เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 3 บทที่ 89 ดาบร่วงโรย

            “ทำไมเจ้าถึงไร้ยางอายเช่นนี้?!”

            ตอนนี้เองหลิ่วเฟยก็ลุกขึ้นเดินไปหาหลินเฟิงขณะจ้องมองไปที่ต้วนหานอย่างเย็นชา ดวงตาของนางเต็มไปด้วยความเกลียดชังอย่างรุนแรง

            ต้วนเทียนหลางและบุตรชายของเขาทำลายนิกายหยุนไห่ สักวันนางจะทำให้สองพ่อลูกที่น่าขยะแขยงต้องเสียใจไปตลอดชีวิต

            เมื่อต้วนหานได้ยินคำด่าของหลิ่วเฟย ใบหน้าของเขาก็ยิ่งบิดเบี้ยวมากขึ้นหลิ่วเฟยเป็นผู้หญิงที่ต้วนหานคิดเสมอว่าจะต้องกลายเป็นภรรยาของเขาในอนาคตแต่ตอนนี้นางกลับด่าเขาเพื่อช่วยชายอื่น

            “ข้าเนี่ยนะไร้ยางอาย? เหอะ! เจ้าสวะนั่นไม่สามารถรับดาบของข้าได้แม้แต่กระบวนท่าเดียว แล้วแบบนี้จะมาด่าข้าว่าไร้ยางอายได้อย่างไร?” ต้วนหานกล่าวขณะจ้องมองไปที่หลินเฟิงอย่างเย็นชา “เฟยเฟย ข้าจะพิสูจน์ให้เจ้าเห็นว่าระดับของข้ากับมัน ต่างกันมากขนาดไหน!!!”

            “ข้าบรรลุเพียงขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่ 2 ส่วนเจ้าบรรลุขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่ 4ดังนั้นการที่ข้ารับดาบของเจ้าไม่ได้ ก็ไม่เห็นจะแปลกเลยนี่อีกอย่างถึงแม้ว่าข้าจะอ่อนแอ แต่ข้าก็ยังยืนหยัดที่จะรับการโจมตีของเจ้ามันก็แสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญของข้า แต่เจ้ากลับหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาอวดอ้างทำราวกับว่ามันเป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจนักหนาแบบนี้ไม่ให้เรียกว่าไร้ยางอายแล้วจะเรียกว่าอะไร?”

            หลินเฟิงไม่มีความเกรงกลัวต่อต้วนหานเลยสักนิด เขาก้าวเท้าไปข้างหน้าอีกหลายก้าวเพื่อเผชิญหน้ากับอีกฝ่าย

            “ถ้าเจ้ากล้าพอ ก็ยืนเฉยๆ รับการโจมตีของข้าสักครั้งสิ”

            “รับการโจมตีของเจ้า? ก็เอาสิ! ข้าจะทำให้เจ้าเห็นว่า ต่อให้ข้ายืนอยู่เฉยๆ เจ้าก็ทำอะไรข้าไม่ได้อยู่ดี”ต้วนหานถูกหลินเฟิงใช้วาจายั่วยุจนโมโหขึ้นมา เขายืนนิ่งอยู่กับที่เพื่อรอรับการโจมตีของหลินเฟิง

            ดวงตาสีเทาของหลินเฟิงพลันฉายแววเย็นชาขึ้นมา

            ก่อนที่หลินเฟิงจะหลับตาลง และทุกอย่างรอบๆ ตัวก็กลายเป็นเงียบสงบขึ้นมา

            ความสับสนวุ่นวายใดๆ ก็ไม่สามารถรบกวนหลินเฟิงได้ ตอนนี้ในหัวของเขาได้กลายเป็นโลกสีเทาที่มีเพียงกลิ่นอายของความตายและความเยือกเย็นอันไร้ที่สิ้นสุดเท่านั้น

            ราวกับว่าคลื่นดาบที่ปกคลุมไปทั่วลานประลองได้อันตรธานหายไปอย่างไร้ร่องรอยและกลายเป็นความเงียบงันเข้าปกคลุมแทน

            ทันใดนั้นปราณสีเทาก็ปรากฏขึ้นมาในอากาศอย่างต่อเนื่องแล้วลอยเข้ามาห่อหุ้มดาบของหลินเฟิงไว้ปราณสีเทาเหล่านี้อัดแน่นไปด้วยกลิ่นอายแห่งความตาย

            ความตาย คือความร่วงโรย คือความแห้งเหี่ยว

            เมื่อหลินเฟิงลืมตาขึ้นม่านตาของเขาก็ยังคงเป็นสีเทาที่ไร้อารมณ์และไร้ความรู้สึกเช่นเคย เพียงแต่บรรยากาศรอบตัวกลับดูน่ากลัวยิ่งขึ้น

            เมื่อหลินเฟิงเริ่มเคลื่อนไหว ปราณสีเทาที่ลอยวนเวียนอยู่รอบๆ ดาบก็พลันเคลื่อนไหวไปตามร่างกายของเขา

            หลินเฟิงตวัดดาบแทงออกไปอย่างรวดเร็ว

            หมื่นสรรพสิ่งต้องร่วงโรย ทุกชีวิตล้วนเหี่ยวเฉามีเพียงความตายที่เป็นนิรันดร์

            กระบวนท่าที่ 3 ของดาบมรณะ ดาบร่วงโรย!

            พลังโจมตีนี้อ่อนแอมากรู้สึกได้ทันทีว่าอำนาจของดาบไม่แข็งแกร่งอย่างที่ควรแม้กระทั่งเสียงคำรามของคลื่นดาบก็ยังแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน

            แต่การโจมตีนี้กลับแฝงไปด้วยเจตนาแห่งความโรยรา และเป็นตัวแทนของการทำลายล้างนี่คือดาบร่วงโรย

            สีหน้าของต้วนหานพลันเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วไม่มีใครรู้ซึ้งถึงความน่ากลัวของการโจมตีนี้เท่าเขาอีกแล้วเงาแห่งความตายกำลังโอบล้อมร่างกายของเขาไม่ช้าต้วนหานก็ตัดสินใจยกเลิกสัญญาที่ให้ไว้กับหลินเฟิง

            “ดัชนีสังหาร!”

            ต้วนหานใช้เคล็ดวิชาระดับลี้ลับขั้นสูงทันที ดาบยักษ์ปรากฏขึ้นมาในอากาศขณะที่ร่างของต้วนหานถอยร่นไปไกลมาก

            “ครืนๆ!”

            เสียงกังวานดังกึกก้องไปทั่วบริเวณเมื่อดาบร่วงโรยที่มีปราณสีเทาวนเวียนอยู่รอบๆ เผชิญหน้ากับดัชนีสังหารเคล็ดวิชาระดับลี้ลับขั้นสูง ก็เกิดเสียงระเบิดดังกระหึ่มขึ้นมา ก่อนที่ดัชนีสังหารจะถูกทำลายในพริบตาพร้อมกับคลื่นดาบร่วงโรยที่พุ่งเข้าหาต้วนหานอย่างรวดเร็ว

            “ไสหัวไป!”

            ตอนนั้นเองก็มีเสียงเย็นชาตะโกนขึ้นมา คลื่นดาบอันน่าเกรงขามได้พุ่งเข้ามาตัดผ่าคลื่นดาบร่วงโรยแรงระเบิดในอากาศได้ก่อให้เกิดพายุขึ้นมาจนทำให้ร่างของหลินเฟิงถูกดันจนถอยร่นไปด้านหลัง นอกจากนี้คลื่นดาบที่หลงเหลือจากการทำลายคลื่นดาบร่วงโรยก็พุ่งเข้าใส่ร่างของหลินเฟิงทำให้หลินเฟิงกระอักเลือดออกมา

            ผู้ที่โจมตีก็คือต้วนเทียนหลาง สีหน้าของเขาดูเย็นชาและเคร่งขรึมสายตาที่จ้องมองไปยังหลินเฟิงก็เต็มไปด้วยจิตสังหาร  

            ก้าวแรกของนักดาบก็คือการรวบรวมอำนาจ ก้าวต่อมาก็คือการผสานและก้าวสุดท้ายก็คือหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน คนคือดาบ ดาบก็คือคน

            การรวบรวมอำนาจก็คือการสร้างอำนาจของดาบซึ่งอำนาจของดาบจะทำให้พลังโจมตีของนักดาบรุนแรงกว่าเดิมหลายเท่าและยังมีพลังทำลายที่แข็งแกร่งอีกด้วย

            ขอบเขตนี้มีเพียงนักดาบอัจฉริยะเท่านั้นถึงจะสามารถตระหนักรู้ได้ส่วนใหญ่แล้วหากบรรลุขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้น 5 หรือ 6 ระดับสูงสุดจึงจะสามารถสร้างอำนาจแห่งดาบขึ้นมาได้

            ต้วนหาน บุตรชายของเขาสามารถตระหนักรู้ถึงอำนาจของดาบในตอนที่อยู่ขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่ 3ก็นับว่าเป็นอัจฉริยะที่โดดเด่นและยากจะหาใครเทียบแล้ว

            หลังจากรวบรวมอำนาจก็ก้าวเข้าสู่ขอบเขตการผสานซึ่งขอบเขตนี้จะทำให้คลื่นดาบรวมตัวกันหนาแน่นขึ้นและไม่กระจายตัวอีกทั้งยังสามารถควบคุมอำนาจของดาบได้ตามใจ

            ส่วนใหญ่แล้วนักดาบอัจฉริยะจะสามารถตระหนักรู้ถึงขอบเขตการผสานได้ต่อเมื่อบรรลุขอบเขตลี้ลับ

            แต่ทว่าดาบร่วงโรยที่หลินเฟิงโจมตีเมื่อครู่และทำให้ต้วนหานเกือบจะตกอยู่ในอันตราย กลับแสดงให้เห็นว่าหลินเฟิงได้ก้าวเข้าสู่ขอบเขตการผสาน

            ทักษะดาบของหลินเฟิงได้ก้าวเข้าสู่ขอบเขตการผสานแล้วเพียงแต่ว่าหลินเฟิงยังไม่สามารถควบคุมสภาวะของมันได้อย่างมั่นคง มิฉะนั้นแล้วต้วนหานคงถูกหลินเฟิงสังหารไปนานแล้ว

            ถึงแม้ว่าหลินเฟิงจะกระอักเลือดแต่ในดวงตาสีเทาของเขากลับเผยร่องรอยของการดูแคลนออกมา

            “บิดาและบุตรร่วมมือกันต่อสู้กับผู้เยาว์เพียงคนเดียว หึๆเจ้าพูดถูกต้วนหาน ข้า หลินเฟิงไม่มีคุณสมบัติเทียบเท่าพวกเจ้าได้เลย ข้าไม่อาจไร้ยางอายแบบเจ้าได้ขนาดนี้”

            คำพูดแดกดันของหลินเฟิง ประหนึ่งลูกศรปักลงกลางใจของต้วนหาน

            “หุบปากซะ!” ต้วนหานตะคอกอย่างโมโหเขาเกลียดหลินเฟิงมากจนอยากจะสับร่างของมันเป็นชิ้นๆ

            “ต้วนหาน เจ้าจะมัวเสียเวลาโต้เถียงกับคนที่กำลังจะตายทำไม?” ต้วนเทียนหลางกล่าวอย่างไม่แยแส ขณะเดินไปหาหลินเฟิงอย่างช้าๆ

            “ต้วนเทียนหลาง นี่เจ้ากล้าข่มเหงรังแกรุ่นเยาว์?! หึ! สมแล้วที่ได้ชื่อว่าเทียนหลาง[1]”

            หนานกงหลิงพาผู้อาวุโสบางส่วนกระโดดลงมายังลานประลองเป็นตายและเดินเข้ามาขวางหน้าหลินเฟิงไว้

            เมื่อเห็นฉากนี้ ต้วนเทียนหลางก็ดีดนิ้วเรียกยอดฝีมือจำนวนหนึ่งให้เดินตามมาจากนั้นก้าวเท้าไปข้างหน้า ลมปราณทั้งสองฝ่ายต่างปะทะกันในอากาศอย่างรุนแรงจิตสังหารพุ่งทะยานขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นแรงกดดันมหาศาล

            “ไม่ต้องรีบร้อนฆ่าตาแก่พวกนี้ หาโอกาสสังหารหลินเฟิงก่อน”

            ต้วนเทียนหลางกล่าวอย่างไม่แยแส ก่อนจะมาที่นิกายหยุนไห่เขาได้พายอดฝีมือจากนิกายทั้ง 3 มาด้วย ไม่ว่าจะเป็น ประมุขนิกายเฮ่าเยว่ผู้นำหมู่บ้านเสวี่ยอิงซาน และรองประมุขนิกายหมื่นอสูรที่พาสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งมาด้วยอีกทั้งยังมีผู้ฝึกยุทธ์ที่แข็งแกร่งอีกเป็นจำนวนมากทำให้กองกำลังของพวกเขาทรงพลังกว่านิกายหยุนไห่หลายเท่า

            ครั้งนี้เป้าหมายของพวกเขาก็คือทำลายนิกายหยุนไห่ให้สิ้นซากและแย่งชิงทรัพยากรของนิกายหยุนไห่มาแบ่งกัน

            และนี่คือเหตุผลสำคัญที่สุดที่ต้วนเทียนหลางใช้เกลี้ยกล่อมเหล่าประมุขนิกายคนอื่นๆให้ยอมมอบศิษย์ที่โดดเด่นของนิกายตัวเองเข้าร่วมลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่

            นิกายหยุนไห่นั้นเป็นนิกายใหญ่นิกายหนึ่ง ดังนั้นจึงมีของวิเศษและมีเคล็ดวิชาที่ทรงพลังอีกเป็นจำนวนมากอีกทั้งเหล่าศิษย์ที่ทรยศนิกายล้วนเป็นอัจฉริยะที่โดดเด่นดังนั้นหากพวกเขาได้รับไปเลี้ยงดูต่อ ก็ยิ่งทำให้นิกายของตัวเองแข็งแกร่งขึ้น

            “กองทหารอาชาโลหิต ฆ่าพวกมันให้หมด!”

            ต้วนเทียนหลางส่งสัญญาณมือ ทันใดนั้นเหล่ากองทหารอาชาโลหิตก็วิ่งเข้ามายังหุบเขาเมฆพายุเพื่อเริ่มการเข่นฆ่า

            “ต้วนเทียนหลาง ข้าคือประมุขนิกายหยุนไห่ ถ้าเจ้าต้องการทำลายนิกายของข้าก็ต้องข้ามศพข้าไปก่อน”

            หนานกงหลิงก้าวเท้าไปข้างหน้าก่อนจะปลดปล่อยลมปราณที่ทรงพลังออกมาจู่โจมต้วนเทียนหลาง

            “ข้ามศพเจ้าไปก่อน? ก็เอาสิ คิดว่ามันทำยากนักหรือ?!” ต้วนเทียนหลางแสยะยิ้มอย่างเย็นชา ก่อนทะยานร่างขึ้นไปในอากาศ

            หนานกงหลิงก็ทะยานร่างตามไปติดๆ คลื่นดาบที่ทรงพลังพลันเปล่งประกายขึ้นมาก่อนจะโจมตีไปที่ต้วนเทียนหลางอย่างรุนแรง

            “ตูม!!!”

            ตอนนี้เองสัตว์อสูรคุนเผิงก็ส่งเสียงคำรามออกมาปีกทั้งสองข้างของมันก็กางออก ก่อนจะพุ่งเข้าไปจู่โจมประมุขหนานกงหลิงโดยมีรองประมุขนิกายหมื่นอสูร เถิงอูซานที่นั่งอยู่บนหัวคอยควบคุม

            “ไอ้เดรัจฉาน!!!”

            ผู้อาวุโสเป่ยที่เห็นเหตุการณ์ก็ปลดปล่อยจิตวิญญาณนกกระเรียนออกมา และกระโดดขึ้นไปด้านหลังของมันเพื่อบินเข้าไปขวางทางสัตว์อสูรคุนเผิงไว้ ส่วนคนอื่นๆ ก็เลือกคู่ต่อสู้ของตัวเองแล้วพุ่งเข้าไปโจมตีทันที

            นี่คือสมรภูมิรบขนาดใหญ่ พื้นดินสั่นสะเทือนอย่างต่อเนื่องและมีคลื่นลมที่พัดกระหน่ำอย่างบ้าคลั่ง

            ไม่ว่าจะบนฟ้าหรือผืนดิน ทุกๆ ที่ล้วนเต็มไปด้วยการฆ่าฟัน

            ลานประลองเป็นตายสั่นไหวไม่หยุด ราวกับว่าพร้อมจะถล่มลงมาได้ทุกเมื่อ

            ดวงตาสีเทาของหลินเฟิงจ้องมองไปยังสมรภูมิรบรอบตัวด้วยท่าทางสงบนิ่งโดยที่ตัวเองไม่สามารถเข้าไปแทรกแซงการต่อสู้ของพวกเขาได้เลย หลินเฟิงรู้สึกว่าท่านประมุขผู้อาวุโสเป่ยและผู้อาวุโสคนอื่นๆ ต่างกำลังต่อสู้เพื่อเขา

            เขาคาดไม่ถึงเลยว่า ผู้คนเหล่านี้จะต่อสู้เพื่อตัวเขา

            ในใจที่หนาวเหน็บก็เริ่มรู้สึกอบอุ่นขึ้นมา นี่เป็นครั้งแรกที่หลินเฟิงรู้สึกว่านิกายหยุนไห่คือบ้านของเขาและเขาคือคนของนิกายหยุนไห่ ซึ่งทุกคนกำลังต่อสู้เพื่อเขา

            ประมุขหนานกงหลิง ผู้อาวุโสเป่ยและผู้อาวุโสคนอื่นๆ ล้วนแข็งแกร่งมากพวกเขาสามารถแยกย้ายกันฝ่าวงล้อมออกไปได้ ถึงแม้ว่าอาจจะรอดไปได้ไม่หมดแต่อย่างน้อยก็ยังหวังว่าจะหนีรอดออกไปได้

            แต่ทว่ากลับไม่มีใครทำแบบนั้นเลยสักคน พวกเขาเลือกที่จะมารวมตัวกันอยู่รอบๆ หลินเฟิงเพื่อต่อสู้ กระทั่งศิษย์ของนิกายหยุนไห่หลายคนก็เลือกที่จะต่อสู้เพื่อเขา

            “นิกายหยุนไห่”

            หลินเฟิงพึมพำกับตัวเองเบาๆ เขาเห็นแสงอาทิตย์สาดส่องลงมากระทบกับโลหิตที่เจิ่งนองอยู่บนพื้นแล้วเงยหน้าขึ้นเพื่อมองดูแรงกดดันอันมหาศาลซึ่งกำลังแพร่กระจายอยู่ในอากาศ

            “หลินเฟิง”

            ในตอนนั้นเองก็มีเสียงกระซิบดังขึ้นมา เมื่อหลินเฟิงหันไปมองตามต้นเสียงดวงตาก็พลันชะงักค้างไปครู่หนึ่ง

            หลินเฟิงเห็นเงาร่างหนึ่งกำลังทะยานเข้ามาใกล้ลานประลองเป็นตายดวงตาของเขาเย็นชาและเปี่ยมไปด้วยจิตสังหาร

            คนคนนั้นก็คือ ม่อเสีย

            “เจ้าสัตว์เดรัจฉาน”

            หลินเฟิงมองรอยยิ้มเย็นชาบนใบหน้าของม่อเสีย ที่กำลังทะยานเข้ามาใกล้ด้วยสายตาสงบนิ่ง

            ทั้งๆ ที่นิกายกำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตที่เสี่ยงจะล่มสลายเช่นนี้ ม่อเสีย ซึ่งเป็นผู้อาวุโสสายในกลับไม่คิดที่จะลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อนิกาย แต่กลับฉวยโอกาสนี้สังหารหลินเฟิงเพื่อชำระแค้น

            “เจ้าสังหารข้าตอนนี้แล้วจะมีประโยชน์อะไร? ไม่เอาเวลานี้หนีเอาตัวรอดดีกว่าหรือ?”

            หลินเฟิงจ้องมองไปที่ม่อเสียซึ่งกำลังเดินเข้ามาหาตัวเองพร้อมจิตสังหารที่พลุ่งพล่าน

            “ก็ไม่แน่ว่าจะหนีรอดไปได้นี่? พรสวรรค์ของเจ้าแข็งแกร่งขนาดนี้ทำให้เทียนหลางตัดสินใจจะสังหารเจ้าให้ได้ ถ้าหากข้าตัดหัวเจ้าและมอบมันให้กับเทียนหลางเพื่อแสดงความจงรักภักดี เจ้าคิดว่าแบบนี้น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่าไหม?”

            ม่อเสียแสยะยิ้มอย่างชั่วร้ายเมื่อได้ฟังประโยคนี้ดวงตาสีเทาของหลินเฟิงพลันแข็งกร้าวขึ้นมา

            ผู้อาวุโสสายใน การที่มีม่อเสียเป็นผู้อาวุโสสายในของนิกายหยุนไห่นับว่าเป็นความอัปยศอย่างมาก!!!

            “ข้าล่ะชื่นชมเจ้าจริงๆ ที่ยังกล้ากล่าววาจาไร้ยางอายเช่นนี้ออกมา” หลินเฟิงกล่าว

            “แล้วจะทำไม? ผู้ชนะเป็นวีรบุรุษ ส่วนผู้แพ้ก็เป็นกบฏ ต้วนเทียนหลางแข็งแกร่งขนาดนี้อย่างไรนิกายหยุนไห่ก็จบเห่แน่ๆ หากไม่ย้ายข้างข้าก็ตายน่ะสิ!!! อีกอย่างแทนที่จะยอมตายอย่างโง่ๆ ไม่สู้เข้าร่วมกับกองกำลังที่แข็งแกร่งจะดีกว่าหรือ?!”

            น้ำเสียงที่ม่อเสียกล่าวไม่เพียงแต่ไม่รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่ไร้ยางอายเท่านั้น แต่กลับดูภาคภูมิใจเสียด้วยซ้ำบางทีในใจของเขาอาจสะกดคำว่าไร้ยางอายไม่เป็น

            “ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ก็เข้ามาเอาชีวิตของข้าสิ”

            หลินเฟิงกล่าวอย่างไม่แยแส เขายังคงยืนนิ่งอยู่กับที่ราวกับว่าแทบจะอดใจรอให้ม่อเสียเข้ามาสังหารไม่ไหว

            ม่อเสียจ้องมองหลินเฟิงอย่างตื่นตระหนก

            แต่ไม่นานก็ผ่อนคลายลง ด้วยความแข็งแกร่งของเขาต่อให้หลินเฟิงมีพรสวรรค์ที่ล้ำเลิศแค่ไหนก็ทำอะไรเขาไม่ได้อยู่ดี

             “น่าเสียดาย ที่รุ่นเยาว์อัจฉริยะคนหนึ่งต้องมาด้วยน้ำมือข้าและยังเป็นความตายที่ทุกข์ทรมานที่สุด!”

            ม่อเสียปลดปล่อยจิตวิญญาณออกมา เถาวัลย์ที่แข็งแกร่งจู่โจมไปที่หลินเฟิงอย่างรวดเร็วมันเข้าไปรัดร่างของหลินเฟิงอย่างง่ายดาย โดยที่หลินเฟิงไม่แม้แต่จะดิ้นรนด้วยซ้ำ

            ตอนนี้ม่อเสียไม่ทันสังเกตเห็นรอยยิ้มที่มุมปากของหลินเฟิง

            “ดูเหมือนตัวเจ้าเองจะถอดใจแล้วสินะ วางใจเถอะ ข้าจะให้เจ้าตายอย่างช้าๆ และจะตัดหัวเจ้าไปรับรางวัล” สีหน้าของม่อเสียเต็มไปด้วยความเหี้ยมโหด

            ทันใดนั้นเอง ร่างของม่อเสียก็มีเงาสีดำปรากฏขึ้นมา

            เงานี้ปรากฏตัวขึ้นมาอย่างเงียบเชียบและไร้ร่องรอยราวกับว่ามันได้ฝังอยู่ในร่างของม่อเสียตั้งนานแล้ว

            “เป็นแบบนี้ได้อย่างไร?”

            ม่อเสียคิดในใจอย่างตื่นตระหนก ทันใดนั้นสีหน้าของเขาก็แข็งทื่อทั่วทั้งร่างพลันสั่นเทาขึ้นมา

            เป็นเขา!!!

            ม่อเสียไม่มีวันลืมเหตุการณ์ในครั้งนั้นได้

            เงาสีดำนั่น ตอนนี้ได้มาประทับอยู่ที่ร่างของเขาแล้ว!!!

     

     

    ……………………………………………………………………………………………………………….

             หมายเหตุ

            [1] เทียนหลาง หมายถึง สุนัข

    คล้ายกับเรื่องเทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน