจารย์ลมปราณเท่านั้นที่จะสามารถเอาชีวิตรอดจากการถูกฟ้าผ่าจาก์เช่นนี้ หากเราอยู่ในป่านี้เราจะถูกสังหาร! ออกไปกันเถอะ!”
“แล้วเ้าสารเลวน้อยล่ะ?”
“ไม่ต้องกังวล ทักษะการต่อสู้ของมันพิการ นอกจากนี้มันถูกมัด มันจะหนีไปได้อย่างไร บินไปรึ”
ผู้พิทักษ์ตัวสั่นสะท้านด้วยความกลัวรีบหันหลังหนีทันที
อย่างไรก็ตามถึงแม้พวกเขาจะแยกตัวออกจากต้นไม้ สายฟ้าฟาดที่เปล่งประกายก็ตกลงไปในป่าและฟาดเข้าไปในต้นไม้ทีหยางฉีถูกผูกไว้
ทันใดนั้น ร่างกายทั้งหมดของหยางฉี เต็มไปด้วยไฟฟ้าระยิบระยับ จากนั้นกลิ่นของเนื้อไหม้ก็ลอยโชยทั่วบริเวณ