คุณย่าย้อนเวลาไปแก้ไขชะตาชีวิต (มี e-book นะคะ)

    ตอนที่ 40 ไม่รักกันแล้วใช่ไหม

            หลังจากที่ฉินซิ่วหลานกับซูซ่างจิ่นทะเลาะกัน ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็ยิ่งแย่ลง ฉินซิ่วหลานเริ่มที่จะไม่สนใจดูแลสามีและลูกชาย พอตื่นเช้าขึ้นมา ฉินซิ่วหลานจัดการธุระของตัวเองเสร็จก็ออกไปเรียน ปล่อยให้ซูซ่างจิ่นต้องเป็นคนอาบน้ำแต่งตัวให้ลูกชาย และต้องไปส่งลูกชายที่โรงเรียนด้วยตัวเองทุกวัน

            เมื่อซูซ่างจิ่นต้องตื่นมาจัดการธุระของตัวเองและลูกชายอยู่หลายวัน เขารู้สึกว่าเรื่องเหล่านี้ทำให้เขาเสียเวลาและทำให้เขาไปเข้าเรียนสาย แต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่าฉินซูเม่ยเปิดร้านขายอาหารอยู่ใกล้กับโรงเรียนอนุบาลที่ลูกชายเรียนอยู่ ซูซ่างจิ่นก็พาลูกชายมาเป็นลูกค้าขาประจำที่ร้านของฉินซูเม่ยทันที ตามความคิดของเขา นอกจากเขาจะประหยัดเวลาและไม่ต้องตื่นมาทำอาหารให้ลูกชายตั้งแต่เช้าแล้ว เขายังจะใช้โอกาสนี้มารื้อฟื้นความสัมพันธ์กับฉินซูเม่ย เขาไม่เชื่อหรอกว่าฉินซูเม่ยที่เคยรักเขามากในชาติที่แล้วจะใจแข็งและทนลูกตื๊อของเขาได้

            “สวัสดีซูเม่ย ตั้งแต่วันนี้ฉันกับลูกชายจะมาฝากท้องที่ร้านของเธอ” ซูซ่างจิ่นเดินจูงมือลูกชายเข้ามาทักทายฉินซูเม่ย “เฉวียนเฉวียน สวัสดีคุณอาซูเม่ยสิลูก ต่อไปนี้เราจะมาทานข้าวที่นี่ทุกวัน”

            “สวัสดีครับคุณอาซูเม่ย” ซูซ่างเฉวียนทักทายอย่างมีมารยาท

            ฉินซูเม่ยมองดูอดีตลูกเลี้ยงที่ยังอยู่ในวัยที่เริ่มเรียนรู้ ชาติก่อนเธอเลี้ยงดูเขาและดูแลเขาเป็นอย่างดี แต่ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ซูซ่างเฉวียนถูกซูซ่างจิ่นกับฉินซิ่วหลานเลี้ยงดูจนเสียคน

            ฉินซูเม่ยแอบถอนหายใจ เด็กที่มีจิตใจบริสุทธิ์คนหนึ่งกลับถูกพ่อและแม่ตามใจจนกลายเป็นคนนิสัยไม่ดี ชาติที่แล้วเธอหมดเวรหมดกรรมกับเด็กคนนี้ไปแล้ว ชาตินี้เธอก็ไม่ขอยุ่งเกี่ยวกับเขาอีก

            ซูซ่างเฉวียนเห็นฉินซูเม่ยมองลูกชายของตัวเองอยู่นาน เขาแอบยิ้มอยู่ในใจ ‘เธอก็เหมือนกับชาติที่แล้ว เฉวียนเฉวียนเป็นเด็กน่ารัก มีหรือที่เธอจะไม่รักเขา แถมเธอยังเลี้ยงเขามากับมือเชียวนะ’

            “คุณแม่คะคุณแม่ เช้านี้หนู พี่ใหญ่ แล้วก็เสี่ยวหลินอยากทานโจ๊กไก่กับน้ำเต้าหู้ค่ะ” ไป๋เจียวเจียววิ่งเข้ามากอดคุณแม่ 

            ฉินซูเม่ยยิ้มให้ลูกสาว “ได้สิจ๊ะ ลูกกับพี่ๆ ไปนั่งรอที่โต๊ะกันก่อนนะ”

            “คุณแม่ครับ วันนี้ผมให้เจียวเจียวกับเสี่ยวหลินหัดพับผ้าห่มแล้วยังให้พวกเธอแต่งตัวด้วยตัวเองด้วยครับ” ไป๋เจ๋อชิงพูดพร้อมขมวดคิ้ว “แต่น้องยังใส่ถุงเท้าเองไม่เป็นเลยครับ”

            “ไม่เป็นไร หัดทำไปทุกวันเดี๋ยวก็ทำได้เอง ลูกก็ไม่ต้องไปดุน้องนักหรอก” ฉินซูเม่ยก้มลงแล้วใช้มือเกลี่ยหน้าผากลูกชาย “อย่าเอาแต่ขมวดคิ้ว เดี๋ยวก็หล่อสู้คุณพ่อไม่ได้หรอก”

            ไป๋เจ๋อชิงรีบส่งยิ้มกว้าง “แบบนี้ผมหล่อเหมือนคุณพ่อหรือยังครับ”

            “ตอนนี้ลูกหล่อกว่าคุณพ่อแล้วจ้ะ ไปเถอะ...ไปนั่งประจำที่ เดี๋ยวแม่จะยกอาหารเช้าไปให้”

            “ผมเตรียมไว้ให้เด็กๆ แล้วล่ะ คุณขายของให้ลูกค้าเถอะ” ไป๋จิ้งถิงเดินถือถาดอาหารแล้วเรียกให้ลูกๆ ไปนั่งประจำที่ เด็กทั้งสามคนก็เชื่อฟังเป็นอย่างดี จากนั้นพวกเขาก็นั่งทานข้าวโดยไม่ต้องมีคนมาช่วย

            ซูซ่างจิ่นมองดูภาพครอบครัวที่มีความสุขแล้วเผลอคิดไปว่าหากผู้ชายคนนั้นเป็นเขาล่ะ มันจะดีมากขนาดไหน ส่วนซูซ่างเฉวียนก็มองพี่ๆ ทั้งสามคนอย่างอิจฉา คุณพ่อกับคุณแม่ของเขามีแต่ทะเลาะกันเสียงดัง คุณแม่ไม่ทำอาหารให้เขาทานมานานแล้ว ส่วนคุณพ่อก็ทำอาหารไม่อร่อย ถ้าเขาได้เป็นลูกชายของคุณอาซูเม่ยก็คงจะดี

            “เฉวียนเฉวียนทำไมไม่กินข้าวล่ะลูก” ซูซ่างจิ่นถามลูกชาย

            “คุณพ่อ ทำไมครอบครัวเราไม่เป็นแบบนี้บ้างครับ”

            “ลูกอยากมีแม่ที่ใจดีแบบนี้ใช่ไหม”

            ซูซ่างเฉวียนพยักหน้า “ผมอยากให้คุณแม่ใจดีเหมือนคุณอาซูเม่ย”

            ซูซ่างจิ่นกระซิบกับลูกชาย “แล้วถ้าคุณอาซูเม่ยมาเป็นแม่ของลูกล่ะ ลูกจะชอบไหม”

            “ชอบครับ”

            “ถ้างั้นเรื่องนี้เป็นความลับระหว่างเรานะ” ซูซ่างจิ่นเกี่ยวก้อยกับลูกชาย “พ่อจะทำให้คุณอาซูเม่ยมาเป็นคุณแม่ของลูกให้ได้ แต่ลูกอย่าเอาเรื่องนี้ไปบอกใคร ลูกสัญญากับพ่อได้ไหม ถ้าลูกสัญญา พ่อจะพาลูกมากินของอร่อยๆ ที่นี่ทุกวัน”

            ซูซ่างเฉวียนเป็นแค่เด็กสามขวบ เขาไม่เข้าใจหรอกว่าคุณอาซูเม่ยจะมาเป็นคุณแม่ของเขาได้ยังไง แต่เขารู้ว่าถ้าเขาทำตามสัญญาว่าจะไม่เอาเรื่องที่คุณพ่อจะให้คุณอาซูเม่ยมาเป็นคุณแม่ของเขาไปบอกใคร เขาก็จะได้กินของอร่อยทุกวัน “ตกลงครับ ผมจะไม่เอาเรื่องนี้ไปบอกใคร แต่คุณพ่อห้ามผิดสัญญากับผมนะครับ คุณพ่อต้องพาผมมาทานข้าวที่นี่ทุกวัน”

            ฉินซูเม่ยไม่ได้สนใจสองพ่อลูกอีก เธอขายของให้ลูกค้าต่อจนกระทั่งเด็กๆ ทานอาหารเสร็จและเตรียมตัวไปโรงเรียน

            ไป๋เจียวเจียวเดินเข้าไปหาฉินซูเม่ยแล้วพูดเสียงเบา “คุณแม่คะ หนูขอห่อซาลาเปาไปโรงเรียนวันละสองลูกได้ไหมคะ” 

            “ที่โรงเรียนมีอาหารกลางวันให้ทานแล้วไม่ใช่เหรอ”

            “หนูทานอาหารของโรงเรียนด้วย แต่หนูก็อยากทานซาลาเปาของคุณแม่ด้วยนี่คะ” ไป๋เจียวเจียวพูดอ้อนอย่างน่ารัก 

            ฉินซูเม่ยไม่แปลกใจนักเพราะลูกสาวเป็นนักกินตัวยง และยังโชคดีที่ลูกสาวเป็นคนที่ทานเข้าไปมากเท่าไหร่ก็ไม่อ้วน อีกอย่างฉินซูเม่ยคิดว่าบางทีลูกสาวอาจจะไม่ชอบอาหารที่โรงเรียนเตรียมไว้ให้ “ได้สิจ๊ะ เดี๋ยวแม่จะห่อซาลาเปาให้ลูกไปโรงเรียนด้วย แล้วเจ๋อชิงกับเสี่ยวหลินล่ะจ๊ะ พวกลูกอยากให้แม่ห่อซาลาเปาให้ด้วยไหม”

            แต่ไป๋เจ๋อชิงกับจูเสี่ยวหลินปฏิเสธ เด็กทั้งสองคนบอกว่าทานอาหารที่โรงเรียนจัดไว้ให้ก็อิ่มมากแล้ว 

     

            “คุณน้าเหอ วันนี้หนูมีซาลาเปามาฝากคุณน้าด้วยค่ะ”

            “เจียวเจียว หนูไม่ต้องเอาอาหารมาให้น้าทุกวันหรอกจ้ะ ถ้าน้าหิว เดี๋ยวน้าจะไปซื้อมากินเอง” เหอเจียวเจียวบอกกับเด็กหญิง

            ไป๋เจียวเจียวมองดูคุณน้าเหอก็รู้สึกสงสาร เธอจำได้ว่าตอนที่เธอกับคุณแม่เจอคุณน้าเหอที่ห้างสรรพสินค้า คุณน้าเหอไม่ได้ผอมแห้งขนาดนี้ และแก้มขวาของคุณน้าก็ยังไม่มีรอยแผลเป็นน่าเกลียดแบบนี้ด้วย อีกทั้งไม่กี่วันก่อน เธอเห็นคุณน้าเก็บอาหารเหลือจากถังขยะขึ้นมาทาน เธอไม่อยากให้คุณน้าทานอาหารสกปรก

            “ซาลาเปาของคุณแม่อร่อยมากเลยนะคะ อีกอย่างคุณแม่ก็ห่อมาให้หนูวันละหลายลูก หนูทานไม่หมดก็เลยเอามาแบ่งคุณน้า”

            “โรงเรียนเตรียมอาหารไว้ให้อยู่แล้ว ทำไมแม่ของหนูยังห่ออาหารมาให้หนูอีกล่ะ หรือว่าหนูไม่ชอบอาหารของโรงเรียน” 

            “อาหารของโรงเรียนก็อร่อยค่ะ แต่หนูเป็นคนทานเยอะ หนูอายถ้าเพื่อนๆ จะรู้ หนูก็เลยให้คุณแม่ห่อซาลาเปามาเพิ่มให้” ไป๋เจียวเจียวทำหน้าเศร้า “คุณน้าไม่ชอบหนู คุณน้าก็เลยไม่อยากทานอาหารของหนูใช่ไหมคะ”

            เหอเจียวเจียวรู้ว่าเด็กหญิงหวังดีและไม่อยากเห็นตัวเองต้องไปเก็บอาหารจากถังขยะมากินอีก เธอน้ำตาคลอ “ก็ได้ น้าจะรับซาลาเปาสองลูกนี้ไว้ แต่วันหลังหนูไม่ต้องเอามาให้น้าอีกแล้วนะ ถ้าหนูไม่เชื่อ น้าจะไปบอกคุณแม่ของหนู”

            “หนูกลับไปที่ห้องเรียนก่อนนะคะ” ไป๋เจียวเจียวไม่ได้รับปาก เธอรีบวิ่งกลับไปที่ห้องเรียนทันที

            เหอเจียวเจียวหัวเราะทั้งน้ำตา แม้แต่เด็กตัวเล็กๆ คนหนึ่งยังรู้จักสงสารและเป็นห่วงเธอ แต่สามีของเธอกลับทารุณเธอเหมือนไม่ใช่คน เวลาที่ต้วนจงซานเมากลับมา เขาก็มักจะทุบตีและทำร้ายเธอ ครั้งล่าสุดเธอทนไม่ไหวและคิดจะสู้กลับ เธอหยิบมีดปลอกผลไม้ขึ้นมาขู่เขา แต่ต้วนจงซานกลับใช้มีดเล่มนั้นมากรีดหน้าจนหน้าของเธอเป็นแผลเป็น ร้านอาหารก็เลิกจ้างเธอเพราะหน้าที่มีรอยแผลเป็นของเธอทำให้ลูกค้ากลัว ยังดีที่ผู้อำนวยการโรงเรียนรู้สึกสงสาร เขารับเธอเข้าทำงาน แต่เป็นได้แค่ตำแหน่งพนักงานล้างห้องน้ำเท่านั้น เธอจะต้องมาทำงานก่อนที่นักเรียนและผู้ปกครองจะมาถึง และตอนเย็นก็ให้เริ่มทำงานตอนที่นักเรียนและผู้ปกครองกลับกันหมดแล้ว เพื่อป้องกันไม่ให้คนตกใจ

            เหอเจียวเจียวไม่ปฏิเสธ ขอแค่เธอหาเงินไปให้ต้วนจงซานได้ เธอก็จะไม่ถูกเขาซ้อม แต่เงินเดือนของเธอก็น้อยกว่าที่เธอทำงานที่ร้านอาหารมาก เพื่อให้สามารถส่งเงินให้สามีได้ในจำนวนเท่าเดิม เหอเจียวเจียวจึงประหยัดเงินด้วยการเก็บเศษอาหารมากิน แต่ไม่นึกว่าไป๋เจียวเจียว ลูกสาวของคนที่เธอเคยทำร้ายจะมาช่วยเหลือเธอ

            “เจียวเจียว หนูกับแม่ของหนูเป็นคนดีมากเลยนะ น้าสัญญาว่าน้าจะตอบแทนหนูกับแม่ของหนูเป็นอย่างดี” เหอเจียวเจียวกินซาลาเปาทั้งน้ำตา นานเท่าไหร่แล้วที่เธอไม่ได้กินอาหารที่ดีขนาดนี้

     

            ฉินซูเม่ยกับครอบครัวใช้ชีวิตในแต่ละวันอย่างมีความสุข แต่ซูซ่างจิ่นกับฉินซิ่วหลานกลับทะเลาะกันหนักขึ้นทุกวัน เพราะตอนนี้ไม่ใช่แค่ฉินซิ่วหลานจะไม่สนใจดูแลสามีและลูก แต่เธอยังรู้จักออกไปเที่ยวและกลับมาบ้านดึกๆ ดื่นๆ อีกด้วย

            “อีกสองวันแม่จะมาอยู่กับเราแล้ว ต่อไปคุณจะกลับบ้านดึกแบบนี้ไม่ได้แล้วนะ แล้วต่อไปนี้ เงินเดือนครึ่งหนึ่งของคุณก็ต้องแบ่งมาให้แม่ไว้ใช้จ่ายในบ้านด้วย” ซูซ่างจิ่นพูดบอก

            “ได้ยังไง! เงินของฉันเป็นพ่อกับแม่ฉันที่ส่งมา ทำไมฉันต้องแบ่งมันให้คุณแม่ของพี่ด้วย พี่เป็นผู้ชายพี่ก็รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในบ้านไปสิ” ฉินซิ่วหลานเริ่มโวยวาย

            “แต่เมื่อก่อนเราออกค่าใช้จ่ายช่วยกันนะ”

            “เมื่อก่อนก็คือเมื่อก่อน แต่ตอนนี้ฉันมีค่าใช้จ่ายมากขึ้น ที่มีอยู่ก็แทบจะใช้ไม่ถึงเดือนด้วยซ้ำ”

            “ค่าใช้จ่ายมากขึ้น?” ซูซ่างจิ่นจ้องฉินซิ่วหลานเขม็ง “ถ้าเธอจะเที่ยวให้มันน้อยลงหน่อย เงินที่พ่อกับแม่ส่งมาให้ก็น่าจะพอใช้”

            “ฉันเที่ยวแล้วยังไง มันเป็นความสุขของฉัน ก็เหมือนกับพี่ที่เอาเงินไปอุดหนุนร้านอาหารของนังซูเม่ยนั่นไง เป็นยังไง...อาหารของมันอร่อยจนต้องไปกินทุกวันเลยเหรอ”

            “ก็ไม่ใช่เพราะเธอไม่เตรียมอาหารไว้ให้ฉันกับลูกหรือไงล่ะ”

            “เหอะ...ฉันเตรียมอาหารให้พี่มาหลายปี มีวันไหนที่พี่จะไม่ตำหนิฉันบ้าง ในเมื่อพี่ไม่พอใจอาหารที่ฉันทำ ฉันก็แค่ไม่ทำ แล้วฉันผิดตรงไหน”

            “ซิ่วหลาน เธอกลายเป็นคนไม่มีเหตุผลไปตั้งแต่เมื่อไหร่”

            “ใช่ ฉันมันคนไม่มีเหตุผล ถ้างั้นพี่ก็ไปอยู่กับคนที่มีเหตุผลเสียสิ” ฉินซิ่วหลานคว้ากระเป๋าสะพายแล้วเดินออกจากบ้านไป

            ซูซ่างจิ่นได้แต่กลั้นความโกรธ ส่วนซูซ่างเฉวียนก็ได้แต่กอดผ้าห่มผืนเล็กยืนอยู่ข้างประตูอย่างเงียบๆ มีเพื่อนในห้องเรียนคนหนึ่งบอกว่าเมื่อผู้ใหญ่ทะเลาะกัน นั่นก็หมายความว่าพวกเขาไม่รักกันแล้ว เมื่อพวกเขาไม่รักกัน พวกเขาก็จะแยกทางกัน และลูกก็จะถูกส่งไปอยู่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า หรือไม่ก็จะถูกส่งไปอยู่ที่ชนบท

            ซูซ่างเฉวียนร้องไห้ คุณพ่อกับคุณแม่ของเขาไม่รักกันแล้วใช่ไหม เขากำลังจะถูกส่งไปอยู่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าหรือไม่ก็กำลังจะถูกส่งไปอยู่ที่ชนบทแล้วใช่ไหม

    คล้ายกับเรื่องคุณย่าย้อนเวลาไปแก้ไขชะตาชีวิต (มี e-book นะคะ) ที่คุณอ่าน