“หมิงเยว่ มาหาข้า” เสียงอันคุ้นหูทำให้หมิงเยว่ถอนกอดออกจากกายของเทพฉางจือ แล้วหันไปยังประมุขตงหยางยืนอยู่ ก่อนฉางจือจะรีบน้อมกายลงเคารพ พร้อมร่างของหญิงสาวจะวิ่งเข้าไปหาประมุขตงหยางด้วยความเป็นห่วง
“อาการของท่านดีขึ้นแล้วเหรอ ท่านลุกขึ้นออกมาทำไม” หมิงเยว่พยายามสำรวจร่างกายของเขาด้วยความเป็นห่วง ก่อนมือหนาจะเอื้อมมาจับมือหมิงเยว่แล้วกำไว้แน่น
“ข้าไม่เป็นอะไร” คำพูดเข้มแข็งของเขาทำให้หมิงเยว่น้ำตาเอ่อขึ้นมาอีกครั้งด้วยความรู้สึกผิด
“อันที่จริง ข้าควรต่อสู้กับตงฟางเคียงข้างท่าน แต่ว่า...” ชายหนุ่มเห็นท่าไม่ดีจึงรีบพูดขึ้น
“เจ้าไม่ผิด อย่าโทษตัวเองอีก” ฉางจือทำท่าจะก้าวเข้ามาปลอบใจด้วยอีกคน ก่อนมือของตงหยางจะยกขึ้นห้าม ทำให้เทพฉางจือชะงักนิ่งไม่กล้าเข้าไป
“ตอนนี้ข้าดีขึ้นมากแล้ว ข้าจะพาเจ้าไปที่แห่งหนึ่ง” เขาพูดจบ จึงใช้พลังวิญญาณพาหมิงเยว่หายลับไปต่อหน้าเทพฉางจือ ชายหนุ่มรู้สึกเจ็บปวดลึก ๆ ทว่าในที่สุดก็ยิ้มออกมา แล้วตัดใจเดินกลับไปอย่างไม่ลังเล
ตงฟางพาไป่เอ๋อหายวับ มาหลบซ่อนยังเขตแดนธาราม่วง เป็นดินแดนอิสระไร้ผู้คนอาศัย ไม่ขึ้นตรงต่อผู้ใด เมื่อมาถึงตงฟางถึงกับหมดแรง ทรุดลงกองกับพื้นพร้อมอาการบาดเจ็บสาหัส ก่อนจะหันไปใช้พลังวิญญาณรัดไป่เอ๋อไว้กับต้นไม้ใหญ่ด้านข้าง แล้วรีบหลับตารวบรวมพลังวิญญาณเพื่อรักษาตัวเอง
“ปล่อยข้า เจ้าจับตัวข้ามาเช่นนี้ ตงหยางไม่ปล่อยเจ้าแน่” คำพูดของไป่เอ๋อไม่ทำให้ตงฟางหวาดหวั่น เขายังคงหลับตาแล้วใช้พลังวิญญาณรักษาตัวเอง ก่อนเสียงโวยวายของไป่เอ๋อจะดังลอดมาเป็นระยะ หากไม่ใช่เพราะไป่เอ๋อเรียกให้หวั่นไหว ก็คงไม่พลาดท่าโดนพลังวิญญาณของตงหยางเล่นงานจนเกือบเอาชีวิตไม่รอดเช่นนี้
หญิงสาวพยายามแก้มัด ทว่าใช้พลังวิญญาณของนางยังอ่อนด้อยกว่าเขามากนัก ก่อนรวบรวมกำลังแล้วพูดขึ้น
“คนชั่ว เจ้าคิดเหรอว่าเจ้าทำเช่นนี้แล้ว ข้าจะเกลียดเจ้าน้อยลง หัวใจของข้าเกลียดเจ้าที่สุด คนที่ข้ารักมีเพียงตงหยางเท่านั้น ปล่อยข้ากลับไปหาเขาเดี๋ยวนี้ ปล่อย!” ไป่เอ๋อพยายามดิ้นรนเอาตัวรอด พร้อมสายลมพัดโชยมา โดยมีตงฟางนั่งหลับตารักษาอาการบาดเจ็บอยู่ใกล้ ๆ
หมิงเยว่เลื่อนสายตามองไปรอบ ๆ พร้อมร่างของประมุขตงหยางเดินเคียงข้าง ทอดสายตามองไปยังสวนดอกไม้ขนาดใหญ่ ที่มีหมู่มวลผีเสื้อบินไปมาอย่างสวยงาม หมิงเยว่ก้มมองมือของตงหยางที่จับมือนางไว้ตลอดเวลาไม่ยอมปล่อย ก่อนเขาจะหันมาจับจ้องใบหน้าสวยงามของนางแล้วพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ต่อไปเจ้าห้ามโอบกอดใครเช่นนั้นอีก” หมิงเยว่เลิกคิ้วเล็กน้อยแล้วพูดขึ้น
“ท่านหมายถึงเทพฉางจือเหรอ”
“ไม่ว่ากับใครทั้งหมด” หมิงเยว่เอียงศีรษะ
“ข้ากับเขาเปรียบเสมือนศิษย์อาจารย์”
“จิตใจของคนเรายากแท้หยั่งถึง การใกล้ชิดเพียงนั้น แม้ใจเจ้าบริสุทธิ์ แต่อาจทำให้ใครหลายคนหวั่นไหวได้” หมิงเยว่มองสายตาจริงจังของประมุขตงหยาง จึงก้มหน้าลงไม่ต่อความ ก่อนเขาจะเอื้อมมาจับใบหน้านางเงยขึ้น
“รับปากข้าสิ ว่าจะไม่ทำเช่นนั้นกับผู้ใดอีก”
“หมิงเยว่รับปาก” นางรับปากแต่โดยดี ก่อนน้ำตาของนางจะเอ่อขึ้นอีกครั้ง
“ข้าพาเจ้ามาเที่ยวชมความสวยงามของสวนแห่งสวรรค์แล้ว เหตุใดยังมีน้ำตา” เขาถาม ก่อนที่หมิงเยว่จะปาดน้ำตาแล้วพูดขึ้นด้วยความหวั่นใจ
“ข้าเพียงแค่ใจหาย หากวันนั้นตงฟางหลอมรวมพลังวิญญาณสำเร็จ ข้าอาจไม่เห็นหน้าท่านเช่นวันนี้ ต่อให้ท่านและทุกคนไม่โทษข้า แต่จริง ๆ แล้วเป็นเพราะข้าที่มัวเหลวไหลไม่ตั้งใจฝึกพลังวิญญาณ จึงช่วยอะไรท่านไม่ได้เลย” ตงหยางปล่อยยิ้มแล้วพูดขึ้น
“เจ้าดูดอกไม้พวกนั้นสิ เจ้าชอบหรือไม่” เขาเปลี่ยนเรื่องแล้วพยายามเบี่ยงเบนความสนใจของนาง โดยการพาชมดอกไม้ด้านหน้า พร้อมสายลมอ่อนพัดโชยมาเป็นระยะ ท่ามกลางสายตาของเทพธิดาจางซินที่ยืนอยู่ไม่ไกลนัก
“น้องสาวของข้าเปลี่ยนไปจริง ๆ ” เสียงของราชันจางเหว่ยเอ่ยขึ้นจากด้านหลัง ทำให้จางซินค่อย ๆ หันกลับมา แล้วปล่อยยิ้มกว้างให้พี่ชาย
“เปลี่ยนเช่นไร”
“เจ้าปล่อยให้หมิงเยว่ใกล้ชิดกับตงหยาง เรื่องเช่นนี้หากข้าไม่เห็นกับตาก็คงไม่เชื่อ”
“ข้าร้ายกาจในสายตาท่านพี่เพียงนั้นเชียวเหรอ” นางยกมือกอดอก ก่อนราชันจางเหว่ยจะพยักหน้าขึ้นลง แล้วเลื่อนสายตาไปยังทั้งสองที่เดินชมดอกไม้อย่างใกล้ชิด
“ข้านึกไม่ออก อะไรที่ทำให้เจ้าปล่อยวางได้มากเพียงนี้” จางซินเลื่อนสายตาไปยังทั้งสองแล้วถอนหายใจออกมา ก่อนจะพูดความในใจทั้งหมด
“ตลอดเวลาที่ผ่านมา ข้ารู้ดีว่าประมุขตงหยางไม่มีใจให้ข้า และไม่ว่าข้าจะทำเช่นไร เขาก็จะไม่มีวันมอบใจให้ข้า ทั้งที่รู้...แต่ข้าก็ดื้อดึงอยากเอาชนะ กับหมิงเยว่แล้ว ข้ารู้สึกเอ็นดูนางอย่างแปลกประหลาด นางเป็นคนเดียวที่ไม่คิดเอาผิดข้า ทั้งที่ข้าเคยหลอกนางไปหาความตายยังเขาไท่ซาน” ราชันจางเหว่ยจับกายน้องสาวหันมาแล้วพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเมตตา
“ตงหยางเฝ้าบอกข้าเสมอ ว่าเจ้าไม่มีเจตนาทำร้ายหมิงเยว่ ในตอนนั้นข้าไม่เชื่อเขา แต่ตอนนี้ข้ารู้สึกว่าตงหยางฉลาดกว่าข้าเสียแล้วล่ะ” จางซินก้มหน้าลงเล็กน้อย พลางปล่อยยิ้มกว้างออกมา
“ข้าชอบเวลาที่ข้าได้อยู่กับนาง มิตรภาพระหว่างข้ากับนางสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด ต่อไปท่านไม่ต้องห่วง ว่าข้าจะเอาแต่ใจเหมือนก่อน ข้าจะไม่วุ่นวายกับประมุขตงหยางอีก ข้ารู้แล้ว...ว่าข้าสู้หมิงเยว่ไม่ได้” นางพูดพร้อมทอดสายตาไปยังเบื้องหน้าอย่างมีความสุข ก่อนจะหยิบหยกแกะสลักรูปหงส์ ที่หักออกเป็นสองส่วนออกมาดู พร้อมหวนระลึกถึงช่วงวัยเด็ก
ขณะที่เทพธิดาจางซินนั่งเล่นอยู่กับบรรดาเทพรับใช้นั้น ด้วยความอ่อนแอของนาง ทำให้เทพรับใช้ผู้หนึ่งแย่งหยกแกะสลักที่บิดาประทานให้ ไปเล่นโดยไม่เกรงกลัว
“ข้าอนุญาตให้พวกเจ้าเล่นได้เดี๋ยวเดียวเท่านั้นนะ ของชิ้นนี้เป็นของที่ท่านพ่อประทานแก่ข้า” เทพรับใช้นางหนึ่งหัวเราะแล้วพูดขึ้น
“ท่านก็อย่าไปบอกใครสิเจ้าคะ ไหนท่านบอกว่าพวกเราต่างเป็นสหายกัน หากเป็นเช่นนั้นมีอะไรก็ต้องแบ่งปันจริงหรือไม่” นางพูดจบ ก็วิ่งหนีออกไป พร้อมกับเทพรับใช้อีกสองสามคนจะกรูกันไปเล่นหยกแกะสลักนั้น ทิ้งให้เทพธิดาจางซินอยู่อย่างโดดเดี่ยว ในเวลานั้นนางมีอายุขัยเพียงไม่กี่ร้อยปีเท่านั้น แม้มีตำแหน่งใหญ่โต ทว่าด้วยความอ่อนแอทำให้เทพรับใช้พากันกลั่นแกล้ง อำนาจที่มีในมือหาได้มีประโยชน์ ก่อนเสียงของหยกจะตกลงกระทบพื้น เทพธิดาจางซินหันขวับไป ก่อนเหล่าเทพรับใช้จะพากันหัวเราะ แล้วหยิบหยกชิ้นนั้นกลับมาให้
“มันแตกแล้ว” จางซินมองหยกชิ้นนั้นด้วยความเสียใจ พลันเอื้อมไปหยิบมาพร้อมหยดน้ำตารินไหล
“แค่นี้ก็ร้องไห้”
“แต่นี่มันหยกที่ท่านพ่อประทานให้ข้า เหตุใดพวกเจ้าจึงทำมันแตก”
“พวกเราไม่ได้ตั้งใจ” เทพรับใช้ยกมือขึ้นกอดอกแล้วพูดใส่ ก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงไร้ความเคารพ
“กับแค่หยกชิ้นเดียว หากว่าเทพธิดาจางซินไม่อยากเล่นกับพวกเรา พวกเราก็ไม่เล่นกับท่านแล้วเช่นกัน และจำไว้ด้วยว่าตลอดชีวิตของท่าน จะไม่มีผู้ใดจริงใจและอยากเล่นกับคนอ่อนแอเช่นท่าน” พูดจบเหล่าเทพรับใช้ก็พากันหัวเราะ แล้ววิ่งหนีออกไป ปล่อยให้เทพธิดาจางซินเจ็บปวดอยู่เพียงผู้เดียว